สำหรับนักชมคอนเสิร์ต หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกกันว่า concert-goer หนึ่งในฝันร้ายที่หลายคนไม่อยากให้เกิดขึ้นกับตัวเองเลยก็คือการที่บัตรคอนเสิร์ตขายหมดเกลี้ยง (sold out) แบบที่เราไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้เลือกที่นั่ง ซึ่งเรื่องแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นที่ประเทศไทย กลับกันในดินแดนที่ดนตรีเติบโตมากที่สุดในโลกอย่างสหรัฐอเมริกากลับเจอปัญหานี้ในระดับที่หนักกว่า เพราะมีคนเขียนโปรแกรมบอทสำหรับกว้านซื้อบัตรคอนเสิร์ตในงานที่มีความต้องการสูงเพื่อไปอัพราคาขายต่อ (resell) กันแบบเป็นล่ำเป็นสัน

คนที่ควรเข้ามาแก้ไขปัญหานี้ควรจะเป็นใคร? คำตอบในใจใครหลายคนน่าจะเหมือนกัน คือ ผู้ให้บริการจำหน่ายบัตรคอนเสิร์ต ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องที่ยากที่จะให้บริษัทเหล่านี้เข้ามาจัดการ (เพราะเป็นการเพิ่มงานแถมไม่ได้เงินเพิ่ม) ที่ยิ่งแย่ไปกว่านั้นก็คือมีรายงานจากนักข่าวไม่ประสงค์ออกนามจากสำนักข่าว CBC News ออกมาแฉว่าที่จริงแล้ว Ticketmaster ผู้ให้บริการจำหน่ายบัตรคอนเสิร์ตรายใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ก็มีเอี่ยวกับวงการตั๋วผีนี้ด้วยเช่นกัน

 

 

ไม่ใช่แค่ Ticketmaster ได้รับเงินค่าบัตรจากการขายตั๋วคอนเสิร์ตหมดอย่างรวดเร็ว แต่ทางบริษัทยังได้รับส่วนแบ่งจากคนที่นำบัตรผีไปขายอัพราคาอีกต่อ!

นักข่าวคนดังกล่าวปลอมตัวเป็นพ่อค้าตั๋วผีเข้าไปร่วมงานประชุม Ticket Summit ที่นครลาสเวกัส เพื่อเข้าร่วมใช้งานแพลตฟอร์ม TradeDesk ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ในการจำหน่ายตั๋วผีที่ทาง Ticketmaster เป็นผู้จัดทำขึ้นเอง ซึ่งทางตัวแทนของ TradeDesk ก็ยอมรับว่า ‘ปิดหูปิดตา’ ในการที่สมาชิกผู้ใช้งานแพลตฟอร์มดังกล่าวใช้โปรแกรมบอทในการกว้านซื้อตั๋วคอนเสิร์ตมาขายต่อในราคาที่สูงขึ้น ตัวแทนรายหนึ่งของ TradeDesk กล่าวว่า “ผมมีโบรกเกอร์บางคนที่มีบัญชีเป็นร้อย ๆ อันเลยครับ มันไม่ใช่สิ่งที่เรามองหาหรือรายงานออกไป”

ตัวแทนรายหนึ่งของ TradeDesk ให้ข้อมูลกับนักข่าวสายสืบที่เจาะลงไปหลังจากที่ยิงคำถามเรื่องโปรแกรมบอทในเรื่องนี้ว่า:

“เราไม่เปิดเผยรายงาน เราไม่เปิดเผยรายชื่อ เราไม่เปิดเผยรายละเอียดของบัญชีต่าง ๆ กับเว็บไซต์หลัก อย่างน้อยก็ในช่วงหนึ่ง เราใช้เงินหลายล้านดอลลาร์ลงไปกับเจ้าเครื่องมือตัวนี้ สิ่งสุดท้ายที่เราต้องการทำก็คือการทำให้โบรกเกอร์ของเราถูกจับได้และไม่สามารถขายสิ่งที่มีกับเราได้อีกต่อไป เราไม่ได้ต้องการจะสร้างกับดักหนูอันใหม่ขึ้นมาหรอกนะ”

และเมื่อมองกันที่ผลประโยชน์ ก็ทำให้การเพิกเฉยของทาง Ticketmaster ดูมีเหตุผลรองรับกันขึ้นมาทันที เพราะในราคาตั๋วที่ถูกอัพขึ้นบน TradeDesk จะไม่ได้เข้ากระเป๋าผู้ขายโดยตรงอย่างเดียว แต่ยิ่งราคาสูงเท่าไหร่ Ticketmaster ก็จะได้รับส่วนแบ่งมากเท่านั้นด้วยเช่นกัน เช่น ถ้าตั๋วคอนเสิร์ตราคารีเซลสามารถขายได้ 209.50 ดอลลาร์สหรัฐ ทางบริษัทฯ จะได้รับส่วนแบ่ง 25.75 ดอลลาร์ หรือถ้าขายตั๋วบนเว็บไซต์ TradeDesk ได้ในราคา 400 ดอลลาร์ ทาง Ticketmaster ก็จะได้ส่วนแบ่งราว 76 ดอลลาร์ เป็นต้น

 

 

นอกจากการเพิกเฉยไม่จัดการกับเหล่าบอทซื้อตั๋ว ทาง CBC News ยังเผยออกมาอีกด้วยว่า Ticketmaster ได้จัดทำคู่มือสำหรับการเป็นรีเซลเลอร์เพื่อมอบให้พ่อค้าที่ร่วมงานกันบน TradeDesk รวมถึงมีรายละเอียดเรื่องส่วนแบ่ง และรางวัลตอบแทนเมื่อทำยอดขายได้ทะลุเป้าด้วย เช่น หากทำยอดขายได้ปีละ 500,000 ถึง 1 ล้านดอลลาร์ ทาง Ticketmaster ก็จะลดการเก็บค่าส่วนแบ่งลงจากเดิม และจากข้อมูลที่ CBC มีอยู่ก็ทำให้เราได้ทราบว่า โบรกเกอร์รายใหญ่ของแพลตฟอร์มซ้อนแผนแห่งนี้สามารถทำเงินได้ถึง 5 ล้านดอลลาร์ต่อปี (เหี้ย!)

ที่น่าตลกก็คือ เบื้องหน้า Ticketmaster วางตัวเป็นมิตรกับผู้บริโภคและ ‘ทำเหมือนกับว่า’ ร่วมต่อสู้ไปกับเหล่าผู้บริโภคด้วย เช่นการตั้งลิมิตในการซื้อบัตรต่อคนให้ไม่เกิน 6-8 ใบ (แต่ถ้ามีบอทหลายตัว ข้อจำกัดนี้ก็หมดไป) ในอดีตทางบริษัทเคยออกมาพูดตำนิคนที่ซื้อตั๋วคอนเสิร์ตไปอัพราคาขายต่อว่าเป็นพวก ‘โจรสลัด’ รวมถึงเคยออกมากระตุ้นให้รัฐบาลแก้ไขกฎหมายให้การทำสิ่งเหล่านี้กลายเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย

แต่ในเบื้องหลัง กลับจัดแจงตั้งบูธขายแพ็กเกจพ่อค้าอัพตั๋วในงานประชุมใหญ่แบบหน้าตาเฉย แถมยังดูแลอย่างดีและมีรางวัลตบท้ายให้ พออ่านมาถึงตรงนี้ก็เริ่มสงสัยแล้วว่าพวกลุง ๆ น้า ๆ ที่ชอบมาตะโกน “บัตรเหลือรับซื้อ” ที่หน้าคอนเสิร์ตในประเทศไทยทั้งหลายทั้งปวงนี่เป็นคนในกับเค้าด้วยหรือเปล่าน้า?

ณ ปัจจุบันยังไม่มีการออกมาแสดงความเห็นใด ๆ จากฝั่งบริษัท Ticketmaster

[ ที่มา – CBC News, Loudwire, The Star ]

ผู้ร่วมก่อตั้ง และเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของเว็บไซต์แห่งนี้ (เพราะมีเวลาว่างมากกว่าเพื่อนคนอื่นที่ทำด้วยกัน) ฟังเพลงป๊อปได้ ไม่ใช่ปัญหา เป็นคนพูดน้อย เวลาอยู่คนเดียวแทบไม่พูดอะไรเลย

CONTACT:
EMAIL | FB | IG | TW