“เราเป็นเด็กมหิดลที่ไม่ค่อยได้มาหน้ามอเลย” หลังสัมภาษณ์ ภูมิพูดกับเรา “เราไม่ชอบเวลาเสียงข้างนอกมันดังกลบเสียงในหัวเรา” วันนี้ The Salaya Sound มากับศิลปินอินดี้โฟล์กที่กำลังมาแรงมากในปีนี้ ภูมิ-วิภูริศ ศิริทิพย์ เจ้าของเพลงฮิตในหมู่ชาวอินดี้อย่าง “Long Gone” และเพลงใหม่ล่าสุดอย่าง “Sweet Hurricane” เรานัดสัมภาษณ์กับเขาที่ Before Midnight คาเฟ่สวย ๆ หน้ามอมหิดล ที่เข้ากับบรรยากาศเพลงและตัวตนของเขามาก พร้อมแล้วก็ไปทำความรู้จักกับหนุ่มสุดคูลจากวิทยาลัยนานาชาติคนนี้ได้เลยค่ะ

แนะนำตัวสั้น ๆ หน่อย

ชื่อ ภูมิ วิภูริศ เป็นเด็กไทย โตในเมืองไทยแล้วไปเรียนต่อที่นิวซีแลนด์ตั้งแต่อายุ 9 ขวบ กลับมาอีกไทยอีกทีก็เข้าคณะ Film FAA International College ของ มหาวิทยาลัยมหิดล ปัจจุบันเป็นศิลปิน นักร้อง นักแต่งเพลง สังกัดค่าย Rats Record

ทำไมถึงเลือกเรียน Film

เป็นคนที่ชอบดูหนังตั้งแต่เด็กครับ เป็นคนชอบเสพ visual เสพสตอรี่ มันทำให้เราเหมือนอยู่ในโลกจินตนาการดีอะ เวลาเราไม่มีอะไรทำก็เป็นคนดูหนังตลอดเวลา เลยคิดว่าจะเรียนอะไรดีที่มันเอาไปต่อยอดความรักนี้ได้ และวงการโฆษณาในไทยก็ค่อนข้างแข็งแรง สรุปคือ อื้ม นั่นแหละ เราทั้งชอบดูและชอบทำหนังสั้นด้วย อยากทำคอนเทนต์ด้วย ฝึกงานเราก็ฝึกเสร็จแล้ว ได้ทำหนังตั้งแต่ก่อนขึ้นปีสี่ ได้มีคอนเน็กชันกับคนในวงการ ได้กำกับเอ็มวีตัวเองด้วย แต่งานที่ทำส่วนใหญ่คือ รับทำเพลงโฆษณาครับ

จบไปแล้วอยากทำด้าน Film เลยใช่มั้ย

เอาตรง ๆ ก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไร แต่คือเราจะไม่ทำงานออฟฟิศแบบ 9 โมงถึง 5 โมงเย็นแน่ ๆ ไม่ใช่ไม่ชอบงานนะ ชอบ แต่เราไม่สามารถอยู่ในออฟฟิศนานขนาดนั้นได้ เราต้องการสเปซและให้เวลากับตัวเอง ให้เราไปนั่งปั่นไอเดียในออฟฟิศไม่ได้ เพราะไอเดียมันจะชอบมาตอน ตี 2 ตี 3 (หัวเราะ)

อะไรที่ทำให้เริ่มอยากเป็นนักดนตรี

จริง ๆ เราก็ไม่ได้อยากเป็นนักดนตรีตั้งแต่เด็ก ๆ เรื่องราวมันเริ่มจากตอนที่เราอยู่ที่นิวซีแลนด์แม่ชอบพาเราขึ้นรถมินิแวนไปเที่ยว เราเป็ยนคนที่จะนั่งหน้ากับแม่เราตลอด แล้วเราก็เป็นคนที่ต้องนั่งหน้ากับแม่ แม่ก็จะมีกระเป๋าที่เก็บแผ่นซีดีไว้ เราก็จะเป็นดีเจ สมัยนั้นยังไม่มี iPod ทั้งตอนนั้นเราก็จะฟังเพลงแบบ Whitney Houston, Gorge Benson, Elvis Presley คือเราฟังมาตั้งแต่เด็ก เรารู้สึกหลงใหล ติดหู รู้สึกสบาย บวกกับนั่งมองดูบรรยากาศระหว่างขับรถที่นิวซีแลนด์มันเป็นบรรยากาศที่สวยงาม เข้ากับเพลง และมันก็ฝังในหัวเราตั้งแต่ตอนนั้น

ช่วงที่มาเริ่มเล่นดนตรีจริง ๆ คือช่วงอายุ 15-16 เพราะตอนนั้น ฮอร์โมนกำลังมา อยากเล่นดนตรีจีบสาว อันนี้ยอมรับ (หัวเราะ) ก็เลยเรียนกีตาร์แต่ก็ยังไม่ถูกใจ เลยไปเรียนกลอง เครื่องดนตรีชิ้นแรกที่ได้คือกลองชุดเอาไว้ตีในโรงรถ ซึ่งตีได้ไม่นานก็ต้องหยุดเพราะโดนเพื่อนบ้านด่า (หัวเราะ) หลังจากนั้นก็รู้สึกว่าเราเริ่มอยากเป็นนักดนตรีแบบจริงจังช่วงปลายอายุ 16 เพราะตอนนั้นเราก็ทำ YouTube Channel คัฟเวอร์เพลงที่เราชอบ เพลงที่มีความหมายจากเรา ไม่ใช่เพลงตลาดทั่วไป มันก็เริ่มจากจุดนั้นเลย แต่ เรารู้สึกว่านั่นไม่ใช่ เพราะถึงจะ คัฟเวอร์ให้ unique ขนาดไหน มันก็คือการ adapt มันไม่ใช่ของเรา มันเหมือนไปกินเครดิตคนอื่นเขา เหมือนไปขโมยไอเดียเขามา เลยทำเพลงแรกตอนอายุ 18

เพลงแรกในตอนนั้น อยู่ในอัลบั้มด้วยรึเปล่า

อยู่ครับ เพลงชื่อว่า “Beg” ตอนนั้นเป็นเดโมเลย มีแค่กีตาร์โปร่งกับร้อง เอามาอัดใหม่อีกที แต่ไม่ได้เปลี่ยนอะไรเลยนะ

เพลงแรกได้แรงบันดาลใจมาจากอะไร

(หัวเราะ) เรื่องมันตลก คือตอนนั้นเราชอบผู้หญิงที่นิวซีแลนด์คนนึง ชอบมากกก ซึ่งเราก็ไม่เคยชอบใครขนาดนั้นมาก่อน เลยคุยกุ๊กกิ๊กกันมา 3-4 เดือน เลยมั่นใจว่าเราอยากจะอยู่นิวซีแลนด์ต่อ เพื่อคนนี้เลย จะสร้างชีวิตขึ้นกันที่นี่เลย วางแผนแล้ว จะเรียนต่อ film ที่นี่เลย แต่มีวันนึง เรานัดเขาไปเดทที่ริมแม่น้ำ แบบโรแมนติกมาก ๆ แต่เขาโทรมาบอกว่า เขามาไม่ได้ และวันนั้นเราก็ได้รู้ความจริงบางอย่าง เขาบอกว่า เขาไม่ได้คุยกับเราแค่คนเดียวนะ วันนั้นคือวันที่เรารู้ว่า เชี่ย ตอนนั้น เรารู้สึกว่า โลกมัน real ขึ้นมาทันที เลยได้รับแรงบันดาลใจมาจากที่เราอกหักในครั้งนั้น ตอนที่เราเป็นเด็ก immature มาก ๆ ดูมันอะไร ๆ ก็เฮิร์ทไปหมด และเอาความรู้สึกและแรงบันดาลใจนั้น ไปแต่งเป็นเพลงที่ชื่อว่า “Beg” อารมณ์เหมือนน้อยใจสาว (หัวเราะ) โคตรเด็กเลยอะ อายอะ นี่เราเป็นคนแบบนั้นเลยเหรอ (หัวเราะ)

การเรียนดนตรีที่นิวซีแลนด์มีอุปสรรคอะไรมั้ยมั้ย

ไม่ยากเลยครับ โชคดีที่เราอยู่ในโรงเรียนที่เขาสนับสนุนทางด้าน Arts, กีฬา, ดนตรี ภูมิได้อาจารย์คนนึงที่ชื่อ Mr. Cook ก็เข้าใจว่าเราก็ไม่ได้อยากลงลึกทางด้านทฤษฎีมาก เราเล่นเพราะมันผ่อนคลาย เพราะอยาก explore ว่าคอร์ดนี้มันเป็นแบบนี้นะ ไม่ได้อยากจะแบบสเกลต้องเป็นแบบนี้ มือนิ้วต้องเป็นแบบนี้ ช่วง 2 ปีสุดท้ายเวลาว่าง ๆ ก็จะแบบ ขอเขาเปิดห้องไปนั่งเล่นดนตรี มันก็ develop มาเรื่อย ๆ จากตรงนั้น มันก็ไม่เป็นอะไรที่ยากเลย เพราะที่โน่น การศึกษามันไม่ได้เน้นแบบ เรียนพิเศษ เกรดต้องดี คือเราจบด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 จากไฮสคูล ด้วยการที่เราเรียน Art Design, เรียน Philosophy, เรียน ทฤษฎีดนตรีและ Music Technology ตั้งแต่เด็ก คือเราเครดิตเลยว่าที่เราได้เป็นศิลปินที่มีมุมมองแบบนี้ทุกวันนี้ เพราะว่าการที่เราได้โตจากที่โน่น และเขายอมรับในสิ่งที่เราเป็น และเขามีคลาสที่คอยสนับสนุนเราตลอดเวลา

ทำไมถึงเลือกที่จะเป็นศิลปินเดี่ยว

จริง ๆ ไม่ได้เลือกครับ (หัวเราะ) คือเราเป็นคนที่โลกส่วนตัวสูง คือตั้งแต่ทำเพลงมาเราก็ทำมาคนเดียวตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ไม่เคยได้ทำกับคนอื่นเลย เพราะเป็นอะไรที่มันส่วนตัวมั้ง แล้วพอมาเจอค่ายนี้ เขาก็มองว่า เออ คาแรกเตอร์เรามันดูเป็นคนเดียวอ่ะ บวกกับความที่เราเป็น single song writer คือเราทำทุกอย่างจากจากจินตนาการ จากประสบการณ์ จากเรื่องที่เราจะเล่า ก็เลยไม่มีการคุยว่า เฮ้ย เราจะทำเป็นวงนะ แต่ทุกวันนี้ก็เล่นเป็นวงนะ ไม่ใช่เล่นคนเดียว แต่ก็เป็นชื่อเราคนเดียว คือ Phum Viphurit ก็ไม่ใช่แค่เรา แต่ไอเดียเพลงมันมาจากเรา แต่ประสบการณ์ก็อยากจะให้ทุกคนได้เข้าร่วมด้วย ใจอะ ใจ

ในวงนี่นับเป็นแบ็คอัพ หรือ เพื่อนร่วมวง

คือเป็นรุ่นน้องที่มหิดลอินเตอร์ ก็จะเรียกเขาว่าเพื่อนร่วมวง ภูมิไม่เรียกเขาว่าแบ็คอัพนะครับ เป็นเพื่อนกัน เรามาเล่นดนตรีด้วยกัน แค่มันเป็นเพลงที่เล่นก็คือเพลงที่เราแต่ง

เพื่อนร่วมวงมีส่วนในการเรียบเรียงเพลงด้วยไหม

ไม่ครับ คือชุดแรกนี้ภูมิแต่งทั้งหมด บางเพลงก็จะร่วมโปรดิวซ์กับพี่โปรดิวเซอร์ของที่ค่าย ช่วย ๆ กันเสริม คืออัลบั้มนี้ยังเป็นเหมือนไดอารี่ส่วนตัวของภูมิ เลยยังเรียกว่า Phum Viphurit อยู่

แรงบันดาลใจในการเขียนเพลง

คือเราเป็นคนแต่งเพลงจากประสบการณ์ เป็นความรู้สึกที่เรารู้สึกจริง ๆ ไม่ใช่ artificial

ถ้า artificial ที่สุดอย่างมากก็เหมือนดูหนัง แล้วเราเอามาแต่งเป็นเพลง ทุกเพลงที่เราแต่งมาเราก็รู้สึก อยากจะพูด อยากจะสื่อสาร มันก็จะมีแนวความรักมั่ง เหมือนเพลงที่ชื่อ “Beg” เพลงแรกที่เราแต่ง ส่วนเพลง “Adore” ก็คือเราแต่งตอนที่เราเริ่มรู้ว่าเราต้องกลับเมืองไทยแล้ว คือแบบ แต่งให้เพื่อน “Long Gone” ก็เหมือนแบบ กูมาถึงจุดนี้แล้ว กูจะทำให้ได้ กูไม่แคร์ ทำไปคือมันเป็นความรู้สึกจริง ๆ ที่เรา ถ่ายทอดออกมา

ซีนเพลงเพลงที่นิวซีแลนด์ต่างกับที่ไทยมากมั้ย

นิวซีแลนด์ในประเทศมีคนประมาณ 6-8 ล้านกว่าคนเองมั้ง ประมาณนั้น คือบอกแค่นั้นก็น่าจะรู้แล้วว่าขนาดของสถานที่ต่างกัน เทียบกรุงเทพกับนิวซีแลนด์ทั้งประเทศคือ กรุงเทพมันมีโอกาสเยอะกว่าแน่อน แต่รู้สึกว่าคนดูคนละแบบกัน คือการที่เราเป็นคนที่ทำเพลง international influence มาก ๆ เราทำเพลงแบบอื่นไม่ได้ เพราะเราโตมากับภาษาอังกฤษเป็นภาษาแรก ทุกอย่างที่เราคิดมันเป็นภาษาอังกฤษ มันก็เลยรู้สึกว่าซีนที่โน่นถึงเราจะมีโอกาสน้อย แต่ว่าเราทำอะไรไปคนก็จะเข้าถึงได้มากกว่า แต่ที่ไทยไม่ใช่ว่ามีคนเข้าไม่ถึงนะ มีคนเข้าถึงเยอะกว่าที่นู่นด้วยซ้ำไป ด้วยความที่กรุงเทพเป็นเมืองใหญ่มาก ๆ และมีคนต่างชาติ มีคนฟังเพลงสากลเยอะ แต่รู้สึกว่ามันยังไม่เปิดเต็มที่สำหรับศิลปินที่ทำเพลง international อะไรประมาณนั้น คือเราถือว่าเราเป็น international artist นะ เราเป็นคนไทยก็จริง แต่ว่าการที่เราได้สร้างตัวตนขึ้นมา คือเราไม่ได้โตมากับที่นี่อ่ะ เราเหมือนคน ๆ นึงที่ทำเพลงในเมืองไทย คือเราไม่ได้มองการทำเพลงว่า เออ เราจะเจาะตลาดไทยนะ จะทำแบบ hipster นะ คือเราไม่เคยเลย เราเเบบ เราทำให้ทุกคน ใครจะชอบไม่ชอบเดี๋ยวเขามาเจอเอง

ซีนเพลงที่นิวซีแลนด์เป็นยังไง

หลากหลายครับ แนวอัลเทอร์เนทีฟก็คือดีมาก ศิลปินดัง ๆ ก็จะมีเยอะ อย่าง Naked and Famous, Unknown Mortal Orchestra, Lorde, Kimbra, Fazerdaze คือดนตรีจะมีความค่อนข้างชิล เพราะในทัศนคติของคนที่โน่น โลกมันสวย มันแบบว่าเป็นประเทศที่มีีีระดับความสุข สูงมากอันดับต้น ๆ เลย คือแอททิจูดเพลงจะค่อนข้าง Optimistic และ แอททิจูดของคนทั่วไปจะชอบเสพงานศิลปะ อาจจะยังน้อยอยู่ แต่ว่าดี ดี มีแต่คน positive

อุปสรรคในการทำเพลงภาษาอังกฤษ

จริง ๆ แล้วในช่วงแรกเราแคร์มาก ๆ เลยนะว่าแบบ ยอดไลค์เพจเราเท่าไหร่ เพลงนี้ออกไปทำไมคนมันไม่อินวะ ทั้ง ๆ ที่สำหรับเรามันใช่ ทั้งที่เราคิดว่า เชี่ย มันคือ now อะ แต่ตอนนี้เราก็เข้าใจว่าโลกมันไม่สมบูรณ์อะ แค่แบบเราได้มีโอกาสได้ทำในสิ่งที่เรารักจริง ๆ นี่แบบ โคตรพอแล้วอ่ะ คือมันมีกี่คนที่แบบที่อยู่ต่างประเทศมาทั้งชีวิต แล้วเพิ่งกลับไทยมาก็ได้มีโอกาสสร้างตัวตน สร้างฐานแฟนคลับ มีคนที่สนใจและเข้ามาสนับสนุนเราจริง ๆ ดีใจสุดเลยคือการที่ได้ร่วมงานกับศิลปินคนอื่น ๆ ทางด้าน film ซึ่งอย่างเพลงล่าสุด “Sweet Hurricane” อยู่ดี ๆ ก็มีคนขอเข้ามาทำเอ็มวีให้ฟรี ๆ ทั้งที่จริง ๆ แล้วทำเอ็มวีระดับนั้นต้องใช้เงิน 200,000 กว่าบาท กูเป็นใครไม่รู้ มึงมาทำให้กูฟรี ก็เอาดิ ก็ดีใจมาก ๆ ที่ได้รับโอกาสแบบนั้น ช่วงนี้เราเลยไม่แคร์วิวหรือยอดไลค์เลย เราเชื่อว่าเราทำไป ถ้าเราทำจากจุดที่จะให้เค้าจริง ๆ ทำจากใจจริง ๆ มันมีคนเจอเราเองแหละ ซึ่งล่าสุดเกิดปาฏิหารย์จริง ๆ อย่างเพลง “Long Gone” นี่ก็ถึงคนไทยอาจจะไม่ค่อยอิน แต่ว่าเราได้รับข้อความจากคนต่างชาติทุกวัน จาก อินโดนีเซีย เม็กซิโก เนเธอแลนด์ อเมริกา คนไต้หวันจะส่งเสื้อผ้ามาให้อีก คนอินเดียก็ชวนไปเล่นเทศกาลดนตรีที่อินเดีย เยอะไปหมด เวลามันใช่แล้วเราทำจากจุดที่แบบมันใช่จริง ๆ เราจะให้เค้าจริง ๆ แล้วคนมาเจอเรา พอแล้วอ่ะ อาจจะเป็น one hit wonder ก็ได้ แค่มาถึงจุด ๆ นี้เราก็ดีใจที่เราได้ให้ แล้วมันก็อยุ่ไปตลอดด้วย การที่อยู่ในอินเตอร์เน็ต

เวลาไปเล่นสด แฟนคลับส่วนมากเป็นคนต่างชาติหรือคนไทย

คือมี ถ้าเล่นเมืองไทยก็เป็นคนไทยซะส่วนใหญ่ คือแต่เราก็รู้ว่าเพลงเรามันเหมาะกับฝรั่งมากกว่า เราเป็นเหมือนกับคนที่ว่าไม่ว่ายังไงก็ต้องทำเพลงภาษาอังกฤษ เราโตมาแบบนั้น คือเราจบภาษาไทยแค่ ป.4 อ่ะ คือถ้าแต่งเป็นภาษาไทยแล้วมันจะเหี้ยมากเลยบอกตรง ๆ (หัวเราะ) รู้สึกว่าดนตรีเราถ้าได้ไปทัวร์ต่างประเทศก็จะใช่มากกว่า แต่ไม่ใช่ว่าเราจะไม่สนใจคนไทยนะ เราก็เป็นคนไทย แต่เราจะไม่เปลี่ยนในสิ่งที่เป็น ไม่ใช่ไม่อยากทำนะ เพลงไทย แต่เรารู้ว่าเรายังทำได้ไม่เต็มที่ เพราะเรายังไม่ถึงจุดนั้น

Feedback จาก TEDx มหิดล เป็นยังไงบ้าง

ตื่นเต้นมาก ๆ เพราะว่า เขาให้เราขึ้นคนแรกด้วย แถมเราเป็นคนเดียวที่พูดภาษาอังกฤษอีก รู้สึกดีนะที่แบบ เราเป็นใครมาจากไหนไม่รู้แล้วมีโอกาศได้มาพูด TEDx ที่มันเป็น worldwide platform คือตอนหาหัวข้อก็ยากนิดนึง เพราะเราก็ไม่ได้เป็นปรมาจารย์ทางด้านแต่งเพลง เราไม่ได้เป็นคนเก่งทางด้านทำหนัง เราไม่ได้เป็นเชี่ยวชาญทางด้านอะไรเลย คือเราไม่ได้มีความสำเร็จอะไรขนาดนั้น อาจจะอะ มีตัวตนในวงการดนตรีนิดนึง เค้าก็เลยเสนอหัวข้อของ ‘passion’ ว่าทำไมเราถึงรักในสิ่งที่เราทำ คือเราก็รู้ตัวอยู่แล้วทำไมเราเล่นดนตรี เราก็ดีใจที่ได้ถ่ายทอดให้คนอื่นได้ฟังแนวคิดของเราและได้ไอเดียไปสร้างสรรค์อะไรใหม่ ๆ ต่อยอดไปเรื่อย ๆ ก็ไปคุย เล่นดนตรีนิดนึง ตื่นเต้น ๆ พอจบก็ เออ ชีวิตเราครั้งหนึ่งก็เคยได้พูด TED talk ว่ะ ครั้งนึงในชีวิต (หัวเราะ) คนก็ค่อนข้างชอบนะ ตอนนี้มีพี่ ๆ ที่มหิดลพาเราไปออกรายการ Mahidol Channel ด้วย ตอนนั้นเราก็เป็นพิธีกรฉายแววของ Mahidol Channel มาชวนเราพูด มันก็ต่อยอดเรื่อย ๆ ภูมิก็บอกเค้าตรง ๆ ว่าภูมิเป็นคนพูดจาไม่รู้เรื่องนะ พูดไทยด้วยกันนาน ๆ ก็จะงง แต่พี่ ๆ บอกว่าไม่ได้อยากได้คาแรกเตอร์พิธีกร อยากได้ความเป็นภูมิ แล้วความเป็นภูมิคืออะไรวะ (หัวเราะ) คือผลตอบรับก็โอเคเลย คนฝรั่งคนไทยก็ชมว่า เฮ้ย ยูอาจจะยังเด็กอยู่ ยังไม่ได้ผ่านอะไรมาเยอะ แต่ Passion คุณมันมาแล้ว ไม่ได้ชมตัวเองนะแต่มันรู้ว่าตอนนี้มันล้นมาก ๆ มันอยากให้อะ ๆ

มีใครเคยมาบอกมั้ยว่าได้แรงบันดาลใจมาจากตัวตนของภูมิหรือว่าเพลงของภูมิ

มันมีแบบ เรากำลังจะฆ่าตัวตาย แล้วเราไม่ฆ่าตัวตายเพราะฟังเพลงของคุณ ซึ่งแบบนั้นเราก็เจอมาแล้ว หรือแบบว่าเขาแท็กเรามาในสตอรี่ของ Instagram ว่าแบบ เออเพลงนี้มันฟังสบายว่ะ คนต่างชาติก็ mention มาว่า เฮ้ ไอเปิดเพลงยูระหว่างปาร์ตี้ที่แคลิฟอร์เนียนะ (หัวเราะ) คือแบบ มันเป็นผลงานเราแล้วแบบ งานเราไป touch เขาไม่ว่าจะระดับน้อยหรือมาก มันทำให้เรารู้สึกโชคดีมาก ๆ เราไปด้วยความตั้งใจที่อยากให้เค้ารู้สึกดีจริง ๆ แล้วมันก็รู้สึกดีได้ มันอิ่มมาก ๆ เลย ตายได้แล้วอะ เรารู้สึกเราเต็มกับตัวเองมาก ๆ รู้ว่าเราต้องการอะไร เราไม่ต้องการอะไรมากมาย แค่ได้ทำเพลงไปเรื่อย ๆ จะดังไม่ดังก็ไม่เป็นไร อย่างน้องที่แบบ เมื่อคืนจะฆ่าตัวตาย ฟังเพลงพี่แล้วแบบ เชี่ย ยังมีสิ่งสวยงามในโลกนี้ แค่นั้นคือแบบ บาย ลาโลกไปได้แล้ว เหมือนเราได้มาทำหน้าที่แล้ว เรารู้สึกยินดีจริง ๆ เราเป็นหนึ่งในคนที่โชคดีที่สุดในโลกตอนนี้ เชื่อเลย

ที่มาของซิงเกิล “Sweet Hurricane”

ที่มาจริง ๆ แล้วซิงเกิลนี้ เป็นซิงเกิลเดียวในอัลบั้มที่เรื่องราวของมันไม่ได้มาจากเราโดยตรง มันเป็นเพลงโฆษณาที่เราทำให้ BMW ซึ่งไม่รู้จะออนแอร์เมื่อไหร่ อาจจะไม่ได้ออนก็ได้ (หัวเราะ) คือมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับ ผู้ชาย ผู้หญิง ที่เจอกันได้แค่ 1 ชม. ต่อวัน มันเป็นช่วงเวลาที่ไม่ได้อยู่กับเราไปตลอด คือเราลองคิดว่า แบบว่าถ้าหากเราเจอคนที่เรารักเหี้ย ๆ ได้วันละ 1 ชม. เราจะทำอะไรกับเขา เราอยากจะพูดอะไรกับเขา ถ้าเราต้องเอ่ยคำลา เราจะลาจากเขายังไง เพราะเราไม่รู้ว่าพรุ่งนี้เรายังจะได้พบเขาอีกไหม มันเป็นบรีฟ แต่เราก็เขียนจากประสบการณ์ส่วนตัวจริง ๆ มันก็เลยออกมาเป็น “Sweet Hurricane” ซึ่งเป็น oxymoron (เป็นคำสองคำที่ตรงข้ามกัน) ทั้งพายุ และ ความหวาน สงบ เหมือนเวลาที่อยู่ด้วยกันมันใช่ ช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกัน “You’re in a sweet hurricane, like it fucks up your life. Being someone so in love but in all that mess you find peace” หล่อขึ้นมาทันที (หัวเราะ)

แนะนำวงที่น่าสนใจให้หน่อย

เรามีวงที่ฟังตอนนี้เยอะมาก ๆ ช่วงนี้เราฟังที่ชอบมาก ๆ เลยคือ Mac DeMarco คนนี้คือศิลปินในดวงใจเลย ดนตรีเรียบง่าย ยอมรับว่าตอนฟังแรก ๆ คือแบบ ไม่ชอบอะ แบบดนตรีแม่งไม่มีอะไรเลย แต่คนแม่งชอบกันชิบหายเลย แต่พอมันมีช่วงนึงแบบ อีโก้เราตายไป คือมันมีอะไรมากกว่านั้น บางครั้งดนตรีที่ง่าย ๆ คือมันไม่ต้องเท่อะไรมากมาย เอ็มวีก็ถ่ายแบบ กล้องเล็ก ๆ ใครอยากหาดนตรีที่ชิล ๆ ฟังได้เวลาเมา ๆ ฟัง Mac DeMarco Roosevelt ก็ดี เป็น Disco-Funk แบบ EDM Hybrid ดีมาก ๆ ลองไปฟังแล้วโลกจะเปลี่ยน อีกวง Rhye เป็นดนตรีที่นุ่มนวล มีความเจ็บปวดตลอดเวลา แต่ดี สุดท้ายขอเป็นศิลปิน Hometown นิดนึง ชื่อวง Fazerdaze เป็นผู้หญิงจากนิวซีแลนด์และวงของเขา ซึ่งดนตรีมันมีความนิวซีแลนด์มาก ๆ ใครที่อยากรู้ว่าความนิวซีแลนด์คืออะไร ให้ลองไปฟัง Fazerdaze ความนิวซีแลนด์เป็นสิ่งที่ต้องไปเจอเองถึงจะเข้าใจ ชีวิตที่ไม่เยอะ ชีวิตที่อยู่กับธรรมชาติ ไม่ต้องเดินห่้างถึง 3 ทุ่มทุกวัน ชีวิตน้อย ๆ

แนะนำภาพยนตร์ให้หน่อย

หนังที่ชอบที่สุดในชีวิตนี้และจะชอบตลอดไปคือ The Descendants ของ Alexander Payne คือเป็นหนังที่ George Clooney เล่นกับ Shailene Woodly เป็นหนังที่เป็น ผู้ชายที่เป็นทนายอยู่ที่ฮาวายแล้ววันนึงภรรยาเขาขับเรือและเกิดอุบัติเหตุเลยเป็นเจ้าหญิงนิทรา เหมือนกำลังจะตาย วันนึงเค้ารู้ว่า แฟนเค้าไม่รอดแน่ กำลังจะตาย ความสนุกของเรื่องนี้คือ แฟนที่เป็นเจ้าหญิงนิทรา ไปมีชู้ เค้าเลยพาลูกไปตามหาผู้ชายคนนี้ แค่นั้นเลย คือเป็นหนังที่เรียบง่ายมาก ๆ แต่เราชอบ ถ้าดูแล้วเชื่อมโยงได้ จะทำให้รักพ่อแม่ตัวเองมากขึ้น ใครที่มีปัญหาครอบครัว ลองดูแนะนำนะ

ฝากผลงาน

ก็ตอนนี้มีอัลบั้มแรกออกมาได้ประมาณ 6-7 เดือนแล้วครับผม ชื่อว่า Manchild ใครอยากลองฟังก็ไปฟังได้ที่ JOOX, Spotify, iTunes, Apple Music, YouTube ก็มีเกือบทุกเพลงแล้ว เราขยันมาก ๆ (หัวเราะ) ก็ถ้าอยากจะตามก็มี Instagram @phumviphurit, Facebook ไม่ก็ YouTube: Rats Record มีผลงานเรื่อย ๆ ซึ่งเราจะมีโอกาสได้ร่วมโปรดิวซ์และแต่งเพลงด้วย ก็สนับสนุนศิลปินอื่น ๆ ด้วยครับ ยังสามารถหาซื้อได้ที่น้องท่าพระจันทร์, Happening Shop ไม่ก็สั่งไปทางค่าย Rats Record ได้เลยครับ เกริ่น ๆ ไว้ก่อนว่าเรากำลังจะทำอัลบั้ม closing party คนอื่นเค้าทำ opening party แต่ไม่เว้ย เราเท่ เราจะทำ closing party ก็คือเราพอแล้ว เราจะเริ่มชุดใหม่ เราไม่อยากอยู่กับอะไรเดิม ๆ นาน

จบไปอีก 1 สัมภาษณ์ที่มีความละมุนมาก ภูมิเป็นคนที่มีทัศนคติน่าสนใจ มีความมั่นใจ เชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองทำ และที่สำคัญคือเป็นคนที่ติดดินมาก ๆ ใครมีโอกาสก็อย่าลืมไปติดตามอัลบั้มของเขากันนะ เราเชื่อว่าเขาจะไปได้ไกลมาก ๆ แน่นอน วันนี้ต้องลากันไปเท่านี้ ตอนหน้าอาจจะกลับมาเป็นการสัมภาษณ์วงอย่างที่เราไม่ได้ทำมานาน มาติดตามกันนะ ขอบคุณที่อ่านจนจบค่ะ :)

เรื่อง: มาลัยวีณ์ แสวงผล, ปณาลี พัฒนพิชัย
ภาพ: ปณาลี พัฒนพิชัย (pnlsphoto)
แกะบทสัมภาษณ์: คีตะ แจ้งวัฒนะ
สถานที่: Before Midnight มหิดล ศาลายา
จำนวนชาวศาลายา: 100%

malaivee

malaivee

เรียนดนตรีอยู่ศาลายา พบเจอได้ตามงานคอนเสิร์ตและที่ที่มีเบียร์ โตขึ้นอยากเป็นนักข่าวสายดนตรี เลยพยายามทำตามความฝันอยู่ ถ้าเจอก็เลี้ยงเบียร์ได้ หน้าง่วงแต่ไม่กัด
malaivee
SHARE:Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestShare on Google+Buffer this pageEmail this to someonePrint this page