บทความโดย แมท เครน (Alternative Press)

หมู่นี้คำว่า “การฟื้นฟูอีโม” ชักจะเป็นที่พูดถึงบ่อยขึ้น ดูเหมือนเป็นการเย้ยกันเลยก็ว่าได้ เพราะก่อนหน้านี้ ดนตรีแนวนี้เคยถูกสื่อกระแสหลักและพวกนักวิจารณ์หัวสูงเอามาล้อเลียนวิพากษ์วิจารณ์กันสนุกสนาน แต่ประทานโทษเถอะ ตอนนี้มันกลับกลายเป็นแรงบันดาลใจ เป็นประเด็นที่ใครๆ ก็ต้องกล่าวถึงแทบทุกสัปดาห์เลยทีเดียว

และกระแสอีโมพวกนี้ก็นำพาความรู้สึกและบรรยากาศเก่าๆ กลับมาให้เราคิดถึงวันวาน นั่งชื่นชมปลื้มปริ่มกับวงรุ่นเก๋าทั้งหลายที่เรารัก ซึ่งนั่นก็ถือเป็นเรื่องปกติ แต่ขณะที่หลายคนกำลังนั่งรำลึกอดีตว่าวงนั้นยังงั้น วงนี้ยังงี้ ทำไมเราไม่ลองหันไปดูลูกหลานทายาทอสูรที่สืบทอดแนวเหล่านั้นกันบ้างล่ะ อาจจะเป็นแนวป๊อบ-สครีมโมที่กลับมาฮิตก็ได้ในอนาคต

อ่ะ ถึงตอนนี้หลายคนคงสงสัยว่าป๊อบ-สครีมโมมันแนวอะไรอีก เราอาจจะนิยามมันว่าเป็นดนตรีอีโมป๊อบๆ ที่เติมเสียงสำรอกแบบสครีมโมลงไป คล้ายๆ กับช่วงกลางยุคสองพันที่ดนตรีแบบนี้เคยดึงความสนใจจากสื่อกระแสหลักได้ ถ้าคุณพอจะจำกันได้ว่าเคยมีวงอย่าง Story Of The Year, The Used, Hawthorne Heights และอีกมากมายที่ได้ขึ้นปก AP กันแบบต่อเนื่องยาวนาน มันก็เป็นเรื่องของวงจรเพลง ที่วนไปแล้วก็วนกลับมา คือช่วงเวลาก่อนที่ยุคของ ป๊อบ-สครีมโมจะวนกลับมาฮิตติดกระแสหลักและแพร่หลายออกสู่นักจัดรายการวิทยุเพลงร็อกทั่วประเทศอีกครั้งในอนาคตอันใกล้นี้

ทำไมต้องปี 2017 น่ะเหรอ ก็เพราะว่าเรานั้นอยู่ภายใต้กฏของเลขสิบสามยังไงล่ะ ในปี 2000 คือช่วงเวลาสุดท้ายที่ดนตรีอีโมเฟื่องฟู ต่อมาอีกสิบสามปี แนวคิดที่ว่าอีโมจะกลับมา ก็ได้ซึมเข้าสู่วงการกระแสหลักอีกครั้ง ถ้าช่วงปี 2004 คือยุคทองของดนตรีป๊อบ-สครีมโม ฉะนั้นแล้ว อีกสิบสามปีต่อมา (ก็คือปี 2017) ก็จะเป็นช่วงเวลาสุกงอมเต็มที่ ที่ดนตรีป๊อบ-สครีมโมจะกลับมาอีกครั้ง แล้วใครกันล่ะที่จะเป็นต้นแบบให้กับวงรุ่นใหม่ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นได้ยึดถืออ้างอิงได้ เราไปดูกันดีกว่า ว่าวงไหนน่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับวงรุ่นน้องในอนาคตได้

1. Senses Fail

แม้วงร็อกจากนิวเจอร์ซีย์วงนี้ จะก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบดนตรีที่หนักหน่วงเข้มข้นขึ้น แต่หากย้อนกลับไปดูอัลบั้มแรกของพวกเขาแล้วจะเห็นได้ชัดเลยว่ามันดู “น่ารัก” ไปถนัดตาเลย Let It Enfold You จะยังคงเป็นอัลบั้มที่นิยามคำว่า ป๊อบ-สครีมโม ได้ดีอยู่เสมอ

2. Silverstein

นี่คือผลงานชิ้นสำคัญแบบฉบับดนตรีสครีมโมดั้งเดิม ที่สามารถจัดให้อยู่ในหมวดป๊อบ-สครีมโมได้เช่นกัน จากอัลบั้มแรกของวงอย่าง When Broken Is Easily Fixed เพลงที่มีชื่อว่า “Smashed Into Pieces” มีความดุดันเกรี้ยวกราดในด้านการร้องมากพอที่จะทำให้วงเมทัลคอร์บางวงอายไปเลยล่ะครับคุณผู้ชม

3. The Used

The Used คือวงที่เข้าใกล้กับคำว่า ทำน้อยให้ได้มาก มากที่สุด แม้จะมีการร้องสำรอกที่ไม่เยอะมากมาย แต่วงก็จัดสรรส่วนของการร้องได้อย่างเหมาะสมลงตัวที่สุด อัลบั้มเต็มสองชุดแรกของวงทั้ง The Used และ In Love And Death ถือเป็นหัวหอกสำคัญในการขับเคลื่อนดนตรีป๊อบ-สครีมโมให้แพร่กระจายออกไปในช่วงต้นและกลางยุคสองพัน และเหนือสิ่งอื่นใดในตอนนี้ The Used ผละจากสังกัดใหญ่ กลับคืนสู่ระดับอินดี้ และเริ่มฟื้นฟูความนิยมของตัวเองใหม่อีกครั้ง

4. Hawthorne Heights

วงที่เป็นผู้นำความป๊อบมาสู่ดนตรีป๊อบ-สครีมโมตัวจริงเสียงจริง ผู้ที่นำพาดนตรีแนวนี้เข้าสู่กระแสหลักได้อย่างเหนือความคาดหมาย มีมิวสิควีดีโอเข้าสู่ตารางออกอากาศปกติของเอ็มทีวี อัลบั้มประสบความสำเร็จในระดับโกลด์เร็คคอร์ดส์ และเข้าสู่คลื่นวิทยุได้สำเร็จ “Cut my wrists and black my eyes” คือสำนวนส่วนหนึ่งของเนื้อเพลง ที่จะเป็นที่จดจำไปอีกนานเท่านาน

5. Chiodos

Chiodos คือวงที่นำความสวยงามและความหรูหรามาสู่องค์ประกอบด้านดนตรี ประกอบกับนักร้องนำมากฝีมืออย่าง เคร็ก โอเวนส์ ที่ควบคุมการใช้เสียงได้อย่างไร้ที่ติ ทั้งการร้องสำรอกดุดันไปจนถึงการโหนเสียงร้องขึ้นสูงสุดเอื้อม อัลบั้มเปิดตัววงอย่าง All’s Well That Ends Well มีแนวทางที่เป็นเอกลักษณ์ชัดเจนของวงเอง และการกลับมาสู่วงของหนุ่มเคร็ก อาจเป็นเค้าลางว่าเราคงจะได้เห็นแนวทางแบบอัลบั้มแรกกันอีกครั้ง

6. Thursday

วงจากนิวเจอร์ซีย์อีกรายที่แจ้งเกิดผ่านผลงานอย่าง “Understanding In A Car Crash” และ “Cross Out The Eyes” เป็นวงที่ทำให้เกิดกระแสเลียนแบบจากวงที่ตามหลังมาแทบจะในทันที และเป็นหนึ่งในวงชุดแรกๆ ของแนวนี้ที่สามารถดึงความสนใจจากสังกัดชั้นนำได้ ได้ทำอัลบั้มกับ Island Records ในชื่อชุด War All The Time ในปี 2003 ส่วนงานอัลบั้มถัดมาค่อนข้างห่างไกลจากคำว่า ป๊อบ-สครีมโม ไปพอสมควร แต่ถ้ามองย้อนกลับไปดูงานอย่าง Full Collapse ก็จะพบว่าเป็นงานที่เด่นชัดในแนวทางได้เป็นอย่างดี

7. From First To Last

ก่อนที่ Skrillex (หรือ ซอนนี่ มัวร์) จะเป็นศิลปินที่ชนะรางวัลแกรมมี่สาขาดนตรีอิเล็คโทรนิคอย่างทุกวันนี้ เขาเคยเริ่มต้นจากการเป็นนักร้องที่มาพร้อมกับแฟชั่นทรงผมสุดหวือหวาในสมัยนั้น เป็นนักร้องนำแห่งวงป๊อบ-สครีมโมต้นแบบแห่งวงการอย่าง From First To Last นักร้องหนุ่มสร้างภาพลักษณ์ของนักร้องนำที่น่าจดจำบนเวที เขาคือตัวอย่างที่ช่วยอธิบายความหมายของการเป็นนักร้องนำของวงแนวนี้ได้ตลอดระยะเวลาที่อยู่กับวง ผลงานของวงทั้งสองชุดก่อนที่ซอนนี่จะแยกตัวออกไป จะเป็นงานที่สำคัญต่อกระแสดนตรีแนวนี้ไปตลอดกาล

8. Saosin

ย้อนกลับไปสมัยก่อนหน้าที่แอนโทนี่ กรีน จะหวนกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งหนึ่ง ช่วงที่นักร้องหนุ่มแยกตัวออกไป วงโพสต์ฮาร์ดคอร์ จากออเรนจ์ เคาน์ตี้ ต้องเสี่ยงเดิมพันชะตาชีวิตกันมากมาย แต่ด้วยการเข้ามาแทนที่ของ โคฟ รีเบอร์ ก็ทำให้วงสามารถเข็นอัลบั้มเต็มชุดแรกออกมาจนได้ ซึ่งกระแสตอบรับนั้นค่อนข้างจะสูสีกับงานอีพีอย่าง Translating The Name เลยทีเดียว

9. Thrice

วงร็อกจากแคลิฟอร์เนียวงนี้เริ่มต้นจากดนตรีสเก็ตพังค์ และต่อมาได้กลายมาเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกดนตรีป๊อบ-สครีมโมจากผลงาน The Illusion Of Safety อัลบั้มที่ปล่อยออกมาในปี 2002 จากนั้น งานปี 2003 อย่าง The Artist In The Ambulance ก็รับช่วงดนตรีต่อเนื่องมาอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น คล้ายกับกรณีของ Thursday ที่วงมีการเปลี่ยนแปลงไปจากดนตรีป๊อบ-สครีมโมอย่างรวดเร็วมาก แล้วก็ไม่ต้องไปพูดเรื่องนี้กับคนที่ยังชอบตะโกนขอแต่เพลง Deadbolt ล่ะ

10. Finch

ตำนานโพสต์ฮาร์ดคอร์วงนี้เขย่าโลกด้วยซิงเกิลที่ดังระเบิดระเบ้ออย่าง “What It Is To Burn” ซึ่งแผดเผาเข้าถึงระดับการรับรู้แห่งสรรพสำเนียง และสั่นคลอนยุคสมัยของดนตรีแนวนี้ไปตลอดกาล แม้พวกเขาจะแยกวงกันไปหลายครั้ง แต่ครั้งนี้สมาชิกวงกลับมารวมกัน พร้อมปล่อยซิงเกิลใหม่ออกมาให้แฟนๆ ได้ฟังให้หายคิดถึงกันเสียที

ต้นฉบับจาก Alternative Press

** ส่วนนี้ คือความเห็นส่วนตัวของผมเองครับ ทุกวงที่ทางต้นฉบับได้เขียนยกมา คือ 10 วงที่จะส่งผลต่อวงอีโมใหม่ๆ ในอนาคตตามทัศนะของตัวเจ้าของบทความเอง อาจมีที่ไม่ตรงตามความคิดหรือตามรสนิยมของเราๆ ท่านๆ ไปบ้าง ก็เป็นเรื่องปกติตามรูปแบบของการเขียนบทความ ซึ่งมักจะมีความเห็นส่วนตัว ความชอบส่วนตัว ของตัวผู้เขียนเองลงไปด้วย ก็ใช้วิจารณญาณในการอ่านกันครับผม

สำหรับตัวผมเองยังแอบคิดว่ามันน่าจะมีวงอย่าง Underoath ติดมาด้วย เพราะเป็นอีกวงที่มีผลงานออกมาย้ำกระแสอีโมได้อย่างรุนแรงที่สุดอีกวงนึงเช่นกัน (ถ้าใครที่โตมากับยุคนั้นจะเข้าใจเป็นอย่างดี ไปงานไหนๆ ก็จะมีวงเอาเพลง A Boy Brushed Red Living In Black And White มาคัฟเวอร์กันบ่อยๆ บางงานวงเล่นคัฟเวอร์ซ้ำเพลงเดียวกันก็หลายวง) แต่เดาเอาว่าเหตุผลที่เจ้าของบทความไม่เลือกหยิบมาพูดถึง อาจเป็นเพราะวงนี้ไม่ได้เกิดมาจากอีโม และไม่ได้พัฒนาไปเป็นอีโม แต่มีอัลบั้มที่ออกมาโถมกระแสแบบจังๆ เพียงแค่ไม่กี่ชุด แล้วก็พัฒนาดนตรีให้หนักหน่วงแบบเมทัลคอร์ในยุคหลังๆ จึงอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ไม่ได้ถูกพูดถึงก็เป็นได้ครับผม