สำหรับแฟนหนัง ชื่อ American Pie คงทำให้หลายคนนึกถึงหนังตลกวัยรุ่นยุค 90 แต่สำหรับแฟนเพลงแล้ว “American Pie” คือเพลงดังปี 1971 ของ Don McLean เล่าถึงโศกนาฏกรรมเมื่อครั้งที่ Buddy Holly, Ritchie Valens และ J. P. “The Big Bopper” Richardson 3 ศิลปินร็อกแอนด์โรลดาวรุ่งของสหรัฐฯ ต้องเสียชีวิตพร้อมกัน จากอุบัติเหตุเครื่องบินตกเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ปี 1959 การที่ Don McLean นิยามเหตุการณ์นั้นเปรียบดั่ง The day the music died ทำให้ “วันที่ดนตรีถึงแก่กรรม” กลายเป็นคำที่ผู้คนใช้รำลึกถึงการสูญเสียดังกล่าวมานับแต่นั้น

(หมายเหตุ – เหตุผลที่ Don McLean ตั้งชื่อเพลงว่า American Pie เพราะเชื่อกันว่าเครื่องบินรุ่น Beechcraft Bonanza ลำที่เกิดอุบัติเหตุ ถูกตั้งฉายาด้วยชื่อดังกล่าว แต่ไม่มีหลักฐานใดยืนยันว่า เคยมีการตั้งชื่อให้กับเครื่องบินมรณะลำนั้นแต่อย่างใด)


1959: Twilight of Rock & Roll (สนธยาแห่งร็อกแอนด์โรล)

ปี 1959 นับเป็นปีที่วงการดนตรีร็อกแอนด์โรลเข้าสู่ช่วงขาลง เนื่องจากศิลปินตัวหลักมีอันต้องระงับงานเพลงพร้อม ๆ กัน จากปัจจัยที่หลากหลาย โดย Elvis Presley กำลังอยู่ในระหว่างการเกณฑ์ทหาร, Little Richard ต้นแบบศิลปินแกลม ร็อก หันหลังให้วงการเพลงเพื่อไปเป็นนักเทศน์, Jerry Lee Lewis นักเปียโนเจ้าของฉายา The Killer กำลังถูกแบนจากสถานีวิทยุ เพราะถูกสังคมประณามจากการแต่งงานกับญาติ ที่เป็นเพียงเด็กสาววัย 13 ปี
ส่วนช่วงปลายปี Chuck Berry มือกีตาร์ผู้เป็นบิดาแห่งร็อกแอนด์โรล ยังมาโดนจับกุม ก่อนได้รับโทษจำคุก 3 ปี ในข้อหาลักพาตัวและพรากผู้เยาว์เด็กสาววัย 14 ปี

วิบากกรรมของศิลปินรุ่นพี่ น่าจะทำให้ปี 1959 เป็นโอกาสที่ดีสำหรับ Buddy Holly นักร้อง-นักแต่งเพลงวัย 22 ปี ได้มีโอกาสจรัสแสงอย่างเต็มที่ เนื่องจากร็อกสตาร์ดาวรุ่งผู้นี้ เพิ่งจะแยกทางกับ The Crickets วงดังของเขา และกำลังเดินหน้าแจ้งเกิดในฐานะศิลปินเดี่ยวอย่างเต็มตัว

เพื่อเก็บเกี่ยวความสำเร็จที่รออยู่ข้างหน้า Buddy Holly ตอบรับการเป็นเฮดไลน์เนอร์ให้กับ Winter Dance Party ทัวร์คอนเสิร์ตหฤโหด 24 วัน ใน 24 เมือง Midwest ของสหรัฐฯ โดยการแสดงรอบแรกจะเริ่มในวันที่ 23 มกราคม และไปสิ้นสุดในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ซึ่งระหว่างนั้น ยังเป็นช่วงที่หลายเมืองในสหรัฐคงปกคลุมไปด้วยหิมะ

เมื่อแยกทางกับวง The Crickets แล้ว Buddy Holly จึงต้องฟอร์มวงขึ้นมาใหม่ สมาชิกหน้าใหม่ประกอบไปด้วย Waylon Jennings (เบส), Tommy Allsup (กีตาร์) และ Carl Bunch (กลอง) ศิลปินร่วมทัวร์ครั้งนั้นยังมีทั้ง Ritchie Valens ร็อกเกอร์หนุ่มวัย 17 ปี เจ้าของเพลง “La Bamba” อันโด่งดัง, J. P. Richardson ดีเจและนักร้องเจ้าของเพลงร็อกแอนด์โรลอมตะ Chantilly Lace ส่วน Dion DiMucciกับวง The Belmonts คือศิลปินที่มาร่วมทัวร์เป็นรายสุดท้าย


Tour from Hell (ทัวร์จากนรก)

ปัจจุบัน การจัดทัวร์คอนเสิร์ตถือเป็นธุรกิจมูลค่านับพันล้าน การจัดตารางทัวร์แต่ละครั้ง ผู้จัดงานจำเป็นต้องวางแผนมาเป็นอย่างดี เพื่อลดช่วงเวลาของการเดินทาง และลดต้นทุนของการขนย้ายอุปกรณ์ แต่ในปี 1959 แนวคิดดังกล่าวยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับ General Artists Corporation โปรโมเตอร์งาน Winter Dance Party ที่เลือกวันจัดแสดงโดยไม่คำนึงถึงระยะทางและเวลาที่ใช้ในการเดินทาง การจัดตารางทัวร์แบบขอไปที ทำให้ศิลปินกลุ่มนี้ต้องใช้เวลาเดินทางระหว่างงาน 2 ที่ เป็นระยะทางไปต่ำกว่าวันละ 300 ถึง 400 กิโลเมตร

ที่แย่เสียยิ่งกว่า คือพาหนะที่ใช้ในการเดินทางตลอดทั้งทัวร์ ซึ่งก็คือรถบัสที่ดัดแปลงมาจากรถรับส่งนักเรียนเพียงคันเดียว โดยนักดนตรีต้องทำหน้าที่เคลื่อนย้ายอุปกรณ์และเครื่องดนตรีด้วยตนเอง ซ้ำร้ายเครื่องทำความร้อนในรถยังเสียบ่อยครั้ง การเดินทางท่ามกลางอากาศเย็นยะเยือกตั้งแต่ 0 องศา จนถึง – 30 องศา ในช่วงฤดูหนาวของแถบ Midwest ทำให้ Ritchie Valens และ J. P. Richardson ป่วยเป็นไข้หวัด ส่วน Carl Bunch มือกลองของ Buddy Holly ต้องถูกส่งเข้าโรงพยาบาล เพื่อรักษาอาการหิมะกัดเท้า ภาระจึงตกอยู่ที่มือกลองของวง The Belmonts ที่ต้องรับหน้าที่มือกลองจำเป็นให้กับ Buddy Holly และเมื่อถึงคราวที่ Dion DiMucci กับวง The Belmonts ขึ้นแสดง Buddy Holly และ Ritchie Valens ก็ต้องสลับกันทำหน้าที่มือกลองให้กับพวกเขาอย่างทุลักทุเล

มาถึงตอนนี้ Buddy Holly จึงเริ่มมีความคิดว่า การเดินทางด้วยรถบัสอยู่อย่างนี้อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด เขาจึงติดต่อไปยัง Dwyer Flying Service บริษัทให้เช่าเครื่องบินขนาดเล็ก เพื่อขอเช่าเครื่องบินที่จะช่วยให้เขาและสมาชิกในวง ได้ลดเวลาการแก่วอยู่บนถนน เพื่อจะได้มีเวลาเตรียมตัว, พักผ่อน และจัดการกับเสื้อผ้าที่ไม่ได้ทำความสะอาดมาหลายวัน นับตั้งแต่ทัวร์เริ่มต้น


Last Live (คอนเสิร์ตสุดท้าย)

โชว์สุดท้ายก่อนเที่ยวบินมรณะ จัดขึ้นที่ Surf Ballroom เมืองเคลียร์เลก รัฐไอโอวา เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ปี 1959 แต่เดิมโชว์นี้ไม่อยู่ในตารางทัวร์ แต่ General Artists Corporation เห็นว่ายังมีวันว่างเหลืออยู่ในตาราง เลยเพิ่มการแสดงเข้าไปอีกรอบ แม้จะเป็นคืนวันจันทร์ แต่บัตรการแสดงทั้ง 2 รอบก็ถูกแฟนเพลงกว้านซื้อไปจนหมด แฟนเพลงวัยรุ่น 1,100 รายที่อยู่ในฮอลล์ต่างเต็มไปด้วยความสนุกสนาน ขณะที่หิมะด้านนอกสถานที่จัดงานเริ่มโปรยปรายลงมาเงียบ ๆ การแสดงไปจบในเวลาประมาณเที่ยงคืน แฟนเพลงแยกย้ายกลับบ้าน ส่วนศิลปินก็เตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางที่รอพวกเขาอยู่ในคืนนั้น


The Sky Belongs to the Stars (ท้องฟ้าคือที่สถิตของดารา)

เครื่องบินที่จะนำ Buddy Holly และคณะไปยังจุดหมายต่อไปได้แก่ Beechcraft Bonanza เครื่องบินรุ่นปี 1947 ขนาด 4 ที่นั่ง ซึ่ง Buddy Holly เช่ามาด้วยราคา 108 ดอลลาร์ โดยเขาจะหาร 3 กับเพื่อนร่วมทางอีก 2 คน ตกเป็นเงินคนละ 36 ดอลลาร์

แต่เดิมคนที่จะร่วมบินไปกับเขาได้แก่ 2 เพื่อนร่วมวงอย่าง Waylon Jennings มือเบส และ Tommy Allsup มือกีตาร์ แต่มีการเปลี่ยนตัวผู้โดยสารภายหลัง เมื่อ J. P. Richardson นักร้องวัย 28 ปี กำลังป่วยเป็นไข้หวัด เขาจึงขอแลกที่นั่งกับ Waylon Jennings ส่วน Ritchie Valens หนุ่มน้อยซูเปอร์สตาร์ ที่เคยกลัวการขึ้นเครื่องบิน กลับนึกสนุกอยากลองบินเที่ยวนี้ เลยขอเสี่ยงโชคด้วยการโยนเหรียญแลกที่นั่งกับ Tommy Allsup หนุ่มน้อยเลือกหัว ซึ่งเหรียญก็ออกหัวตามที่เขาปราถนา ก่อนขึ้นเครื่อง Ritchie Valens กล่าวอย่างดีใจเป็นครั้งสุดท้ายว่า “ผมไม่เคยเสี่ยงเหรียญชนะใครมาก่อนเลย”

เมื่อรู้ว่าไม่มีเพื่อนร่วมวงคนไหนร่วมบินไปกับเขาเลย Buddy Holly ก็แซวว่า “ขอให้รถบัสเส็งเคร็งของพวกแกเย็นเป็นน้ำแข็ง” ทำให้ Waylon Jennings แซวกลับไปบ้างว่า “ขอให้เครื่องบินเส็งเคร็งของแกตกแล้วกัน” โดย Waylon Jennings ไม่ทันคิดว่า มันจะกลายเป็นมุกตลกที่หลอกหลอนเขาไปชั่วชีวิต


February 3, 1959 (3 กุมภาพันธ์ 1959)

ผู้ทำหน้าที่นักบินในคืนนั้นได้แก่ Roger Peterson นักบินหนุ่มวัย 21 ปี นักบินของ Dwyer Flying Service แม้จะเหนื่อยจากการทำงานมาก่อนหน้านั้นถึง 17 ชั่วโมง แต่ Roger Peterson ก็ไม่ขอพลาดโอกาสทำหน้าที่โชเฟอร์ให้นักร้องซูเปอร์สตาร์ทั้ง 3 คน

เครื่องบิน Beechcraft Bonanza ทะยานสู่ท้องฟ้าในเวลา 00.55 นาฬิกา ของวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 1959 โดย Hubert Jerry Dwyer เจ้าของ Dwyer Flying Service มาดูการออกตัวของเครื่องอยู่ที่ชานชาลาด้านนอกหอบังคับการบิน เขามองเห็นไฟจากหางเครื่องบินอย่างชัดเจนเมื่อเครื่องออกตัว แต่ไม่นานแสงดังกล่าวก็หายไป พอถึงเวลา 01.00 นาฬิกา Hubert Jerry Dwyer ได้ขอให้เจ้าที่สื่อสารติดต่อไปยัง Roger Peterson หลังจากนักบินหนุ่มขาดการติดต่อไปหลายนาที แต่ไม่มีสัญญาณใด ๆ ตอบกลับมา

พอรุ่งสาง Hubert Jerry Dwyer ได้นำเครื่องขึ้นบินเพื่อตามหานักบินหนุ่มของเขา ขับไปได้ไม่กี่นาที เขาก็เจอสิ่งที่ตามหา ภาพที่เห็นคือซากของ Beechcraft Bonanza ติดกับรั้วไร่ข้าวโพดที่เต็มไปด้วยหิมะ ห่างจากสนามบินไม่ถึง 10 กิโลเมตร

จากสภาพในที่เกิดเหตุ มีการประเมินว่า Beechcraft Bonanza น่าจะดิ่งลงสู่พื้นด้วยความเร็วสูง หรือประมาณ 270 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนที่กระแทกพื้นก่อนคือปีกด้านขวา ทำให้ตัวเครื่องหมุนกลิ้งต่อไปอีก 160 เมตร ก่อนที่จะไปติดอยู่ที่รั้วลวดหนาม ร่างของ Buddy Holly และ Ritchie Valens กระเด็นออกมาแน่นิ่งอยู่ข้าง ๆ ซากเครื่องบิน ส่วน J. P. Richardson กระเด็นข้ามรั้วไปตกยังที่ดินของเพื่อนบ้าน ร่างของนักบิน Roger Peterson ยังคงติดอยู่ในซากของเครื่องบิน จากการยืนยันของเจ้าหน้าที่ระบุว่า คนทั้ง 4 เสียชีวิตในที่เกิดเหตุทันที


Investigation (การสอบสวน)

สำนักงานการบินพลเรือนของสหรัฐฯ ได้ทำการสอบสวนประวัติของนักบิน ซึ่งพบว่า Roger Peterson นักบินเที่ยวมรณะวัย 21 ปีผู้นี้ มีประสบการณ์ในการขับเครื่องบินมาแล้ว 4 ปี โดยหนึ่งปีนั้นเป็นการทำงานให้กับ Dwyer Flying Service เขามีชั่วโมงบิน 711 ชั่วโมง โดย 128 ชั่วโมงมาจากการขับเครื่อง Beechcraft Bonanza นั่นเอง

แม้เขาจะมีชั่วโมงอบรมการบินแบบใช้เครื่องนำร่องที่ 52 ชั่วโมง แต่เขาก็สอบผ่านแค่การทำข้อเขียนเท่านั้น และยังไม่มีคุณสมบัตินำเครื่องขึ้นบินในสภาพอากาศที่นักบินต้องใช้เครื่องมือนำร่องแทนการมองด้วยสายตา ซึ่งทั้งตัวเขาและ Dwyer Flying Service ต่างไม่มีใบอนุญาตการบินด้วยเครื่องมือนำร่อง ซึ่งคืนวันเกิดเหตุ ทัศนวิสัยไม่อำนวยให้นักบินทำการบินด้วยสายตาเพียงอย่างเดียว เนื่องจากคืนนั่นเมฆลอยต่ำและไร้แสงไฟจากพื้นดิน โดย 9 เดือนก่อนประสบอุบัติเหตุ Roger Peterson ยังสอบไม่ผ่านการ Check Ride หรือการออกใบอนุญาตนักบินอีกด้วย

จุดชี้เป็นชี้ตายของเที่ยวบินนี้ คือข้อมูลการอบรมการใช้เครื่องไจโรสโคป หรือเครื่องตรวจจับความเปลี่ยนแปลงเชิงมุมของเครื่องบิน ซึ่งรุ่นที่ Roger Peterson ผ่านการอบรมคือรุ่นมาตรฐาน ต่างจากไจโรสโคปของเครื่องบินในวันเกิดเหตุ ที่ยังใช้ไจโรสโคปรุ่นเก่า ที่แสดงผลตรงกันข้ามกับไจโรสโคปรุ่นปัจจุบัน จึงสันนิฐานว่าสาเหตุที่ทำให้เครื่องบินตก มาจากการอ่านไจโรสโคปผิดพลาดของ Roger Peterson แทนที่จะนำเครื่องขึ้นอย่างที่ตั่งใจ เขากลับเร่งเครื่องลงสู่พื้นดินด้วยความเร็วสูง ความผิดพลาดยังตกอยู่กับผู้ควบคุมการบิน ที่ไม่เน้นย้ำให้นักบินหนุ่มตระหนักถึงสภาพอากาศอันเลวร้ายที่รออยู่ข้างหน้า นำไปสู่เหตุสลดที่ไม่มีวันย้อนกลับมาแก้ไขได้อีก


Survivors (ผู้รอดชีวิต)

ทันทีที่ทราบข่าวการเสียชีวิตของลูกชายจากข่าววิทยุ มารดาของ Buddy Holly ก็กรีดร้องจนสลบไปในทันที ส่วน María Elena ภรรยาของ Buddy Holly ซึ่งกำลังตั้งครรภ์ได้ 6 เดือน ก็เสียใจอย่างรุนแรงจนแท้งลูก การสูญเสียซ้ำสองเกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากเธอทราบข่าวการเสียชีวิตของสามีจากรายงานทางโทรทัศน์

การที่ Buddy Holly ต้องสูญเสียทายาทเพียงคนเดียวของเขาไปอีกคน นำไปสู่การปรับเปลี่ยนมาตรการการเปิดเผยรายชื่อผู้ประสบภัยในสหรัฐฯ โดยเจ้าหน้าที่จะไม่เปิดเผยชื่อผู้ประสบภัยผ่านสื่อ จนกว่าญาติจะได้แจ้งเสียก่อน

Waylon Jennings มือเบสผู้รอดชีวิตจากการแลกที่นั่งกับ J. P. Richardson กลายเป็นผู้รับหน้าที่นักร้องนำแทน Buddy Holly ใน Winter Dance Party จนกระทั่งทัวร์สิ้นสุดลงในอีก 2 สัปดาห์ต่อมา

การแซวมุกเครื่องบินตกกลายเป็นสิ่งที่กัดกิน Waylon Jennings ไปทั้งชีวิต เขากลายเป็นทาสยาเสพติดอยู่หลายปี โดยปี 1963 เขาได้แต่งเพลง “The Stage (Stars in Heaven)” เพื่อไว้อาลัยแก่เพื่อนผู้วายชนม์ ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตด้วยโรคเบาหวานในวัย 64 ปี เมื่อปี 2002

Carl Bunch มือกลองที่รอดจากการเป็นผู้โดยสารเที่ยวบินมรณะ เพราะไปรักษาตัวอาการหิมะกัดที่เท้า ได้กลับมาตีกลองให้กับงาน Winter Dance Party จนจบทัวร์ แม้ภายหลังเขาผันตัวไปเป็นนักเทศน์ แต่ก็ยังอุทิศเวลามาร่วมเทศกาลรำลึกถึง Buddy Holly อย่างสม่ำเสมอ โดยใช้ชื่อในลายเส็นที่มอบให้กับแฟน ๆ ว่า “จิ้งหรีดตัวที่ถูกหิมะกัด” (The Frostbitten Cricket) เพื่อรำลึกถึงวง The Cricket ของเพื่อนเก่า Carl Bunch เสียชีวิตในวัย 71 ปีจากโรคเบาหวานในปี 2011

Tommy Allsup มือกีตาร์ดวงแข็ง เพราะความไร้โชคในเกมเสี่ยงเหรียญครั้งนั้น ทำให้เขากลายเป็นสมาชิกที่อายุยืนที่สุดในกลุ่มศิลปินที่ไปร่วมทัวร์ Winter Dance Party มาด้วยกัน โดยเขาเสียชีวิตด้วยภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดไส้เลื่อนไปเมื่อ 2 ปีก่อน จากไปในวัย 85 ปี โดยเมื่อปี 1979 เขาเคยเปิดคลับส่วนตัวในชื่อ Tommy’s Heads Up Saloon
ซึ่งเป็นการตั้งชื่อเพื่อย้ำเตือนถึงเหตุการณ์เฉียดตายเมื่อครั้งอดีต เพื่อแสดงให้เห็นว่า บางครั้งชะตาชีวิตคน สามารถเปลี่ยนแปลงได้แค่การสลับด้านของเหรียญเท่านั้น


Rebirth (การคืนชีพ)

ในพิธีศพของ Buddy Holly ไม่มีการนำเพลงของเขามาเปิดไว้อาลัย เนื่องจากครอบครัวนักร้องหนุ่มซึ่งมีแนวคิดเคร่งศาสนา ไม่ยอมรับดนตรีร็อกแอนด์โรลที่ลูกชายทิ้งไว้เป็นมรดก แต่ผู้ที่ทำให้ดนตรีของเขาไม่เลื่อนหาย ก็คือแฟนเพลงที่ให้การตอบรับผลงานของ Buddy Holly มากซะยิ่งกว่าตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่ เมื่อ “It Doesn’t Matter Anymore” ซิงเกิลสุดท้ายที่เคยทำยอดขายกระท่อนกระแท่น กลับมาไต่ชาร์ต Billboard ถึงอันดับที่ 13 นับเป็นครั้งแรกที่วงการเพลงได้เห็นศักยภาพการทำเงินของศิลปินที่จากโลกไปอย่างปัจจุบันทันด่วน เมื่อความโหยหาของแฟนเพลงต่อศิลปินผู้จากไปแบบไม่ได้ตั้งตัว กลายเป็นพลังที่ส่งให้ผลงานของศิลปินเหล่านั้นกลายเป็นอมตะในเวลาเพียงข้ามคืน

หลายเดือนหลังจาก Buddy Holly เสียชีวิต อัลบั้มของเขายังขายได้อย่างต่อเนื่อง จนค่าย Decca ต้องออกอัลบั้มรวมฮิตให้กับนักร้องผู้มีผลงานในวงการมาแค่ 1 ปีครึ่ง ซึ่งอัลบั้มชุดนั้นก็วนเวียนอยู่บนชาร์ต Billboard ยาวนานถึง 7 ปี ความคลั้งไคล้ในอังกฤษยิ่งเพิ่มเป็นเท่าทวี ไม่ว่าจะผลิตผลงานใหม่มาซักกี่ชุด ทั้ง อัลบั้ม เดโม, อัลบั้ม บีไซด์ หรืองานบันทึกเสียงผลงานที่ไม่เคยเผยแพร่มาก่อน มันก็ยังไม่พอกับความต้องการ จนอัลบั้มหลายชุดขาดตลาด ผลงานทุกชุดของ Buddy Holly ติดชาร์ตในอังกฤษทั้งหมด ความนิยมเหล่านี้กลายเป็นอิทธิพลที่ส่งไปยังศิลปินอังกฤษรุ่นใหม่ ที่มี Buddy Holly เป็นต้นแบบของการสร้างวงดนตรีสำหรับบุกตลาดเพลงอเมริกันในอีกไม่กี่ปีต่อมา

ไม่ต่างจาก Ritchie Valens ผู้แจ้งเกิดในวงการเพลงแค่ปีเดียว ที่อิทธิพลทางดนตรีในฐานะร็อกสตาร์ลาตินคนแรกของวงการ ยังคงสร้างกระแสต่อมาอีกหลายปี ทั้งต่อ Santana ยอดมือกีตาร์ละติน ส่วน “La Bamba” การนำเพลงพื้นบ้านเม็กซิโกมาร้องใหม่ในสไตล์ร็อกแอนด์โรล ยังถูกศิลปินรุ่นหลังอย่าง Los Lobos นำไปร้องใหม่จนโด่งดัง จนกลายเป็นเพลงภาษาสเปนเพลงแรกที่ครองแชมป์ชาร์ต Billboard ได้สำเร็จ

Jay Richardson ลูกชายของ J. P. Richardson ซึ่งเกิดหลังจากบิดาเสียชีวิตเพียง 2 เดือน ได้สืบสานตำนานเพลงของผู้เป็นพ่อ ด้วยการตระเวณแสดงเป็นเงาเสียงของพ่อ โดยเวทีหลักที่เขาไปเยือนเป็นประจำก็คือการจำลองงาน Winter Dance Party การรำลึกถึงคอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายของศิลปินผู้ล่วงลับ ที่จัดขึ้นทุกวันที่ 2 กุมภาพันธ์ โดยจัดยังสถานที่ต้นตำรับอย่าง Surf Ballroom เมืองเคลียร์เลก รัฐไอโอวา ซึ่งเงาเสียงของ Buddy Holly และ Ritchie Valens ต่างก็มาร่วมเวทีกันทุกปี จนกระทั่ง Jay Richardson เสียชีวิตไปเมื่อปี 2013 ที่ผ่านมา


แม้การแท้งบุตรของภรรยาหม้าย จะทำให้ Buddy Holly จากโลกไปโดยไร้ทายาทสืบสกุล แต่มรดกทางดนตรีที่เขาฝากเอาไว้ในวงการเพลง ทำให้เขามีทายาททางดนตรีอยู่ทุกหัว ระแหง โครงสร้างวงดนตรี “กีตาร์ 2 เบสและกลองอย่างละ 1” ซึ่งเป็นภาพจำของ The Cricket วงดังของ Buddy Holly กลายเป็นสูตรการสร้างวงร็อก ที่ศิลปินยุค ’60s นำไปใช้ อย่างแพร่หลาย ทั้ง Beatles, Rolling Stones, Kinks และ The Yardbirds

ความเศร้าจากการสูญเสียยอดศิลปินทั้ง 3 ในช่วงที่ยุคทองของร็อกแอนด์โรลกำลังจะปิดฉากลง อาจทำให้หลายคนรู้สึกว่าดนตรี (ในแบบที่เคยรู้จัก) ได้ตายไปแล้ว แต่มรดกทางดนตรีที่ผู้วายชนม์ทั้ง 3 คนสร้างสรรค์เอาไว้ระหว่างช่วงชีวิตอันแสนสั้น ยังคงถูกใช้เป็นสารตั้งต้น ให้ศิลปินรุ่นหลังนำไปก่อกำเนิดดนตรีรูปแบบใหม่ ๆ ไม่จบสิ้น


ที่มา