ในสังคมไทย เรามักจะได้ยินแนวคิดเกี่ยวกับการแยกดนตรีออกจากการเมืองอยู่หลายต่อหลายครั้ง ก่อนหน้านี้ก็เพิ่งมีเหตุการณ์ที่ชาวเน็ตคนหนึ่งทวีตด่าทอม โมเรลโล มือกีตาร์วงแร็ปเมทัล Rage Against the Machine ว่ารับไม่ได้ที่เจ้าตัวออกมาพูดเรื่องการเมือง ทั้ง ๆ ที่เพลงของ RATM การเมืองมาตลอด และทอมเองก็มีส่วนร่วมทางการเมืองมากกว่าแค่เรื่องดนตรี

เพื่อลดแนวคิดการแยกการเมืองกับดนตรีออกจากกัน เราจึงตัดสินใจรวม 10 บทเพลงปลุกใจให้คุณอยากลุกขึ้นไปประท้วงสิทธิ์อะไรสักอย่างในสังคมมานำเสนอตรงนี้ 10 เพลงถ้วน เก่าบ้าง ใหม่บ้าง ปน ๆ กันไป โดยที่ไฟท์บังคับที่คุณจะได้เห็นแน่นอนก็คือเพลง “Killing in the Name” ที่เราจะยัดไว้ในอันดับ 1 ของบทความนี้กันไปเลย แต่จะมีเพลงอะไรอีกบ้าง ก็ขอเรียนเชิญสละเวลารูดหน้าจอลงไปดูกันตามสะดวก ให้มันรู้กันไปตรงนี้เลยว่าการเมืองน่ะดนตรีมันไปด้วยกันได้


1. “Killing in the Name” – Rage Against the Machine

เพลงประท้วงคลาสสิกตลอดกาล คำไม่เยอะ แต่แอททิจูดแรง แม้เนื้อหาจะไม่สามารถใช้กับการประท้วงได้อย่างสากลนักเพราะเป็นการพูดเรื่องการใช้ความรุนแรงของตำรวจผิวขาว กับประชาชนชาวแอฟริกันอเมริกันผิวดำ แต่ด้วยพลังที่ส่งออกมาอย่างจริงจังจิงใจเป็นเวลาช้านาน ก็ทำให้เพลงนี้เป็นเพลงที่จะถูกนึกถึงขึ้นมาทุกครั้งที่พูดถึง ‘protest song’ ที่แม้แต่เราเองก็รู้สึกว่ายังไงก็ห้ามตัดทิ้ง

2. “Refuse/Resist” – Sepultura

ในความเป็น ‘เพลงประท้วงแห่งยุค ‘90s’ คนอาจจะจำกันได้แต่ Killing in the Name เป็นหลัก แต่เพลงแอททิจูดแรง ดุดดัน เนื้อน้อย ไม่ได้มีแค่เพลงนั้นเพลงเดียว “Refuse/Resist” แทร็กเปิดอัลบั้ม Chaos A.D. หนึ่งในงานระดับตำนานของวงยุคแม็กซ์ คาวาเลรา ถือเป็นอีกเพลงที่คุณต้องมีไว้ปลุกใจ จะมีอะไรทำให้คุณฮึกเหิมในการประท้วงไปมากกว่าเพลงที่พูดถึงการปะทะกับเจ้าหน้าที่ (ตำรวจ) รถถังบนถนน และความเดือดดาลของผู้คนที่ไม่ทนอีกต่อไป

3. “Burn It” – Fever 333

หากยุค ‘90s มี RATM เป็นที่ตั้ง ‘10s ก็มี Fever 333 จากแคลิฟอร์เนียวงนี้เป็นหัวหมู่ทะลวงฟันในการขับเคลื่อนแนวคิดการต่อสู้ผ่านงานเพลง แม้ดนตรีจะออกมาคนละสายกับ RATM แต่ทัศนคติในการต่อสู้ไม่ต่าง ชัดเจน ตรงประเด็น เข้าใจง่าย และเล่นกับความรู้สึกคนฟังได้ดี อย่างเพลงนี้แม้จะเขียนในกรอบเนื้อหาการต่อสู้ของคนดำที่ถูกกดขี่ แต่ฟังกี่ที่เราก็อยากจะเบิร์นทุกอย่างร่วมไปกับวงด้วยจริง ๆ

4. “Oppressor” – Jesus Piece

กระชับ ดุดัน มัน ตรงไปตรงมา บทเพลงจากวงเมทัลคอร์/เฮฟวีฮาร์ดคอร์ตัวแรงเพลงนี้ซัดเน้น ๆ 2 นาทีจบ ไม่ยาวแต่ให้ครบทุกประเด็นในการปลุกใจ ทั้งการคอร์รัปชัน โฆษณาชวนเชื่อ การแตกหัก การปฏิวัติ ตอนถึงท่อน “Oppressor, your time has come!” นี่ฟังปุ๊บเห็นหน้าเผด็จการในใจบางคนขึ้นมาแทบจะในทันที วันไหนมีม็อบอย่าลืมฟังก่อนออกจากบ้าน

5. “Injustice System” – Sick of It All

แม้เพลงนี้จะออกมาตั้งแต่ปี 1989 หรือ 30 กว่าปีที่แล้ว แต่เนื้อหาหลาย ๆ อย่างในเพลงฮาร์ดคอร์พังก์ระดับตำนานเพลงนี้ก็ยังเชื่อมโยงกับความสังคมไทยได้อย่างไม่น่าเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกลุ่มคนที่พยายามเปลี่ยนกฎหมายเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ครอบครองอำนาจเอาไว้ ไม่มีเงินพูดอะไรก็เสียงไม่ดัง โดยมีสิทธิเสรีภาพเป็น theme หลักของนี้ ว่าไม่ว่า ‘ฝ่ายนั้น’ จะพยายามพรากมันไปจากเรามากแค่ไหนก็ไม่มีวันทำได้ เพราะสิ่งนี้มันลุกโชนอยู่ในใจเราเสมอมา!

6. “Symphony of Destruction” – Megadeth

คลาสสิกแธรชเมทัล ไม่ดุดัน แต่กินใจ เพลงซิมโฟนีแห่งการทำลายล้างเพลงนี้ขับเคลื่อนไปด้วยจังหวะร็อกกลาง ๆ กับคำบ่นไม่กี่คำจากเดฟ มัสเทน ทว่าเนื้อหาเหล่านั้นถูกเรียบเรียงขึ้นมาอย่างมีวาทศิลป์ตั้งแต่ช่วงต้นเพลง ที่ว่าด้วยการยกคนบางคนขึ้นเป็นพระเจ้า แล้วเราก็ทำได้แค่เฝ้ามองผู้คนตายห่ากันไป หรือท่อนฮุกที่หยิบนิทานโบราณอย่าง ‘นักเป่าขลุ่ยแห่งแห่งฮาเมลิน’ มาใช้ในการเปรียบเปรยสถานะของผู้นำเลวที่จะพาเราไปตาย ไมต่างจากนักเป่าขลุ่ยที่เรียกให้หนูทุกตัวในเมืองไปโดดน้ำตายในยามค่ำคืน แม้จะเป็นเพลงไม่หนักหน่วงชวนปะทะ แต่ด้วยเนื้อหาที่คมคาย ก็ทำให้เพลงนี้เป็นหนึ่งในเพลงที่ดังที่สุดของวงแบบไม่มีข้อโต้แย้งใดใด

7. “Stop the Bleeding” – Machine Head ft. Jesse Leach (Killswitch Engage)

เพลงนี้ชัดเจนว่าร็อบ ฟลินน์ หยิบเอาการเสียชีวิตของจอร์จ ฟลอยด์และการประท้วง #BlackLivesMatter ครั้งล่าสุดมาเป็นไอเดียสำคัญ แต่ก็ตั้งคำถามไปไกลกว่านั้นด้วยการวิพากษ์ไปถึงสิทธิมนุษยชนและหลักประชาธิปไตยที่พังพินาศในสหรัฐอเมริกา (ส่วนที่ชอบเกี่ยวกับเพลงนี้คือเจ้าตัวรับรู้ถึงอภิสิทธิ์บางอย่างในการเกิดมาผิวขาวของตนเอง และใช้กระบอกเสียงในนามวง Machine Head ที่ใหญ่กว่าช่วยผลักดัน)

8. “The Rising” – Trivium

พูดถึงอัลบั้ม The Crusade เชื่อว่าแฟนเพลงของ Trivium ยี้แน่นอน เพราะหลุดจากจุดขายความเป็นเมทัลคอร์เดือด ๆ แบบสองอัลบั้มแรกไปไกล แถมยังดูเหมือนการตายรอย Metallica มากกว่าเป็นตัวเอง แต่ถึงกระนั้น “The Rising” เพลงกลิ่นเฮฟวีเมทัลแฮร์แบนด์จัดจ้านเพลงนี้ก็ถือว่ามีความ anthemic และท่อนฮุกที่ปลุกใจมาก ๆ จนอยากจะออกไปประท้วงอะไรซักอย่างขึ้นมาทันทีเหมือนกันนะครับ

9. “ปิศาจร้ายแห่งกาลเวลา” – Amata

ในชุมชนดนตรีเมทัลไทยเองก็มีเพลงการเมืองอยู่ไม่น้อย หนึ่งในเพลงที่ผู้เขียนคิดว่าชัดเจนในการสื่อสารมาก ๆ คือเพลง ปิศาจร้ายของกาลเวลา ของวง Amata ที่ถึงเวลาต้องผลักดันให้ยอดวิวมันมากกว่าหมื่นได้แล้ว ที่จริงแล้วเพลงเกี่ยวกับการต่อสู้ใคร ๆ ก็เขียนได้ แต่ไม่ใช่ทุกวงที่จะกล้าเปิดด้วยส่วนหนึ่งจากประกาศคณะราษฎร อาจจะดูคลีเช่ไปนิดกับการใส่ฟุตเตจเหตุการณ์ทางการเมืองทั้ง 14 ตุลา, 6 ตุลา, พฤษภาทมิฬ และสงกรานต์ ’53 เข้ามา แต่ในเมื่อมีคนอยากให้เราลืม การมีคนออกมาช่วยเตือนความจำก็ถือเป็นความจำเป็นข้อหนึ่งในการสร้างงานศิลปะหมวดการเมืองเหมือนกัน (ปล. ใครชอบ Dream Theater น่าจะเพลินเพลงนี้ได้ไม่ยาก)

10. “6th October” – Killing Fields

ปิดท้ายกันด้วยบทเพลงจากวงโคตรแธรชเมทัลไทยที่อยู่มานาน กับบทเพลงแห่งความเจ็บปวดที่หยิบเอาเหตุการณ์สังหารหมู่เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ของบ้านเรามาร้อยเรียงเรื่องราว นอกจากตัวบทเพลงแล้วเราก็อยากป้ายยาให้ทุกท่านรู้จักกับวงนี้มากขึ้นผ่านบทความที่เว็บไซต์ประชาไทอีกทาง ซึ่งนอกจากเพลงเก่าที่หยิบมาแนะนำตรงนี้แล้ว ผลงานใหม่ที่วงกำลังทำกันอยู่ก็ชัดเจนในทัศนคติและแนวทางไม่แพ้กัน ไปดูเพิ่มเติมได้ที่เพจวงครับ


สุดท้าย ก่อนจบบทความกันไป บทความนี้ไม่ได้จะสื่ออะไรเลยนอกจากอยากรวมเพลงให้ครบ 10 เพลงแล้วโพสต์ลงบนเพจ

แต่ถ้าต้องฝากข้อคิด ก็อยากบอกไว้ว่า ดนตรีกับการเมืองมันไปด้วยกันได้ คุณจะไม่ทำเพลงการเมืองก็ได้ แต่ถ้าคุณทำมันไม่ใช่เรื่องผิด เพราะใครเค้าก็ทำ และในเมื่อมีคนทำเพลงการเมือง เว็บไซต์เกี่ยวกับเพลงก็น่าจะเขียนบทความเกี่ยวกับการเมืองได้เช่นกัน ผู้เขียนจึงเขียนขึ้น และแน่นอนว่าเลือกข้าง

หากงานชิ้นนี้ทำให้ผู้อ่านที่มุมมองต่างกันขุ่นเคืองใจ ก็พูดอะไรได้ไม่มากไปกว่าตามนั้น แต่หวังว่าเราจะเจอจุดร่วมที่สามารถอยู่ในสังคมแบบเคารพหลักสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยร่วมกันในจุดใดจุดหนึ่งได้ครับผม สวัสดี