วันที่ 15 ธันวาคม ที่ผ่านมา เป็นวงครบรอบการเปิดตัว MV เพลง “The Final Episode (Let’s Change the Channel)” ของวง Asking Alexandria ผลงานจากอัลบั้ม “Stand Up and Scream” ซึ่งผลงานเพลงชิ้นนี้ยังส่งให้ชื่อวงของพวกเขาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกด้วยเช่นกัน

 “The Final Episode (Let’s Change the Channel)” เดิมทีมันถูกปล่อยให้ฟังผ่านทาง MySpace และ PureVolume ตั้งแต่ปี 2007 ร่วมกับเพลงอย่าง “Nobody Don’t Dance No More”, “A Candlelit Dinner with Inamorta”, “Not the American Average”, “A Single Moment of Sincerity” และ “I Was Once, Possibly, Maybe, Perhaps, a Cowboy King” ถ้าว่ากันตามตรงในช่วงนั้นชื่อเสียงของพวกเขาก็เริ่มได้รับความสนใจไม่น้อยแล้ว จนในที่สุดมันก็นำไปสู่การเซ็นสัญญาร่วมงานกับค่าย Sumerian Records 

ความโดดเด่นของซิงเกิ้ลเปิดตัวมันมาพร้อมกับสไตล์ดนตรีเมทัลคอร์แบบพิมพ์นิยม อุดมไปด้วยริฟฟ์สไตล์เมโลดิกที่มาพร้อมกับเสียงสครีมและเสียงคลีนติดกลิ่นอีโมในท่อนฮุค นอกจากนั้นยังมีเสียงของซินธิไซเซอร์ที่มาช่วยบิวด์บรรยากาศเบรคอารมณ์ด้วยท่วงทำนองของ EDM รวมไปถึงท่อนเบรคดาวน์สุดสะใจ และท่าหย่องสไตล์ “แคร็ปคอร์” ที่หลาย ๆ คนจำกันได้เป็นอย่างดี

ส่วนจุดเริ่มต้นของเพลงนี้ทาง Danny Worsnop นักร้องนำของวงได้เคยเล่าให้กับทาง Kerrang! ฟังว่า


“เพลงนี้มันมาจากผมและ Ben Bruce (มือกีตาร์) ครับ ตอนนั้นเราได้เริ่มต้นร่วมกันเขียนเพลงนี้ และได้แจมดนตรีด้วยกัน คือพวกเรามีเนื้อเพลงอยู่แล้วแหล่ะครับ แล้วตอนนั้นผมก็ยังเป็นมือกีตาร์อยู่ด้วย ผมก็เลยเอาเนื้อเพลงไปลองอัดร้องแบบหยาบ ๆ ดู เพื่อที่จะได้ส่งต่อให้กับนักร้องเอาไปฟัง และก็เอามาลองฟังกับดนตรีว่ามันเข้ากันมั้ย 

พอผมเดินออกมาจากห้องอัด พวกเขาก็ไล่ผมออกจากตำแหน่งมือกีตาร์ แล้วบอกว่าให้ผมมาทำหน้าที่ร้องนำแทนซะงั้น…”

ส่วนความหมายที่ซ่อนอยู่ในเพลง ทาง Danny Worsnop ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า

“สำหรับผมแล้ว เพลงนี้มันเกี่ยวกับไอพวกคนที่จ๊าดง่าว เป็นพวกคนที่ไม่ควรไปเสียเวลายุ่งเกี่ยวด้วย และควรเอามันออกไปไกล ๆ จากชีวิตซะ ซึ่งในบางครั้งเราก็ไม่สามารถจะทำแบบนั้นได้เสมอไปครับ”

นอกจากนั้นแล้วที่มาของชื่ออัลบั้ม “Stand Up and Scream” ก็มาจากเนื้อเพลงที่ร้องว่า “Just stand up and scream, the tainted clock is counting down.” นั่นเอง ส่วนยอดขายของเพลง “The Final Episode (Let’s Change the Channel)” ยังสามารถทำยอดขายได้มากถึง 500,000 ก็อปปี้เลยทีเดียว