Slipknot วงดนตรีเก้าหน้ากากนรกจากรัฐไอโอว่า กลับมาอีกครั้งพร้อมกับอัลบั้มใหม่ที่มีชื่อว่า .5: The Gray Chapter สตูดิโออัลบั้มลำดับที่ห้าต่อจากอัลบั้ม All Hope is Gone ที่วางแผงไปเมื่อปี 2008 ทิ้งช่วงไปถึง 6 ปีเต็ม ๆ ซึ่งอัลบั้มนี้ก็ยังคงออกกับสังกัด Roadrunner Records เช่นเคย และทางวงก็ยังลงมือโปรดิวซ์เองร่วมกับ Greg Fidelman โปรดิวซ์เซอร์ฝีมือฉกาจผู้เคยฝากผลงานกับวง Black Sabbath, Metallica, Red Hot Chili Peppers และ Adele มาแล้ว ถือว่ามีประสบการณ์รวมไปถึงมีโปรไฟล์ที่หลากหลายทีเดียว นอกจากนั้นสิ่งที่น่าสนใจไม่น้อยสำหรับอัลบั้มนี้คือการขาดสองสมาชิกหลักยุคดั้งเดิมอย่าง Paul Gray มือเบสที่ล่วงลับไปแล้ว และ Joey Jordison มือกลองฝีมือระดับเวิลด์คลาสที่โดนผลักออกจากวงไปด้วยเหตุผลบางประการ ทำเอาแฟน ๆ ลุ้นกันตัวโก่งว่าทิศทางในอัลบั้มของวงจะเป็นไปในทิศทางไหน แต่ไม่ต้องลุ้นแล้วครับไปลุยกันเลยดีกว่า

ซาวด์ในอัลบั้มนี้ยังคงเอกลักษณ์ในแบบ Slipknot ไว้ครบถ้วนทุกองค์ประชุม ทั้งเสียงริฟฟ์กีตาร์ยานคางคีย์ต่ำ เสียงเบสอื้ออึง เสียงเพอร์คัสซั่นโครมคราม เสียงแซมปลิ้งและเทิร์นเทเบิ้ล เสียงเบิ้ลกระเดื่องมัน ๆ และเสียงร้องทั้งสำรอกและเสียงคลีน โดยเพลงในอัลบั้มนี้มีทั้งหมด 2 แผ่น 16 เพลงรวมกับ hidden track อีก 3 เพลง เป็น 19 เพลงพอดี โดยผมขออัลบั้มนี้แบ่งเป็น 3 ส่วนซึ่งประกอบด้วยเพลงที่มีสปีดเร็ว, ปานกลาง, และช้า

ขอเริ่มจากเพลงที่มีสปีดเร็วก่อนได้แก่ “Sarcastrophe”, “AOV” (เพลงนี้ท่อนฮุกยังกับ Stone Sour), “Lech”, “Custer” และ “The Negative One” โดยตัวเพลงจะมีมูฟเมนต์และริธึมที่ทำให้เรานึกถึงกลิ่นในอัลบั้ม Iowa ดนตรีเดินหน้าฆ่ามัน มีพลังทำลายล้างสูง อัดกันยับ มีทั้งจังหวะชวนโยก จังหวะสับ รวมไปถึงบลาสต์บีตจากกลองเพิ่มดีกรีความโดดให้กับเพลง รวมไปถึงเสียร้องที่อัดแน่นไปด้วยท่อนร้องรัว ๆ มัน ๆ

ต่อด้วยเพลงสปีดปานกลางซึ่งเป็นเพลงส่วนใหญ่ในอัลบั้มนี้ ได้แก่ “The Devil in I”, “Killpop”, “Skeptic”, “Nomadic”, “The One That Kill the Least” และ “Overide” จังหวะของเพลงกลุ่มนี้จะออกไปทางหน่วง ๆ ยก ๆ เน้นโยกเป็นหลัก เหมาะกับการเล่นสดแล้วสั่งคนดูให้โดดตามมา อารมณ์จะใกล้เคียงกับเพลงในอัลบั้ม All Hope is Gone อย่าง “Psychosocial” เป็นต้น

สุดท้ายเพลงช้า ประกอบไปด้วยเพลง “XIX” (เพลงอินโทรใช้มุกซาวด์หลอน ๆ ชวนขนลุกเปิดอัลบั้มเช่นเคย), “Goodbye”, “If Rain is What You Want” และ “The Burden” ดนตรีจะเดินด้วยความช้าจากปกติในอัลบั้ม เน้นอารมณ์ดาร์กและหม่นเต็มที่ มีซาวด์ที่ชวนเครียดและชวนหดหู่ด้วยเช่นกัน เหมือนพยายามจะสื่อถึงอะไรบางอย่าง ซึ่งก็น่าจะหมายถึง Paul Gray มือเบสผู้ล่วงลับไปแล้วนั่นเอง ตามบทสัมภาษณ์ของ Corey Taylor ที่เคยกล่าวไว้ว่า “ได้รับแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์ของพอลในการเขียนเพลง” แต่บางเพลงกลางท่อนอาจจะมีการปรับจังหวะให้หนักขึ้นมาบ้างแต่ก็จะผ่อนลงไป โดยเฉพาะเพลง “The Burden” อารมณ์เพลงนี้จะคล้ายกับเพลง “Gently” ในอัลบั้ม Iowa มาก ๆ

ส่วนเพลงที่เหลืออย่าง “Be Prepared for Hell” และ hidden track อีก 3 เพลง จะเป็นซาวด์หลอน ๆ คล้ายหนังสยองขวัญ บรรยากาศดูลึกลับ เน้นการใช้เสียงแซมปลิ้งและซินธิไซเซอร์เป็นหลัก จะมีแค่ hidden track เพลงสุดท้ายที่มีเสียงร้องคลอไปกับแอคคอร์เดียนและเสียงแซมปลิ้ง ให้อารมณ์เพลงในงานศพมาก ๆ

บทสรุปของอัลบั้มนี้ก็คือมาตรฐานเดิมของ Slipknot ในแบบที่แฟนเพลงคาดเดาได้ครับ ไม่ได้มีอะไรหวือหวาหรือแปลกใหม่แต่อย่างใด แฟนเพลงของวงไปสอยมาได้เลย อาจจะมีแค่บางเพลงที่ทำให้นึกถึงผลงานในอัลบั้ม Iowa บ้างซึ่งบางคนอาจจะผิดหวัง แต่เอาเถอะครับดีกว่าไม่มีเลยนะ ฮ่า ๆ

สำหรับผมโดยส่วนตัวแล้วก็ถือว่าโอเคกับอัลบั้มนี้ครับฟังได้เพลิน ๆ ให้หายคิดถึงวง แต่สิ่งที่ผมสังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงไปชัดเจนของสองสมาชิกดั้งเดิมคือเสียงกลอง เมื่อตั้งใจฟังพาร์ทกลองที่เคยมีความละเอียดสูงของ Joey มันลดลงไปมากครับฟังแล้วไม่ค่อยตื่นเต้นเท่าไหร่ แต่ยังไงก็แล้วแต่ถ้า Slipknot ยังคงเล่นเมทัลในสไตล์ตัวเองอยู่ ไม่ได้หันไปเล่นเพลงป๊อปเราก็ควรจะสนับสนุนผลงานของพวกเค้าต่อไปเพราะเหล่า Maggots มีหน้าที่หล่อเลี้ยงให้วงการเมทัลมีพลังเดินหน้าต่อไปอยู่แล้วเพราะ “We are the pulse of the MAGGOTS!”

ปล. ผลงานชิ้นนี้ค่าย Warner Music Thailand ได้ลิขสิทธิ์จัดจำหน่ายในไทยในราคาเพียง 399.- เท่านั้น หาซื้อได้ที่ B2S ทุกสาขาครับ ชอบจริงต้องซื้อแผ่นแท้นะไม่ใช่โหลดเอาฟรี!