หมายเหตุ : บทความนี้แปลจาก Being in a Band is for Losers [Scientific Proof] ที่เขียนโดย Sergeant D จากเว็บไซต์ MetalSucks โดยไม่มีทัศนคติของผู้แปลปนอยู่แม้แต่น้อย หากมีปัญหาอะไร ด่าได้ แต่ผมไม่รับ ขอให้เพลิดเพลินกับการอ่านครับ

ถ้าคุณออกไปถามผู้คนทั่วไปตามท้องถนน พวกเขารู้กันดีว่านักดนตรีนั้นถังแตก, ผิดปกติ, ใจแคบ, เอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง, หยิ่ง, ไม่ปลอดสารพิษ, คิดว่าตัวเองเหนือ, เป็นขี้แพ้ที่ไม่มีอนาคตทางสังคม ผมเชื่อในปัญญาของคนพวกนั้น แต่ผมสงสัยว่า: วิทยาศาสตร์จะอธิบายเรื่องราวเหล่านี้ยังไง? เห็นได้ชัดว่าพวกคนที่อยู่ในวงเป็นไอ้พวกขี้แพ้ แต่เราจะเรียนรู้อะไรได้จากการขุดลงไปลึกกว่าเดิม? อะไรคือวิธีชีวิตตามแบบฉบับของนักดนตรีขี้แพ้???

band-cool1
(กราฟช่วงเวลาความเจ๋งในแต่ละช่วงวัยของคนธรรมดาและนักดนตรี)

เพื่อจะตอบคำถามนี้ ผมได้ทำงานวิจัยทางสถิติอย่างเข้มงวดจากกลุ่มตัวอย่างสองกลุ่มของคนพวกนี้: กลุ่มนึงคือคนที่อุทิศชีวิตของตัวเองให้กับดนตรี อีกกลุ่มนึงคือคนทั่วไป, สุขภาพดี, คนธรรมดาทั่วไปที่เกี่ยวข้องกับดนตรีเพียงแค่ในวิทยุเพียงอย่างเดียว กราฟภาพประกอบด้านบนนี้แสดงให้เห็นถึงไฮไลต์โดยรวมของเรื่องทั้งหมดนี้ แต่หลังจากเบรกนี้ไปคือผลลัพธ์ที่น่าประหลาดใจจากการศึกษาของพวกเรา!

จุดที่น่าสนใจ:

A: ช่วง “เด็กน้อยสุดประหลาด” (5 ขวบ)

ผู้คนส่วนมากในวงดนตรีมักจะเป็นเด็กน้อยที่ไม่มีใครชอบขี้หน้ามาก่อน – พวกตัวประหลาด เด็กน้อยสกปรกที่มีกลิ่นเหม็นและต้องนั่งคนเดียวบนรถโรงเรียนเพราะทุก ๆ คน เรียกเขาว่า ‘ไอ้หน้าประหลาด’ และแกล้งบอกต่อ ๆ กันไปว่าเขากินขี้มูกตัวเอง ความแปลกแยกนี้เป็นรากเหง้าของความโกรธและความไม่มั่นคงซึ่งเป็นสาเหตุแห่งความเศร้า เรื่องราวความหมดหวังที่เกิดขึ้นจากคนแปลกหน้านั้นถูกแบ่งปั่นออกมาผ่านนักดนตรีทุกคน

B: โชว์ประกวดดนตรีวัยมัธยม (16 ปี)

นี่เป็นช่วงเวลาแรกเริ่มแห่งความเจ๋งของสมาชิกวงดนตรีที่มีมากกว่าคนทั่วไป – พวกเขาเล่นเพลงคัฟเวอร์เพลงฮิตยอดนิยมออกมาแบบห่วยแตกที่งานแสดงโชว์ในโรงเรียนแล้วก็คิดได้ว่าการยืนถือกีตาร์หรือไมโครโฟนนั้นมันมีไว้เพื่อเรียกความสนใจจากบรรดาสาว ๆ ที่มีพ่อเจ้าปัญหาและมีความมั่นใจในตัวเองต่ำ พวกคนธรรมดาทั่วไปก็ยืนเกาหัวดูอยู่ เพราะเขาจำตอนที่สมาชิกวงคนนี้ก็คือไอ้เด็กสกปรกที่กินขี้มูกตัวเอง และพวกเขาก็ไม่เข้าใจว่าทำไมสาว ๆ ถึงได้ให้ความสนใจพวกเขากันในทันทีทันใดขนาดนั้น เขาไม่เก็ต เขาก็แค่ยักไหล่แล้วเดินกลับไปเข้าเรียนเพื่อเตรียมสอบวิชาเคมี

C: ออกทัวร์ใหญ่ครั้งแรก (23 ปี)

ในจุดนี้คือความตรงกันข้ามระหว่างพวกนักดนตรีกับคนทั่วไปอย่างเห็นในชัด พวกคนทั่วไปนั้นเป็นได้แค่คนจน ๆ ที่กำลังทำงานครั้งแรกหลังจากจบจากวิทยาลัย หาเงินได้เล็ก ๆ น้อย ๆ และใช้ชีวิตทั้งหมดแบบน่าอับอาย ขณะเดียวกัน พวกนักดนตรีกำลังอยู่บนจุดสูสุดของโลกกับการออกทัวร์ในฐานะเฮดไลน์เป็นครั้งแรก, ปาร์ตี้อย่างสุดเหวี่ยง, มั่วเซ็กส์กับเหล่ากรุ๊ปปี้, และก็สนุกไปกับช่วงเวลาแห่งชีวิตของพวกเขาเองอยู่ พวกสาว ๆ แน่นอนว่าสนใจในตัวนักดนตรีแน่นอน เพราะว่าพวกเขานั้นกำลัง ‘ทำอะไรบางอย่างที่น่ามหัศจรรย์กับชีวิตตัวเองอยู่’ ในขณะที่คนธรรมธาทั่วไปเป็นได้แค่ไอ้โง่คนหนึ่งกับโต๊ะทำงานสุดเส็งเคร็ง เขาแค่อยากจะกลับบ้านไปเอ็นจอยกับเบียร์บัดไวเซอร์ไลท์ แล้วก็พักผ่อน หรือเล่นเกม Xbox ก่อนจะหลับไปหน้าทีวี

D: เพื่อนร่วมงานกลายเป็นคู่รัก (26 ปี)

ไม่กี่ปีหลังจากนั้น เรื่องราวมันก็กลับตาลปัตร: นักดนตรียังคงต้องใช้ชีวิตบนถนนต่อไป เพียงแต่ความแปลกใหม่ของชีวิตมันหมดไปแล้ว ตอนอายุ 23 เขายังคงสนุกกับการได้ยืนเล่นดนตรีอยู่ต่อหน้าคนดูจำนวนหนึ่ง และถ้าเขาทำกำไรได้แค่ 50 ดอลลาร์หลังจากหักค่าใช้จ่ายหมดแล้ว ก็ช่างแม่ง – เขากำลัง ‘เข้าถึงดนตรี’ ส่วนคนธรรมดาที่ทำงานมาได้หลายปีแล้ว เขาได้พบกับคู่รัก และกำลังจะเริ่มต้นชีวิตอย่างเหมาะสม การเงินของเขาก็กำลังไปได้ดี และตัดสินใจว่านี่มันถึงเวลาสำหรับการแต่งงานแล้ว ส่วนพวกนักดนตรีก็คิดว่า ‘การแต่งงานมันเป็นเรื่องน้ำเน่า’ และเป็น ‘โครงสร้างสังคมที่ไร้ความหมาย’ (meaningless social construct) แต่ความลับก็คือพวกเขานั้นสายเกินไปแล้ว พวกเขาจะพบว่าวัยของเขานั้นมันดึงดูดสาว ๆ น้อยลง เพราะพวกหล่อนกำลังมองหาชายผู้มีความมั่นคงในชีวิตผู้ซึ่งต้องการจะมีครอบครัว ไม่ใช่พวกสภาพจิตใจมีปัญหาที่คิดว่ามันเจ๋งมากที่ได้ใช้ชีวิตเหมือนเด็กมหาวิทยาลัยและเล่นดนตรีให้กับพวกเด็กวัยรุ่นที่เข้าสังคมไม่ได้ฟัง

E: ช่วงของการทำรัง (32 ปี)

ณ จุดนี้ เกมนี้มันจบลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นักดนตรียังคงทำงานดนตรีต่อไป ที่เปลี่ยนไปก็คือตัวเขานั้นแก่ขึ้น แต่บรรดาคนดูนั้นไม่ เขานั้นอายุแกกว่าผู้คนที่เสพผลงานของเขาถึงสองเท่าเลยด้วยซ้ำ เขาอาจจะต้องติดคุกหากไปแตะต้องบรรดากรุ๊ปปี้ของตัวเอง และเพื่อนของเขาที่ไม่ได้เล่นดนตรีก็เลิกไปดูโชว์ของพวกเขาแล้วเพราะรู้สึกผิดที่ทิ้งลูก ๆ ไว้ที่บ้านในคืนสุดสัปดาห์ พวกเขาทุกคนคิดว่าเขาเป็นคนดีแหละ แต่เมื่อเอ่ยถึงชื่อของเขา [นักดนตรี] ขึ้นมา พวกเขาก็ทำได้แค่สั่นหัวด้วยความสงสารและกังวลเมื่อเขาจะต้องเติบโตขึ้นต่อไปอีก ความเจ๋งความเท่ของการเป็นนักดนตรีมันหายไปหมดแล้ว และในจุดนี้พวกเขาก็ตกอับเหมือนกับที่คนอื่นถังแตกกัน กลายเป็นไอ้สกปรกที่ได้แค่ขอส่วนแบ่งเงินจากเด็กมหาลัย [คนดู] และบรรดาเพื่อน ๆ ของเขาก็ผิดหวังมากเกินกว่าที่จะหัวเราะเยาะเขา เขากลายเป็นสิ่งที่น่าสงสารมากกว่าน่าตลกขบขันไปแล้ว

F: “มันยังอยู่ในวงอีกเหรอ” (40 ปี)

ตอนนี้ผมมั่นใจว่าคุณเห็นแล้วว่าโศกนาฏกรรมนี้มันจะมุ่งหน้าไปทางไหน ลูกของพวกคนธรรมดากำลังเข้าเรียนชั้นประถม ตัวเขากลายเป็นผู้จัดการอาวุโสในตำแหน่งงานของตัวเอง และชีวิตก็ไปได้สวยด้วย – ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น แต่เขาก็โอเคกับมัน ส่วนนักดนตรี ในขณะเดียวกันก็ทำงานเสริม (บาร์เทนเดอร์/บุ๊กกิ้งเอเจนต์ที่คลับท้องถิ่นเกรดต่ำ) และส่วนใหญ่ก็ยังคงแฮงเอาต์กับผู้คนที่อายุต่ำกว่าประมาณ 10-20 ปี เพราะไม่มีคนวัยเดียวกับเขาต้องการจะเหยียบเข้ามาในรูหนูที่เขากำลังทำงานหรือกำลังปาร์ตี้อย่างสุดเหวี่ยงนี้อยู่แน่นอน

G: ตาแก่ขี้เหล้าสุดเศร้าซึม (50 ปี)

บางทีผมก็ไม่อยากจะเขียนต่อแล้ว เพราะมาถึง ณ จุดนี้มันชัดเจนมากแล้ว นอกเสียจากว่าพวกเขาจะฉลาดขึ้นและถอยห่างออกมาจากดนตรีซะ ถึงคราวที่นักดนตรีได้กลายมาเป็น ‘ตัวละครท้องถิ่น’ ที่ได้แต่นักหมกอยู่ในบาร์ตลอดเวลา พร่ำบ่นถึงวันวานอันแสนหวานให้กับใครก็ตามที่เข้าใกล้ระยะที่เสียงของเขาจะตะโกนไปถึง ถ้านั่นมันฟังดูเจ๋งสำหรับคุณ ก็เล่นดนตรีในวงเล็ก ๆ ของคุณต่อไปเถอะ ผมมั่นใจว่าคุณกำลังจะสร้างมันให้ยิ่งใหญ่ได้ในวันหนึ่ง แต่จำไว้: คุณมีทางเลือก! มันไม่สายไปที่จะกลับมาเป็นคนธรรมดา

อ้างอิง:

Sergeant D. “Why do girls eff dudes in bands?“. Metal Sucks, 2010. New York.
Sergeant D. “Can u be an alpha male if u listen to metal??“. Metal Sucks, 2011. New York.