กลับมาอีกครั้งในตอนที่ 7 กับศิลปินเจ้าของอัลบั้มชื่อ 7 ที่มีความผูกพันกับเลข 7 (บอกตรง ๆ ว่าบังเอิญเป็น EP.7!) กับ Pap Yeahh ศิลปินเดี่ยวมากล้นความสามารถ ผู้จบสาขา Classical Voice บวกกับ Music Technology ซึ่งเราก็ยังคงรู้สึกว่าช่างเป็น Combination ที่แปลกอยู่ดี ในตอนที่เราชวนพี่แป๊บมาพูดคุยกัน เราก็ไม่ได้นัดแนะอะไรมากมาย แต่พอสัมภาษณ์กลับไป เราได้คลิปเสียงความยาวเกือบ 1 ชั่วโมง ครึ่งชั่วโมงแรกเป็นเรื่องราวสนุก ๆ ที่พี่แป๊บมานั่งเล่าที่มาของเส้นทางสายดนตรีของเขา บทสัมภาษณ์วันนี้เลยอาจจะแปลกตาไปหน่อย แต่ก็อัดแน่นเหมือนเดิมแน่นอน ยังไงมีอะไรติชมก็ทักทายกันมาได้ที่เพจ The Salaya Sound ได้เลย จะฝากเพลง จะบ่น หรือจะมีข้อสงสัยอะไรก็ยินดีเลยนะ พร้อมแล้ว ก็ไปอ่านกันเลย

Timeline

ประถมปลาย เดิมทีฟังเพลงร็อก ติ่งพี่ตูน Bodyslam, Big Ass, Clash ตั้งแต่เด็ก เริ่มฟังเพลงสากลตั้งแต่ประถมปลาย วงแรกที่ฟังก็ Bring Me the Horizon อัลบั้ม Suicide Season (ร้องริฟฟ์กลองเพลง “Chelsea Smile” ให้ฟัง), Alesana, Blessthefall, Escape the Fate, Saosin ฟังตั้งแต่ประถมปลายถึงมอต้น แนวอีโม หล่อ ๆ กรี๊ดกร๊าดหน่อย ชอบแนวอีโม ชอบแนวอีโมคือ ความหมายมันคือ Emotion แล้วมันสุดเรื่อง Emotion แล้วมันคือปลดปล่อยกว่าแนวอื่น ๆ ในความคิดตอนนี้ เลยชอบอีโม

มัธยมต้น ทำวง งู ๆ ปลา ๆ ในวงประสบการณ์ที่มี คือเราเล่นได้ทุกอย่างตั้งแต่เด็ก ๆ เพราะเมื่อก่อนหาคนเล่นดนตรียากมาก ในโรงเรียนมต้นที่เรียนอยู่ ในรุ่น เพื่อนที่รู้จักกัน ก็จะเป็นเด็กเลอะเทอะๆ ไม่ตั้งใจเรียน หน่อย ด้วยความที่อยากมีวง เลยทำตัวเหมือนจับปูใส่กระด้ง ทัช (มือกลอง Terrorbun) กอล์ฟ (มือกีตาร์ Costlywood) พัด (มือกีตาร์ Folk9) คือผู้ที่อยู่ร่วมอุดมการณ์ เหมือนในตอนนั้นเพื่อนๆก็เพิ่งฝึกเล่น ส่วนเราก็แบบเล่นมานานกว่า เลยสามารถนำเพื่อนๆได้ ซึ่งตอนนี้เท่กันไปหมดแล้ว (หัวเราะ) เหมือนเราเป็นคนเล่นได้ทุกอย่าง แต่ว่าเพื่อนเล่นไม่ได้ แต่อยากเล่น เลยจับมาสอน ๆๆๆๆ แล้วก็รวมวงเล่น ตอนนั้นในรุ่นก็จะมีวงอาจารย์ วงที่ไปเรียนพิเศษกับอาจารย์ แล้วก็จะมีแข่งของระดับชั้น ก็เห้ย เราต้องไปสู้กัน เราต้องสู้ให้ได้ สุดท้าย ก็แพ้ หัวเราะ แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นว่าทำไมผมถึงสามารถเล่นเครื่องดนตรีได้ทุกอย่าง เรียกว่าเล่นได้นะ ไม่เรียกว่าเล่นเป็น

มัธยมปลาย ดนตรีมันเริ่มกลืนกินสมองไปตั้งแต่มอต้น เลยคิดอยากมาเรียนมหิดล แต่ตอนนั้นยังมีแต่คลาสสิค ไม่มีแจ๊ส ไม่มีเครื่องไฟฟ้า ไอ้เราก็ เฮ้ย เราอยากเรียนดนตรี ก็เหมือนเด็กทั่ว ๆ ไป เพราะ Season Change อยากมาใช้ชีวิตกับดนตรี ก็เลยมาสอบ ตอนแรกไปสอบกีตาร์คลาสสิค อยากเป็นเด็กกีตาร์ แต่ไม่รอด รู้สึกว่ายากเหี้ย ๆ เลย งั้นร้องแล้วกัน เป็นเด็กเรียนร้องเพลง เรียนร้องเพลงแต่เด็ก แต่ก็นอกคอกมาตลอด ชอบเพลงร็อก จะเอาแต่เพลงร็อกไปร้องใน โรงเรียนสอนร้องเพลง Starmaker เรียกเสียงกรี๊ดกร๊าดได้ ก็เลยมาสอบเข้าที่นี่ ก็ติด แบบเป็นแรงกดดัน เรียนไม่ค่อยเก่ง อาจารย์ไม่รัก ตามสไตล์โรงเรียนไทยที่อาจารย์เห็นเด็กเป็นของเล่น ยัดข้อมูลเดียวกัน ว่าเกรด 4 คือทุกอย่าง เลยเป็นแรงกดดันว่าเห้ย กูต้องได้ เข้าได้ปุ๊บ ชีวิตคลาสสิคเลยเริ่มต้นขึ้นตอนมัธยมสี่ห้าหก สิ่งที่ได้มันเป็นแบบว่า ดนตรีที่เราไม่เคยฟังมาก่อน ดนตรีที่เราไม่เคยฟังจริง ๆ เช่นรู้จัก Opera, Aria, Lieder รู้จัก Classical Music จริง ๆ เมื่อก่อนเราจะไม่ได้รู้จักมันจริง ๆ ได้รู้จัก Composer ได้เล่นละครเวที ได้เล่นอะไรก็แล้วแต่ ได้สั่งสมประสบการณ์

แต่ก็ไม่ทิ้งความร็อก แข่ง Hotwave ตอนมัธยมห้า วง Slodov แข่งมอห้า ด้วยความตื่นเต้นกับเครื่องดนตรีที่เด็ก ๆ ไม่เคยเห็น พวก Trombone Trumpet เราไม่เคยรู้จักอะไรพวกนี้ สกากำลังมา เลยทำวงสกา แบบสกาพังก์ ก็เลยรู้สึกว่าเป็นอะไรที่แปลกดี สกาพังก์แต่มีเมทัล สุดท้ายก็ได้เข้ารอบ 30 วง ก็ไม่ติด โดนคอมเมนต์ว่า นักร้องเป็นใบ้เหรอ ไม่พูดไรเลย ตอนนั้นตื่นเต้นมาก ไม่อยากพูด ร้องอย่างเดียว ซัด ๆๆๆๆ ลง โดนไป ไม่ติด ไม่เป็นไร มันอยู่ timeline เดียวกัน ระหว่างกับเล่น Opera กับ Hotwave แล้วก็ต้องหนีไปเล่น หนีอาจารย์ใหญ่โรงเรียน ไปเล่น จนอาจารย์บอกว่า วันที่แข่ง (ซึ่งตรงกับวันรันทรู) ถ้าคุณไป ผมไม่ให้คุณเล่น Opera ก็เลยบอกว่า ก็เอาดิครับ ทำเท่ไปงั้นแหละ (หัวเราะ) แต่ผมจะไป มันเป็นแค่การซ้อม ผมกลับมาเล่นได้ เลยมีสงครามกันไป สุดท้ายก็ได้เล่น

พอตกรอบ Hotwave ก็เลยเริ่มทำวงจริงจัง ตอนมัธยมหก กลับมาทำเพลงร็อกธรรมดา ที่เราชอบ ที่เราอยากทำ เลยลุยต่อกับมือกลองสองคน เปลี่ยนสมาชิกหมด แข่งอีกรอบ ปีนี้ทะลุไปถึงรอบสุดท้าย เล่น Thunder Dome ก็ Happy แต่ไม่ได้อันดับอะไรเลย เหมือนเป็นจุดเริ่มต้น เราเป็นนักร้องร็อกได้นะ ซึ่งเคยมีอาจารย์หรือใครก็แล้วแต่หลาย ๆ คนบอกว่าเสียงคุณร้องเพลงร็อกไม่ได้ คือสมัยก่อนขี้โรค เจ็บคอบ่อย จนหมอบอกว่า เส้นเสียงคุณไม่ปกติ เล็กและบาง ซึ่งไม่เกี่ยวกับเสียงสูงต่ำ บางหมายความว่า เส้นเสียงเราจะอ่อนแอ ไม่สามารถร้องเพลงร็อกได้ แต่เราไม่สน กูชอบเพลงร็อก จนมาถึงทุกวันนี้ และก็ทดสอบความสามารถตัวเองกับ Classical Music ด้วยการ ไปแข่งร้องเพลงที่รายการ Osaka International Music Competition #12 ที่ประเทศญี่ปุ่น และก็ได้ที่ 1 มาแบบงงๆ (หัวเราะ) การแข่งนี้ก็เหมือนเป็นตัวบอกว่าเห้ย มึงก็ทำได้นะ สามารถลบคำสบประมาทของอาจารย์ หรือเพื่อนๆบางคน ที่เคยดูถูกเราไว้ว่าเราเป็นเด็กนอกคอก สะใจดีเหมือนกัน และเราก็รู้สึกว่าพอใจกับการมาเรียนร้องเพลงคลาสสิกแล้ว พอขึ้นมหาลัยก็เลย ย้ายแขนงไปล่าฝันเลย

มหาวิทยาลัย Slodov เป็นจุดเริ่มต้น พอปีหนึ่ง เริ่มโต เริ่มอยากทำเพลงจริงจัง แต่ด้วยความไม่รู้เหี้ยไรเลย ไม่รู้ยังไง ก็เลยลองผิดลองถูก กว่าจะได้เพลงคือปีนึง เนื่องจากเถียงกันไม่จบ คนในวงบอก ไม่ชอบ ไม่ชอบ แล้วไงต่อ? ความเห็นไม่ลงตัวซักที โดยที่ไม่มีอะไรมาทดแทน เลยทำให้ช้ากันไปอีก จนกว่าจะเสร็จก็ ก็เป็นปี และมีเพลงปล่อยออกมา ชื่อเพลงว่า “อย่าบอกว่าเธอเสียใจ”  ตอนนั้นเป็นนักร้อง เสร็จแล้วก็แยกย้าย ด้วยปัญหาไม่ลงตัวกัน เลยแยกทาง ต่างคนต่างไปทำอะไรที่ชอบ ช่วงนั้นเป็นจุดเปลี่ยนชีวิต หาวงใหม่ คิดใหม่ ตามปกติเป็นคนอยากทำวงแต่เด็ก ๆ แต่ที่ผ่านมาตอนมัธยมต้นถึงปีสอง จะเจอแต่วงที่เล่นกันสนุกๆไม่ได้จริงจัง แต่เราเอาจริงอยู่คนเดียว อันนี้คือไม่ได้ว่าเพื่อน แต่มองว่าเขาอาจจะไม่ได้ชอบจริงๆเหมือนเรา เราอาจจะไม่ได้เก่งเท่าเพื่อน เพื่อนในวงทุกคนเก่งกว่าเราเยอะ ถึงเราอ่อน แต่เราอิน เราเลยทำเต็มที่ สุดท้ายเหมือนวิ่งอยู่คนเดียว หาวงใหม่ ตอนนั้นก็ไปเล่นหลายวง ทำวงใหม่ชื่อวง Whale Comes ก็ไม่รอด โดยคราวนี้ เป็นปัญหาไม่ตรงแนว เลยแยกย้าย

จนถึงปีสามเนี่ยแหละ พอปีสาม เราไม่มีอะไรเลย ไม่ได้ทำไรซะทีตั้งแต่เลิกวงมา ก็เลยคิดว่า อยากทำวง อยากมีวง เลยมาลุยอีกครั้ง ถ้าเราหาคนที่สปิริตเท่ากันไม่ได้ก็ทำคนเดียวแม่งเลย เพราะเราเล่นได้ สร้างเดโม่ได้ บวกกับตอนขึ้นปีหนึ่ง ย้ายแขนง เราเลือกที่จะมาเรียนเทคโนโลยี แต่ก็ยังเอกคลาสสิคอยู่ เพราะว่าการร้องคลาสสิค อย่างที่เคยบอกไปตอนแรกว่า มันได้อะไรมากกว่าเรามาเรียนสาขา Entertainment ที่เราฟังอยู่แล้วแต่เด็ก ถึงแม้เราจบมาประสบการณ์การเล่นจะไม่เท่า แต่เราจะได้อีกแบบ ซึ่งคลาสสิคมันหาเรียนยาก สำหรับเมืองไทย เราก็เลยเลือกทางนี้ เพราะเราอยากเป็นนักดนตรีที่เข้าใจเพลง เลยผลักเราให้เป็นโปรดิวเซอร์ เพราะเราฟังเพลงไม่จำกัดแนว ฟังทุกอย่าง เอาหมด รับเป็น Recipe ในหัว ซึ่งการเรียนสาขา Music Technology ทำให้เราเข้าใจการอัดเสียง เข้าใจทุกอย่าง ได้เอาความรู้ที่เรียนมามาใช้กับเพลงตัวเอง เลยเป็นต้นทุนที่ได้มากกว่าคนอื่น เพราะเราจบงานที่คอมเราได้คนเดียว Sample กลองก็ฝึกเขียนตอนมอหก คือเราเป็นคนชอบตีกลองแต่เด็ก แต่ไม่ได้มีโอกาสเรียนกลอง แต่ดนตรีมันทำให้เราอินกับกลอง ก็เลยเป็นคนชอบกลอง กับความเป็นนักดนตรี มันเลยส่งเสริมกัน เราคิดว่าเล่นกีตาร์กับกลองก็เพียงพอละ แล้วตอนมอปลายก็เป็นมือเบสอีก คือเมื่อก่อนมันไม่มีสาขาแจ๊ส เราเล่นเบสได้ เราเลยเป็นมือเบสของรุ่น เป็นคนเดียวที่เล่นได้ ตอนมัธยมหกหามือเบสยาก คือตอนแรกจะเล่นเอง ร้องเองแล้ว สุดท้ายได้ดิว มือ Synth Terrorbun ให้มันเล่นเบส มันให้เราสอน เลยได้มือเบส ทำให้ดิวเป็นมือเบสไปเลย ก็ตลกดี เหมือนเครื่องทุกชิ้นมันมีประวัติที่ทำให้เราเล่นได้ อย่างเปียโน โดนพ่อแม่บังคับเรียน เพราะพ่อเคยเป็นนักเปียโน แล้วก็งอแงไม่อยากเรียน แต่โดนบังคับเรียนอยู่สี่ห้าปี  เลยเล่นเปียโนได้ อย่างกลอง เมื่อก่อนฟังในรถ ฟัง Retrospect ฟัง Bodyslam ตีกลองตลอดทางจนคนหาว่าบ้า สุดท้ายมาถึงกลอง ตีได้เฉย ก็เลยทำให้เราตีกลองได้ ส่วนกีตาร์ อยากเล่นอยู่แล้วแต่เด็ก เลยดีดคอร์ด  เป็นความรู้มัธยมหก–ปีหนึ่ง สอง พอเข้าปีหนึ่ง จากเป็นเป็ด เราได้เรียน ทุกอย่างมัน boost มันมีให้เราทำจริง เล่นจริง อัดจริง ได้ใช้งานจริง เลยทำให้เราอัดเพลงได้จริง ๆ ละก็เรียนไมเนอร์กีตาร์ตอนปีสอง คือเมื่อก่อนเห็นเพื่อนคนนึงที่ชื่อแจมเล่น เห้ย อยากเล่นได้แบบนี้ว่ะ เลยเป็นแรงบันดาลใจให้ซ้อมกีตาร์ คือเหมือนเพื่อน ๆ เล่นกันได้หมดแล้ว เราอยากถ่ายทอด แต่งเพลง ทำเพลง แต่ทำไมได้ เพราะเราได้ไม่เก่งพอ กับเพลงที่เราฟัง เพราะฉะนั้น ก็เลยมีความคิดว่า ช่วงปีสาม ช่วงไม่มีวง เป็นช่วงที่แบบ กูต้องเอาแล้ว กูต้องถ่ายทอดโดยไม่ต้องง้อคนอื่น ฝึกกีตาร์อย่างจริงจัง ฝึกจนเลิกกับแฟนเลยทีเดียว ซ้อมทั้งวันทั้งคืน ก็คือภายในหนึ่งปี เลยเล่นได้เหมือนตอนนี้ คือตอนปีหนึ่งเล่นได้แต่คอร์ด หนึ่งปี รู้สึกว่าอยากจะถ่ายทอดทุกอย่างด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องให้คนอื่นมาช่วย พอปีสามปีสี่ กลายเป็นแบคอัพ เล่นอยู่สิบกว่า Recital ของเพื่อน เล่นไปเรื่อย เล่นทุกแขนง แจ๊สยันคอมโพ ในสองปีนั้นเล่นคอนเสิร์ตเยอะมาก ละก็ไปเป็นมือกีตาร์ Terrorbun อีกคน เลยอัพเวลสำหรับการเล่นกีตาร์จนสุดเท่าที่เราไหว ทุกวันนี้ก็ได้งาน Backup ชามุก, Paper Planes เพราะว่าเราฝึกและได้เล่น Recital เพื่อน ๆ เลยมั่นใจ นี่แหละครับ ที่มาของการเล่นกีตาร์ได้ของ Pap Yeahh

ปิดเทอมปีสี่ รู้สึกว่า มันต้องทำแล้วว่ะ เดี๋ยวสายไปแล้ว แล้วอกหักอีกตอนปีสาม บวกกับชีวิตตกต่ำ แบบไม่เคยรู้สึกตกต่ำมาก่อน มันเลยมีแรงบันดาลใจ ช่วงปีสามขึ้นปีสี่ ปิดเทอมเท่านั้นแหละ เปลี่ยนชีวิตตัวเอง เริ่มทำเพลง ทำอัลบั้ม ทำทุกอย่างที่เคยคิดไว้แต่เด็ก เลยเป็นที่มาของอัลบั้ม 7 เริ่มต้นตอนปีสี่ พอเราได้เริ่มถ่ายทอดทุกอย่างด้วยตัวเอง รู้สึกงานมันเร็ว เหมือนคนอัดอั้นมานาน ที่เมื่อก่อนถ่ายทอดไม่ได้ พอเล่นได้แล้วก็ถ่ายทอดได้ เสร็จแล้วปุ๊บ พอปีสี่ ทำแต่งาน ทำแต่เพลง ว่า กูต้องมีอัลบั้มก่อนเรียนจบให้ได้ เลยตั้งเป้าหมายเลย ช่วงปีสี่ ก็เลยรวบรวมความรู้ เอามาระเบิดในปีนี้ ตั้งแต่เข้ามาที่นี่ มัธยมสี่ อัดๆๆๆๆๆ รวบรวมข้อมูลแล้วมาใส่ในอัลบั้ม 7 เป็นที่มาของอัลบั้ม 7

บทสัมภาษณ์

เรียนมาทั้ง VOICE CLASSIC กับ ELECTRIC GUITAR ส่งผลต่อการเป็นนักดนตรียังไง แล้วมองเห็นอะไรบ้างจากการเป็นคนที่อยู่มาทั้งสองขั้วดนตรีแบบนี้

หนึ่งเลย เราไม่ใช่นักดนตรีละ เราเป็นคนสร้างงานศิลปะ หรือเรียกได้ว่าศิลปิน เพราะเราไม่ได้เอาเพลงคนอื่นมาเล่น ไม่ได้คัฟเวอร์ ส่วนตัวไม่ได้ชอบคัฟเวอร์ เลยไม่คัฟเวอร์ แต่จะมีอันเดียว “เธอคือความฝัน” ซึ่งชอบเพลงนี้ และอยากร้องในแนวของตัวเอง เลยเอามา Arrange ไปขออนุญาตเรียบร้อย เลยมีเพลงคัฟเวอร์หนึ่งเพลงในชีวิต ก็คือเธอคือความฝันนี่แหละ แล้วการเรียนก็ส่งผลคือ เพลงคลาสสิคที่เรียนมา เราได้ Melody ได้ Harmony ได้ไลน์ประสาน หรือทางคอร์ดที่แปลกประหลาด จากเพลงทั่ว ๆ ไป ซึ่งได้จากการเรียน Classical Voice ส่วนกีตาร์ไฟฟ้าก็ฝึกเองจากเพลงที่ฟังตั้งแต่เด็ก พอมาฝึก ทุกอย่าง boost ให้เร็วขึ้น บวกกับความที่เราอยากเล่นเป็นด้วย

 แรงบันดาลใจในการเป็นศิลปินเดี่ยว

รู้สึกอยากถ่ายทอดเรื่องราวของตัวเอง ผ่านลงในเพลง ในแนวที่ตัวเองชอบ แนวนั้น ๆ ก็คือแนวที่เราขโมยมาจากคนอื่น ๆ ที่เราหยิบจากวงที่เราชอบ หยิบจาก inspiration ของเรา มาถ่ายทอดในมุมของเรา ด้วยเสียงกีตาร์ โซโล่ เนื้อร้อง ทำนอง โดยที่ไม่ต้องแคร์ใคร ไม่ต้องแคร์คนในวง เพราะไม่มีวง สนองนี้ดตัวเองล้วน ๆ

ถ้าให้ระบุแนวเพลงของ PAP YEAHH จะเรียกว่าแนวอะไร

ถ้าในตอนนี้นะ รู้สึกว่าระบุไม่ได้ เราก็เล่นในสิ่งที่เราชอบ อยู่บนพื้นฐานของเพลงร็อก ซึ่งความร็อกไม่ได้อยู่ที่เสียงแตก ไม่ได้อยู่ที่เสียงกลอง ไม่ได้อยู่ที่เหี้ยอะไรเลย มันอยู่ที่ความรู้สึก เลยไม่อยากจำกัดแนวตัวเอง เพราะเราไม่ได้จำกัดว่าเราต้องเล่นแค่ร็อก เลยคิดว่าแนวเพลงไม่ได้ระบุ อยากเรียกอะไรก็เรียกเลย แล้วแต่คนฟัง ที่เราต้องการให้คนมองเรา คือแบบนี้

จบงานได้ด้วยตัวเองเกือบทุกเครื่องดนตรี รวมถึง POST PRODUCTION รู้สึกสบาย หรือกดดันมากกว่ากัน

สบายดีกว่า เพราะว่าถ้ากดดันคือเราจะเหนื่อย มันมีแค่ความเหนื่อย แต่ที่รู้สึกสบายเพราะว่าเราสามารถจัดการเองได้หมด อยากรีบแค่ไหน ทำได้ด้วยตัวเองทุกอย่าง อยากรีบแค่ไหนก็ทำได้หมดเลย แล้วก็ตอนนี้จะไม่ได้มิกซ์เพลงเองละ แต่จะ Edit อง อัดเองทุกอย่าง คุมอัดทุกเครื่องเอง เลือก Input เอง เลือก Source เอง Arrange เอง แล้วส่งมิกซ์ เพราะเรื่องมิกซ์ เรียนมา ทำงานมาจนเราเข้าใจทุกอย่าง แต่เราไม่ได้พัฒนาต่อจนเป็น Mixing Engineer เพราะไม่ได้อยากเป็นอยู่แล้ว เราอยากแค่เข้าใจ เพื่อที่จะสื่อสาร แล้วเลือก Mixing Engineer ที่เราชอบได้ ว่าอยากได้เพลงแบบนี้ ซาวนด์แบบนี้ กีตาร์อยากได้แบบนี้ เบสอยากได้แบบนี้ กลองอยากได้ EQ แบบนี้ สามารถอธิบายให้ Mixing Engineer ฟังได้ นี่คือความต้องการของ Pap Yeahh ที่มาเรียนสาขา Music Technology ก็เลยรู้สึกว่าที่เราจบได้ทุกอย่างเป็นกำไรที่เราเรียนมา เลยทำได้

ทำเบื้องหลังด้วย ทำเพลงเองด้วย เป็นศิลปินด้วย มองเห็นวงการเพลงไทยยังไง

ตอนนี้พี่เปรียบเพลงเหมือนแฟชั่น ไม่ว่ายุคไหนเพลงก็เป็นแฟชั่น อย่างตอนเราเด็ก ๆ เพลงร็อกที่ผมชอบก็เป็นแฟชั่น เพลงเป็นแฟชั่นทุกยุค และยุคนี้ก็เช่นกัน  ซึ่งถ้าให้มองวงการเพลงไทย คืออยากให้แฟชั่นมันหลากหลายกว้างมากไปอีก ซึ่งในวันนี้เพลงที่เคยนอกกระแส ก็สามารถกลายเป็นเพลงกระแสหลักได้ตลอดเวลา ก็เลยอยากให้เพื่อนๆที่ทำเพลงเหมือนกันนั้น อย่ายอมแพ้ลุยกันเข้าไป คือตอนนี้เท่าที่ผมเห็นแนวที่กำลังมาผมก็อินนะ แต่อย่างที่ว่าพอแนวไหนมา แนวนั้นก็เยอะเป็นพิเศษ แต่ผมก็ยังมีความเชื่อว่าดนตรีร็อก หรือดนตรีแนวอะไรก็แล้วแต่ที่มันเคยหายไป มันจะต้องวนกลับมาในรูปแบบใหม่ๆขึ้นไปอีกที่ประเทศนี้หรือโลกนี้ไม่เคยมี ในยุคที่ไครๆก็สามารถทำเพลงได้ง่ายๆ แค่คอมพิวเตอร์เครื่องเดียว ความคิดส่วนตัวคืออยากให้แฟชั่นมันหลากหลายมากขึ้นไปอีก็ให้วัยรุ่นไทยเปิดใจกับเพลงที่ประหลาดออกไปมากกว่านี้อีก และคนทำเพลงก็อย่ายอมแพ้ในสิ่งที่ตัวเองชอบครับ ลุย

มีความผูกพันธ์อะไรกับเลข 7 บ้าง

อัลบั้ม 7 เป็นอัลบั้มแรกของเรา เลยอยากให้อะไรที่เป็นจุดเริ่มต้น จุดเริ่มต้นในที่นี้คือ จุดเริ่มต้นของแรงกดดัน ระหว่างชีวิตส่วนตัวกับดนตรี เลข 7 นี้เป็นตัวบ่งบอกว่า เริ่มรู้จักกับดนตรีจริงจังคือมัธยมปลาย-มหาลัย คือ 7 ปี เป็นเรื่องราวทั้งหมด 7 ปีในอัลบั้ม 7 และที่ต้องเป็นเลข 7 เพราะว่า ชอบเลขนี้

แนะนำเพลงในอัลบั้ม 

  1. เพลง “เสพ” เป็นเพลงแรกของการทำ Pap Yeahh เลย วันที่รู้สึกว่า กูจะเป็นศิลปินเดี่ยว กูจะทำเพลง แล้วก็หยิบกีตาร์มาเล่น (ร้องริฟฟ์เพลงให้ฟัง) นี่คือริฟฟ์แรกที่เกิดขึ้นของ Pap Yeahh เลย ริฟฟ์แรก เพลงแรก มันจะรู้สึกได้ถึงความสด สำหรับตัวเองมันเป็นเพลงที่สด สดที่สุด แต่งเร็วที่สุด จบเพลงเร็วที่สุด สดมาก เพลงแรก
  2. เพลงที่สองแนะนำ “น่ารังเกียจ” ชอบริฟฟ์เพลงนี้มาก แล้วเนื้อหาก็ รู้สึกว่าเป็นเนื้อหาที่ หลาย ๆ คนรู้สึก หลาย ๆ คนสนใจ ก็เลยนำมาเล่าในมุมของเรา เป็นเนื้อหาที่ทุกคนน่าจะเคยเจอเรื่องราวแบบนี้
  3. เพลงที่สามแนะนำ “ง่ายเกินไป” เพลงนี้เป็นเพลงที่สำหรับตัวเองรู้สึกว่าเพราะที่สุดในอัลบั้ม ได้รับ Influence จากเพลง Waltz เป็นเพลงที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเพลงคลาสสิคค่อนข้างเยอะในทางคอร์ด แล้วก็ทำให้เกิด Harmony ที่แบบว่า ประหลาด ไม่ค่อยเหมือนชาวบ้าน ก็เลยจะ Proudly Present เพลงนี้หน่อย ด้วยการใช้จังหวะแบบ 1 2 3 1 2 3 (พี่แป๊บร้องจังหวะให้ฟัง) ชาวบ้านเค้าไม่ค่อยใช้กันเท่าไหร่ แล้วก็ Proudly Present ในเรื่อง Harmony เพลงนี้ รู้สึกชอบ
  4. อีกเพลงก็ “รู้สึกจริงหรือเปล่า” เป็นเพลงที่ได้รับ Inspiration จากเพลงคลาสสิคเยอะมาก ด้วยการใส่เปียโนอย่างบ้าคลั่งลงไป แทนกีตาร์ บวกกับกีตาร์ที่บ้าคลั่งไปอีก ทั้งเพลงใช้แค่สี่คอร์ด ใช้สูตร One lick make song ชอบเพลงนี้เพราะว่า เปียโนดูเป็นสิ่งใหม่สำหรับเพลงป็อบไทย เพลงร็อก ในไทย การใช้เปียโนมามีส่วนร่วมกับเพลงมากขนาดนี้ เป็นเพลงโชว์เปียโนเลยแหละ ก็เลยชอบเพลงนี้ รู้สึกว่าแปลกดี ใหม่ดี ก็เลยอยากแนะนำให้ทุกคนฟัง
  5. ถ้าคนชอบลอยก็เป็นเพลงที่หกของอัลบั้ม “สิ่งที่หลงลืมไป” เป็นเพลงที่แต่งเอาใจสายลอย จริง ๆ ก็เป็นคนชอบเพลงลอยอยู่แล้ว ก็เลยไว้ซักเพลงนึง ก็เป็นเพลงปลุกใจแบบลอย ๆ แนะนำถ้าเกิดเศร้า ๆ นี่คือแต่งตอนอกหัก เวลาอกหัก แล้วเราก็มักจะลืมอะไรไปซักอย่าง เราเปรียบเทียบถึงครอบครัว พ่อแม่ งาน การเรียน ความฝัน ทุกอย่างเลย การอกหัก ทำให้เราลืมพวกนี้หมดเลย แต่เพลงนี้จะเป็นเพลงที่เตือนว่า อย่าลืมนะ เป็นเพลง Feel Good เพียงหนึ่งเพลงมั้ง
  6. “ไม่เคยเลือนหาย” ได้รับ Inspiration จาก Radiohead ค่อนข้างเยอะ ช่วงนั้นชอบ Radiohead เลยเป็นเพลงอกหักที่วัยรุ่น ๆ ซ่า ๆ หน่อย ใครชอบสายแดนซ์จะชอบ (ร้องริฟฟ์ให้ฟัง) เป็นเพลงซ่า ๆ สายแดนซ์หน่อย
  7. เพลง “7” ไตเติลแทร็กของอัลบั้มนี้ เป็นเพลงพิเศษเลย เพลงนี้ มีความพิเศษก็คือ มี 7 นาที 7 คีย์ ตาม Tonal theory เป็นเรื่องราว 7 ปี เป็นเพลงที่ 7 เป็นเพลงไฮไลท์ เป็นเปียโนทั้งเพลง มี Mood หลาย ๆ อารมณ์ ถ้าฟังแล้วเข้าใจเรื่องราวของชีวิต ก็จะรู้ว่าตอนไหนรู้สึกอย่างไร แล้วดนตรีก็จะเป็นตามนั้น ก็คือเป็นเพลงที่ยาวที่สุด

จากวันแรกที่ทำเพลงเสพ จนถึงปิดอัลบั้ม ใช้เวลาแค่ไหน

ประมาณสามปี แต่จริง ๆ จัง ๆ แล้ว แค่หนึ่งปี สองปีคือเสร็จแค่สามเพลง แล้วปีสุดท้ายที่พีค ๆ มาเร่งทำที่เหลือ

 

อยากเห็นอะไรจากน้อง ๆ ศาลายา

อยากเห็นเพลงใหม่ ๆ เพลงแปลก ๆ แปลก โคตรแปลก ไม่เคยมีใครทำมาก่อน ซึ่งเชื่อว่าชาวศาลายามีอยู่ในใจทุกคน เอามันออกมาซะ อยากเห็น

ฝากผลงาน

ฝากอัลบั้ม 7 ที่กำลังจะวางแผงขายอีกที เป็นอัลบั้มแรกที่อยากให้ทุกคนลองฟังดู เป็นอัลบั้ม Remastered จากที่เคยขายไป ซึ่งเวอร์ชันนั้นไม่สมบูรณ์ เป็นความผิดของเราเองที่รีบ ทั้งเรื่อง Artwork การพิสูจน์อักษร อะไรต่าง ๆ มันยังไม่สมบูรณ์ 100% มิกซ์ก็ยังไม่ใช่มิกซ์ Final แล้วปัญหาก็ยังมีปัญหากับตอนปั้มแผ่นนิดนึง มีปัญหาไฟล์ Master ซึ่งเสียงก็ไม่ได้ตามคุณภาพที่ตั้งไว้ แต่ที่ Remastered เนี่ย คือเป็นเวอร์ชันที่ Final จริง ๆ ทุกเพลงเสียงอย่างที่เราต้องการแน่นอน เพราะดูแลทุกขั้นตอนการผลิตด้วยตัวเอง แล้วก็กล่องใหม่ด้วย เป็นกล่องกระดาษ สีสดงดงาม ควรค่าแก่การเก็บ สำหรับคนที่ซื้อไปแล้วทุกคนก็คือแจก ให้หมดเลย ถ้ายังไม่ซื้อ ก็ ขาย 200 บาท พร้อมขายภายในสิ้นเดือนนี้

ผ่านไปกับอีกหนึ่งบทสัมภาษณ์สนุก ๆ จากพี่แป๊บ ศิลปินเดี่ยวสายร็อกเท่ ๆ คนนี้ เราชอบที่เขายอมลงทุนเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดของตัวเอง เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมและเป็นบทเรียนขนาดยาวที่หลาย ๆ คนสามารถนำไปใช้ได้ อัลบั้มใหม่ของ Pap Yeahh กำลังอยู่ในขั้นตอนการผลิต สำหรับใครที่สนใจก็สามารถติดตามได้ที่เพจ Pap Yeahh เลย สำหรับวันนี้ ก็ต้องขอลาไปเท่านี้ก่อน ศิลปินรายต่อไปจะเป็นใคร ก็ขอให้ติดตามกันนะ เสนอมาได้ตลอดทางเพจของเราเลย รอฟังความคิดเห็นของทุกคนอยู่นะ

เรื่อง: มาลัยวีณ์ แสวงผล, ปณาลี พัฒนพิชัย
ภาพ: ปณาลี พัฒนพิชัย (pnlsphoto)
สถานที่: วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล
จำนวนชาวศาลายา: 100%

malaivee

malaivee

เรียนดนตรีอยู่ศาลายา พบเจอได้ตามงานคอนเสิร์ตและที่ๆมีเบียร์ โตขึ้นอยากเป็นนักข่าวสายดนตรี เลยพยายามทำตามความฝันอยู่ ถ้าเจอก็เลี้ยงเบียร์ได้ หน้าง่วงแต่ไม่กัด
malaivee
SHARE:Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestShare on Google+Buffer this pageEmail this to someonePrint this page