จากประสบการณ์ส่วนตัว ผมแบ่งนักดนตรีออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ พวกแรกคือพวกที่เล่นดนตรีเพื่อเลี้ยงปากท้อง (ทั้งพวกที่ทำเพลงของตัวเอง มีค่ายเพลงคอยสนับสนุน และพวกที่เล่นเพลงของคนอื่นตามร้านอาหาร ผับ บาร์) กับอีกพวกคือพวกที่เล่นดนตรีเอาสนุก ไม่เป็นอาชีพ แต่มีงานประจำทำหาเงินกันอยู่แล้ว

สำหรับนักดนตรีประเภทแรก คงเป็นส่วนน้อยที่จะต้องวางเครื่องดนตรีลงแล้วหันมาทำเรซูเม่เพื่อออกไปสมัครงานประจำทำหาเลี้ยงปากท้อง เพราะยังไงก็หากินด้วยฝีมือทางดนตรีที่มีได้ตลอดอยู่แล้ว แต่สำหรับพวกหลัง ผมเดาว่าคงมีส่วนน้อยที่จะระบุลงไปในประวัติการทำงาน ว่าทำวงดนตรีมาก่อน หรือกำลังทำอยู่ หรือถ้าใส่ก็คงเป็นหมวดย่อยที่ด้านล่างสุดในหัวข้องานอดิเรก อะไรประมาณนั้น

แต่ที่จริงแล้วเราเอาประสบการณ์จากชีวิตนักดนตรีมาเสริมให้เรซูเม่ของเรามีจุดเด่นที่มากขึ้นได้นะครับ!

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่าในโลกของ ‘การหางาน’ เนี่ย ด่านแรกที่จะทำให้คุณได้ attention จากผู้จ้างก็คือ ประวัติการทำงานที่น่าสนใจ เพราะฉะนั้นแล้วประสบการณ์อะไรในชีวิตที่คุณคิดว่ามัน ‘ขาย’ ได้ ก็ควรจะใส่ไปให้หมด

มีบทความของเว็บไซต์ MetalSucks อันหนึ่งชื่อว่า Why I Put My Experience Of Being In A Metal Band On My Resume (ทำไมผมถึงใส่ประสบการณ์การอยู่ในวงดนตรีเมทัลเข้าไปในเรซูเม่) เขียนโดย David Wu ผู้ร่วมก่อตั้ง Riffshop บล็อกดนตรีแนวโปรเกรสซีฟเมทัล ผู้ก่อตั้งและนักแต่งเพลงของวง Cyborg Octopus ที่อธิบายถึงการใส่ประสบการณ์ดนตรีเข้าไปในเรซูเม่ได้น่าสนใจทีเดียวครับ

Wu เล่าว่าเขาได้พูดคุยกับอดีตนักดนตรีที่เคยเดินสายออกทัวร์เป็นระยะเวลายาวนานหลายคนที่ตัดสินใจหางานประจำทำเป็นหลักเป็นแหล่ง และพบว่าพวกเขาเหล่านี้เต็มไปด้วยความเครียดเนื่องจากรู้สึกว่าตัวเองประสบการณ์ทำงานต่าง ๆ แบบ ‘คนทั่วไป’ น้อยกว่าชาวบ้านชาวช่องเค้า รู้สึกว่าตัวเองสู้ไม่ได้ในสงครามการหางานซึ่งมีแต่จะยากขึ้นทุกวัน แต่เขาก็ชี้ให้เห็นว่าประสบการณ์บนถนนระหว่างออกทัวร์เหล่านั้นน่ะมันสามารถ ‘นำมาปรับใช้’ กับการทำงานในโลกของคนปกติที่ไม่ใช่นักดนตรีได้

เรื่องแรกที่ Wu ยกขึ้นมาพูดคือ การทำวงดนตรีเปรียบได้กับการเริ่มต้นทำธุรกิจ (Professional Merits of Bandhood)

“คิดดูให้ดีครับ: การทำวงดนตรีมันคล้ายคลึงกับการเริ่มต้นทำธุรกิจมาก ๆ คุณจำเป็นจะต้องร่วมทำงานกับกลุ่มคนมากมาย ในการที่จะไปให้ถึงเป้าหมาย และจบด้วยผลลัพธ์เป็นเม็ดเงินที่จ่ายกลับมา ขึ้นอยู่กับหน้าที่ความรับผิดชอบของคุณในวงวงนั้น คุณสามารถนำประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ได้รับมานำเสนอให้แนวทางสำหรับงานที่คุณกำลังจะสมัครได้”

ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการเป็นวงดนตรี ระหว่างที่คุณอยู่ในวง สามารถเล่าออกมาในรูปแบบของการทำงานประจำได้ ‘แทบ’ ทั้งหมดครับ หากคุณคือหัวหน้าวงที่คอยจัดแจงเรื่องต่าง ๆ ทั้งคิวซ้อม การแสดง หน้าที่ของแต่ละคนในวง ฯลฯ นั่นก็เป็นงานบริหารรูปแบบหนึ่ง หากคุณคือคนที่คอยส่งผลงานไปโปรโมตตามเว็บไซต์ นิตยสาร หรือสื่อต่าง ๆ นั่นก็เป็นประสบการณ์ด้านการพีอาร์รูปแบบหนึ่ง การทำสินค้าของวงก็เป็นประสบการณ์ด้านการออกแบบเช่นกัน ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะเล่ามันในภาพปกติให้อีกฝ่ายเข้าใจได้มากน้อยแค่ไหนว่าสิ่งที่เคยทำมาระหว่างอยู่ในวงดนตรี มันสามารถ adapt มาใช้ในโลกของการทำงานทั่วไปได้ยังไง ประสบการณ์เหล่านี้อาจดูเหมือนไม่สำคัญ แต่ถ้าคุณอยู่ในวงมาเป็นระยะเวลายาวนาน และวงดนตรีของคุณไม่ได้ห่วยแตกจนเกินไป ยังไงมันก็มีหลักฐานเป็นรูปธรรมให้เห็นอยู่แล้วครับ ว่าที่ผ่านมาคุณทำ ‘งาน’ ในวงดนตรีวงนี้ได้ดีมากน้อยแค่ไหน และนั่นก็จะเป็นอีกหนึ่ง factor ในการตัดสินใจว่าจะรับเราเข้าทำงานดีไหมของทางฝ่ายผู้จ้างเช่นกัน

วิธีนำเสนอในเรซูเม่ของเราก็สำคัญเหมือนกันนะครับ ยกตัวอย่างเช่นในบทความของพี่ Wu แกเปรียบเทียบให้เห็นวิธีนำเสนอสองแบบ

แบบแรก

“เป็นมือกีตาร์ของ Vomit Fuck วงดนตรีแนวเดธไกรนด์ของผม ที่ซึ่งผมได้ปลดปล่อยพลังของตัวเองออกมาอย่างเต็มข้อ เย่ห์! \m/”

กับแบบที่สอง

“มีประสบการณ์ในการทำแคมเปญโฆษณาอัลบั้มเพลงที่เตรียมวางจำหน่ายเป็นเวลาสามเดือน ในแคมเปญประกอบไปด้วย:
– บทความรีวิวอัลบั้ม และการเปิดตัวอัลบั้มผ่านบล็อกและเว็บไซต์ที่ได้รับความน่าเชื่อถือ
– โปรโมตผลงานผ่านโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ทั้ง Facebook, Instagram และ Twitter
– จัดการเกี่ยวกับการจำหน่ายผลงานในรูปแบบดิจิทัลบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ทั้ง Spotify, Google Play และ iTunes
– กระจ่ายข่าวประชาสัมพันธ์ของวงให้กับสื่อต่าง ๆ ที่อยู่ในอีเมลลิสต์

อีกหัวข้อที่พี่ Wu แกพูดถึงเป็นเรื่องของการเข้าสังคม เพราะการเป็นนักดนตรีหมายถึงการแปะป้ายว่าคุณเป็นคน ‘สบาย ๆ’ ‘ติสต์ ๆ’ (ไม่ว่าคุณจะเป็นแบบนั้นจริงหรือไม่ก็ตาม) และนั่นทำให้ผู้คนจะรู้สึกว่าเข้าถึงคุณได้ง่ายและเป็นมิตรกว่า เพราะโดยภาพรวมแล้วนักดนตรีเป็นอาชีพที่ต้องใช้ความเป็นมิตรสหายในการขายผลงานสูงอยู่เหมือนกันครับ เรื่องความเป็นกันเองนี่ขอให้บอกได้เลย ถ้าเจอนายจ้างที่อินดี้จัดขึ้นมา คุณอาจจะกลายมาเป็นตัวเลือกแรกที่เขาเรียกมาสัมภาษณ์ก็ได้นะครับ!

ขอเล่าประสบการณ์ส่วนตัวเล็กน้อย ผม กับเจต (Jeddy Tragedy) เริ่มต้นเว็บไซต์ Headbangkok ในวันที่เราทั้งคู่ไม่มีประสบการณ์ด้านสื่อเลยแม้แต่น้อย เป็นแค่คนฟังเพลงที่พอจะรู้วิธีในการใช้ online tools ต่่าง ๆ บ้าง และมีความอยากที่จะทำบ้างก็เท่านั้น มีอยู่ครั้งนึงที่เห็นประกาศรับสมัครงานที่น่าสนใจ แต่ก็ถอดใจเพราะตัวเองไม่ได้มีประสบการณ์อะไรจะไปสู้เค้าได้ มีคนแนะนำให้ใส่เว็บไซต์ Headbangkok ลงไปในประวัติการทำงานด้วย ไม่ใช่ในช่องงานอดิเรก แต่เป็นหนึ่งในงานประจำที่เคยทำมาเลย — ผลก็คือผมได้งานนั้นจริง ๆ แล้วก็ต่อยอดมาทำงานในสายงานที่ยากทำจนได้ (ถึงจะเริ่มต้นช้ากว่าคนอื่นไปหน่อย แต่สุดท้ายการได้ทำอะไรที่ชอบมันก็ดีจริง ๆ นั่นแหละครับ ย้อนกลับมาดูอีกทีก็รู้สึกไม่เสียดายเลยทีไอ้เว็บไซต์นี้ขึ้นมา)

และแน่นอนว่าปัจจุบัน Jeddy ก็เปลี่ยนสายงาน กระโดดเข้ามาอยู่ในโลกใบเดียวกันนี้ด้วยเช่นกัน (และก็เป็นผลมาจากการที่ช่วยกันรันเว็บไซต์นี้มาด้วยกันนั่นเอง)

งานอดิเรกหรือสิ่งต่าง ๆ หลายอย่างที่คุณทำเพราะชอบ มันสามารถสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับเราได้จริง ๆ นะครับ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะนำเสนอสิ่งเหล่านี้ออกมายังไง วงดนตรีก็เช่นกัน การเลือกรับและปรับใช้ประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ได้มาอย่างเหมาะสม เหมาะเจาะ ถูกที่ถูกเวลา ก็อาจนำพาเราไปในจุดที่เราไม่คิดว่าจะไปถึงได้เช่นกันครับ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับความรู้ความสามารถที่แท้จริงของคุณด้วยนะครับ ไม่ใช่ว่าแค่ใส่ความร็อกลงไปในเรซูเม่แล้วมันจะได้งานแน่นอน โลกมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นเฮ้ย!

SHARE:Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestShare on Google+Buffer this pageEmail this to someonePrint this page