(สำหรับใครที่ยังไม่ได้อ่านรีวิววันแรก เรียนเชิญที่บทความนี้ก่อนนะครับ)

 

1 เมษายน – พังก์เต็มพิกัด แล้วจัดโชว์ปิดท้ายด้วยโคตรแร็ปเมทัล!

มาถึงงานวันที่สอง ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของ Vans Warped Tour Japan แน่นอนครับว่ามาสายเหมือนเดิม (ส่วน Charlie วิ่งหนีเข้างานไปก่อนแล้วเพราะมาดู PassCode) เพราะอ่อนเพลียจากวันแรกเหลือเกิน

และไปเวทีเล็กเพื่อดู LOVEBITES พาวเวอร์เมทัลหญิงล้วนมาแป๊บนึง เอาแค่พอหอมปากหอมคอ จากนั้นก็ไปเกาะอยู่ที่เวทีหลักเช่นเคย  วงฮาร์ดคอร์เจ้าถิ่นนามว่า Shadows กำลังทำการแสดง มีแฟนเพลงไปคอยซัพพอร์ทพวกเค้าเยอะเลยทีเดียว ใส่กันเต็มที่มาก ก่อนจะตามมาด้วย มาถึงคิว HEY-SMITH สกาพังก์เจ้าบ้านเช่นกัน พวกเค้ามาปลุกจังหวะยกให้ทุกคนได้มาขยับแข้งขยับขากันอย่างสนุกสนาน (ได้เห็นครอบครัวชาวญี่ปุ่นครอบครัวนึงพอลูกตัวน้อย ๆ ออกมาเต้นด้วย เป็นภาพที่น่ารักและน่าประทับใจมาก ๆ ครับ)

ต่อด้วย TOTALFAT อีกหนึ่งวงเจ้าถิ่นกับสไตล์สเก็ตพังก์ วงนี้ดนตรีสับกันได้มันถึงพริกถึงขิง ถูกใจจริง ๆ เพิ่งได้เคยดูได้ฟังครั้งแรกก็ติดใจ ใครชอบสายสับ ๆ ลองไปหาฟังกันดูนะครับ

 

ไม่คิดว่าชาตินี้จะได้ดู Suicidallllllllllllllll!

และแล้วก็มาถึงตำนานครอสโอเวอร์เมทัล Suicidal Tendencies โอ้โหชีวิตนี้ไม่คิดว่าจะได้ดูสด ๆ แต่พวกน้า ๆ ก็มายืนข้างหน้าแล้ว แฟนเพลงเจ้าถิ่นก็คอยตะโกน ST! ST! ST! ให้การต้อนรับกันเป็นอย่างดี แถมตอนนี้ยังได้ Dave Lombardo อดีตมือกลอง Slayer มาหวดกลองให้ด้วย แค่นี้ก็โคตรคุ้มแล้ว ตอนที่เพลง “You Can’t Bring Me Down” ขึ้นนี่โคตรพีค วงมอชพิตอลหม่านสุดขั้วไปเลยครับ ที่นี่เหมือนเป็นบ้านอีกหลังของ Suicidal เลยก็ว่าได้ โชว์ของวงแม้เพลงจะน้อยไปหน่อยแต่ความมันอัดแน่นมาก ได้ปลดปล่อยสุด ๆ ครับ

จบจากวงน้า ๆ ก็มาเสพย์ความพังก์กันต่อกับ Zebrahead วงนี้จัดว่าเป็นขวัญใจชาวญี่ปุ่นโดยแท้จริงๆ แฟนเพลงให้การตอบรับดีมาก โชว์ของพวกเค้าก็เนี้ยบไร้ที่ติเหมาะสมกับประสบการณ์อันโชกโชน (แต่ก็ได้ดูไม่จบโชว์เพราะหิวข้าว ต้องออกมาเติมพลังรอดู Prophets of Rage วงปิด!)

 

Andrew W.K. & Pennywise สองวงดีที่คงไม่มีโอกาสดูที่เมืองไทย

อีกหนึ่งศิลปินที่ชีวิตนี้ไม่คิดว่าจะได้ดูคือ Andrew W.K. ศิลปินเดี่ยวพ่วงด้วยวงแบ็คอัพกับดนตรีสไตล์โมเดิร์นฮาร์ดร็อกชวนปาร์ตี้ ต้องบอกว่าอีตา Andrew คนนี้ลูกบ้าและพลังล้นเหลือจริงๆ ทั้งร้อง ทั้งสลับไปเล่นคีย์บอร์ด ช่วงเล่นคีย์บอร์ดพี่แกก็เอาไมค์ไปเหน็บตรงเป้าซะอย่างงั้น แหมขาไมค์ก็มีมั้งพี่ ฮ่า ๆๆๆ ส่วนตัวไม่ได้เป็นแฟนเพลง แต่ก็ชื่นชอบเพลงดังอย่าง “Party Hard” ซึ่งก็ถูกหยิบมาเล่นในงานนี้ด้วย ก่อนจะเล่นพี่แกก็โชว์ลูกบ้าอีกรอบด้วยการนับตั้งแต่ 90 ปลาย ๆ มาจนถึงเลขหลักเดียว เอาซะแทบไม่เชื่อสายตาว่ามันมีคนกล้าทำแบบนี้จริง ๆ เว้ย!

กลับมาสู่วงรองปิดกับพังก์รุ่นใหญ่และขาประจำวาร์ปทัวร์ Pennywise พวกเค้าได้โชว์ความเก๋าผ่านการเอนเตอร์เทนคนดูอย่างสนุกสนาน แถมมีการเชิญแฟนเพลงขึ้นไปร้องแจมกับวงในช่วงที่เล่นเพลง “Stand by Me” ของ Ben E. King ในฉบับพังก์สับแหลกของพวกเค้าเองด้วย (มาทราบภายหลังว่าคนที่ถูกเชิญขึ้นไปเป็นแฟนเพลงชาวไทย ถ้ามาอ่านเจอขอบอกว่า ยินดีด้วยมาก ๆ ครับ) ก่อนจะแยกย้ายกันไปด้วยเพลงชาติของวงอย่าง “Bro Hymn” ที่เสียงเฮของเหล่าสาวกแดนอาทิตย์อุทัยดังลั่นกันตลอดงาน

 

ปลดปล่อยลูกบ้าลูกสุดท้ายไปกับ Prophets of Rage!

และแล้วก็มาถึงไฮท์ไลท์ของงาน Prophets of Rage แร็ปเมทัลซุปเปอร์กรุ๊ปที่เกิดจากการรวมตัวของวง Rage Against the Machine, Public Enemy และ Cypress Hill ทางวงเปิดตัวด้วยการยืนเรียงหน้ากระดานในชุดสไตล์ญี่ปุ่นพร้อมชูกำปั้นอันเป็นสัญลักษณ์ของวง ท่ามกลางการเปิดตัวด้วยความเงียบไร้ดนตรีประกอบ ก็มีเสียงเฮของแฟนเพลงทั้งงานดังขึ้นมาแทนอย่างท่วมท้น

เปิดด้วยเพลงแรก “Testify” ได้ดูวงเล่นสด ๆ นี่มันเช้าถึงอารมณ์โคตร ๆ เลยครับ โดยโชว์จะถูกแบ่งออกเป็นสี่ส่วน ช่วงแรกเป็นโชว์ของ Prophets of Rage ผสมกับเพลงของ Rage Against the Machine ทั้ง “Take the Power Back”, “Living on the 110”, “Hail to the Chief”, “Guerilla Radio” ฯลฯ

หลังจากมันกันในเพลงเก่าเพลงใหม่กันไปพอหอมปากหอมคอ ก็ตัดมาเป็นโอลด์สคูลฮิพฮอพปาร์ตี้ เมดเลย์เพลงฮิพฮอพดังอย่าง “Hand on the Punp” Can’t Truss It”, “Insane in the Brain”, “Bring the Noise” ฯลฯ ไล่กันไม่หมดในความจำครั้งเดียวต้องขออภัย (ตอน “Jump Around” สนุกมาก โดดลืมตาย)

ต่อมาเป็นการทวิบิวต์โชว์ให้กับ Chris Cornell ผู้ล่วงลับในนามของวง Audioslave เป็นการเล่นเพลง “Like a Stone” กันบนเวทีสามคนแบบไม่มีนักร้องนำ บนเวทีเปลี่ยนไปใช้การดับไฟและส่องแสงเพียงแค่ที่ไมโครโฟนกันว่างเปล่า ซีนนี้เรียกน้ำตาคนรอบข้างได้เยอะมาก ผมเองยังเกือบร้อง

หลังจากจบซีนอารมณ์ไปแล้วช่วงท้ายเป็นการจัดเพลงดังของ Rage Against the Machine กันต่อ มาหมดทั้ง “Know Your Enemy”, “Bullet in the Head” รวมถึงหยิบเพลงดังจากอัลบั้มใหม่ของ PoR อย่าง “Unfuck the World” ขึ้นมาเล่นด้วย เพลงนี้แฟนเพลงดูเอ็นจอยกันมากกว่าที่คิด ปิดท้ายเซ็ตลิสต์ก่อนเข้าช่วงอังกอร์กันด้วยเพลง “How Could I Just Killed a Man” ที่ Rage Against the Machine ทำร่วมกับวง Cypress Hill เมื่อนานมาแล้ว

หลังจากส่งเสียงเฮเรียกสมาชิกทั้งหมดกันพอเป็นพิธี พวกเขาก็กลับขึ้นมาพร้อมกับ “Bulls on Parade” ให้เตรียมตัวกันแต่เนิ่น ๆ เพราะหลังจากจบเพลงนี้มีเพียงแทร็กเดียวเท่านั้นที่ทุกคนรอคอย นั่นก็คือ “Killing in the Name!” เพลงนี้ทุกคนใส่เต็มมาก วงมอชพิตคือมีแต่ความอลหม่าน ซัดกันกระเจิง ช่วงท้ายตอนที่คนเรือนหมื่นพร้อมใจกันชูนิ้วกลางออกเสียง “Fuck you, I won’t do what you tell me!” เป็นช่วงที่การปลดปล่อยอารมณ์ขึ้นถึงขีดสุดมาก เป็นการปิดโชว์ Vans Warped Tour Japan ครั้งแรกและครั้งสุดท้ายได้ยิ่งใหญ่และสมบูรณ์แบบมาก ๆ (อย่างน้อยก็ในสายตาของผม)

 

ความรู้สึกหลังจบงาน

เป็นเทศกาลดนตรีต่างประเทศครั้งแรกของผมที่ประทับใจจริง ๆ ครับ แต่ละวงเล่นกันอย่างเต็มที่จนทำให้ความรู้สึกว่า ค่าบัตรกว่า 6,000 บาท ถูกลงไปทันตาเห็น แม้จะเจอเรื่องพาเซงอยู่บ้าง แต่ก็ช่างมันเถอะครับ การได้มาเสพย์บรรยากาศแบบนี้ซักครั้งในชีวิตมันก็โคตรจะคุ้มค่าแล้ว ได้เห็นประเทศที่เค้ามีวัฒนธรรมทางดนตรีที่เติบโตอย่างสวยงาม ทุกคนหลงใหลดนตรีจากก้นบึ้งของหัวใจและพร้อมจะสนับสนุนอยู่ตลอดเวลา

นี่แหละครับสิ่งที่แตกต่างระหว่างประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทย ประเทศที่ค่ายเพลงใหญ่ยังคงกรอกหูเพลงที่พวกเค้าอยากขายอยู่ตลอดเวลา แทบจะไม่มีช่องว่างให้ศิลปินนอกกระแสหรือใต้ดินได้มีพื้นที่ให้หายใจ

ถ้าใครมีโอกาส มีทุน อย่าลืมไปเปิดโลกกันดูนะครับ ผมเชื่อเลยว่าคุณจะมีความสุขในทุก ๆ วินาทีอย่างไม่มีวันลืมเลือน เหมือนกับผมและเพื่อน ๆ ที่ได้เจอกันมาตลอดสัปดาห์ในโตเกียวครับ!

Jeddy Tragedy

นักร้องนำวงเดธคอร์ Tragedy of Murder, ผู้ร่วมก่อตั้งและนักเขียน Headbangkok
ชอบเล่นมุกกริบ ชอบหยิบแบงค์ 20 จากกุมารในบ้าน และต้องฟังเพลงของวง Oasis ทุกวันจนแม่รำคาญ