ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ปี 1992 มันคือวันที่เหล่าเมทัลเฮดทั่วโลกได้สัมผัสกับอัลบั้มที่ 6 ของ Pantera ที่มีชื่อว่า “Vulgar Display Of Power” ผลงานที่มาต่อยอดความสำเร็จจากอัลบั้ม “Cowboy From Hell” ซึ่งทางวงได้ใช้บริการของ Terry Date ในฐานะโปรดิวซ์เซอร์ให้ต่อเนื่องจากผลงานชุดที่แล้ว แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในฝีมือของ Terry ผู้นี้เป็นอย่างดี

Pantera เป็นวงที่ค้นหาซาวด์ของตัวเองอยู่พักใหญ่ ๆ ในช่วง 4 อัลบั้มแรกไม่ได้รับการตอบรับที่ดีเท่าที่ควรเพราะพวกเขาพยายามเดินรอยตามซาวด์ของแกลมเมทัล แต่พอมีการเปลี่ยนไดเรคชั่นในอัลบั้ม “Cowboy From Hell” มันก็ทำให้พลังที่สั่งสมมานานปะทุออกมาอย่างบ้าคลั่ง ได้ใจบรรดาชาวหูเหล็กไปเต็ม ๆ

พวกเขาจึงเดินหน้าหยิบส่วนประกอบต่าง ๆ ทั้งดนตรีแธรชเมทัล, กลิ่นอายความเป็นเซาท์เทิร์น, ริธึ่มจังหวะที่เน้นท่อนกรูฟสุดแน่น, ริฟฟ์กีตาร์ยาน ๆ ที่ทำให้เรานึกถึง Black Sabbath, การกัดปิ๊กกีตาร์ที่โหยหวนเกินกว่าใครบนโลก, ลูกกีตาร์โซโล่ที่ไร้เทียมทาน, ท่อนเบรคดาวน์ที่โคตรเท่ และเสียงร้องโคตรเกรี้ยวกราดโคตรก้าวร้าว ทั้งหมดถูกนำมาคนลงหม้อให้เป็นเนื้อเดียวกันจนออกมาเป็นอัลบั้ม “Vulgar Display Of Power” และทั้งหมดทั้งมวลคุณจะได้ยินจากทั้ง 11 เพลงที่ใครก็ตามที่ได้ฟังจะไม่อยากกดข้ามไปซักแทร็ก เพราะแม่งมันส์ทุกเพลงจริง ๆ และมันไม่ได้มีดีแค่เพลงดังอย่าง “Mouth Of War” และ “Walk” เท่านั้น เพราะเพลงอย่าง “Fucking Hostile” หรือ “Rise” ปลุกอารมณ์ความเดือดดาลได้โคตรดี นี่แค่ตัวอย่าคร่าว ๆ อยากให้ลองไปสัมผัสกันเอง

และเมื่อเร็ว ๆ นี้ทาง Phil Anselmo นักร้องนำของวงได้ออกมาย้อนความหลังพูดถึงเพลง “Mouth Of War” แทร็กแรกของอัลบั้มนี้ไว้ดังนี้

“ตอนที่พวกเราทำเพลง ‘Mouth Of War’ ผมเป็นคนคิดเมนริฟฟ์เลยครับ และ Dimebag ก็รู้สึกชอบมัน”

“ซึ่งเมื่อ Dimebag เล่นริฟฟ์เพลงนี้มันดีขึ้นเป็นพันเท่ากว่าที่ผมเล่นเลยครับ แล้วเขาก็จัดการมันด้วยแนวทางของตัวเอง และทุก ๆ คนก็มาร่วมทำเพลงนี้กันทั้งหมด”

“ผมคิดว่าพวกเรารู้ว่าเราได้เขียนเพลงที่ยอดเยี่ยมออกมา อีกอย่างผมคิดว่าตัวเอมวีที่ออกมาในเวลานั้นมันดูยูนีคมาก มีความแหวกแนว เต็มไปด้วยแอคชั่นต่าง ๆ อะไรประมาณนั้น มันโคตรจะวงยุค 90’s เลย”

“แล้วตอนที่อัลบั้ม ‘Vulgar Display Of Power’ ถูกปล่อยออกไปครั้งแรก ความคาดหวังของผมคือจะทำอย่างไรให้ไม่มีความคาดหวัง”

“ผมไม่เคยคาดหวังกับทุก ๆ อัลบั้มที่เคยทำมา ผมจะรู้สึกแบบนั้นมาตลอดเพราะว่าถ้าผมไปคาดหวังกับมันก็มักจะผิดหวังเสมอ ก็แค่ปล่อยให้มันเป็นไปตามทางของมันครับ”

ด้วยความสุดยอดของดนตรีในอัลบั้มนี้ส่งผลให้พวกเขาสามารถทำยอดขายเฉพาะในอเมริกาได้มากถึง 2 ล้านก็อปปี้ และสามารถอยู่ค้างบนบิลบอร์ดชาร์ตได้นานถึง 79 สัปดาห์ติดต่อกัน

ในส่วนของอาร์ตเวิร์กหน้าปกก็ถูกพูดถึงเป็นอย่างมากเช่นกันกับรูปหน้าของ Dimebag Darrell โดนชกเต็ม ๆ จนหน้าบูดเบี้ยวเลยทีเดียว แต่เอาจริง ๆ มันก็บ่งบอกถึงซาวด์ในอัลบั้มได้ชัดเจนเลยทีเดียว

อีกหนึ่งความสุดยอดที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือการสร้างแรงบันดาลใจให้กับวงเมทัลยุคหลัง ซึ่งวงเมทัลคอร์มากมายในยุค 2000’s ต่างได้รับอิทธิพลจากวง Pantera มาด้วยกันทั้งนั้น แต่วงที่ได้รับอิทธิพลมากที่สุดและโด่งดังมากที่สุดยุคนี้พวกเขาคือ Lamb Of God นั่นเอง แม้ตัวดนตรีอาจจะไม่ใช่สายเมทัลคอร์ที่ชัดเจนขนาดนั้น แต่ใครก็ตามที่ได้ฟังสัดส่วนและซาวด์ของดนตรี รวมไปถึงเสียงร้องของ Randy Blythe จะรู้ได้ทันทีว่าได้รับอิทธิพลจาก Pantera มาเต็ม ๆ

สุขสันต์วันเกิด 30 ปี “Vulgar Display Of Power”