ถ้าพูดถึงความ ‘contrast’ หรือความแตกต่าง ดูไม่ค่อยเข้ากัน บนโลกนี้ก็มีให้เห็นอยู่เยอะ ทั้งการมิกซ์เสื้อผ้าที่มันสีสันตัดกันชัดเจน ทั้งเทคนิคการถ่ายภาพ ฯลฯ ซึ่งนิยามของความคอนทราสต์ในแต่ละเรื่องก็แตกต่างกันออกไป สิ่งนี้มันสามารถเกิดขึ้นได้กับนักดนตรีสายเมทัลแบบผมเช่นกัน เพราะ Tragedy of Murder ของวงคือวงเดธคอร์ ใครมองจากภายนอกก็น่าจะคิดได้ว่า วงโปรดของพวกนี้น่าจะเป็น Suicide Silence, Whitechapel หรือ Thy Art is Murder แน่ ๆ … จริง ๆ มันก็ใช่ครับ ผมชื่นชอบวงพวกนี้ แต่วงพวกนี้ไม่สามารถทำให้ผมคลั่งไคล้ได้เท่ากับวงร็อกจากอังกฤษอย่าง Oasis  แต่อยู่ดี ๆ จะข้ามสายมาคลั่งไคล้เลยมันก็แปลกไปหน่อย ที่จริงมันมีสาเหตุอยู่ครับ เรื่องมันมีอยู่ว่า…

 

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2005

“Lyla เพลงอะไรวะไม่เข้าหูเลย! นี่หรอ Oasis”

นี่คือความรู้สึกแรกที่ได้ยินเพลงของวง Oasis ผ่านรายการทีวีรายการหนึ่ง อายุในตอนนั้นคือ 16 ปี อยู่ในวัยที่คิดว่าตัวเองชัดเจนในสิ่งที่ชอบพอสมควร เน้นเสพเพลงเมทัลและฮาร์ดคอร์หนัก ๆ อะไรก็ได้ แจก ‘fuck’ แหกปากไว้ก่อนกูก็พอใจ แต่หารู้ไม่ว่านั่นคือกะลาใบใหญ่ที่ครอบงำไว้ ทำให้เราพลาดในการเสพดนตรีดี ๆ ไปมากมาย

จนกระทั่งช่วงอายุ 18 มีเพื่อนคนหนึ่งส่งอัลบั้มรวมเพลงมาให้ฟังผ่านทาง MSN จำชื่อได้คร่าว ๆ ว่า Alternative ’90s อะไรซักอย่าง โดยในอัลบั้มประกอบไปด้วยผลงานจาก Radiohead, Suede, Blur, The Cranberries และแน่นอนว่ามี Oasis รวมอยู่ในนั้นด้วย ส่วนเพลงที่ถูกบรรจุในอัลบั้มนี้ก็คือ “Don’t Look Back in Anger” ในใจคิดว่า “อะไรวะ Oasis อีกแล้วหรอ แต่เอาวะลองฟังหน่อย”

 

 

คลิกไปที่รายชื่อเพลงบน Windows Media Player (โคตรโบราณ) …อินโทรของเพลงลอยมาพร้อมเสียงเปียโน ที่ทำให้สะดุดหูและนึกถึงเพลง “Let It Be” ของ The Beatles อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก่อนจะถูกบรรเลงเข้าสู่ความเป็นร็อกแอนด์โรลล์ที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ เปี่ยมไปด้วยท่วงทำนองที่ติดหูและความเก๋าในตัวโน๊ตของดนตรี โดยเฉพาะท่อนโซโล่ที่เหมือนถูกเมโลดี้พุ่งเข้าสู่จิตวิญญาณอย่างจัง หลังจากฟังจบถึงกับต้องอุทานว่า “เห้ยเพลงนี้แม่งโคตรเจ๋ง”

ดูเหมือนว่าดนตรี Oasis ได้ผูกมิตรกับผมบ้างแล้ว

แต่นั่นก็ยังไม่ใช่จุดมัดใจแต่อย่างใด แต่เป็นแค่จุดเริ่มต้นค้นหาเพลงอื่น ๆ ที่อยู่ในอัลบั้ม (What’s the Story) Morning Glory? มาฟัง แต่ก็พูดตรง ๆ ว่าฟังแต่เพลงดัง ๆ อย่าง “Wonderwall” และ “Don’t Look Back in Anger” เป็น และใช้เวลาส่วนมากในการเสพเพลงเดธคอร์อย่าง Suicide Silence, Bring Me the Horizon (อัลบั้มแรก) หรือ Animosity ประมาณนี้ซะมากกว่าเพราะตรงจริตกว่า

เวลาผ่านมาเนิ่นนาน จนดูเหมือนว่าไม่มีทางที่ผมจะมีรสนิยมหันมาชอบวงบริทป๊อปแต่อย่างใด จนกระทั่งสารคดี Supersonic ของ Oasis เข้ามาฉายในบ้านเราเมื่อเกือบ ๆ 2 ปีก่อน ซึ่งจริง ๆ ก็ไม่ได้ตื่นเต้นหรือมีความอยากดูแต่อย่างใด ตอนนั้นเอาจริง ๆ ยังจำ Noel กับ Liam สลับกันอยู่เลย จนกระทั่งแฟนเก่าในตอนนั้นชวนไปดูที่เซนทรัลลาดพร้าว ด้วยความที่ตรงกับวันหยุดบวกกับตามใจแฟน ก็เลยไปดูก็ได้วะ จ่ายเงิน ซื้อตั๋ว ดิ่งเข้าโรงหนัง พร้อมกับคนดูเกือบ ๆ เต็มโรง ได้เวลารู้ประวัติ Oasis คร่าว ๆ แล้ว

 

2 ชั่วโมง 2 นาที กับชีวิตที่เปลี่ยนไป

“ขอสถาปนาตัวเองเป็นแฟนเพลง Oasis” ประโยคแรกที่พูดหลังจากดู Supersonic จบ มันเป็นหนังสารคดีวงดนตรีที่โคตรดี สามารถทำให้ผมอินกับมันได้อย่างไม่รู้ตัว ในระหว่างที่ชมภาพยนตร์ก็ไม่ได้คุ้นเพลงอย่าง “Live Forever”, “Columbia” หรือ “Supersonic” ซักเท่าไหร่ แต่ด้วยความอัจฉริยะในการเขียนเพลงของ Noel Gallagher ทำให้เราสามารถร้องมันออกมาได้โดยทันทีที่ฟังครั้งแรก เพียงแค่อ่านซับที่ขึ้นมาให้อ่าน แค่นี้ก็รับรู้ได้ถึงสเน่ห์ของวงนี้ซะแล้ว รวมไปถึงการได้ฟังเสียง Liam ในยุคพีค ๆ ร้องเพลง ได้เห็นท่าทาง พฤติกรรม การวางมาด หยิ่งทนง ก็ยิ่งทึ่งในความเป็นตัวเองได้ขนาดนี้

 

 

นอกจากนั้นแล้วยังชอบการตลาดของวงที่ไม่ต้องจ้างให้ใครมาเขียนชื่อลงหน้าหนึ่งให้ ก็แค่ให้สัมภาษณ์อะไรห่าม ๆ ลงไป นักข่าวมันก็เอาชื่อ Oasis ไปลงหน้าหนึ่งแล้ว โคตรสุด! ส่วนภาพที่ประทับใจที่สุดใน Supersonic คือการที่วงใช้เวลาเพียง 2 ปีแต่ไ่ด้ก้าวขึ้นไปเล่นคอนเสิร์ตที่ Knebworth ท่ามกลางคนดูนับแสน ฉากนี้นอกจากจะชวนขนลุก แต่มันยังได้มอบแรงบันดาลใจและไฟในการเล่นดนตรีให้เราอีกด้วย (ถึงแม้ปัจจุบัน Oasis จะยุบไปแล้วก็ตาม)

หลังจากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีความเบื่อในการเสพเพลงของ Oasis แต่อย่างใด ไล่เก็บซีดีทุกอัลบั้มจนครบ (เหลือแต่ซีดีซิงเกิลที่ยังไม่ครบ เพราะมันเยอะเหลือเกิน) มีหนึ่งเพลงประจำตัวที่ต้องเปิดฟังทุกวัน นั่นคือเพลง “Champagne Supernova” ที่ผมรู้สึกว่าเพลงนี้มันมหัศจรรย์ที่สุดแล้วในบรรดาเพลงของ Oasis แม้โนลจะบอกว่า “ผมแต่งเพลงนี้ตอนเมา และมันไม่มีความหมายห่าอะไรแฝงอยู่เลยก็เถอะ” แต่นั่นก็ไม่สำคัญหรอกครับ บางทีการชอบผู้หญิงซักคนมันก็ไม่ต้องหาความหมายมากมายอะไรไม่ใช่หรอ แค่รู้สึกเข้ากับเราได้มันก็โอเคแล้ว

จากการคลั่งไคล้ Oasis มันก็เหมือนเป็นประตูอีกบานทำให้ผมได้ไปทำความรู้จักโลกดนตรีใหม่ ๆ ฝั่งอังกฤษโดยเฉพาะวงดนตรีจากเมืองแมนเชสเตอร์ อย่าง The Stone Roses, The Smiths, Joy Division หรือ The Verve และยังต่อยอดไปดนตรีจากฝั่งอังกฤษอีกหลาย ๆ วง ส่วนตัวรับรู้ได้ทันทีว่าทำไม Oasis ถึงเป็นวงดนตรีที่ไม่ว่าจะเป็นคนฟังเพลงร็อกแขนงไหน จะอินดี้เท่ ๆ หรือเมทัลโหด ๆ ก็มีความเป็นแฟนเพลง ชื่นชอบผลงานของพวกเขากันเป็นวงกว้างและเหนียวแน่น

โลกดนตรีมันไม่มีเส้นแบ่ง มีแต่มนุษย์ที่ขีดเส้นด้วยอีโก้เพื่อปิดกั้นหรือดูถูกในสิ่งที่ตัวเองไม่ถูกจริต และสุดท้ายผมไม่อายเลยที่จะบอกว่าเป็นนักร้องเดธคอร์ที่มีวงโปรดคือ Oasis แต่อย่างใด และเชื่อว่าหลายคนที่รสนิยมทางดนตรีไม่ได้เอนมาทางเดียวกับบทเพลงของ Oasis ก็มีพวกเขาเป็นวงโปรดเช่นเดียวกันครับ!

 

Jeddy Tragedy

นักร้องนำวงเดธคอร์ Tragedy of Murder, ผู้ร่วมก่อตั้งและนักเขียน Headbangkok
ชอบเล่นมุกกริบ ชอบหยิบแบงค์ 20 จากกุมารในบ้าน และต้องฟังเพลงของวง Oasis ทุกวันจนแม่รำคาญ