ถ้าพูดถึงหนังฮอลลีวูดที่ประสบความสำเร็จเกินคาดมากที่สุดจากปี 2018 ตำแหน่งนั้นคงหนีไม่พ้น Bohemian Rhapsody หนัง Biopics ของ Freddie Mercury สุดยอดฟรอนต์แมนวง Queen เนื่องจากหนังต้องเผชิญอุปสรรคหลายอย่าง ทั้งการเปลี่ยนตัวผู้กำกับและนักแสดง จนต้องเลื่อนฉายเกือบ 10 ปี แต่พอฉายจริง หนังก็กวาดรายได้รอบโลกไปเกือบ 7 ร้อยล้านดอลลาร์ ทำสถิติเป็นหนัง music biopics รายได้สูงสุดตลอดกาล แถมยังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลก สาขาภาพยนตร์ดราม่ายอดเยี่ยม และสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ซึ่งจะมีการประกาศผลในวันที่ 6 มกราคมนี้

สิ่งเดียวที่เป็นรอยด่างของ Bohemian Rhapsody ก็คือการได้รับเสียงวิจารณ์ที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก แม้หนังจะสร้างสาวก Queen หน้าใหม่ไปทั่วบ้านทั่วเมือง แต่กลับไม่ค่อยเป็นที่รักของนักวิจารณ์ภาพยนตร์ ในเว็บไซต์ rottentomatoes.com มีนักวิจารณ์ออกจากโรงแล้วประทับใจ 207 คน และมีคนหัวร้อนออกจากโรงที่ 127 คน ส่วนคะแนนของนักวิจารณ์ระดับหัวกะทิจากสื่อแถวหน้าของวงการภาพยนตร์ หนังก็ได้คะแนนก้ำกึ่งที่ 16 ชอบต่อ 17 ชัง ส่วนสกอร์ที่ metacritic.com Bohemian Rhapsody ก็สอบไม่ผ่าน เพราะได้คะแนนจากนักวิจารณ์ไปเพียง 48 แต้มจากร้อยคะแนนเต็ม

ตามปกติแล้ว หนังชีวประวัติบุคคลสำคัญหรือ biopics มักเป็นหนังแนวกวาดรางวัลและเป็นที่รักของนักวิจารณ์ เห็นได้ชัดคือหนัง music biopics หรือหนังชีวิตนักร้องนักดนตรี ที่ส่งให้นักแสดงจากบทเหล่านั้นคว้าออสการ์ไปแล้วมากมาย

แต่พอมาเป็น music biopics ของศิลปินสายร็อก ผลลัพธ์มักออกมาตรงกันข้าม มี rock biopics มากมายที่ตกเป็นเหยื่อโจมตีเรื่องคุณภาพการผลิต และประเด็นการคัดตัวนักแสดงที่ไม่เข้าขั้น ทั้ง Great Balls of Fire, Killing Bono, Hysteria: The Def Leppard Story หรือแม้แต่ The Doors หนังชีวประวัติ Jim Morrison ที่สร้างสมัยที่ผู้กำกับ Oliver Stone มือขึ้นสุด ๆ แต่ก็ถูกนักวิจารณ์ยี้ แถมขาดทุนจากการฉายอีกด้วย

มาถึงตรงนี้จึงเกิดคำถามว่า:

“ต้องทำหนัง rock biopics แบบไหน ถึงจะได้ใจนักวิจารณ์”

แหล่งอ้างอิงที่พอจะไขข้อข้องใจได้ใกล้เคียงที่สุด ก็คือบทความ THE 48 BEST MUSIC BIOPIC MOVIES ที่กองบรรณาธิการของ rottentomatoes.com จัดทำขึ้น โดยนำหนัง Music biopics เข้าข่าย “น้ำดี” ของเว็บไซต์ มาเรียงลำดับตามคะแนนวิจารณ์ จากน้อยสุดไปถึงเรื่องที่ได้คะแนนสูงสุด

โดยการเรียงลำดับไม่ได้วัดแค่เฉพาะ Tomatometer หรือเท่านั้น แต่ยังมีการนำระบบ Adjusted Score มาใช้ในการคำนวณด้วย เพื่อให้คะแนนมีการอัพเดทอยู่ตลอดเวลา และช่วยให้การจัดอันดับมีความเที่ยงตรงมากขึ้น

เมื่อคัดเฉพาะหนังที่ถ่ายทอดชีวิตศิลปินสายร็อกออกมาแล้ว นี่คือรายชื่อหนัง rock biopics 10 เรื่องที่นักวิจารณ์ภาพยนตร์ในต่างประเทศชื่นชอบมากที่สุด ประกอบไปด้วยหนังดนตรีร็อกหลากหลายแนว ตั้งแต่ โฟล์ก, ฟังก์, พังก์, ไซคีเดลลิก จนถึงแนวที่เป็นต้นทางของร็อกทุก ๆ สายอย่าง ร็อกแอนด์โรล


10. Sex & Drugs & Rock & Roll (2010)

Tomatometer: 78%
Adjusted Score: 78.314% 

ผู้กำกับ: Mat Whitecross
นำแสดง: Andy Serkis
เล่นเป็น: Ian Dury ตัวแสบวงการโพสต์พังก์ของอังกฤษ

ชีวิตของศิลปินพังก์ร็อกว่าน่าสนใจแล้ว ชีวิตของศิลปินพังก์ร็อกที่ความพิการติดตัวมาตั้งแต่เด็กยิ่งน่าสนใจเป็นสองเท่า นี่คือเนื้อหาที่รับประกันความมันของ Sex & Drugs & Rock & Roll หนังชีวิตของ Ian Dury นักร้องนำวง The Blockheads หนึ่งในวงโพสต์พังก์และนิว เวฟแถวหน้าของอังกฤษช่วงปลายยุค ‘70s แม้จะป่วยเป็นโปลิโอตั้งแต่อายุ 7 ขวบ แต่ชีวิตของเขามีแต่เรื่องสุดเหวี่ยงไม่ต่างจากชื่อหนัง ไม่ว่าจะเป็น Sex (ฟันไม่เลือก) Drugs (ลองมันทุกอย่าง) และ Rock & Roll (พร้อมจะหาเรื่องได้ทุกเวลาและสถานที่) 

ผลงานกำกับโดย Mat Whitecross เจ้าของสารคดีขวัญใจแฟนเพลงบ้านเราทั้ง Oasis: Supersonic และ Coldplay: A Head Full of Dreams หนังเริ่มเรื่องในช่วงจุดเปลี่ยนชีวิตของ Ian Dury ผู้กำลังพยายามปั้นวงหน้าใหม่อย่าง The Blockheads ให้เป็นที่รู้จัก และต้องประคับประคองความสัมพันธ์กับภรรยา และลูกชาย ที่กำลังมองหาต้นแบบในชีวิตจากผู้เป็นพ่อที่แทบไม่มีเวลาให้ โดยหนังตัดสลับกับชีวิตวัยเด็กของ Ian Dury ที่เต็มไปด้วยความบอบช้ำ ทั้งชีวิตที่กดดันในสถานเลี้ยงดูเด็กพิเศษ และสายใยที่ขาดสะบั้นระหว่างเขาและผู้เป็นพ่อ ซึ่งฉากเหล่านี้ช่วยอธิบายทุกข้อสงสัยว่า ทำไม Ian Dury ถึงกลายเป็นคนแหกคอก, อารมณ์ร้อน และอยากที่จะเป็นฝ่ายทอดทิ้งคนอื่น (you’re fired!) ดีกว่าถูกคนอื่นทอดทิ้ง(อีกครั้ง)

ผู้สวมวิญญาณเป็น Ian Dury คือ Andy Serkis นักแสดงที่แฟนหนังคุ้นเคยจากการแสดงอย่างดี แต่แทบนึกหน้าไม่ออก เพราะฝากฝีมือในหนังที่ใช้เทคนิก motion-capture acting เป็นส่วนใหญ่ ทั้งเป็น กอลลัม ใน The Lord of the Rings และเป็น ซีซาร์ ใน Planet of the Apes ซึ่งการถอดหน้ากาก CGI มาถ่ายทอดอารมณ์ฉุนเฉียวและสิ้นหวังของ Ian Dury ได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้ Andy Serkis ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงทั้งจากเวที BAFTA และ BIFA เลยทีเดียว

ฉากประทับใจ: 

หนึ่งในเพลงที่อื้อฉาวที่สุดของ Ian Dury ก็คือ “Spasticus Autisticus” เพลงเรียกร้องสิทธิคนพิการสุดมันจากปี 1981 ที่ถูกสถานี BBC แบน เนื่องจากเนื้อหาเข้าข่ายล้อเลียนผู้พิการทางสมอง จนเขาถูกตำหนิว่าควรแต่งเพลงเรียกร้องความเห็นใจให้กับผู้พิการมากกว่า ซึ่ง Ian Dury ตอกกลับอย่างสะใจว่า “คนพิการอย่างพวกเขาไม่ต้องการคนมาเห็นใจ สิ่งเดียวที่อยากได้ คือความเคารพไม่ต่างจากคนทั่วไป!”

9. I’m Not There (2007)

Tomatometer: 77%
Adjusted Score: 81.801%

ผู้กำกับ: Todd Haynes
นำแสดง:  Christian Bale, Cate Blanchett, Marcus Carl Franklin, Richard Gere, Heath Ledger, Ben Whishaw
เล่นเป็น: Bob Dylan กวีโฟล์ก ร็อก ผู้เขียนเนื้อเพลงเก่ง จนโนเบลต้องยกรางวัลด้านวรรณกรรมให้

เราคงไม่อาจคาดหวังอะไรธรรมดา ๆ จากผู้กำกับที่สร้างหนังชีวิต Karen Carpenter นักร้องสาวผู้ล่วงลับ โดยใช้ตุ๊กตาบาร์บี้เป็นตัวเล่าเรื่อง และเป็นคนเดียวกับผู้สร้างหนังแกลม ร็อกสุดป่วนเรื่อง Velvet Goldmine อันเป็นตำนานเรื่องนั้น

กับเรื่องนี้ Todd Haynes ไม่เพียงใช้นักแสดงถึง 6 คนมาสวมบทเป็น Bob Dylan สุดยอดศิลปินโฟล์กแห่งศตวรรษที่ 20 เขายังใช้วิธีเล่าเรื่องโดยไม่ยึดติดกับลำดับเหตุการณ์ก่อนหลัง (nonlinear narrative) ด้วยการนำ “ตัวตน” ในแต่ละช่วงชีวิตของสุดยอดกวีโฟล์กร็อก มาร้อยเรียงเป็นหนังเรื่องเดียวกัน เป็นความซับซ้อนที่ไม่สนใจว่าแฟนหนังทั่วไปจะดูรู้เรื่องหรือไม่ แต่รับประกันว่าแฟนเพลงที่เติบโตมากับเรื่องราวและบทเพลงของ Bob Dylan จะชมหนังเรื่องนี้ด้วยเพลิดเพลินอย่างยิ่ง นอกจากหนังจะส่งให้ Cate Blanchett คว้ารางวัลลูกโลกทองคำไปครองแล้ว I’m Not There ยังเป็นผลงานการแสดงเรื่องสุดท้ายของ Heath Ledger ที่ออกฉายระหว่างที่เขายังมีชีวิตอีกด้วย

ฉากประทับใจ: 

ทุกวันนี้นักร้องนักดนตรีจะเล่นกีตาร์อะคูสติกหรือกีตาร์ไฟฟ้าคงไม่มีใครใส่ใจ แต่ไม่น่าเชื่อว่า สมัยที่ Bob Dylan วางกีตาร์โปร่งแล้วลุกขึ้นมาดีดกีตาร์ไฟฟ้าเป็นครั้งแรก เขาต้องถูกสาวกประณามอย่างรุนแรงว่าเป็นพวกขายวิญญาณ ซึ่งคลิปเหตุการณ์ในวันนั้นหาชมได้ทางยูทูบ แต่หนังเรื่องนี้ถือเป็นครั้งแรกที่มีการจำลองอากัปกิริยาของแฟนเพลงในวันนั้นให้เราได้เห็น ซึ่งเป็นการย้ำให้เห็นว่าพวกเขาเป็นกลุ่มคนที่น่าขันและชวนสังเวชแค่ไหน แต่มันก็ทำให้เรากลับมาย้อนมองตัวเองว่า หากวันนี้เราไม่เปิดใจรับสิ่งใหม่ หากเราต่อต้านสิ่งที่เราไม่คุ้นเคย เพียงเพราะมันทำให้เราไม่สะดวกใจ ในอนาคต คนยุคต่อไปจะมองเราเป็นกลุ่มคนที่น่าขันและชวนสังเวชเหมือนกันหรือไม่?

8. Nowhere Boy (2009) 

Tomatometer: 79%
Adjusted Score: 83.73%

ผู้กำกับ: Sam Taylor-Wood
นำแสดง: Aaron Johnson
เล่นเป็น: John Lennon ผู้ก่อตั้งวงดนตรีที่สร้างแรงบันดาลใจมากที่สุดในโลก

มีนักแสดงบางคน ที่สามารถแปลงร่างเป็นตัวละครที่เล่นตั้งแต่วินาทีแรกที่เข้าฉาก และก็มีนักแสดงอีกจำพวก ประเภทที่ว่า หากเราปล่อยให้พวกเขาสวมบทไปซักพัก พวกเขาจะค่อย ๆ พัฒนาการแสดง จนค่อย ๆ กลายร่างเป็นตัวละครตัวนั้น ๆ ไปจริง ๆ การแสดงของ Aaron Johnson (Quicksilver จาก Avengers: Age of Ultron) นักแสดงหนุ่มอังกฤษ ในเรื่อง Nowhere Boy เข้าข่ายนักแสดงประเภทหลังอย่างชัดเจน เพราะใครจะเชื่อว่า นักแสดงหนุ่มที่ร้องเพลงไม่เป็น, เล่นกีตาร์ไม่ได้ และไม่รู้วิธีพูดสำเนียงสเกาเซอร์ของชาวเมืองลิเวอร์พูล จะสวมบทเป็น John Lennon ผู้ก่อตั้งวง The Beatles ได้อย่างสมจริงเช่นนี้

Nowhere Boy ย้อนรอยชีวิตช่วงวัยรุ่นของ John Lennon เล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนสามคน คือ John Lennon, ป้าที่เลี้ยงดูเขามาตั้งแต่เด็ก และแม่ผู้กลับมาสานสัมพันธ์หลังจากหายหน้าไปหลายปี ภาพยนตร์เล่าเรื่องไปแบบเรียบ ๆ สไตล์หนังอังกฤษ แต่ยิ่งเรื่องราวดำเนินไป ความบีบคั้นทางอารมณ์ก็ค่อย ๆ ถาโถมมากขึ้นเรื่อย ๆ มากขนาดที่ว่า หากชมหนังจนจบ ความรู้สึกที่แฟนเพลงมีต่อเพลงดัง ๆ ของ John Lennon ทั้ง “Mother”, “Julia” หรือแม้แต่ “In Spite of All the Danger” จะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป

ฉากประทับใจ: 

หนังได้จำลองการแสดงคอนเสิร์ตครั้งแรกของ John Lennon กับ The Quarrymen วงดนตรีที่เขาตั้งขึ้นสมัยเป็นนักเรียนมัธยม แต่ไฮไลท์ของฉากนั้นไม่ใช่การแสดงคอนเสิร์ต แต่เป็นเหตุการณ์หลังคอนเสิร์ต เมื่อมีเด็กหนุ่มรุ่นน้องเดินหอบกีตาร์มาหา John Lennon เพื่อขอเข้าวง แม้ความอ่อนเยาว์จะทำให้ John Lennon กังขา แต่เมื่อเด็กหนุ่มคนนั้นเริ่มเล่นกีตาร์ โลกแห่งเสียงดนตรีก็เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล เพราะไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ผู้คนทั่วโลกก็ยังคงหลงรักในเสียงดนตรีที่เด็กหนุ่มทั้งสองสร้างสรรค์ร่วมกันไม่เสื่อมคลาย

7. Get on Up (2014)

Tomatometer: 80%
Adjusted Score: 85.897% 

ผู้กำกับ: Tate Taylor
นำแสดง: Chadwick Boseman
เล่นเป็น: James Brown ชายผู้ให้กำเนิดดนตรีฟังก์

ไม่ว่าจะรู้จักเขาในฐานะ เจ้าพ่อเพลงโซล หรือ ชายที่ทำงานหนักที่สุดในวงการบันเทิง คุณูปการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ James Brown คือการให้กำเนิดดนตรีฟังก์ หากไม่ใช่เพราะดนตรีสุดมันที่ James Brown สร้างขึ้นในยุค ‘60s เราก็คงไม่มียอดวงร็อกอย่าง Rage Against the Machine, Jane’s Addiction, Faith No More หรือแม้แต่ Red Hot Chili Peppers ในแบบที่เรารู้จักในวันนี้

เป็นเวลานานถึง 14 ปี ที่หนังของชายผู้พลิกชีวิตจากเด็กเหลือขอกลายเป็นศิลปินระดับโลก จะได้ฤกษ์ออกฉาย โดยผู้ที่ยืนมือเข้ามาชุบชีวิตโครงการหนังที่เหมือนจะไม่ได้ไปต่อนี้ คือหนึ่งในแฟนเพลงตัวยงของ James Brown อย่าง Mick Jagger นักร้องนำวง Rolling Stones ผู้ซึมซับลีลาบนเวทีจาก Mr. Dynamite ไปเต็ม ๆ

ผู้รับหน้าที่เป็นร่างทรง James Brown ในเรื่องนี้ได้แก่ Black Panther ผู้โด่งดังหรือ Chadwick Boseman ที่เลียนแบบท่วงท่าของ James Brown ทั้งบนเวทีและนอกเวทีได้อย่างสมจริง โดยเฉพาะท่าเต้นเลื้อยขาของ Godfather of Soul เขาทำได้สะเด่ามาก ๆ

เหมือนจะเป็นแฟชั่นไปแล้วที่ผู้สร้างหนัง biopics ยุคใหม่จะหันมาเล่าเรื่องในสไตล์ nonlinear narrative แต่กับ Get on Up ผู้ชมไม่ต้องมึนกับการเล่าเรื่องสลับไปสลับมาเหมือนหนังเรื่องอื่้น ๆ เพราะผู้กำกับ Tate Taylor (The Help) เลือกที่จะร้อยเรียงหนังตามลำดับขั้นการบีบคั้นอารมณ์ ทำให้ผู้ชมได้ลุ้นกับการต่อสู้ในแต่ละช่วงชีวิตของ James Brown อย่างมีสไตล์ เป็นหนังที่สร้างแรงบันดาลใจและดูสนุกไปพร้อม ๆ กัน

ฉากประทับใจ: 

ฉากโต้เแย้งระหว่าง James Brown กับลูกวงที่ไม่เข้าใจเจตนาของ James Brown ที่ต้องการให้มือกลองเล่นจังหวะที่แตกต่างจากนักดนตรีคนอื่น ๆ ในวง เนื่องจากสมาชิกในวงอ้างว่า ดนตรีของ James Brown ไม่ถูกต้องตามทฤษฎีดนตรีที่ร่ำเรียนกันมา แต่ดนตรีที่เกิดมาจากความเชื่อมั่นในตัวเองของ James Brown ได้ให้กำเนิดสำเนียงแบบใหม่แก่ชาวโลก ที่เรียกว่า ฟังก์ เป็นสไตล์ดนตรีที่ช่วยเพิ่มมิติให้กับผลงานของศิลปินอีกหลากหลายแนวเพลง โดยไม่มีทีท่าว่าจะคลายมนต์เสน่ห์ลงแม้แต่น้อย

6. 24 Hour Party People (2002)

Tomatometer: 86%
Adjusted Score: 88.266% 

ผู้กำกับ: Michael Winterbottom
นำแสดง: Steve Coogan
เล่นเป็น: Tony Wilson ชายผู้ปลุกกระแส Madchester

นอกจากศิลปินและนักแต่งเพลงจะเป็นผู้กำหนดทิศทางดนตรีโลกแล้ว ยังมีผู้คนอีกมากมายที่อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนวงการเพลง หนึ่งในนั้นคือ Tony Wilson ผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์ชาวอังกฤษ ที่เปิดพื้นที่ให้ศิลปินพังก์ ร็อกมีโอกาสนำเสนอผลงานทางทีวี ก่อนผันตัวไปเปิดค่ายเพลงของตนเองในชื่อ Factory Records พร้อมข้อตกลงแบบแมน ๆ ด้วยการแบ่งรายได้กับศิลปินแบบ 50/50 ซึ่งผลผลิตของค่ายทั้ง Joy Division, Happy Mondays และ New Order กลายเป็นการปูรากฐานให้เมืองแมนเชสเตอร์กลายเป็นศูนย์กลางของการผลิตวงร็อกดัง ๆ ในเวลาต่อมา (Alan McGee เจ้าของค่ายเพลง Creation Records ที่มีศิลปินเบอร์ดังอย่าง Oasis, Primal Scream และ My Bloody Valentine อยู่ในค่าย ยอมรับว่าได้แนวคิดการบริหารค่ายเพลงมาจาก Tony Wilson นั่นเอง)

จุดเด่นของ 24 Hour Party People คือการเล่าเรื่องแบบตรงไปตรงมา ด้วยการให้ตัวเอกของเรื่องสนทนากับผู้ชมโดยตรง (breaking the fourth wall) ข้อมูลด้านวัฒนธรรมดนตรีของเมืองแมนเชสเตอร์ ตลอดจนมุกตลกร้ายที่พลั่งพลูตลอดทั้งเรื่อง ทำให้การชมหนัง 24 Hour Party People เปรียบดังการชมสารคดีดนตรี ที่เล่าโดยบุรุษที่ร่ำรวยมุกแสบสัน พร้อมรสนิยมดนตรีเหนือล้ำหน้ากว่าใคร

ฉากประทับใจ: 

หนังเปิดหัวด้วยเหตุการณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยนของวงการดนตรีเมืองแมนเชสเตอร์ เมื่อ Sex Pistols สุดยอดวงพังก์จากลอนดอน มาเปิดการแสดงที่เมืองแมนเชสเตอร์เป็นครั้งแรกเมื่อปี 1976 แม้ผู้ชมในห้องประชุมเล็ก ๆ วันนั้นจะมีเพียงแค่ 42 คน แต่พลังของการแสดง ได้สร้างปฏิกิริยาลูกโซ่นำไปสู่การอภิวัฒน์วงการดนตรีเมืองแมนเชสเตอร์ในเวลาต่อมา ผู้ชมในวันนั้นประกอบไปด้วยสมาชิกของวง Buzzcocks, วง Joy Division, นักร้องนำวง The Fall, Simply Red และ Morrissey แห่ง The Smiths

5. Control (2007)

Tomatometer: 88%
Adjusted Score: 91.112% 

ผู้กำกับ: Anton Corbijn
นำแสดง: Sam Riley
เล่นเป็น: Ian Curtis วิญญาณที่หม่นหมองแห่ง Joy Division

หากมองจากสายตาของแฟนเพลงแล้ว ชีวิตของศิลปินนักร้องที่ถูกห้อมล้อมด้วยความรักและความสำเร็จ น่าจะเป็นชีวิตที่ใคร ๆ ปรารถนา แต่การปลิดชีวิตตนเองของนักร้องในตำนานหลาย ๆ คน คือสิ่งยืนยันว่าชีวิตที่อยู่ภายใต้การจับจ้องของสังคม คือความกดดันที่ไม่ใช่ใครก็สามารถรับมือได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพและชีวิตคู่ที่กำลังร้าวฉานไปพร้อม ๆ กัน เช่น Ian Curtis นักร้องหนุ่มที่กำลังแจ้งเกิดกับ Joy Division สุดยอดวงโพสต์พังก์ของอังกฤษ ผู้เลือกจบชีวิตตนเองในวัยเพียง 23 ปี

Control สร้างจากหนังสือชีวประวัติของ Deborah Curtis ภรรยาหม้ายของ Ian Curtis โดยได้ Anton Corbijn ช่างภาพและผู้กำกับเอ็มวีระดับตำนาน มารับหน้าที่กำกับภาพยนตร์ เขาเลือกถ่ายทอดหนังในสไตล์ขาวดำ เพื่อให้ผู้ชมเข้าถึงความหม่นหมองในชีวิตและงานเพลงของ Ian Curtis ได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด

ฉากประทับใจ: 

เพลงดังที่สุดของ Joy Division อย่าง “Love Will Tear Us Apart” อาจทำให้หลายคนข้องใจความหมาย เพราะ “ความรัก” น่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้คนหันหน้าเข้าหากัน ไม่ใช่ทำให้คนขัดแย้งจนไม่มองหน้ากัน จนกระทั้งเพลงนี้ถูกนำมาใช้ในฉากที่ Ian Curtis พ่ายแพ้แรงปรารถนาที่มีต่อนักข่าวสาว ทั้ง ๆ ที่ตนเองแต่งงานแล้ว จึงเป็นการอธิบายจุดประสงค์ของเพลงได้อย่างชัดเจนว่า Love (ความรักใหม่) Will Tear Us (รักเก่าของเราสอง) Apart (จริง ๆ )

4. Sid and Nancy (1986)

SID AND NANCY, Gary Oldman, Chloe Webb, 1986 Credit: Samuel Goldwyn Films/ Everett Collection

Tomatometer: 87%
Adjusted Score: 92.934% 

ผู้กำกับ: Alex Cox
นำแสดง: Gary Oldman
เล่นเป็น: Sid Vicious มือเบสที่เท่ที่สุดในโลก ที่เล่นเบส(แทบ)ไม่ได้เลย!

หากถามแฟนเพลง 10 คนว่า วงพังก์วงไหนแสบสันที่สุด 9 คนคงจะตอบว่า Sex Pistols!

และถ้าถามแฟนเพลง 10 คนว่า สมาชิก Sex Pistols คนไหนเท่ที่สุด 10 คนก็จะตอบว่า Sid Vicious!

ถึงแม้จะออกผลงานกับวงเพียงแค่ชุดเดียว และฝากฝีมือบันทึกเสียงเบสเพียงแค่เพลงเดียว แต่เหตุผลที่ Sid Vicious คือมือเบสของวงพังก์สุดดังอย่าง Sex Pistols ไม่มีอะไรเกี่ยวกับความสามารถทางดนตรีของเขา แต่เป็นเพราะทุกคนใน Sex Pistols เห็นพ้องว่า Sid Vicious คือ “มาสคอต” ที่วงการพังก์ขาดไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นความห่าม ความเท่ ที่กินขาดพังเกอร์ทุกคนในยุคนั้น ประมาณว่าหาก Sid Vicious มาร่วมวง Sex Pistols ตั้งแต่แรก คงถูกดันให้เป็นนักร้องนำของวงไปแล้ว

สีสันในชีวิตของ Sid Vicious ยิ่งทวีเป็นยกกำลังสอง เมื่อเขาโคจรมาพบกับ Nancy Spungen โสเภณีขี้ยาชาวอเมริกัน วีรกรรม sex, drugs & rock & roll ที่ทั้งสองคนฝากเอาไว้ ทำให้ทั้งสองเปรียบดั่ง “โรมีโอและจูเลียตแห่งวงการพังก์” ก็มิปาน

ความสัมพันธ์ 19 เดือนของคนทั้งคู่ ถูกนำมาถ่ายทอดใน Sid and Nancy หนัง biopics สุดอินดี้ที่นำเสนอชีวิตวิถีพังก์ยุค ‘70s ที่ยึดถืออิสรภาพมากกว่าบรรทัดฐานทางสังคม จุดเด่นของหนังยังรวมถึงการจำลองคอนเสิร์ตในตำนานของ Sex Pistols และ Sid Vicious ที่แฟนเพลงรุ่นหลังเคยรับรู้ผ่านตัวอักษรเท่านั้น

ผ่านมา 3 ทศวรรษ Sid and Nancy กลายเป็นหนังคัลต์ที่มีคนบูชาและจงเกลียดจงชังพอ ๆ กัน (ข้อวิจารณ์หลัก ๆ มาจากการบิดเบือนข้อเท็จจริง) แต่สิ่งที่ทุกคนยกย่องเสมอเมื่อเอ่ยถึงหนัง Sid and Nancy ก็คือการแสดงแบบ “เข้าสิง” ของ Gary Oldman ที่นำเสนอตัวตนของ Sid Vicious ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งยังถ่ายทอดอารมณ์ฉุนเฉี่ยวและเปลี่ยวเหงา ของศิลปินผู้ตกเป็นทาสยาเสพติดได้อย่างไร้ที่ติ

ฉากประทับใจ: 

ฉากจูบแสนโรแมนติกระหว่าง Sid กับ Nancy ท่ามกลาง “ขยะ” ที่โปรยลงมาแทนสายฝน คือฉากที่สื่อถึงความสัมพันธ์ของคนทั้งสองได้อย่างสมบูรณ์ สะท้อนอิสรภาพด้านการแสดงออกของชาวพังก์ เมื่อเวลาและสภานที่ ไม่ใช้ข้อจำกัดในการปลกแอกตัวตนให้โลกรับรู้!

3. Love & Mercy (2015)

LM_02573.CR2

Tomatometer: 90%
Adjusted Score: 97.459% 

ผู้กำกับ: Bill Pohlad
นำแสดง: Paul Dano, John Cusack
เล่นเป็น: Brian Wilson ผู้รังสรรค์บทซิมโฟนีวัยรุ่นแด่พระเจ้า

หากไร้ยอดฝีมืออย่าง Sasaki Kojiro…ตำนานดาบคู่ของ Miyamoto Musashi คงไม่เป็นที่จดจำจนถึงวันนี้ หากไม่มีนักเตะพรสวรรค์อย่าง Lionel Messi…การลับคมฝีเท้าของ Cristiano Ronaldo คงไม่พัฒนามาถึงขั้นเหนือมนุษย์เพียงนี้ ฉันใดฉันนั้น หากไม่มีอัลบั้มสุดบรรเจิดอย่าง Pet Sounds ของ Beach Boys…คงมีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่า Revolver อัลบั้มสุดเกรียงไกรของ Beatles จะเป็นเช่นไร ผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างสรรค์ Pet Sounds ก็คือ Brian Wilson ยอดนักแต่งเพลงอัจฉริยะของ Beach Boys เรื่องราวในชีวิตของเขา ถูกนำมาถ่ายทอดใน Love & Mercy หนังที่ทำให้เราได้เข้าใจว่า ศิลปินผู้มาก่อนกาล ต้องต่อสู้อย่างโดดเดียวเพียงไร เพื่อปกป้องความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง

หนังนำสองช่วงชีวิตของ Brian Wilson มาถ่ายทอดเคียงคู่กัน ช่วงวัยหนุ่ม Brian Wilson ต้องสร้างสรรค์ดนตรีไปพร้อมกับอาการวิตกกังวล ภาวะหูแว่ว และอาการประสาทหลอนจากการใช้ยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง ในช่วงวัยกลางคน เขากลายเป็นคนป่วยที่อยู่ในสภาพไม่ต่างจากนักโทษ ถูกควบคุมกิจวัตรประจำวัน และพฤติกรรมในชีวิตส่วนตัว

สิ่งที่หนังต้องการจะบอก คือต่อให้คนผู้นั้นประกอบอาชีพที่มีหน้ามีตาในสังคม ไม่ว่าจะเป็น แพทย์, ผู้พิพากษา หรือรัฐมนตรี แต่นั่นไม่ใช่สิ่งรับประกันว่าคนเหล่านั้นจะไม่เป็น “คนชั่ว” บางครั้งการแก้ปัญหาในชีวิต อาจไม่ได้มาจากความเห็นของผู้เชี่ยวชาญหน้าไหว้หลังหลอก แต่มันจะเยียวยาได้ด้วยความรักและความเมตตา จากคนธรรมดาที่พร้อมจะอยู่เคียงข้างเราเสมอ

ฉากประทับใจ: 

สำหรับแฟนเพลงพันธ์แท้แล้ว คงไม่มีอะไรตื่นเต้นไปกว่าการได้เห็นกระบวนการผลิตอัลบั้มในดวงใจ หนังเรื่องนี้ได้พาเราไปนั่งอยู่ในห้องบันทึกเสียงผลงานขึ้นหิ้งของ Beach Boys ทั้งอัลบั้ม Pet Sounds, ซิงเกิลสุดฮิต “Good Vibrations” และอัลบั้ม Smile ผลงานที่ถูกดองเพราะความหลุดโลกเกือบครึ่งศตวรรษ ก่อนจะได้จำหน่ายอย่างเป็นทางการในปี 2011 ในชื่อ The Smile Sessions พร้อมหอบคำวิจารณ์ไปอย่างท่วมท้น

2. La Bamba (1987)

Tomatometer: 96%
Adjusted Score: 97.768% 

ผู้กำกับ: Luis Valdez
นำแสดง: Lou Diamond Phillips
เล่นเป็น: Ritchie Valens ร็อกสตาร์ละตินคนแรกของโลก

Ritchie Valens มีโอกาสพิสูจน์ตัวตนในวงการเพลงเพียงแค่ 8 เดือน แต่เด็กหนุ่มอเมริกันเชื้อสายเม็กซิกันวัย 17 ปีผู้นี้ ก็จารึกชื่อในประวัติศาสตร์ดนตรีโลกได้สำเร็จ จากการนำ “La Bamba” เพลงพื้นบ้านของเม็กซิโก มาร้องใหม่ในสไตล์ร็อกแอนด์โรล กลายเป็นเพลงภาษาสเปนเพลงแรก ๆ ที่โด่งดังไปทั่วสหรัฐ เป็นที่มาของกระแสละติน ร็อกในยุคต่อ ๆ มา

ชีวิตที่รุ่งโรจน์และจุดจบอันแสนเศร้าของ Ritchie Valens ถูกนำถ่ายทอดในภาพยนตร์ปี 1987 เรื่อง La Bamba เนื้อหาเล่าถึงการไล่ตามความฝันของเด็กหนุ่มเชื้อสายละตินจากครอบครัวอันยากไร้ ก่อนความสามารทางดนตรีจะทำให้เขามีชื่อเสียงระดับประเทศเพียงชั่วข้ามคืน แต่เส้นทางเหล่านั้นมีอันต้องปิดฉากลงอย่างรวดเร็ว เมื่อเขาเป็นหนึ่งใน 3 ศิลปินดังที่อยู่ในเหตุการณ์เครื่องบินตกเมื่อปี 1959 ซึ่งต่อมาจะเป็นที่รู้จักในชื่อ “วันที่ดนตรีเสียชีวิต” 

สิ่งที่นักวิจารณ์ยกย่องในหนัง La Bamba นอกจากการนำเสนอเส้นทางดนตรีของนักร้องหนุ่ม ยังรวมไปถึงการให้ความสำคัญกับความผูกพันของสมาชิกในครอบครัว Ritchie Valens พร้อมสอดแทรกประเด็นความเลื่อมล้ำทางเชื้อชาติที่เกิดกับคนเชื้อสายละติน ซึ่งยังคงเป็นปัญหาในสังคมอเมริกันจนถึงวันนี้ 

ฉากประทับใจ: 

แม้จะเป็นต้นตำรับละติน ร็อก แต่หลายคนอาจไม่รู้ว่า จริง ๆ แล้ว Ritchie Valens แทบจะพูดภาษาสเปนไม่ได้เลย การเผยแพร่เพลง “La Bamba” จึงมีความหมายต่อเขามาก ๆ เพราะแม้ Ritchie Valens จะยอมให้ผู้จัดการเปลี่ยนชื่อในวงการ เพื่อให้แฟนเพลงเชื่อว่าเขาคืออเมริกันผิวขาวทั่วไป แต่ Ritchie Valens ไม่ยอมให้วิญญาณละติน เลือนหายจากดนตรีของเขาไปไหน

1. The Buddy Holly Story (1978)

Tomatometer: 100%
Adjusted Score: 101.355% 

ผู้กำกับ: Steve Rash
นำแสดง: Gary Busey
เล่นเป็น: Buddy Holly ร็อกสตาร์ที่ถูกศิลปินเลียนแบบมากที่สุดในประวัติศาสตร์

ผู้โดยสารที่โด่งดังที่สุดในเหตุการณ์ The Day the Music Died ก็คือ Buddy Holly นักร้องและมือกีตาร์ผู้โด่งดังแห่งทศวรรษ ‘50s ต้นแบบที่ศิลปินรุ่นหลังนำไปเลียนแบบนับไม่ถ้วน ทั้ง Eric Clapton ยอดมือกีตาร์ที่ซื้ออัลบั้มของ Buddy Holly เป็นแผ่นเสียงชุดแรกในชีวิต ก่อนที่ Mr. Slowhand จะเลือกใช้ Fender Stratocaster เป็นอาวุธคู่กายตามอย่าง Buddy Holly, Elton John เริ่มใส่แว่นตั้งแต่อายุ 13 ปี ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้สายตาสั้น เพื่อเลียนแบบ Buddy Holly จนแฟนชั่นแว่นหลุดโลกกลายเป็นเอกลักษณ์ของเขาในยุค ‘70s, John Lennon นำเพลงของ Buddy Holly มาคัฟเวอร์ทั้งในสมัยที่อยู่กับสี่เต่าทองและตอนเป็นศิลปินเดี่ยว ซึ่งเขากับ Paul McCartney ยังได้แรงบันดาลใจจาก The Crickets วงดนตรีของ Buddy Holly ด้วยการนำแมลงมาตั้งเป็นชื่อวง จนเป็นที่มาของชื่อวง The Beatles ในที่สุด

Bob Dylan กวีโฟล์กร็อกแห่งศตวรรษ ผู้มีโอกาสชมการแสดงของ Buddy Holly เพียง 2 วันก่อน Holly เสียชีวิต ยอมรับว่าตั้งแต่ได้พบกับ Holly ในวันนั้น บทเพลงของ Buddy Holly ยังคงมีอิทธิลต่อเขาจนถึงวันนี้ ส่วน Keith Richards มือกีตาร์ของ Rolling Stones ผู้นำสไตล์กีตาร์ของ Buddy Holly มาพัฒนาเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว กล่าวว่า “ตำนานของ Buddy Holly ยังคงส่งผ่านไปยัง The Beatles, The Rolling Stones และอีกนับไม่ถ้วน…ดนตรีของเขา ยังอยู่กับพวกเราทุกคน”

ในปี 1978 ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 20 ปีการเปิดตัวอัลบั้มเดี่ยวของ Buddy Holly มีการนำชีวประวัติของเขาออกฉายในชื่อ The Buddy Holly Story เล่าถึงชีวิตเด็กหนุ่มชาวเท็กซัส ผู้แหวกขนบด้วยการนำดนตรีของคนผิวดำอย่างร็อกแอนด์โรลมาเปิดการแสดงในเมืองที่ผู้คนฟังแต่ดนตรีคันทรีของนักร้องผิวขาวเป็นหลัก

การเล่นเป็นร็อกสตาร์ที่ศิลปินเลียนแบบมากที่สุด ความคาดหวังจากแฟนเพลงจึงสูงเป็นธรรมดา ซึ่งผู้รับบท Buddy Holly ในเรื่องนี้คือ Gary Busey นักแสดงเท็กซัสบ้านเดียวกับนักร้องผู้ล่วงลับ แม้แฟนหนังหลายคนจะจดจำ Gary Busey ในฐานะวายร้ายจากหนังฮอลลีวูดหลาย ๆ เรื่อง (Lethal Weapon) แต่เรื่องนี้ เขาทุ่มเทให้กับบท Buddy Holly อย่างมาก ทั้งการลดน้ำหนักตัวลงถึง 14 กิโลกรัม เพื่อให้รูปร่างดูสูงโปร่งเหมือน Buddy Holly รวมถึงการโชว์ความสมจริงบนเวที เมื่อเขาและนักแสดงที่เล่นเป็นสมาชิกวง The Crickets ต่างร้องสดเล่นสดตลอดทั้งเรื่อง (ได้มือกีตาร์อาชีพเป็นผู้บันทึกเสียงกีตาร์โซโล) การแสดงที่สมบูรณ์แบบ ทำให้ Gary Busey ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์ สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมในปี 1979

ในปีที่ The Buddy Holly Story ออกฉาย หนังถูกอดีตเพื่อนร่วมวง The Crickets และสมาชิกครอบครัวของ Buddy Holly วิจารณ์ในแง่ลบ ประเด็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงหลายอย่างในหนัง ซึ่ง Fred Bauer และ Edward H. Cohen ทีมโปรดิวเซอร์ รวมถึง Steve Rash ผู้กำกับ เคยเปิดใจกับ Chet Flippo นักเขียนจากนิตยสาร Rolling Stone ว่า ภูมิใจกับผลงานที่ร่วมกันสร้าง มันไม่ยากอะไรเลย หากพวกเขาจะสร้างหนังให้แฟนพันธุ์แท้พอใจ แต่สิ่งที่พวกเขาต้องการมากกว่า คือการผลิตหนังที่ช่วยให้คนดูหนังทั่วไปได้รู้ว่า ดนตรีร็อกแอนด์โรลมีที่มาอย่างไร และใครคือคนที่ให้มันเป็นที่ยอมรับ สิ่งสำคัญยิ่งกว่าการนำข้อเท็จจริงมาปะติดปะต่อกันเหมือนสารคดี คือการผลิตหนังที่สร้าง “มุมมองใหม่ ๆ ” แก่คนดู และทำให้ตัวละครในเรื่อง อยู่ใน “ความทรงจำ” ของผู้ชม

ฉากประทับใจ: 

“ไม่มีศิลปินที่ไหน จะสร้างเพลงฮิตด้วยเครื่องดนตรีแค่ 3 ชิ้น”

คำพูดดังกล่าว เป็นคำปรามาสจากโปรดิวเซอร์เพลงคันทรี ที่มีต่อความดื้อรั้นของ Buddy Holly ที่ต้องการให้ดนตรีของเขาบรรเลงโดยสมาชิกในวงเท่านั้น แทนที่จะพึ่งการสนับสนุนจากนักดนตรีห้องอัดเหมือนศิลปินรายอื่น ๆ ความเชื่อมั่นในซาวด์ดนตรีของตนเอง ช่วยให้ Buddy Holly ถือกำเนิดวงดนตรียุคใหม่ ที่เสียง กีตาร์-เบส-กลอง คือหัวใจหลักของวง และกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของการตั้งวงร็อกมาจนถึงวันนี้

หัวใจสำคัญของการชมหนังชีวิตนักดนตรี ก็คือฉากการแสดงดนตรี ซึ่ง The Buddy Holly Story มีให้เสพอย่างเต็มอิ่ม ในเรื่องมีฉากเกี่ยวกับการแสดงดนตรีมากกว่า 1 ใน 3 ของเนื้อหา หรือกว่า 40 นาที ตั้งแต่ฉากเปิดตัว 10 นาทีที่วง The Crickets สร้างวีรกรรมด้วยการหยุดเล่นเพลงคันทรีระหว่างการออกอากาศสดทางวิทยุ แล้วหันมาเล่นเพลงร็อกแอนด์โรลแบบไม่เกรงใจใคร, ฉากการใช้ดนตรีทำลายอคติทางเชื้อชาติ เมื่อครั้งที่ The Crickets กลายเป็นศิลปินผิวขาวรายแรก ที่ได้รับเชิญ(แบบไม่ตั้งใจ)ให้ไปเปิดการแสดงยัง Apollo Theater ถิ่นของศิลปินผิวดำในย่านฮาร์เลมของนิวยอร์ก (เพราะผู้จัดเข้าใจผิดว่า วงที่เล่นดนตรีร็อกได้ขนาดนี้ ต้องเป็นคนดำเท่านั้น!) และฉากคอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายในชีวิตของ Buddy Holly ซึ่งเป็นการแสดงดนตรีสดแบบต่อเนื่องนาน 10 นาทีเต็ม ความสมจริงของการแสดง ทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนไม่ได้ดูหนัง แต่ได้กลับไปชมการแสดงของ Buddy Holly ตัวจริงอีกครั้ง

The Buddy Holly Story เลือกบทสรุปที่แตกต่างจาก “La Bamba” ด้วยการไม่นำเหตุการณ์ The Day the Music Died มาเป็นบทสรุปของหนัง หากมองเจตนารมณ์ของผู้สร้าง พวกเขาอาจมองว่า การนำเสนอเรื่องราวของวีรบุรุษ สิ่งสำคัญไม่ใช่การนำเสนอว่าพวกเขา “ตายอย่างไร” แต่ควรทำให้ผู้ชมเห็นว่าพวกเขา “อยู่อย่างไร” จึงเป็นที่จดจำของผู้คนมาอย่างยาวนานเช่นนี้


หากพิจารณาหนังที่ได้คะแนนวิจารณ์สูง ๆ จากอันดับที่ยกมาแล้ว หลายเรื่องก็ถูกจับผิดเรื่องการบิดเบือนข้อเท็จจริง ตลอดจนประเด็นการคัดตัวนักแสดง ที่อาจจะไม่ทำให้นึกถึงนักร้องตัวจริงในทันที เหมือนที่ Bohemian Rhapsody ได้รับการแซ่ซ้องเรื่องการสร้างหนังที่สมจริงไปหมดทุกอย่าง แต่ลึกยิ่งกว่าภาพสวยงามเหล่านั้น ก็คือความแยบยลในการเล่าเรื่อง ซึ่งควรใช้เป็นมาตรวัดคุณค่าของภาพยนตร์ มากกว่าองค์ประกอบใด ๆ ทั้งหมด

อย่างไรก็ดี แม้คะแนน Tomatometer ของ Bohemian Rhapsody จะน้อยนิดแค่ 62% แต่หากนำคะแนน Adjusted Score ล่าสุดมาวัดแล้ว Bohemian Rhapsody จะมีคะแนนวิจารณ์สูงถึง 77.934% เรียกว่ามีคะแนนน้อยกว่า Sex & Drugs & Rock & Roll ที่อยู่ในอันดับ 10 แบบหายใจรดต้นคอ แสดงให้เห็นว่า หนังเริ่มเป็นที่ยอมรับในแวดวงนักวิจารณ์มากกว่าช่วงที่ออกฉายใหม่ ๆ

สำหรับคนทั่วไป การฟังเพลงอาจเป็นแค่งานอดิเรก แต่ความผูกพันที่แฟนเพลงมีต่อศิลปินในดวงใจ คือความผูกพันชั่วชีวิต เพื่อนบางคนอาจเลิกคบกับเรา บางครั้งความรักอาจไม่หอมหวานเหมือนในอดีต แต่เราไม่เคยเลิกฟังเพลงจากศิลปินที่เราชื่นชอบ การชมหนัง Music biopics จึงช่วยให้เราได้รับรู้ที่มา และเข้าถึงแรงบันดาลใจที่อยู่ในบทเพลงเหล่านั้นมากขึ้น

อย่างน้อยความสำเร็จของ Bohemian Rhapsody น่าจะทำให้ฮอลลีลูดเห็นความสำคัญของการสร้างหนัง rock biopics มากขึ้น เพราะยังมีชีวิตของร็อกเกอร์อีกหลายราย โดยเฉพาะฮีโร่จากแวดวงเฮฟวี่ เมทัล ที่เรื่องราวคู่ควรแก่การสร้างหนังอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็น Black Sabbath, Guns N’ Roses และ Metallica เพราะไม่ว่าจะเป็นที่มาของการก่อตั้งวง ประเด็นขัดแย้งระหว่างสมาชิก และความสำเร็จและล้มเหลวบนเส้นทางดนตรี ล้วนมีสีสันระดับเรื่องจริงยิ่งกว่านิยายทั้งสิ้น!