หากจะให้พูดถึงดนตรีแนวอีโม หลาย ๆ คนคงนึกไปถึงวงอย่าง My Chemical Romance, The Used, Saosin หรือ Story of the Year เป็นต้น แต่แท้จริงแล้วดนตรีชนิดนี้มันเริ่มถือกำเนิดก่อตัวขึ้นตั้งแต่ในช่วงยุค ’80s แล้วครับ โดยถูกพัฒนามาจากดนตรีฮาร์ดคอร์พังก์ ถูกคลื่นลูกที่หนึ่ง ลูกที่สอง ซัดเข้ามาถึงลูกที่สามจนเกิดเป็นกระแสหลักตลาดดนตรีและกลายเป็นปรากฎการณ์ที่มาพร้อมแฟชั่นอันโดดเด่น คอลัมภ์นี้จะพาทุกคนไปทำความรู้จักวงดนตรีอีโมยุคบุกเบิกที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับวงรุ่นหลัง 10 วง 10 อัลบั้มด้วยกัน ถ้าพร้อมจะเปิดโลกอีกใบนึงแล้วก็เลื่อนสายตาลงไปด้านล่างได้เลยครับ

 

13 Songs – Fugazi (1989)

ผลงานแจ้งเกิดของวงอีโมยุคบุกเบิกจากวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา นามว่า Fugazi พวกเค้าก่อตั้งวงเมื่อปึ 1987 ภายใต้แกนนำอย่าง Ian MacKaye นักร้องนำจากวงฮาร์ดคอร์พังก์ Minor Treat ผู้สถาปนาลัทธิเสตรทเอดจ์, Guy Picciotto มือกีตาร์จากวง Rites of Spring ที่พกเอา Brendan Canty มือกลองจากวงเดียวกันมาด้วย ปิดท้ายด้วย Joe Lally มือเบส

คอนเซ็ปต์ในอัลบั้มนี้ถือว่าไม่ธรรมดาเพราะมาแบบ compilation ที่รวมสองอีพีไว้ในงานชุดเดียวกันได้แก่ Fugazi และ Margin Walker ซึ่งผลงานทั้งสองทำไว้ห่างกันเพียงแค่ปีเดียวคือในปี 1998 และ 1999 ตามลำดับ โดยแบ่งเป็นผลงานจากอีพี Fugazi จำนวน 7 เพลง และจากอีพี Margin Walker จำนวน 6 เพลงด้วยกัน

สำหรับดนตรีในอัลบั้มนี้พื้นฐานของพวกเค้ายังมาในความเป็นพังก์เช่นเคย แต่ไม่ใช่พังก์ที่เต็มไปด้วยความหยาบกระด้าง พวกเค้าได้เติมเมโลดี้ลงไปในบทเพลง รวมถึงใส่อารมณ์อันหลากหลายเข้าไปเพื่อสร้างมิติที่ดูแปลกใหม่ ในบางเพลงคุณอาจจะได้ยินบีตดนตรีของฟังก์และเรกเก้ด้วยเช่นกัน เช่นเพลง “Suggestion” หรือเพลง “And the Same” ที่มีไลน์เบสติดกลิ่นฟังก์ชัดเจนมาก

ส่วนเพลงที่โด่งดังและเป็นที่พูดถึงมากที่สุดของอัลบั้มนี้ ไม่สิ ต้องบอกว่าของวงเลยก็ว่าได้คือเพลง “Waiting Room” แทร็กเปิดหัวของอัลบั้มนี้ ที่เมื่อคุณได้ฟังก็จะรับรู้ได้ถึงสิ่งต่าง ๆที่บรรเลงในเพลงนี้ว่าส่งอิทธิพลต่อโลกดนตรีในยุคต่อมาขนาดไหน

“13 Songs” นอกจากความสมบูรณ์แบบทางดนตรี ทางด้านยอดขายพวกเค้าก็ประสบความสำเร็จไม่แพ้กัน โดยอัลบั้มนี้ถูกจำหน่ายทั่วโลกได้มากถึง 3 ล้านก๊อปปี้ ส่วนวง Fugazi ก็ได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจและอิทธิพลของวงรุ่นหลัง ทั้ง Nirvana, Deftones, NOFX หรือแม้กระทั่ง blink-182 ก็ต่างบูชาวง Fugazi ด้วยกันทั้งนั้น

 

Rites of Spring – Rites of Spring (1985)

อีกหนึ่งวงผลผลิตจากฮาร์ดคอร์พังก์ซีนแห่งวอซิงตัน ดี.ซี. Rites of Spring เป็นวงที่มีผลานออกมาไม่มาก แต่ผลงานเพียงแค่นี้ก็การันตีการสร้างประวัติศาสตร์ทางดนตรีไปได้เรียบร้อยแล้ว

อัลบั้มที่มีชื่อเดียวกับวงนี้มาในสไตล์ฮาร์ดคอร์พังก์ที่เกรี้ยวกราด ว่องไว แต่พวกเค้าไม่ได้เล่นเหมือนอย่างวงทั่ว ๆ ไป แต่กลับหยิบเมโลดี้สวย ๆ ติดหูมาใส่เข้าไป ทำให้บทเพลงของ Rites of Spring จึงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและเป็นที่จดจำ

หากไม่มีผลงานชิ้นนี้กำเนิดขึ้นมาบางทีก็อาจจะไม่ดนตรีแนวอีโมคอร์/สครีโม/โพสต์ฮาร์ดคอร์ รวมถึงแมทส์คอร์เกิดขึ้นมา ก็เป็นไปได้เช่นกัน อ่านมาถึงตรงนี้อาจจะฟังดูเวอร์ไป แต่หากคุณได้ฟังในบางตัวโน๊ตของพวกเค้าภาพของวง Glassjaw หรือแม้แต่ Aiden จะปรากฎขึ้นมาในหัวคุณอย่างแน่นอน

 

Embrace – Embrace (1987)

อีกหนึ่งผลงานของ Ian MacKaye ชายผู้ปฎิวัติวงการดนตรี ก่อนจะเค้าจะตกผลึกทางดนตรีและประสบความสำเร็จกับวง Fugazi วง Embrace วงอีโม/ฮาร์ดคอร์ วงนี้คือผลงานอันสำคัญไม่แพ้กัน แถมยังมีผลงานออกเพียงแค่อัลบั้มเดียวเท่านั้น เรียกได้ว่าโคตรแรร์!

ดนตรีของ Embrace ต้องบอกว่ามีความเป็น Fugazi อยู่สูง แต่อิทธิพลทางดนตรีและเมโลดี้มีกลิ่นอายของโพสต์พังก์ฝั่งอังกฤษเยอะเลยทีเดียว เหมือนเป็นการฟิวชั่นทางดนตรีในแบบ Joy Division หรือ The Smiths กับดนตรีฮาร์ดคอร์พังก์

ภาพรวมของอัลบั้มนี้ถูกดำเนินไปด้วยบทเพลงจังหวะกลาง ๆ จับต้องไม่ยาก ฟังไม่วุ่นวาย แต่เปี่ยมล้นด้วยไอเดียสุดบรรเจิด ส่วนบทเพลงโปรดในอัลบั้มนี้ของผมคือ “Said Gun” ที่ไลน์เมโลดี้กีตาร์ตอนต้นจะทำให้เรานึกถึงวงในยุคหลังอย่าง Funeral for a Friend แน่นอน

 

24 Hour Revenge Therapy – Jawbreaker (1994)

Jawbreaker คณะดนตรีสามชิ้นก่อตัวขึ้น ณ มหาวิทยาลัยนิวยอร์ค เมื่อปี 1986 และมีผลงานออกมาทั้งหมด 4 อัลบั้ม โดยผลงานชุดแรกมีชื่อว่า Unfun วางจำหน่ายเมื่อปี 1990

ดนตรีในอัลบั้ม 24 Hour Revenge Therapy ถูกขับเคลื่อนด้วยสไตล์อีโมพังก์ที่ถูกขัดเกลาและพัฒนามาจากสองอัลบั้มแรก ต้องบอกก่อนว่าอีโมพังก์ในแบบ Jawbreaker จะไม่ใช่แบบในช่วงยุคที่อีโมบุกตีตลาด โดยเฉพาะเสียงร้องที่ออกไปทางโอลด์สคูลพังก์ซะมากกว่า ริธึ่มหลักเป็นการสาดคอร์ดสไตล์พังก์เสียงดัง แล้วก็ตามสูตรคือเพิ่มเมโลดี้ลงไปเช่นกัน นอกจากกลิ่นอายอีโมพังก์แล้ว อัลบั้มนี้ก็ยังมีซาวด์ของป็อปพังก์ด้วยเช่นกัน ถ้าจะบอกว่าพวกเค้าปูพื้นฐานให้วงป็อปพังก์ก็ไม่ผิดแน่นอน ถ้าเทียบวงที่ใกล้เคียงกับพวกเค้าในยุคนั้นก็คงหนีไม่พ้น Green Day แต่รายหลังจะมีเซนส์ความเป็นป็อปสูงกว่า

สำหรับแทร็กแนะนำในอัลบั้มนี้คือเพลง “Do You Still Hate Me?” ฟังแล้วนึกถึงวงอย่าง Senses Fail เลยแหล่ะ

 

Nothing Feels Good – The Promise Ring (1997)

The Promise Ring วงอีโมพังก์จากเมืองมิลวอกี รัฐวิสคอนซิน ประเทศสหรัฐอเมริกา ก่อตั้งวงตั้งแต่ปี 1995 มีผลงานทั้งหมด 4 สตูดิโออัลบั้มกับอีก 5 อีพี พวกเค้าจัดให้อยู่ในคลื่นลูกที่สองของดนตรีแนวอีโม

Nothing Feels Good เต็มไปด้วยเมโลดี้ติดหูไพเราะทั้งพาร์ทเสียงร้องและพาร์ทของกีตาร์ พร้อมด้วยริธึมแบบป๊อปพังก์ จังหวะทั้งโจ๊ะและชวนโดด มีทั้งเพลงช้าและเพลงเร็ว ฟังง่ายไม่ต่างจากวงในยุคที่อีโมเฟื่องฟูสุดขีด ถ้าจะให้บอกว่าพวกเค้าคือวงที่สร้างสูตรสำเร็จทางดนตรีอีโมพังก์ให้กับวงในยุคถัดก็คงไม่เกินไป วงอย่าง Thursday, The Used หรือแม้กระทั่ง Taking Back Sunday ก็ต่างได้รับอิทธิพลกันไปเต็มไป

สรุปคืออัลบั้มนี้เป็นอัลบั้มที่ฟังได้ง่าย และทำให้เราเห็นภาพของดนตรีอีโมที่กำลังจะเข้าสู่กระแสหลักของโลกดนตรีในช่วงยุค 2000s ได้ชัดเจนมากทีเดียว

 

Yank Crime – Drive Like Jehu (1994)

ฟังแล้วอดนึกถึงวงอย่าง Converge, Norma Jean, The Chariot รวมไปถึง Every Time I Die ไม่ได้จริง ๆ สำหรับ Drive Like Jehu อีโม/โพสต์ฮาร์ดคอร์ จากซานดิเอโก้ ประเทศสหรัฐอเมริกา

ความอลหม่าน พลังทำลายล้าง ความวุ่นวายแบบไร้ทฤษฎีทางตัวโน้ต คือสิ่งที่พวกเค้านำเสนอออกมา ดนตรีที่เปี่ยมไปด้วยความเก็บกดทางอารมณ์ที่ระเบิดออกมาจะนำพาให้คุณได้เข้าถึงความอลหม่านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แค่แทร็กเปิดอัลบั้มอย่าง “Here Come the Rome Plows” ก็ทำให้คุณคลั่งได้แล้ว แต่ก็ใช้ว่าพวกเค้าจะบรรจงสร้างแต่อารมณ์ทำลายล้าง ในบางเพลงอย่าง “Do You Compute” ก็แสดงให้เห็นถึงความอ่อนไหวของพวกเค้าเช่นกัน หรือเพลงอย่าง “Sinews” ก็จะทำให้คุณล่องลอยไปกับดนตรีของพวกเค้า

จัดจ้าน ครบทุกอารมณ์รสชาติ นี่แหล่ะครับการสื่อสารแบบอีโมชั่นนัลที่แท้จริง Yank Crime ของ Drive Like Jehu เป็นอัลบั้มที่ควรหาติดบ้านไว้บูชาบนหิ้งจริง ๆ

 

Diary – Sunny Day Real Estate (1994)

เมืองซีแอตเทิลใช่ว่าจะผลิตแต่วงกรันจ์คุณภาพเยี่ยมเพียงอย่างเดียว หากแต่ว่าเมืองแห่งนี้ยังได้ผลิตวงอีโม/โพสต์ฮาร์ดคอร์ สุดเจ๋งอย่าง Sunny Day Real Estate ขึ้นมาอีกด้วย

ความเนี้ยบในการเรียบเรียงดนตรีและการสื่อสารด้วยอารมณ์คือจุดเด่นของอัลบั้มนี้ แถมยังมีความโดดเด่นของลูกกรูฟอีกด้วย ดนตรีก็ดี เทคนิคก็เด่น แต่พวกเค้าก็เล่นออกมาได้ไม่ล้นแต่อย่างใด แถมยังน่าฟังในทุกๆเพลง อย่างเช่นเพลง “In Circles” จังหวะชวนลอยที่แอบซ่อนความเกรี้ยวกราด ใครเป็นแฟน Deftones มาฟังนี่จะถึงบางอ้อเลยว่าพวกเค้าได้รับอิทธิพลมาจาก Sunny Day Real Estate นี่เอง ท่อนร้องโหยหวนนี่คุณจะต้องนึกถึง Chino Moreno ด้วยแน่นอน บางเพลงของพวกเค้าก็ถูกเล่าด้วยเสียงเปียโนและเสียงร้องเป็นหลัก โดยมีเบสเป็นริธึมเพียงอย่างเดียว เช่นเพลง “Pheurton Skeurto”

ใครหลงหลักความลอย ชื่นชอบสไตล์อีโมติดกลิ่นโพสต์ร็อก อัลบั้ม Diary ของ Sunny Day Real Estate ตอบโจทย์แน่นอน

 

The Power of Failing – Mineral (1997)

ชื่อวงอาจจะเหมือนยี่ห้อน้ำดื่ม แต่ดนตรีของพวกเค้าจะทำให้พวกคุณหลงใหลได้แน่นอน สำหรับ Mineral อีโมคอร์ชั้นเยี่ยมจากรัฐเท็กซัส ไก่ทอดอร่อยจังฮู้ว! (เดี๋ยว ๆ ไม่เกี่ยว)

ความลื่นไหลของเมโลดี้คือสิ่งที่เราสัมผัสได้จากอัลบั้มนี้ รวมถึงคอร์ดภาคริธึมสไตล์พังก์แบบขัดเกลาแล้ว ฟังง่าย เข้าถึงได้ไว มัดใจชาวอีโมได้ไม่ยากเลย ถ้าจะให้เลือกเพลงโปรดซักหนึ่งเพลงคงต้องบอกว่าเลือกไม่ได้ เพระว่าทุั้ง 10 เพลงในอัลบั้มนี้มันดีไปหมด อย่างที่ได้เกริ่นไปว่าเมโลดี้มันช่างไหลและลื่นไปสวยๆเผลอฟังแปปเดียวก็จบอัลบั้มแล้วจนต้องขอกลับไปเล่นซ้ำอีกครั้ง

ถือเป็นวงที่ถูก underrate ไปมาก เพราะจริง ๆ แล้วด้วยซาวด์ ด้วยการเรียบเรียงค่อนข้างทันสมัยเลยทีเดียว รู้สึกว่าวงควรจะเป็นที่รู้จักมากกว่านี้

 

Shmap’n Shmazz – Cap ‘n Jazz (1995)

ชื่ออัลบั้มที่เกริ่นไปนั้นแท้จริงแล้วไม่ใช่ชื่อจริงซะทีเดียว เพราะชื่อจริงมันยาวโคตรลุงโคตรน้าว่า Burritos, Inspiration Point, Fork Balloon Sports, Cards in the Spokes, Automatic Biographies, Kites, Kung Fu, Trophies, Banana Peels We’ve Slipped On and Egg Shells We’ve Tippy Toed Over ยาวขนาดนี้วัดกับชื่อเต็มของกรุงเทพสบายเลยพี่! นอกจากนั้นอัลบั้มนี้ยังเป็นอัลบั้มเดียวของวงอีกด้วย ไม่รวม compilation และ re-issue ในชื่อ Analphabetapolothology นะ

สำหรับดนตรีของ Cap ‘n Jazz โทนของดนตรีจะออกไปทางสว่าง ๆ มากกว่าความหม่น มีกลิ่นอายของดนตรีอินดี้ร็อกที่ฮิตในยุคหลัง ส่วนมูฟเมนต์ก็น่าสนใจเพราะมีการปรับเปลี่ยนไปมา บางทีเนิบ ๆ เบา ๆ อยู่ดี ๆ พี่แกก็สาดคอร์ดขึ้นมาทำเอาตกอกตกใจหมด อเช่นในเพลง “Yes, I Am Talking to You” เป็นต้น แต่ก็นั่นแหละ อีโมมันก็ต้องเล่นกับอารมณ์อยู่แล้ว

เอาจริงๆ Cap ‘n Jazz เป็นวงที่ทำดนตรีได้แปลกและแหวกกว่าชาวบ้านมากเลยทีเดียว บางทีการเปลี่ยนท่อนผมแอบนึกถึงวง System of a Down เลยนะ (ก็ไม่แน่เหมือนกันพวกเค้าอาจจะชื่นชอบวง Cap ‘n Jazz ก็ได้นะ)

 

American Football – American Football (1996)

สำหรับวงนี้มีความเชื่อมโยงกับวง Cap ‘n Jazz เนื่องจาก Mike Kinsella มือกลองของ Cap ‘n Jazz มาเล่นกับวง American Football ด้วยนั่นเอง แต่วงนี้เค้ารับบทเป็นทั้งนักร้อง/กีตาร์ และเล่นเบสด้วย งนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1997 และเพิ่งจะกลับมารียูเนียนกันเมื่อปี 2014 ที่ผ่านมา

ความนุ่มละมุนของตัวโน้ตที่ถูกถ่ายทอดออกมาในสไตล์แม็ธร็อกผสมเข้ากับอีโม พร้อมกับกรูฟแน่น ๆ คือความโดดเด่นของวงดนตรีวงนี้ นอกจากนั้นแล้วยังมีเทคนิคแบบดนตรีแจ๊สเข้ามาผสมอีกด้วย ทั้ง 9 เพลงจากอัลบั้มนี้เมื่อเราได้ฟังจะเหมือนถูกสะกดดึงเข้าไปอยู่ในโลกของพวกเค้า ทำให้เราเคลิบเคลิ้มและอยากอยู่กับมันไปนาน ๆ

แฟนวงรุ่นใหม่อย่าง Turnover หรือแม้กระทั่งวง Chon น่าจะหลงรัก American Football แน่นอนถ้าได้ฟัง ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่ผมชอบนำมาเปิดก่อนเข้านอนเสมอ ๆ ครับ

 

จริง ๆ ยังมีอีกหลายวงที่ผลงานเพลงยอดเยี่ยมมาก เช่น Texas is the Reason, Cursive, Gray Matter หรือแม้กระทั่งวงที่หลาย ๆ คนน่าจะพอคุ้นชื่ออยู่บ้างอย่าง The Get Up Kids และ Saves the Day แต่ด้วยโจทย์ที่ตั้งไว้เอง ตั้งใจจะจำกัดที่ 10 วง เลยต้องคัดเน้น ๆ พิเศษมาให้คุณผู้อ่านได้ทำความรู้จักและลองเปิดโลกรับดนตรีใหม่ ๆ กันครับ

ดนตรีทุกประเภทบนโลกใบนี้ต่างพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เพราะวงนี้เกิดวงนั้นจึงเกิดสลับหมุนเวียนกันไปเรื่อย ๆ บางครั้งสิ่งเก่า ๆ ก็กลับมาถูกทำให้มันใหม่ หรือสิ่งใหม่ ๆ ก็ถูกแทนที่ด้วยสิ่งเก่า ๆ หรือหยิบดนตรีนู้นมาผสมกับดนตรีนี้ก็มีเช่นกัน มันก็ขึ้นอยู่กับจินตนการของศิลปินนักดนตรีที่จะสร้างสรรค์มันขึ้นมา ดนตรีบนโลกใบนี้ยังมีอะไรให้เราได้ค้นหาอีกมากมาย ไม่มีผิด ไม่มีถูก ไม่มีจริง ไม่มีปลอม มีแค่ชอบกับไม่ชอบ แค่เราลองเปิดใจพร้อมที่จะเรียนรู้และมีความสุขกับมัน คุณก็จะได้โลกอันกว้างใหญ่ของโลกที่ชื่อว่า “ดนตรี” นั่นเองครับ

แล้วพบกันที่งาน #กระทำการอีโม 28 เมษายนนี้ ที่ร้าน Overtone, RCA บัตรราคา 250 บาท! พบกับวงดนตรีผู้คลั่งไคล้อีโมที่จะนำเพลงที่พวกเค้าชื่นชอบมาคัฟเวอร์กันให้มันส์และพากันไปย้อนวัยในยุคสมัยที่อีโมครองอำนาจ รายละเอียดเพิ่มเติมดูได้จากโปสเตอร์ด้านล่างครับผม!

 

Jeddy Tragedy

ผู้ร่วมก่อตั้งและนักเขียน Headbangkok , นักร้องนำวงเดธคอร์ Tragedy of Murder