Silent Shore เป็นวงเมทัลหนึ่งในไม่กี่วงจากศาลายา ซึ่งนับตั้งแต่ปล่อยซิงเกิลแรก To the Silent Moon เมื่อ 4 ปีที่แล้ว พวกเขาก็หายหน้าหายตาไปบ้าง วันนี้วงพร้อมแล้วที่จะนำเสนออีพีแรก ซึ่งเราได้โอกาสสัมภาษณ์พวกเขาเป็นที่แรกในโลก โดยเป็นการสัมภาษณ์อย่างเร่งด่วนอันเนื่องมาจากเตย (นักร้องนำ) กลับมาเมืองไทยเป็นช่วงสั้น ๆ พอดี วันนี้ The Salaya Sound ภูมิใจนำเสนอวงเมโลดิก-เมทัลโดยบุคลากรดนตรีฝีมือคุณภาพกับอีพีที่เราเชื่อว่าจะสร้างแรงกระเพื่อมให้กับวงการเมทัลได้ไม่มากก็น้อย

Silent Shore is:

ศัศยา ชวลิต (เตย): ร้องนำ

นพัตธร สมัครสโมสร (มาย): กีตาร์

ภูเบศร์ เป็นสุข (ป๊อป): กีตาร์

อดิทัต สุวรรณภูษิต (บอล): เบส

อิทธิพร สุปรีชากร (กั้ง): กลอง

 

แนะนำตัวเอง

มาย: มายครับ มือกีตาร์ครับ เป็น sound engineer, touring ให้กับ Cocktail จริง ๆ ก็เป็นฟรีแลนซ์ด้วย แล้วก็ทำวงด้วย The Burden from God เป็นเมทัลคอร์ ทำมาพักนึงละ แล้วก็วง Silent Shore ครับ

เตย: เป็นนักร้องของวง Silent Shore ตอนนี้ร้องเพลงโอเปร่าอยู่ที่บริษัท Sound of Austria ที่ซอลซ์เบิร์ก ประเทศออสเตรีย ทำมาตั้งแต่เรียนจบ ป.โท ร้องโซปราโน แล้วก็กลับมาเมืองไทยบ้าง เวลาวงออเคสตราจ้างเป็นโซโลอิสต์

ป๊อป: มือกีตาร์ เป็นฟรีแลนซ์เกี่ยวกับผลิตเพลง มิกซ์เสียง ทำสกอร์ หลัก ๆ ก็ สกอร์ละครช่องสาม ทุกงานที่มีตังค์จ้าง ได้หมดครับ (หัวเราะ)

กั้ง:  กั้งครับ มือกลอง เป็นอาจารย์พิเศษ อยู่ที่ดุริยางคศิลป์ มหิดล เป็นมือกลองแบคอัพ รับจ้างไปเรื่อย หลัก ๆ ก็เป็นวง Superbaker, Starfish แล้วก็ Silent Shore เล่นแบคอัพไปทั่ว หลัก ๆ ก็ Polycat, เก่ง ธชย, เป้ อารักษ์

มาย: เราก็จะคล้าย ๆ กัน นี่ก็เป็นซาวด์ นั่นก็เป็นผู้เล่น

กั้ง:  ใครจ้างก็ไปหมด (หัวเราะ)

 

มารวมตัวกันได้ยังไง

มาย: เราเป็นเพื่อนกันที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เวลาว่าง ๆ  ก็มานั่งคุยกันกับคนที่ชอบอะไรคล้าย ๆ กัน แบบ เห้ย พวกนี้แม่งฟังเพลงร็อคเมทัลว่ะ เห้ยถ้าสายเพาเวอร์ต้องไปคุยกับไอ้กั้งเลย ซักพักมันก็ก่อกลุ่มคุยกัน แล้วกั้งก็มีโปรเจคจบชื่อ Classic Meets Rock โปรเจคนี้เป็นจุดเริ่มต้น แล้วเราก็รวมกันมาซ้อม

กั้ง:  ตอนนั้นก็ทำโปรเจคนี้แหละ แล้วได้เพื่อน ๆ มาเล่น อย่างมายก็เคยเล่นด้วยกันในวิชารวมวง เตยก็เคยแบบชวนมาร้องเพลงอยู่บ้าง เลยได้เล่นด้วยกันแบบจริง ๆ  ครั้งแรก ตอนนั้นบอลยังไม่ได้เล่นเบส เป็นมือเบสอีกคน

มาย: จริง ๆ แล้วบอลเป็นมือกีตาร์มาก่อน ผมหมายถึงบอลที่เป็นมือเบสของวงนะครับ ซึ่งเค้าไม่ได้ปรากฏตัวในที่นี้

กั้ง:  แล้วก็โฟนอินไม่ได้ ทักไปแล้ว บอกว่าวันนี้จะทำสวน จะไม่พกโทรศัพท์ (หัวเราะ)

มาย: คือบอลเป็นมือกีตาร์ที่เก่งเลยแหละ แต่ว่าถูกจับมาให้เล่นเบส ร้อง คือร้องในพาร์ทสครีม ซึ่งบอลบอกว่า จะให้กูทำอะไร ก็บอกแล้วกัน ทำได้หมด แล้วแต่พวกมึงเลย (หัวเราะ)

กั้ง:  คือเราคิดทำวงมานานแล้วแหละ พยายามรวม แต่ก็ยังไม่ลงตัวซักที จนหลังโปรเจคนี้เลยได้รู้ว่าเราน่าจะทำงานกับคนกลุ่มนี้ได้ ซี่งตอนนั้นมายก็มีวงของตัวเองอยู่ คือ The Burden from God ตอนแรกเราก็ไม่ได้ตั้งใจจะยุ่งอะไร แต่พอได้คุยกัน ได้ทำงานด้วยกัน เหมือนได้จูนกัน แล้วบวกกับมายก็เหมือนสนใจแนวนี้อยู่ ทีแรกมายพูดประมาณว่าแบบ แก่กว่านี้ค่อยเล่นแนวนี้ (เมโลดิก เมทัล) แต่ไป ๆ มา ๆ ก็เห้ย มาทำด้วยกันเลย ตอนนั้นมีป๊อปอยู่แล้ว มีโปรเจค มีอะไรก็ทำกับป๊อปมาตลอด คนที่เหลือก็ชวนกันมา บอลมาเป็นคนสุดท้าย เตยนี่คือ หลังคอนเสิร์ตนั้นประชุมกันเลยว่า จะเอานักร้องคนไหนดี ชายหรือหญิง

มาย: ตอนแรกคือไม่ได้ตั้งใจจะตั้งวง ตอนแรกเป็นแค่วงเฉพาะกิจ หลังจากนั้นก็เริ่มคิด ๆ กัน พอเตยมาร้องแล้วมันออกมาดีปุ๊บ เราก็เลยลองรวมวงกันดู แล้วก็ลองทำเพลงกัน

กั้ง:  บอลมาเป็นคนสุดท้าย เราขาดอยู่ตำแหน่งเดียวเนี่ย แล้วมันทำได้ทุกอย่าง

มาย: บอลเป็น Chemistry บางอย่างที่เราไม่มีอะ แล้วเค้าสามารถทำให้ได้ เท้าความไปถึงเรื่องตัวตนของเขา คือมันเป็นคนไม่อะไรกับชีวิต ทำไร่ ทำสวน เป็นคนที่มีในสิ่งที่เพื่อน ๆ อยากได้ พอเราอยากให้ร้อง หรือเสริมอะไรนิดดหน่อย ก็ทำได้ คือพื้นฐานเป็นคนเมทัลเลย เรื่องแนวเพลงไม่มีปัญหา สบาย เป็นสายซัพพอร์ตมากกว่า

กั้ง:  ตอนที่รวมวง เราคุยกันเรื่องเป้าหมายตั้งแต่แรก ว่าทำทำไม ซึ่งเป็นคำถามทั่วไป แล้วทุกคนมีความฝันคล้าย ๆ กัน ว่าเราอยากมีวงแบบนี้ซักวงนึง ให้ได้มีชื่อในวงการ

เตยฟังเพลงร็อคอยู่แล้วไหมคะ

เตย: ก่อนหน้านี้มีบ้าง แต่ไม่ถึงขั้นเมทัล ชอบ Papa Roach เป็นคนที่ฟังค่อนข้างหลายแนวอยู่แล้ว อาจจะไม่ได้ยับมาก ชอบเมโลดี้สวย ๆ  ไม่ว่าจะสไตล์ไหนก็บ้าง พอชวนมาร้องก็สนใจทันที ติดใจตอนที่ไปร้องงานกั้ง (โปรเจคจบ) นี่แหละ มันไม่เครียดอะ ไม่เหมือนร้องโอเปร่า มันสนุกอะ (หัวเราะ) Mother Earth นี่ตัวดีเลยอะ ชอบ ได้เล่นเป็นคาแรคเตอร์อะไรก็ไม่รู้ หลอน ๆ หน่อย

 

ที่มาของชื่อวง

Silent Shore: เอ่อ…

1 นาทีผ่านไป

มาย: ชื่อวงก็เหมือทุกวันอะ มันคิดยากโคตร เราก็มีมาวางกองแล้วก็เลือก ๆ กัน ประมาณนี้ สรุปมาชื่อนี้ยังไงก็จำไม่ได้แล้ว (หัวเราะ)

กั้ง: คือจำได้ มายมีตัวเลือกมาเลย มีนู่นนี่มา นู่นก็ดี นี่ก็ดี

มาย: แต่จำไม่ได้สุดท้ายเราโหวตกัน

กั้ง: เหมือนก็สรุปว่าเป็นอันนี้ อะ เอา ลุย จบ แค่นี้เลย

เตย: ง่าย ๆ งั้นเลย

ไม่ได้มาจากเพลง

มาย, กั้ง: ไม่เลย น่าจะไม่มีที่มาจากอะไรเลย (หัวเราะ)

มาย: แต่ถ้าชื่อเพลงเราจะมีที่มาที่ไปอย่างลึกซึ้ง แต่ชื่อวงมันไม่เกี่ยวกับทิศทางที่เราจะพูดถึงเท่าไหร่ น่าจะเพราะคิดว่าเท่ ประมาณนั้น (หัวเราะ)

นิยามแนวเพลง และทำไมถึงเลือกทำเพลงแนวนี้

กั้ง: ทีแรกเราตั้งใจให้มันเป็นเมโลดิค พาวเวอร์นั่นแหละ ไปทางพาวเวอร์ เมทัลหน่อย แต่พอมีมาย มีคนอื่นเข้ามา แล้วเราเริ่มฟังเพลงเยอะขึ้น มายเริ่มให้เพลงเรามาฟัง พวกเมโลดิค เดธอะไรแบบนั้นที่ปกติจะไม่ค่อยได้ฟัง พอตอนหลังทำ ๆ เพลงไปมันจะออกเป็นเมโลดิค เมทัล

มาย: ถ้าเท้าความการฟังเพลงของพวกเรา อะ อย่างกั้ง ฟังพาวเวอร์ เมทัล, เฮฟวี่ เมทัล พวกคลาสสิคแต่มายเองจะเป็นเมโลดิค เดธ เป็นพวกเมทัลคอร์ พวกอะไรที่ Modern กว่า พอมันผสมกัน เราก็รู้สึกว่ามันเป็นเมโลดิค เมทัลแหละ อย่างเพลง Chasing For Justice บางคนฟังอาจจะบอกว่าเป็นซิมโฟนิค เมทัล โอเค คือมันก็น่าจะอยู่แถว ๆ นี้นีแหละ สรุปคือพื้นเราคือเมโลดิค เมทัลนี่แหละ เป็นซิมโฟนิคในบางเพลง อันนี้เป็นส่วนที่ป๊อปกับกั้งมาเสริมในส่วน Arrangement ต่าง ๆ  มันก็กลายเป็นซิมโฟนิคได้

กั้ง: วงสมัยนี้มันระบุแนวตายตัวยาก อัลบั้มนึงมีหลายแนว แต่รวม ๆ ก็เมโลดิค เมทัลนี่แหละ

เพลงออกมามาจากส่วนผสมทางดนตรีของทุกคน ไม่ได้มีอะไรตายตัว

Silent Shore: ใช่

 

จบดนตรีทุกคน เป็นอาจารย์ด้วย กดดันมั้ยเวลาทำงานเพลง

เตย: ไม่

กั้ง: เราไม่ได้คิดเรื่องนั้นเท่าไหร่นะ

มาย: มันคืออาร์ตอะ บางทีอาร์ตที่ง่ายก็ไม่ได้แปลว่าเราห่วยอะ อีกอย่างคือ พื้นฐานการคิดเพลง บางทีเราก็ชอบอะไรมินิมอล ง่าย โง่ ในบางที เราชอบมันมากกว่าความซับซ้อน ในบางครั้ง ไม่ได้ซีเรียส

กั้ง: เราก็มองแบบนี้แต่แรก คือต่อให้ไม่ได้จบดนตรี แต่ถ้าทำงานออกมาดีก็คือดี จบ แล้วเราก็ไม่ได้ซีเรียสว่าแบบ เห้ย จบดนตรีทำได้แค่นี้ เราก็ไม่สนอะ เราทำของเรา ที่เราทำ มันแฮปปี้ เราจะมีศัพท์ที่คุยกัน โง่ ๆ ง่าย ๆ อะ (หัวเราะ) แบบท่อนเนี้ย โง่ ๆ พอ ไม่ต้องเยอะ ไม่ซีเรียส ไม่กดดัน

ป๊อบ: แม้กระทั่งขั้นตอนการบันทึกเสียง (หัวเราะยกวง) อย่างตอนที่เราไปออสเตรีย ก็ขนโน้ตบุ๊ก ไมค์ ไป ไม่ได้แบบ จะต้องพิถีพิถัน มีอะไรก็ใช้อย่างนั้น จบงานจากโฮมสตูดิโอ แล้วก็ไปมาสเตอริ่งที่บ้าน ไม่ได้ไปใช้อะไรหรูหรา มีแค่ตอนอัดกลอง ที่เหลือก็ง่าย ๆ มิกซ์เสร็จก็ส่งให้คนในวงฟัง ชอบก็จบ

กั้ง: ทั้งหมดที่พูดมาคือไม่ได้หมายความว่าชุ่ย คือมันอยู่ในมาตรฐานที่ทุกคนโอเค ­

มาย: คือเรามีมาตรฐานของเราอยู่ว่าเราอยากได้ยินอะไรจากการเก็บ source ครั้งนี้ แต่ environment สถานที่ การทำงาน อาจจะไม่ได้เรียบร้อยขนาดนั้น ซึ่งมันก็ไม่ได้ต้องเป็นแบบนั้นเสมอไป แต่ อะ บริเวณไมค์ที่ร้อง เราทำให้ตรงนั้นมันโอเคก็พอ ไม่ได้ว่าต้องไปเข้าห้องอัด

กั้ง:  คือถ้าทำได้ก็อยากทำแหละ (หัวเราะ) แต่ด้วยหลายอย่าง แค่นี้เราก็เอาแล้ว เผาเลยแล้วกัน คือมันมีอยู่หนึ่งเพลง ที่ถ้า source เสียงร้องมาฟัง คือมันจะมีเสียงกดชักโครกมาด้วย (หัวเราะ) คือแบบอัดในบ้าน เราก็มาคุยกันว่า สุดท้ายแล้ว ถ้ามันมิกซ์ออกมา แล้วมันไม่ได้ยิน ก็จบ ก็โอเค เราไม่บอกนะว่าเพลงไหน เรามีมาตรฐานอยู่แหละ ก็ไม่ได้ชุ่ยขนาดนั้น

การที่พี่เตย นักร้องนำ เรียนการร้อง Opera พอมาร้องเพลงร็อคแล้วมีปัญหาอะไรมั้ย

เตย: แรก ๆ มี แรก ๆ แยก channel เสียงไม่ถูก เพื่อน ๆ ก็คอยช่วยฟัง แบบ อยู่ดี ๆ เสียงก็เด็ก อยู่ดี ๆ เสียงก็ใหญ่ มันต้องค่อย ๆ จูนกันไป แต่ด้วยเวลาและประสบการณ์ ยิ่งแก่ขึ้นยิ่งง่ายขึ้น ยิ่งรู้ว่าต้อง adjust ตรงไหน อยากได้ colour เสียงแบบไหน ในอีกแง่นึงก็ช่วยเรื่องซัพพอร์ต คือเมื่อซัพพอร์ตโอเปร่าแข็งแรงขึ้น ซัพพอร์ตเสียงเต็มก็แข็งแรงขึ้นเช่นกัน ใช้เวลาปรับตัวนิดนึง

มีอะไรที่อยากจะบอกกับน้อง ๆ ที่เป็นอย่างเตยมั้ย

เตย: ร้องหลาย ๆ อย่างอะเหรอ มีความสุขอะไรก็ทำไปเลย ไม่ต้องคิดมาก

มาย: ความเป็นธรรมชาติสำคัญมาก อย่างที่เตยบอกว่าช่วงแรก ๆ มีปัญหา แล้วตอนหลัง ๆ ดีขึ้น คือตอนแรกที่พวกเราทำวง เราวางธงไว้ อยากให้มันเป็นแบบนั้น ซึ่งพอพยายามจะให้เป็นแบบนั้น มันฉีกจากความเป็นธรรมชาติจริง ๆ ของเรา พอเวลาผ่านไป เรารู้แล้วว่าเราไม่ต้องไปบิดธรรมชาติมันอะ ธงที่เราตั้งไว้เราก็อาจจะเบนมานิดนึง ไม่ได้แปลว่าดีขึ้นหรือแย่ลง แต่ทำให้มันเป็นธรรมชาติมากขึ้น ทำให้ออกมาดีกว่าในเพลงหลัง ๆ ซึ่งมันก็รู้สึกได้

 

เล่าประสบการณ์การไปอัดเพลงที่ Salzburg เมื่อปี 2558 หน่อย ได้แรงบันดาลใจอะไรเพิ่มเติมจากตอนนั้นมั้ย

กั้ง: เรื่อง Salzburg จริง ๆ ไม่ได้เน้นเรื่องอัดร้อง 100% คือตอนนั้นเราคุยกันว่าเราไม่ค่อยมีเวลากัน มันเริ่มจากคุยกันเล่น ๆ ว่าแบบในเมื่อเตยไม่ว่างมาอัด เราก็ไปหาเตยกันเลยมั้ย (หัวเราะ) เหมือนคุยกันเล่น ๆ แต่สุดท้ายเอาจริง ทุกคนก็บ้าจี้ไป (หัวเราะ) มันก็เหมือนไปเที่ยวด้วย อีกแง่นึงคือ วงควรจะได้มีโปรเจคเดินทางร่วมกัน อยู่ด้วยกันมากกว่านี้ อันนี้มันก็คือการลางานไปเที่ยว ที่จะได้อยู่ด้วยกัน อยู่พร้อมกันจริง ๆ เป้าหมายจริง ๆ เป็นอย่างนั้นมากกว่า ทำให้ได้เรียนรู้กันมากขึ้น สุดท้ายก็อัดร้องกลับมา มันไม่สมบูรณ์อย่างที่ตั้งใจด้วย คือสุดท้ายก็หาขาไมค์ไม่ได้ ใช้วิธีถือเอาแล้วตั้งบนโซฟา

เตย: เหมือนอยู่กันฝั่งนี้ (ที่ไทย) ก็ไม่มีโอกาสได้นัดเจอกันง่าย ๆ อยู่แล้ว ก็เลยต้องจัดอะไรแบบนี้

มาย: แต่หลัก ๆ มันเสียเวลาไปกับการคิดเนื้อด้วย หลัก ๆ เป็นเรื่องการถกเถียงกัน

กั้ง:  แต่ก็ดี วงเวลาทำงานด้วยกันมันต้องมีเรื่องอะไรแบบนี้ ทั้งการเห็นไม่ตรงกัน การเถียงกัน มันก็แบบได้คุยกันจริง ๆ ซัดกันเต็มที่เลย สนุกดีเหมือนกัน

ป๊อป: ได้ไปเถียงกัน คือเหมือนจะเป็นการเถียงกันครั้งแรกของวง คือเราไม่เคยได้เถียงกันมาก่อน

มาย: เป็นการละลายพฤติกรรมด้วย อยู่ร่วมกันนาน ๆ มีอะไรที่ไม่ถูกใจ มันกล้าลั่นกันง่ายขึ้นกว่าปกติ (หัวเราะ) ออกมาก็เป็นเพลง กลายเป็นว่าช่วงนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดมันไม่ใช่ขั้นตอน Miking หรือขั้นตอนทางเทคนิคเกี่ยวกับการบันทึกเสียง มันกลายเป็นว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือเนื้อ ทำนอง เมโลดี้ มันสำคัญกว่า พอเราได้ตรงนั้นแล้ว อัดยังไงก็ออกมาดี

มีอะไรสนุก ๆ เล่ามั้ย จากการเดินทางครั้งนั้น

เตย: อยู่นู่นอยู่แล้วมันก็ไม่รู้สึกอะไร แต่มันก็เหมือนเพื่อนมาหา

มาย: มันสนุกมาก มันเหมือนไปเที่ยว อันนี้ความรู้สึกส่วนตัวคือ บรรยากาศมันสำคัญมาก กับการใช้ชีวิต คือเราเคยอยู่มุมหนึ่งของโลก แล้วเราเดินทางไปอีกทีหนึ่ง บรรยากาศเปลี่ยน สภาพแวดล้อมเปลี่ยน ทุกอย่างมันเปลี่ยน มันมีความรู้สึกว่าชีวิตเวลาอยู่ท่ามกลางอะไรที่ดี ๆ ชีวิตมันดีนะ อย่างที่ถามเรื่องแรงบันดาลใจ คือมันเกี่ยวจริงๆ บรรยากาศมันดี มันมีไอเดีย ชีวิตดี อากาศดี อาหารดี เบียร์ก็ดี เออ (หัวเราะ) ทำเพลงก็แฮปปี้ คือถ้ามันมีบรรยากาศที่ดีก็ทำเพลงออกมาได้ เราเลยเข้าใจหลาย ๆ วงที่บินไปอัดที่นู่น ที่นี่ นั่งประชุมกันที่ประเทศนี้เลย แล้วก็ไปทำเพลง อย่าง Bullet For My Valentine เค้าเป็นชาวอังกฤษ ก็เคยบินมาทำอัลบั้มที่ไทย แล้วก็ขี่มอไซค์เที่ยวอะไรแบบนี้ ชิล ๆ ก็คงเป็นอะไรที่เขาอยากเปลี่ยนบรรยากาศ ก็ดี ได้อะไรเยอะ ได้ไปดูคอนเสิร์ตด้วย ไปดู Wintersun เป็นวงแนวเมโลดิคเดธ, Turisas อย่างผมชอบพวก engineering ก็ซื้อบัตร V.I.P. เข้าไปดู คล้าย ๆ บัตร Meet and Greet คือได้เข้าไปดูตอนซาวด์เช็ค ไปดู engineer ไปดูเค้าทำงาน ไปดูว่าเค้าทำอะไรยังไง ก็ได้แรงบันดาลใจเยอะ

 

ทำไมถึงเลือกเสียงขลุ่ยไทยมาในเพลง To The Silent Moon

กั้ง:  อันนี้ไอเดียมายมั้ง เหมือนมันมีที่ว่างเหลือ แล้วมายบอกว่าน่าจะลองใส่ดนตรีไทยลงไป เราก็ลองอัดระนาด, ขลุ่ย มีเพลงที่ระนาดจะเด่นกว่านี้ ลองอัดแล้วแต่ไม่ชอบกัน เลยเป็นแค่ background เกิดจากไอเดียว่า เป็นวงไทย ลองมีเครื่องดนตรีพื้นเมืองใส่ลงไปมั้ย คืออย่างวงไต้หวัน Chthonic หรือวงยุโรปสายโฟล์ก-เมทัล ก็มีพื้นเมืองแล้วเราก็มีของเรา ลองดูหน่อยมั้ย อันนี้เหมือนเป็นการทดลองครั้งแรก เราก็เลือกคนมาอัดแนวนี้ได้ ลองมาดู ก็ประมาณนึง แต่วงเราก็ไม่ได้ตั้งใจเป็นโฟล์ก-เมทัล ขนาดนั้น ลองเติมบรรยากาศดูหน่อยว่าเป็นยังไง ก็กลายเป็นออกมาดีนะ คนสนใจท่อนนี้กันเยอะ

มาย: เค้าดึงเครื่องดนตรี traditional ของเค้ามาใช้ หลังจากที่เราทำเพลงนี้ ก็ไม่ได้มีอะไรแบบนี้อีกแล้ว (หัวเราะ) คือไม่ได้แบบตั้งใจจะใส่ทุกเพลง แบบเป็นเมทัลที่มีดนตรีไทย ไม่ได้ขนาดนั้น แค่รู้สึกว่า ตรงนั้นทำได้ ก็อยากทำ

กั้ง:  มันยาก มันยากมาก คือทิศทางมันไม่ได้จะไปแบบนั้น

ใครเป็นคนคิดการทำ Album Teaser เป็นแนว Documentary

กั้ง:  คือเหมือนเราก็คุยกันเรื่อย ๆ

มาย: น่าจะกูปะ ที่เอาพวก A Day To Remember มาให้ดูว่ามันสนุกดี คือรู้สึกว่าวงเราก็ยังไม่ได้ big name อะไรขนาดนั้น ต่อให้ big name เค้าก็ทำ มันเป็นอะไรที่แบบให้คนเข้าถึงไลฟ์สไตล์ของเราที่เราเป็น แล้วเราก็ไม่ได้มาดึง ไม่ได้อะไร ก็ชิล ๆ เป็นของเราไป เหมือนเคยดูของหลาย ๆ วงแล้วชอบ แต่เราไม่ได้ตั้งใจทำแบบไหนนะ เราก็ถ่ายเก็บไว้ มันออกมาจริง ๆ ตอนตัดเสร็จ เราไม่ได้คิดว่ามันจะเป็นยังไง เราแค่เก็บฟุตเทจอะ ถ่ายไปเรื่อย

กั้ง:  มันเริ่มจากยุโรปแหละ ที่ไปเที่ยว ป๊อปก็ถ่ายเก็บไว้แล้วกลับมามาตัดยังไงก็ มายก็แบบ เนี่ย วงฝรั่งมี documentary นะ เราก็เลยคุยกันว่าแบบ งั้นก็ทำให้จบเลย เพราะยังไงก็เป็น teaser อัลบั้มอยู่แล้ว ก็จะมีไปถ่ายตอนอัดกลอง ก็สนุกดี

 

มองวงการเมทัลในประเทศไทยยังไง

มาย: ถ้า ณ วันนี้ มันก็ก้าวหน้าขึ้นนะ ถ้าย้อนกลับไปช่วงที่ผมก่อตั้งวง The Burden from God ผมมองว่าตอนนั้นซบเซามาก ๆ ใครอยากจะเล่นอะไรคือหาเวทีเล่นค่อนข้างยาก มันเป็นยุคที่การออกสื่อไม่ง่ายเท่าตอนนี้ แต่ก่อนเราต้องมี Myspace กัน เป็นยุคที่ ถ้าวงไม่มีของ ไม่มีเพลง ไม่มีคอนเทนต์ มันจะไม่ค่อยฮิต คนจะไม่ค่อยรู้จัก มันต้องมีเพลงที่ดีอะ แล้วบางวงคือดังจาก Myspace ได้จริง ๆ ก็เลยรู้สึกว่า อยากทำแบบนี้ แล้วก็ในไทยวงก็ไม่ได้เยอะ คุณภาพของการทำเพลงก็ไม่ได้สูงมาก แต่ก็มีวงที่ดีมากมาย แต่ถามว่าทุกวันนี้ดีขึ้นมั้ย มันดีขึ้นมาก อย่างวงไทยที่ชอบก็ Annalynn ชอบมาก เค้าไปไกลจริง ๆ เพลงดี แล้วก็ไปเล่นต่างประเทศได้ด้วย คุณภาพของวง ศักยภาพของวงเค้าคือ โอเคเลย ตอนนี้ ก็คือนำพาวงการได้ มีอีกเยอะ ที่ดี ๆ ในยุคนี้ ถือว่าโตขึ้น แต่คาดหวังลึก ๆ อยากเห็นวงไทย ที่จะสามารถทำคล้าย ๆ ญี่ปุ่น อย่าง Crystal Lake, Crossfaith, One Ok Rock ที่เค้าสามารถแบบ ยึดเป็นอาชีพได้ แล้วก็ทำให้ฝรั่งยอมรับว่า เป็นดนตรีในแบบที่ฝรั่งคิด แต่แบบทำจนฝรั่งยอมรับ หรือถ้าในแนวทาง Power ก็อย่าง Galneryus อยากเห็นวงไทยเป็นแบบนั้นได้ เราเองก็ฝันอยากเป็นแบบนั้นได้เหมือนกันนะ วงการโตขึ้น ดีขึ้น คนฟังเพลงมากขึ้น อะไรเบ่งบาน แต่ก็อยากให้มันไปอีกหน่อย ไปเป็นอาชีพได้ คิดว่าจะมีวันนั้นนะ ผมว่ามันก็ใกล้แล้วนะ อย่าง Annalynn ผมก็ถือว่าทำได้แล้วนะ แต่ว่าอาจจะไม่ได้ถึงขั้นอยู่ได้ด้วยดนตรี แต่ผมก็ถือว่าเป็นก้าวที่สำคัญมาก ๆ ที่เค้าทำแบบนี้ได้ ที่ญี่ปุ่น มีทัวร์กับ Crystal Lake แล้วก็เริ่มมี connection ในภาคพื้นเอเชีย ไต้หวัน ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเรื่องดี คิดว่าทำได้นะ แต่ต้องซักพักนึง ให้มันแข็งแกร่ง

เป้าหมายในอนาคตของ Silent Shore

กั้ง: จริง ๆ เป้าหมายเรามันก็คล้าย ๆ วงทั่วไปแหละ เราก็อยากให้วงมันเป็นที่ยอมรับในวงการ เป็นหนึ่งในวงที่คนชอบแนวนี้ชอบ ซึ่งเราก็อยากให้มันกว้าง เพราะเราก็มีไอดอลเป็นแบบ Annalynn หรืออย่างวง Chthonic ที่ไปเซ็นสัญญาที่ฟินแลนด์ คือได้ไปทัวร์เหมือนวงยุโรปวงนึงเลยอะ ได้ไปเล่นเฟสติวัล แล้วเค้านำพา traditional music เค้าไปแสดงที่นู่น ต่างชาติยอมรับ เป็นตัวอย่างที่ดี แล้วเราก็อยากทำอะไรแบบนั้นบ้าง นั่นคือเหตุผลที่เราตั้งใจทำงานให้ออกมาดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ อยู่ในมาตรฐานที่เค้าฟังแล้วแฮปปี้

มาย: แต่เป้าหมายระยะสั้นก็คืออัลบั้มที่จะทำให้เสร็จ (หัวเราะยกวง) เราอยากให้มีตรงนี้ออกมาก่อน ให้เห็นว่าวงมีผลงาน แล้วถ้ามีโอกาสเล่นสด ก็อยากเล่น แต่ก็คงสร้างเพลงต่อไป เท่าที่จะทำได้ ความฝันก็มีอยู่ละ เราก็อยากจะไปให้ไกลที่สุด ก็ประมาณนั้น

 

เราต้องรออีพีนี้อีกนานแค่ไหน

มาย: ตอนนี้เหลือ mastering เพลงสุดท้าย ซึ่งกำลังเช็คฟังอยู่ แล้วก็มีอาร์ตเวิค เสร็จนานละ รอออดิโออยู่ แล้วช่วงปีที่แล้วเป็นช่วงที่พ่อจากเราไป เลยเบรคทุกอย่างไว้ คุยกับเพื่อนว่า postpone เป็นปีหน้าละกัน นี่มันก็ปีหน้าจะปลายปีละ (หัวเราะ) เราจะมีเสื้อด้วย คิดว่าปีนี้แหละ ได้ฟังแล้วครับ (หัวเราะ)

ฝากผลงาน

กั้ง:  ซิงเกิลที่ปล่อยไปแล้วสามเพลงอีพีที่กำลังจะออกชื่อ Gravity of Souls คือพอเลื่อนแล้วทุกคนยุ่งจนทุกอย่างถูกหยุดไว้ เราเพิ่งได้มาต่อ อยากให้ติดตามกัน เราคิดเพลงอัลบั้มใหม่แล้ว จริง ๆ เพลงชุดนี้ทำเสร็จมาปีสองปีแล้ว ก็เลยคุยชุดใหม่กันเลย มาย ป๊อป ทำเพลงใหม่มาเยอะอยู่

มาย: เพลงใหม่ที่อยู่ที่บ้านก็ 7-8 เพลงแล้ว ก็ฝากปั๊มวิวเพลงเก่า ๆ แชร์เยอะ ๆ ยุคนี้คอนเทนต์โซเชียลก็ช่วยให้เราโตได้ แล้วพวกเราก็โซเชียลกันได้ห่วยแตกมาก (หัวเราะ) แต่ละคนไม่ค่อยโซเชียล คนก็จะเห็นน้อย สู้รุ่นใหม่ ๆ ไม่ได้ ไปช่วยเราหน่อย (หัวเราะ)

กั้ง:  ซิงเกิลที่ปล่อยแล้วมีใน Spotify, Apple Music, Deezer ช่องสตรีมมิ่งต่าง ๆ มีหมด

เตย: ฝากบั้มนี่แหละค่ะ ออกซักที (หัวเราะ) ปีหน้าเดือนมีนามีร้องกับ Thailand Philharmonic Orchestra อีกรอบ เป็นโซโลอิสต์

มาย: อยากให้ดูกันไปเรื่อย ๆ เราหายไปแต่ก็ไม่ได้หยุดทำนะ อาจจะไม่ได้เลิกเล่น เราคงอยู่ไปอีกนาน ไม่รู้ดิ คงไม่หยุดเล่นง่าย ๆ แต่อัลบั้มจะเสร็จเมื่อไหร่ก็ตอบไม่ได้ แนวเพลงนี้มันคงทนต่อกาลเวลา กลายเป็นงานคลาสสิคได้ หวังว่าจะอยู่คงทนตามกาลเวลาด้วย

จบไปแล้วกับการสัมภาษณ์วงครั้งแรกในรอบหลายเดือนของเรา (ดีใจโว้ย!) หวังว่าทุกคนคงจะได้รู้จักกับ Silent Shore มากขึ้น วงจะมีอีพีและ เสื้อยืดออกเมื่อไหร่นั้น สามารถไปติดตามได้ที่เพจวงที่ Silent Shore สำหรับตอนนี้ต้องขอขอบคุณร้าน Holly’s Coffee สำหรับการอำนวยความสะดวกสถานที่และขนมอร่อย ๆ ในตอนที่ 10 จะเป็นวงอะไรก็ต้องติดตามกันดูนะ ฝากติดตามเพจของเราด้วยจ้า The Salaya Sound เปิดรับวงดนตรีทุกแนว และตอนนี้เราเปิดรับบทความทุกประเภท ทักทายกันมาก่อนได้ที่ inbox หรือ thesalayasound@gmail.com จ้า

เรื่อง: มาลัยวีณ์ แสวงผล, ปณาลี พัฒนพิชัย
ภาพ: ปณาลี พัฒนพิชัย (snapbypanalee)
สถานที่: Holly’s Coffee สาขาเซ็นทรัลพลาซา แกรนด์ พระราม 9
จำนวนชาวศาลายา: ทั้งวง

malaivee

malaivee

Co-founder/writer at The Salaya Sound
มีความฝันว่าโตขึ้นรถไฟฟ้าจะไปถึงศาลายา
malaivee
SHARE:Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestShare on Google+Buffer this pageEmail this to someonePrint this page