เรียกว่าฉีกแนวจนน่าตกใจทุกซิงเกิลที่ปล่อยออกมาเลยก็ว่าได้สำหรับ amo อัลบั้มเต็มชุดล่าสุดของ Bring Me the Horizon อดีตวงเดธคอร์ที่กลายสายพันธ์มาเป็นวงป๊อปร็อกอย่างเต็มตัวในยุคปัจจุบันเราได้พบกับ “MANTRA” งานเพลงร็อกสุดฮึกเหิมชวนโยก “wonderful life” เพลงหม่น ๆ มัน ๆ “medicine” เพลงป๊อปร็อกชวนออกสเต็ปเต้นและ “mother tongue” อิเล็กทรอนิกป๊อปสุดหวานที่ Oliver Sykes แต่งให้กับภรรยาคนใหม่กันไปแล้ว ที่จริงก่อนจะปล่อยอัลบั้มเต็มออกมาวางจำหน่ายทางวงปล่อย “nihilist blues” ออกมาให้ฟังกันอีกเพลงแต่เนื่องจากอัลบั้มเต็มมาแล้ว เราก็จะขอตะลุยไปกับ 13 บทเพลงใหม่ของพวกเขาแบบรวดเดียวจบกันไปทีเดียวเลย

amo เปิดตัวด้วย “i apologise if you feel something” แทร็กอินเทอร์ลูดลอย ๆ เปิดอัลบั้มที่มีเพียงเสียงร้องของ Oli และซาวด์ดนตรีอิเล็กทรอนิกของ Jordan Fish เป็นตัวขับเคลื่อนบิลด์อารมณ์ กลิ่นที่ลอยออกมาคือป๊อปยุคใหม่แบบไม่เหลือเค้าโครงของความดิบสากแบบในวันวาน ตามมาด้วย “MANTRA” แทร็กที่ทำให้สื่อดนตรีบางเจ้าเรียกเขาว่าท่านผู้นำลัทธิต่อกันด้วย “nihilist blues” ที่ลดดีกรีความร็อกลงแล้วเพิ่มซาวด์อิเล็กทรอนิกแบบเข้มข้นสไตล์ยูโรแดนซ์เข้าไปแทน กีตาร์ของ Lee Malia ถูกลดบทบาทลงไปมากในเพลงนี้แ ละเป็นเพลงที่ต้องบอกว่าทำให้ทางวงสามารถขึ้นแสดงในเทศกาลดนตรีแนว EDM ได้แบบสบาย ๆ ก่อนที่จะตามมาด้วย “in the dark” ที่ Lee Malia ได้กลับมาดีดกีตาร์ให้เราฟังกันอีกครั้ง เพลงนี้มาในรูปแบบของเพลงโมเดิร์นร็อกจังหวะช้าที่ชวนให้เราเลื้อยตัวซ้ายขวาตามไปแบบเพลิน ๆ แม้จะได้ยินริฟฟ์กีตาร์ที่ทำให้นึกถึงงานชุดที่แล้วอยู่บ้าง แต่ก็มาแค่นิดเดียวจริง ๆ แต่เพลงฟังเพลินมาก ๆ แถมซาวด์เครื่องสายที่เสริมเข้ามาท้ายเพลงก็ช่วยให้เพลงนี้สวยขึ้นอีกเยอะทีเดียว ด้านเนื้อหาว่าด้วยเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่าง Oli และ Hannah Snowdon ภรรยาคนเก่า

So don’t swear to God, He never asked you
(ไม่ต้องไปสาบานต่อพระเจ้า ท่านไม่ได้ขอให้เธอทำ)
It’snot his heart you drove a knife through
(ไม่ใช่หัวใจของเขาเสียหน่อย ที่ถูกเธอปักมีดเข้าใส่)
It’s not his world you turned inside out
(ไม่ใช่โลกของเขาเสียหน่อยที่กลับตาลปัตร)
Not His tears still rolling down
(ไม่ใช่น้ำตาของเขาเสียหน่อยที่กำลังไหลริน)

แทร็กต่อมาคือ “wonderful life” feat. สเด็จพ่อ Dani Filth แห่ง Cradle of Filth ที่ช่วยมากระตุ้นความโหดให้กับอัลบั้มนี้กันอีกเล็กน้อย หรือจะเรียกว่าเอาใจแฟนเพลงยุคกลางของวงก็พอได้แล้วก็เป็นคิวของเพลงชื่อสั้นจำง่าย “ouch” (ออกเสียงว่าเอ้าช์ เหมือนคนไทยร้อง โอ๊ย) ซึ่งก็ฉีกจากความร็อกไปไกลอีกแล้วแทร็กนี้เป็นอินเทอร์ลูดสั้น ๆ ที่ถ้าไม่บอกว่ากำลังฟังวงร็อกชื่อ Bring Me the Horizon อยู่ เราจะนึกว่าเป็นผลงานของศิลปินฮิพฮอพรุ่นใหม่มากกว่า เพลงนี้เป็นการบิลด์อารมณ์ก่อนเข้าสู่เพลงป๊อปร็อกเนื้อหาหนักแน่นอย่าง “medicine”ที่ปล่อยออกมาให้ทำความรู้จักกันก่อนแล้ว

จบจากเพลงยาไป ชาวร็อกก็ได้เฮกันอีกครั้งเพราะริฟฟ์กีตาร์หน่วง ๆ ยาน ๆ สาดเข้ามากระแทกหูกันต่อในเพลง “sugar honey ice & tea”ที่แม้ Oli จะไม่ได้สำรอกออกมาแบบสะใจแล้วแต่เพลงนี้ก็ถือว่ามีความ upbeat และชวนโยกหัวมากกว่าหลาย ๆ แทร็กที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด ที่เด่นคือท่อนฮุกของเพลง ที่เบลนด์เอาความป๊อปร่วมสมัยและความร็อกเข้าไว้ด้วยกันได้แบบไม่รู้สึกน่าอึดอัด เสียงฟอลเซ็ตโต้ที่ร้องชื่อเพลงออกมาก็ถือว่า…ประหลาดดี ที่น่าดีใจก็คือลูกกลองของ Matt Nichols หวดได้สะใจมาก ไม่ต้องเล่นเร็ว ๆ รัว ๆ แต่เน้นทุกดอก ชอบครับ ช่วงท้ายของเพลงเราจะได้ยิน Oli กลับมาสำรอกกันอีกนิดหน่อย (นึกว่าจะไม่มีซะแล้ว) และ Lee Malia ผู้น่าสงสารของเราก็ได้โซโล่กีตาร์โชว์กับเค้าเสียที

Bring Me the Horizon ดูจะเป็นวงที่ถนัดเรื่องการกระชากอารมณ์ เพราะจากเพลงมัน ๆ ในแทร็กก่อนหน้า เพลงถัดมาอย่าง “why you gotta kick me when I’m down?” ก็หันไปหาซาวด์อิเล็กทรอนิกกันอีกแล้ว แอบรู้สึกว่าเพลงนี้ได้รับอิทธิพลของศิลปินฮิพฮอพรุ่นใหม่ ๆ มาเยอะมาก ขาดก็แค่การแร็ปแบบดุดันใส่ลงไปเท่านั้น ไม่งั้นก็เรียก Lil Sykes กันได้แบบเต็มปากเต็มคำเสียที แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นอีกแทร็กที่ฟังโคตรเพลินการได้ Jordan Fish มาเสริมทัพทำให้วงในยุคหลังมีลูกเล่นลูกล่อลูกชนในดนตรีเยอะมาก

แม้จะมีเพลงเยอะ แต่อัลบั้มนี้ก็มีแทร็กคั่นเยอะด้วยเช่นกัน และ “fresh bruises” ก็เป็นอีกท่อนของอัลบั้มนี้ที่ Jordan Fish รับหน้าที่ปล่อยของบิลด์อารมณ์กันก่อนเข้าสู่เพลงรักที่หวานที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Bring Me the Horizon อย่าง “mother tongue” ที่ถ้าคนเคยฟังแค่ผลงานยุคแรกของ Bring Me the Horizon แล้วข้ามมาฟังเพลงนี้เลยจะต้องอุทานแน่นอนว่านี่มันวงเดียวกันแน่หรือเปล่า ถึงจะมาแบบป๊อปสุดทางจนนึกว่าเป็นผลงานของ Justin Bieber หรือ The Chainsmoker แต่ก็ต้องยอมรับว่าทางวงสามารถทำออกมาได้ดีมาก ๆ และเป็นเพลงที่ติดหูแบบพร้อมท้าชนเพลงป๊อปที่มีอยู่ดาดเดื่อนในวงการเพลงกระแสหลักตอนนี้

และก็มาถึงเพลงที่ตัวผู้เขียนเองตั้งตารอมาตั้งแต่วันแรกที่ทราบแทร็กลิสต์ของอัลบั้มนี้“heavy metal” (feat. Rahzel) ยอมรับเลยว่าเป็นการตั้งชื่อที่อหังการมาก ๆ เพราะทางวงไม่มีอะไรใกล้เคียงกับแนวดนตรีที่เรียกว่าเฮฟวีเมทัลแม้แต่น้อย แต่เมื่อได้ฟังท่อนฮุกก็พบว่าทางวงตั้งใจสื่อสารกับแฟนเพลงยุคเก่า ที่ไม่ยินดีกับแนวทางดนตรีที่เปลี่ยนไปของวงและทำให้เราเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า พวกเขารู้ดีว่าสิ่งที่ทำลงไปจะได้รับผลกระทบในแง่ไหนกลับมา แต่ก็เป็นทางที่ตัดสินใจเลือกแล้ว

And I keep picking petals
(ฉันเลือกจะเด็ดกลีบดอกไม้ต่อไป)
I’m afraid they don’t love me anymore
(แม้จะกลัวเหลือเกินว่าพวกเขาอาจไม่รักฉันอีกต่อไปแล้ว)
‘Cause a kid on the ‘gram in a Black Dahlia tank
(เพราะเด็กคนนั้นในอินสตาแกรม ที่ใส่เสื้อ Black Dahlia)
Says it ain’t heavy metal
(บอกว่านี่มันไม่ใช่เฮฟวี่เมทัล)
(And that’s alright, that’s alright)
(ซึ่งมันก็ไม่เป็นไรหรอก ไม่เป็นไรเลย)

การใส่นักบีตบ็อกซ์อย่าง Rahzel แห่งวง The Root เข้ามาแทนในตำแหน่งที่ควรจะเป็นการโซโล่กีตาร์ก็ถือว่าเป็นการหยอกล้อกับชาวร็อกที่แสบมาก ๆ รวมถึงการสำรอกตอนจบเพลงนั่นอีก ก็ถือว่า Bring Me the Horizon ได้เลือกทางเดินที่ไม่มีวันหันหลังกลับมาได้เรียบร้อยแล้ว

และแทร็กปิดอัลบั้มอย่าง “i don’t know what to say” ก็มาพร้อมกันอินโทรเครื่องสาย ตามมาด้วยเสียงกีตาร์โปร่ง… ยอมรับเลยว่าอัลบั้มนี้ใส่ความคาดไม่ถึงมาให้เยอะมาก ๆ เพลงนี้พูดถึงเรื่องราวของ Aiden เพื่อนคนหนึ่งของ Oliver Sykes นักร้องนำ ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งและเสียชีวิตไปแล้ว (เพลงนี้แต่งไว้ตอนที่เขายังมีชีวิต)ด้วยเนื้อหา ด้วยซาวด์ และด้วยตำแหน่งที่ถูกวางไว้ในอัลบั้มต้องบอกตามตรงว่าเพลงนี้เป็นเพลงที่ ‘ใหญ่’ มากในหลายความหมาย และคิดว่าถ้าถูกนำไปแสดงสดในสเตเดียมใหญ่ ๆ น่าจะเป็นการปิดฉากคอนเสิร์ตที่อลังการไม่น้อย

BMTH ส่งแขกด้วยซาวด์ออเครสตราแบบยิ่งใหญ่ บอกลากันไปให้รู้แจ้งเห็นจริง ว่าพวกเขาไม่ใช่เด็กน้อยจากเมืองเชฟฟิลด์ที่ขึ้นเวทีเพื่อสำรอกแบบโหดร้ายอีกต่อไปแล้ว – งานชุด amo แสดงให้เห็นถึงความสามารถที่หลากหลาย ทั้งในแง่ของการเขียนเนื้อเพลงที่สะกิดใจคนฟังและการทำดนตรีให้เหมาะกับอารมณ์ของเพลง ไม่ใช่สักแต่ว่าเล่นหนักอย่างเดียว

ยอมรับตามตรงว่าแม้จะไม่ร็อก ไม่เมทัลถึงใจเหมือนรสนิยมหลักของผู้เขียน แต่ amo ก็เป็นอีกหนึ่งผลงานชั้นเซียนที่แสดงให้เห็นถึงการเจริญเติบโตทางความคิดและศักยภาพทางดนตรีของ Oliver Sykes, Jordan Fish, Lee Malia, Matt Kean และ Matt Nicholls ในนาม Bring Me the Horizon ได้เป็นอย่างดี

amo วางจำหน่ายวันนี้ (25 มกราคม) เป็นวันแรก