“อบอุ่น มัน ให้ดูอีกกี่วันก็ได้” คือสิ่งที่ผมคิดไว้ในใจตลอดระยะเวลา 2 ชั่วโมงครึ่งระหว่างที่ Foo Fighters วงร็อกรุ่นใหญ่ที่นำโดย Dave Grohl อดีตมือกลองวงดนตรีกรันจ์เปลี่ยนโลก Nirvana กำลังทำการแสดงที่ Impact Challenger Hall เมื่อวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา

การมาเยือนประเทศไทยของ Foo Fighters เป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายอีกครั้งในชีวิต เพราะวงโฉบมาแถวภูมิภาคเอเชียหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าโปรโมเตอร์เจ้าไหนจะ ‘ใจ’ ถึงพอที่จะพามาให้แฟนเพลงรุ่นเก่าได้หายคิดถึง ให้แฟนเพลงรุ่นใหม่ได้เห็นกันว่าของจริงมันเป็นยังไง (ซึ่งก็เข้าใจแหละครับ เสี่ยงเจ๊งใครจะอยากจัด) จน JAMM + Miracle Management ประกาศออกมาว่าจะเอา Foo Fighters มาไทย ส่วนตัวแล้วก็ตื่นเต้นไปด้วยยกใหญ่แม้จะไม่ใช่วงใน ‘ยุค’ ของตัวเอง (ส่วนตัวอินกับดนตรียุค ’00s เป็นต้นมาครับ)

ด้วยความที่เป็นผู้จัดรายใหม่ซึ่งเพิ่งกระโดดเข้ามาร่วมทำอีเวนต์คอนเสิร์ตต่างประเทศ ก็ทำให้มีความทุลักทุเลเกิดขึ้นที่หน้างานเล็กน้อย หลัก ๆ แล้วก็เป็นเรื่องของทางเข้าฮอลที่มีเพียงแค่ 2 ประตูใหญ่ และแบ่งแถวเข้าได้เพียงแค่ประตูละ 4 ช่องเท่านั้น ทำให้มีคนออกันที่ด้านหน้างานเป็นจำนวนมาก รวมถึงเรื่องที่ประตูเปิดช้ากว่ากำหนดไปเกือบหนึ่งชั่วโมง ทำให้หลายคนพลาดการแสดงสดของวงเปิดวงแรกอย่าง Ebola กันไป

ด้วยความที่ดู Ebola และ Silly Fools มาหลายครั้งแล้ว บวกกับงานนี้มีเพื่อนฝูงมาเยอะจนเกือบจะกลายเป็นงานเลี้ยงรุ่นขนาดย่อม ก็เลยเลือกที่จะ ‘ดื่ม’ อยู่ด้านหน้างานเพื่อเติมความหรรษาให้ตัวเองเล็กน้อย (จริง ๆ ก็ไม่น้อย) ก่อนที่จะเข้าไป ‘เมา’ + ‘มัน’ กับบทเพลงจากน้า Dave Grohl และคณะกันในคืนนี้

และด้วยความที่เคยมา Challenger Hall สมัยที่ยังจัดงานแฟตฯ และจำได้ว่าฮอลมันใหญ่มาก (พูดภาษาบ้าน ๆ คือใหญ่สัส ๆ) ก็เลยสงสัยว่าข้างในจะทำออกมายังไงไม่ให้ดูหลวมโล่งจนเคอะเขิน แต่ก็จัดสถานที่ออกมาได้กระชับและอบอุ่นดีทีเดียวครับ บัตรนั่งก็ไม่ไกลเกินไป บัตรยืนยิ่งใกล้ชิด

นาฬิกาบอกเวลา 21:30 ไฟฮอลดับลง ตามมาด้วยการปรากฎตัวของสมาชิกวงทั้ง 6 คน (Rami Jaffee มือคีย์บอร์ดเข้าเป็นสมาชิกแล้ว) ไม่พูดพร่ำทำเพลงกันแต่อย่างใด จัด “Everlong” ให้ทั้งแฟนเพลงเก่าที่เคยดูเมื่อ 21 ปีที่แล้ว และแฟนเพลงใหม่ที่รอคอยมายาวนานได้หายคิดถึงกันก่อนเลย ตามมาด้วยเพลงฮิตต่อเนื่อง “Monkey Wrench” และเพลงชวนโดดโคตร ๆ “Learn to Fly” ที่สติผมก็เกือบออกบินไปแล้วเพราะเมา เรียกเหงื่อได้ก็สร่างขึ้นมานิดหน่อย กำลังสนุกได้ที่เลยครับ พอบิ๊วคนดูด้วยสามเพลงดังเสร็จแล้วก็พักมาเล่นงานยุคหลังกันบ้าง “Something from Nothing” เพลงจากอัลบั้ม Sonic Highways ได้ยินริฟฟ์กีตาร์ “Holy Diver” จากเพลงนี้แล้วคิดถึง Ronnie James Dio ผู้ล่วงลับขึ้นมาทันที เสร็จแล้วก็ระเบิดความระห่ำกันต่อด้วย “The Pretender” ที่ตอนนี้สติคนดูในงานกระเจิงกันไปหมดแล้วด้วยความมันจัดจ้านของเพลง โซน A ที่ผมอยู่ร้องตามกันสนั่นงานเลยทีเดียว (ชอบช่วงกลางเพลงที่เป็น rock n’ roll jam บรรยากาศสนุกดีครับ)

หลังจากนั้นก็พักมาพูดคุยกับแฟนเพลงกันบ้าง Dave Grohl ทักทายแฟนเพลงหน้าเก่าพร้อมทั้งเล่าว่าเมื่อก่อนนี้ตอนที่มาเมืองไทยครั้งแรก พวกเขามีเพลงให้เล่นกันแค่นิดเดียว แต่ตอนนี้พวกเขามีมากถึง 150 เพลง (จำตัวเลขที่แน่ชัดไม่ได้ครับ เมา) มีการหยอกเล็กน้อยว่าอยากฟังหมดคืนนี้เลยมั้ย ก็ได้นะ ก็คงต้องเล่นกันยันเจ็ดโมงเช้า แต่ถ้าทำแบบนั้นเราคงไม่ได้กลับมาแล้วแหละ เรียกเสียงฮาในงานกันไป

เอาใจแฟนเพลงเก่ากันต่ออีกนิดด้วย “Big Me” ที่มาในเวอร์ชันเพลงช้า บรรยากาศน่าขนลุก แล้วตามมาด้วย “Run” ซิงเกิลเปิดตัวอัลบั้มใหม่ Concrete and Gold ที่กำลังจะวางจำหน่ายในเดือนกันยายนนี้ แล้วต่อกันด้วย “This is a Call” อีกหนึ่งเพลงที่หลายคนรอคอยกันจากอัลบั้มแรก

เสร็จจาก “This is a Call” พวกเขาก็พูดคุยกับแฟนเพลงกันอีกครั้ง พร้อมแนะนำตัวสมาชิกทีละคน คนที่ได้เสียงกรี๊ดและเสียงเฮมากคือ Pat Smear ที่สั่งสมดีกรีมาตั้งแต่สมัยวง Nirvana และ Taylor Hawkins มือกลองสุดเท่เสียงดี ที่โชว์พลังเสียงร้องในแทร็กถัดไป “Cold Day in the Sun” จากนั้นก็ต่อกันด้วยเพลง “Congregation” และอีกหนึ่งเพลงชาติของวงอย่าง “Walk” ที่เสียงร้องในฮอลกลับมาดังสนั่นกันอีกครั้ง เพลงที่ตามมาติด ๆ คือ “Rope” แล้วต่อด้วยเพลงชาติอีกหนึ่งเพลง (เพลงชาติเยอะจริง ๆ) ซึ่งก็คือ “My Hero” ซึ่งขยี้ใจคนดูในงานเป็นอย่างมาก จบเพลงโคตรพีค ไม่มีช่วงให้หยุดพักกันเลยครับ ตามมาด้วยเพลง “These Days” อีกหนึ่งงานยุคหลัง และ “Skin and Bones” ที่แปลก และแหวกแนวจากเพลงอื่นในเซ็ตลิสต์อย่างเห็นได้ชัด (เพลงนี้ Jaffee เล่นแอคคอร์เดียนโชว์ด้วย) บรรยากาศชิลมาก

เสร็จแล้วก็กลับมาเดือดกันอีกต่อที่ “All My Life”, “Time Like These” และเพลงเก่าที่ไม่ได้เล่นกันมานานมากแล้ว “Generator” ที่เพิ่งเล่นเป็นครั้งแรกในทัวร์นี้ที่ประเทศไทย ตามมาด้วยการเอาใจแฟนเพลงเก่าอีกหนึ่งเพลง “Wheels” เสร็จแล้ว Dave Grohl ก็เซอร์ไพรส์เพื่อนในวงด้วยการงัดเพลง “I’ll Stick Around” งานจากชุดแรกขึ้นมาเล่นโดยที่ไม่มีอยู่ในเซ็ตลิสต์ ฮากันไปอีก

ต่อกันด้วยเพลงจากอัลบั้มใหม่อีกหนึ่งเพลง คือ “Sunday Rain” ที่ Taylor Hawkins โชว์พลังเสียงอีกครั้ง จบเพลงนี้ Dave Grohl คุยกับแฟนเพลงอีกเล็กน้อยว่าพวกเขาไม่ชอบการอังกอร์ (ลงจากเวทีไปแล้วให้คนดูตะโกนเรียกชื่อวง ก่อนกลับขึ้นมาเล่นต่อ) แต่จะจัดเต็มให้คนดูไปยาว ๆ เลย ตามมาด้วยเพลง “Breakout” และอีกหนึ่งเพลงจากอัลบั้มใหม่ ซึ่งส่วนตัวยกให้เป็นเพลงที่ซาวด์เท่ที่สุดในคืนนี้ “The Sky is a Neighborhood” ซึ่งเพิ่งเปิดตัวมิวสิควิดีโอให้ชมกันไปก่อนมาเปิดคอนเสิร์ตเพียงแค่ 1 วัน แต่แฟนเพลงก็ตะโกนท่อนคอรัสของเพลงตามกันได้

ส่วนหนึ่งที่ชอบเป็นพิเศษก็คือกลองชุดของ Taylor Hawkins ที่มีภาพของ Chris Cornell ฟรอนต์แมนวง Soundgarden ผู้ล่วงลับแสดงอยู่ด้วย แม้ Dave Grohl จะไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับมิตรสหายท่านนี้ แต่หลายคนก็คงสัมผัสได้ถึงความโศกเศร้าที่แฝงตัวอยู่ในความสนุกของคอนเสิร์ตนี้ผ่านภาพของ Cornell ครับ

เวลาผ่านไปสองชั่วโมงเกือบครึ่ง ในที่สุดงานเลี้ยงรุ่นงานนี้ก็ต้องเลิกราลงไปครับ “I’ve got another confession to make…” แค่ขึ้นมาท่อนเดียวน้ำตาก็แทบไหล “Best of You” มาแล้ว! เอาจริง ๆ เพลงสุดท้ายนี่ Dave Grohl ไม่ต้องออกเสียงร้องซักคำเลยก็ได้เพราะว่าคนดูร้องตามกันกระหึ่มฮอลจริง ๆ (ขนาดตัวผมเองยังซัดซะจนเสียงแหบ) เป็นการปิดท้ายที่ โคตรของโคตรของโคตรของโคตรแห่งความประทับใจ เป็นโชว์ที่ดีไม่แพ้ Guns N’ Roses เมื่อตอนต้นปีเลยครับ ตอกย้ำชีวิตได้อีกครั้งว่า ‘ตายตาหลับโว้ย’

ยอมรับว่า Foo Fighters เลือกเรียงและสร้างสมดุลระหว่างผลงานยุคเก่า-ใหม่ได้เข้าท่าดีและไม่ทำให้รู้สึกว่าน่าเบื่อแต่อย่างใด จะมีช่วงง่วงหรืออยากลงไปกองที่พื้นเกิดขึ้นอยู่เรื่อย ๆ เวลาที่พวกเขาเล่นเพลงช้า (แต่นั่นไม่ได้ผิดที่วง ผิดที่ผมเมาครับ!)

ความสมบูรณ์แบบในโชว์ของ Foo Fighters ทำให้เราสามารถมองข้ามข้อเสียต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากคนรอบข้างไปได้หมด ทั้งเหล่ามนุษย์กล้องและปัญหายิบย่อยที่เกิดขึ้นให้เห็นบ้าง แต่ที่เหี้ยจริง ๆ คงหนีไม่พ้นคนที่สูบบุหรี่และกัญชาด้านในบริเวณผู้ชม อันนี้ต้องตำหนิผู้จัดที่หละหลวมในการตรวจสอบ และตำหนินักสูบที่ไม่เรียนรู้วิธีการอยู่ร่วมกันในคอนเสิร์ตอย่างสงบสุข

ที่ชอบเป็นการส่วนตัวคือความบ้าพลังของ Dave Grohl ที่แม้เสียงจะมีพลังตกไปบ้างในช่วงท้าย แต่ก็ถือว่าปลดปล่อยความบ้าคลั่งในตัวออกมาได้ระห่ำมาก การที่ต้องทั้งร้องเพลง เล่นกีตาร์ และวิ่งไปมาบนเวทีตลอด 2 ชั่วโมงครึ่งไม่ใช่เรื่องที่มนุษย์ทุกคนจะทำได้ ยิ่งในประเทศที่สภาพอากาศร้อนผิดแปลกจากบ้านเกิดของพวกเขาด้วยแล้ว ก็ต้องยอมรับเลยว่า Foo Fighters นี่ของจริงครับ!

ก็หวังว่าพวกเขาจะกลับมาเยือนเมืองไทยอีกครั้งในอนาคตอันใกล้ ไม่ปล่อยให้รอกันสองทศวรรษเหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้นะครับน้า Dave ครับ! และสุดท้ายนี้ขอบคุณ JAMM และ Miracle Management สำหรับการเติมความฝันของคอเพลงร็อกหลายคนในประเทศไทยให้เป็นจริงด้วยครับ

SHARE:Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestShare on Google+Buffer this pageEmail this to someonePrint this page