มีดราม่าระอุขึ้นในซอกหลืบแห่งกระแสข่าวสารที่หลั่งไหลมาในช่วงสัปดาห์ก่อน ต้นเรื่องเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 มีนาคม ณ โชว์หนึ่งของวง The Word Alive ที่ Vinyl Music Hall ใน เพนซาโคลา รัฐฟลอริด้า มีการกระทบกระทั่งกันระหว่างวงดนตรีท้องถิ่นที่ร่วมเล่นในงาน กับผู้จัดการทัวร์ประจำวง The Word Alive ด้วยสาเหตุจากการที่วงดนตรีวงหนึ่งถูกตัดเวลาโชว์ออกไป

แน่นอนว่าหลังเกิดเหตุ ฟรอนท์แมนของวงอย่าง เทลล์ สมิธ ก็ไม่พลาดที่จะโถมทวีตรัว ๆ ออกมาว่า

“วงที่ชื่อว่า RAINEYS REVENGE รุมทำร้ายผู้จัดการของเรา เพราะว่าไปตัดเวลาของวงที่พวกเขาใช้เกินกันไปเอง งี่เง่ามาก”

“ดีนะที่พวกนั้นเป็นคนขี้ขลาด รอจังหวะให้ผู้จัดการของเราอยู่คนเดียว เพราะมันทำให้รู้สึกฟินมากที่รู้ว่าพวกนั้นจะโดนขึ้นบัญชีดำและหมดทางทำมาหากิน ฉลาดน้อยจริง ๆ ”

ก่อนจะกล่าวขอบคุณแฟน ๆ แล้วก็กลับมาที่ประเด็นต่อ

“ไม่มีใครอยากเสียเงินให้กับการกระทำแย่ ๆ และไร้ความเป็นมืออาชีพแบบนี้หรอก การใช้กำลังรุนแรงโดยไม่จำเป็นจะพังอาชีพของคุณเอง ทำดีมากจริง ๆ ”

“อย่ามาห้าวกับพวกกู”

ทางด้าน ไรอัน โจเซฟ เคอร์บี้ นักร้องนำวง Fit For A King เพื่อนร่วมทัวร์ ก็ทวีตถึงเรื่องนี้เช่นกัน

“วงดนตรีวงหนึ่งรุมทำร้ายผู้จัดการทัวร์ของวง The Word Alive เพราะเขาไปตัดเวลาที่ทางนั้นเล่นเกินไปเอง 10 นาที เดี๋ยวก็รู้ว่าวงไหน”

“วงยืนยันเรื่องมาแล้วว่าจริง แต่ผมไม่อยากจะออกสื่ออะไรมากหรอกนะ เอาเป็นว่าระหว่างเราและ The Word Alive จะตามเรื่องอีกทีว่าวงนั้นถูกขึ้นบัญชีดำไปหรือยัง”

ในขณะที่วง Rainey’s Revenge คู่กรณี หลังจากเกิดเรื่องก็ได้ออกมาเขียนอธิบายเรื่องราวทางฝั่งของตัวเอง ซึ่งต้องบอกว่าเป็นหนังคนละม้วนเลยจริง ๆ และจากอัพเดตล่าสุด ทางวงได้ลบโพสท์ชี้แจงอันเก่าออก และเขียนโพสท์ชี้แจงใหม่อีกครั้งโดยละเอียด ใจความบางส่วนของพวกเขากล่าวว่า

“ว่ากันที่เรื่องของการวิวาทที่เกิดขึ้น ขอชี้แจงไว้ตรงนี้เลยว่า ผู้จัดการทัวร์ของวง The Word Alive ไม่ได้ถูกใครรุมทำร้ายทั้งนั้น กับสิ่งที่สมาชิกวงได้กระทำลงไป เรามั่นใจมากว่าถ้ามีการรุมทำร้ายใครสักคนเกิดขึ้นจริง ๆ พวกเราคงถูกจับไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งมันไม่ใช่ ความจริงก็คือ ไม่มีการทำอะไรที่ผิดกฎหมายเลยโดยสิ้นเชิง”

ทางวงยังอธิบายต่อไปอีกว่า พวกเขาเดินสายเล่นดนตรีกันมาห้าปี ยังไม่เคยเกิดเรื่องอะไรแบบนี้เลยแม้แต่ครั้งเดียว พร้อมทั้งยกคำชี้แจงจากมือกลองของวง ผู้ซึ่งเป็นคู่กรณีหลักโดยตรง เพิ่มเติมเข้ามาในโพสท์ ความว่า

“ก่อนหน้าที่ทางวงเขาจะออกมาพูดอะไรนั้น วันงาน เขาเดินมาปิดตู้ลำโพงของเรา ทำให้เราเล่นได้อีกแค่เพลงเดียว ก่อนจะต้องรีบเก็บของลงจากเวที แน่นอนว่าพวกเราทุกคนรู้สึกโกรธมาก สำหรับตัวผมเองก็พอจะเข้าใจว่าจะต้องเจออะไรแบบนี้แน่ ๆ แต่เขาไม่จำเป็นต้องแสดงกิริยาแบบนั้นออกมาก็ได้

ขณะที่เรากำลังเก็บของกันอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผมก็ได้ยินผู้จัดการของทางนั้นพูดออกมาอย่างชัดเจนว่า “เงียบปากแล้วออกไปจากตรงนี้” ซึ่งผมเองก็รับทราบเรื่องเวลาที่เล่นเกินไปแล้ว และแม้ว่าเขาจะพูดอย่างนั้นกับเรา ผมก็ยังพูดกับเขาไปว่า “ผมขอโทษ”

เราขนของออกไปด้านนอกแล้วทิ้งไว้อย่างนั้น สมาชิกวงบางคนกลับเข้าไปอยู่รวมกับกลุ่มคนดูในงานเพื่อรอดูวงต่อไป ตัวผมและเพื่อนก็ออกไปบริเวณที่รถทัวร์จอด เรายืนสูบบุหรี่และคุยกันถึงเรื่องที่เกิดขึ้น เราทั้งคู่ยอมรับเลยว่ารู้สึกโกรธพอสมควร ตรงจุดที่เรายืนคุยกันอยู่นั้นมันอยู่ด้านนอกงานมาแล้ว ซึ่งมั่นใจว่าเราอยู่กันตามลำพังแน่นอน และไม่มีใครจะสามารถได้ยินเราแน่ ๆ สิ่งที่เราคุยกันค่อนข้างแรง แต่ในขณะที่เรากำลังคุยกันนั้น ผู้จัดการทัวร์ของวงก็โผล่ออกมาจากประตูที่เปิดแง้มไว้ พร้อมกับพูดว่า “นี่พวกคุณยังไม่จบใช่ไหม ไสหัวออกไปเลย!” จนถึงตอนนี้ ผมไม่เคยมีเรื่องกับใครเลยในชีวิต ผมมักจะหลีกเลี่ยงความรุนแรงและการโต้เถียงอยู่เสมอ ผมไม่ใช่คนรุนแรงเลย ชีวิตผมใช้แต่เหตุผล

หลังจากที่คุณผู้จัดการพูดอย่างนั้น เราเลยเริ่มโต้เถียงกัน เสียงเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ ถึงจุดนึงเราพูดกับเขาว่าให้หยุดแค่นี้ดีกว่า หันมาคุยกันดี ๆ แบบผู้ใหญ่ที่โต ๆ กันแล้วเขาทำกัน ซึ่งทางเรากำลังทำแบบนั้น แต่อีกฝ่ายกลับไม่ยอมหยุด แถมยังเสียงดังขึ้นไปเรื่อย ๆ อีก เขากล่าวว่าเรานั้นมันพวกโนเนมไร้ตัวตน เคยได้เดินสายทัวร์จริง ๆ บ้างหรือเปล่า บอกว่าพวกเรานั้นคงไม่รู้หรอกว่าการได้เดินสายทัวร์เล่นดนตรีมันเป็นอย่างไร ทัศนคติของเขาส่งผลให้เราเริ่มกลับมาตะโกนใส่กันอีกครั้ง และเขาเริ่มเข้ามาจ้องหน้าในระยะประชิดกับเพื่อนของผม เมื่อเรื่องเริ่มจะบานปลาย ผมจึงสอดแขนเข้าไปเพื่อแยกคนทั้งสองออกจากกัน เท่านั้นแหละ เขาตะโกนเสียงดังทันทีเลยว่า “เขาทำร้ายผม!” ซึ่งผมไม่ได้ทำ

แล้วคุณผู้จัดการก็เริ่มสาวหมัดใส่ผม ผมโดนชกเข้าที่หน้า เขาหันมาเล่นงานผมเต็มที่ เพื่อน ๆ ในวงผมก็เข้ามาช่วยกันดึงเขาแยกออกจากตัวผม แล้วเราก็ล้มลงบนพื้นทั้งหมด ผมนั่งทับโดยมือผมวางอยู่บนอกของเขา เพื่อนผมคนอื่น ๆ ก็พยายามดึงเขาลง เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเข้ามาบอกให้เราหยุดและดึงตัวเขาขึ้น เพื่อนของผมคนอื่น ๆ จึงลุกขึ้น ขณะที่ผมกำลังพยายามจะลุกขึ้นยืน คุณผู้จัดการก็เหวี่ยงหมัดใส่หน้าผมอีกครั้ง ผมโดนเขาชกเข้าหน้าสองครั้งซ้อน ผมจึงสวนกลับไปเพื่อหวังว่าเขาจะหยุด เขากุมหัวตัวเองและหยุดทำร้ายผม ผมเลยปล่อยเขา เขาพยายามจะเตะผมที่ต้นขา พร้อมทั้งลุกขึ้นอย่างรวดเร็วและพยายามจะชกผมอีกครั้ง เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจึงห้ามเขา และบอกว่าพวกเราต้องไปแล้ว เราก็ทำตามทันทีที่ถูกร้องขอ”

และนี่ก็คือข้อความส่วนหนึ่งที่ทางวงคู่กรณีได้ออกมาชี้แจงเรื่องราวในฝั่งของเขา แม้ว่าจนถึงวันนี้เรื่องจะเงียบหายไปแล้ว แต่เราก็ได้เรียนรู้ว่า เวลามีดราม่าอะไรก็ตามเกิดขึ้นในโลกอินเทอร์เน็ต เรา ๆ ท่าน ๆ ผู้สังเกตการณ์วงนอกทั้งหลาย ควรจะฟังความให้ครบทุกด้านเสียก่อนตัดสินใจออกตัวไปกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เรื่องนี้ใครจะเป็นฝ่ายถูกหรือผิด ถ้ายังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน เราก็คงจะบอกอะไรไม่ได้ เพราะมีแต่เจ้าตัวคู่กรณีทั้งสองฝั่งเท่านั้น ที่รู้ความจริงกันดีว่าอะไรเป็นอะไรนะครับผม

ตามเรื่องราวทั้งหมดได้ที่ Alternative Press และ Raineys Revenge

SHARE:Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestShare on Google+Buffer this pageEmail this to someonePrint this page