สวัสดีอีกครั้งหลังจากที่เราห่างหายจากบทสัมภาษณ์ไปนาน หวังว่าทุกคนจะยังรอคอยที่จะมาทำความรู้จักกับศิลปินจากถิ่นศาลายากันอยู่นะ ในตอนที่ 6 นี้ เราภูมิใจนำเสนอ Old Fashioned Kid วงที่เราเคยสัมภาษณ์เขาไปแล้วแบบสั้น ๆ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และเรายังอยากให้ทุกคนได้อ่านเรื่องราวแบบเจาะลึกของเขา ในเดือนนี้เขากลับมาพร้อมอัลบั้มใหม่ที่เตรียมจะปล่อยในไม่ช้านี้ วันนี้ The Salaya Sound ขอแนะนำ ติน-ติณณ์ นภาลัย กับโปรเจคเดี่ยวสไตล์โฟล์คสายเหงาที่หวังว่าจะถูกใจคนเศร้า หรือคนที่ชอบฟังเพลงเพราะ ๆ ทุกคนค่ะ

และขอแนะนำ The Salaya Sound เพจใหม่ของเรา ขอฝากไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วย เราจะได้พบกันบ่อยขึ้นและสามารถทักทายกันมาได้ทาง Message เลย รอทุกคนอยู่นะ


 

การขึ้นเวทีครั้งแรกในฐานะฟรอนต์แมน ตื่นเต้นแค่ไหน เกิดอะไรขึ้นบ้าง

ตื่นเต้นมากเลยครับ จริง ๆ งานแรกที่ไปเล่นคือเราแอบไปเล่นงานที่เป็นอะคูสติคคนเดียวก่อน แบบไปลองของ คือเป็นงานเปิดแกลลอรี่ศิลปะของเพื่อนที่น้องชายเค้าเป็นคนจัดงาน ก็เลยได้ไปเล่น อยากลองอยู่แล้ว พอถึงตอนเล่น ล่กมาก เพราะไม่เคยต้องคุยกับคนดู แล้วก็เหมือนทำตัวไม่ถูกบางอย่าง จับกีตาร์ปุ๊บ คนมองเต็มเลย แล้วไงต่อ เราก็ไม่รู้ทำอะไร ก็เลยพูดๆไป แล้ววันนั้นก็เป็นวันที่มีทั้งเล่นผิดเล่นถูก นอยมาก อันนั้นคืองานอะคูสติคงานแรกที่แอบไปเล่น แต่พอถึงงานที่แบบมีโปสเตอร์จริงจัง งานแรกก็ตื่นเต้นอยู่ดี ถึงมีเพื่อนแบ้คอัพให้ ก็เป็นความรู้สึกว่า ต้องเอาตัวเองรอดอยู่ดี ตอนนั้น มันคุมสมาธิไม่ค่อยอยู่ ทั้ง เนื้อเพลง คอร์ด อะไรต่างๆเกือบลืม แต่ก็ผ่านมาได้ สรุปวันนั้นก็มีแค่แบบ ร้องสลับท่อนกันนิดหน่อย แต่เค้าไม่เคยฟังเพลงเรา เลยไม่มีใครรู้ อันนั้นคือโชว์แรก เล่นที่ ร้าน JAM สุรศักดิ์

ตอนนั้นคือมีเพลงกี่เพลง

ตอนนั้นปล่อยมาสามเพลงครับ “อย่าไป”, “หลอกตัวเอง”, แล้วก็ “เพราะเธอ” แล้วก็แอบเอาเพลงในอัลบั้มมาเล่น

ซื่งก่อนที่จะมาถึงงานวันนั้น ก็เริ่มโปรเจค Old Fashioned Kid มานานแล้ว

ใช่ครับ ก่อนที่จะมีงานแรกคือผ่านมาประมาณ 2 ปีกว่า

ก็คือทำตั้งแต่สมัยยังอยู่ Shopping Bag

ใช่ครับ ก็คือแต่งเก็บ ๆ ไว้ เพลงบางเพลงมาตั้งแต่ตอนที่เราอยู่ Shopping Bag แล้ว เราแต่งไว้ แล้วมันไม่เหมาะกับวง คือ Shopping Bag มันต้องสดใส ต้องร่าเริง แต่เราค่อนข้างจะเป็นเพลงหม่น ๆ ดาร์ค ๆ ก็แบบมีสต็อกไว้เยอะ จริง ๆ มีเป็นเล่มเลย เป็นสมุดโน้ตประจำอะครับ

ตอนที่ไปเล่นงานแรกค่อนข้างมั่นใจกับการเล่นกีตาร์แล้วมั้ย

จริง ๆ คือเราเป็นคนที่เตรียมพร้อมก่อนที่จะไปเล่นมากกว่า ว่าถ้าเราจะไปเล่นเราต้องรู้ว่ากีตาร์เราต้องเล่นอะไรบ้าง ก็คือซ้อมเลย ฟิกซ์เลย ให้กล้ามเนื้อมันจำ แต่พอไปถึงงานจริง ก็ลืมอยู่ดี มันตกใจ ต้องคุมสติแล้วเอาตัวรอด แต่ก็รอดมาได้นะ

ทีมแบ็คอัพก็เตรียมไว้อยู่แล้ว

ใช่ครับ ก็ซ้อมกันมาปีกว่า เพราะกะว่าวันนึงเราต้องไปเล่นอยู่แล้ว ก็เลยดึงเพื่อน ๆ มาช่วยซ้อมไว้ตั้งนานแล้ว

งานที่เล่นแล้วประทับใจในฐานะ Old Fashioned Kid

เป็นงานล่าสุด ที่ Play Yard อันนั้นประทับใจมาก คือไม่น่าเชื่อว่ามีคนร้องเพลงเราได้ เป็นโมเมนต์นึงที่มันเจ๋งมาก คือเราเขียนเพลงออกมา เราก็วงอินดี้วงเล็ก ๆ พอไปเล่น ปรากฏร้องได้กัน หลายเพลงด้วย เราก็ดีใจ

ซึ่งแตกต่างจากงานที่เคยเล่นมา

ใช่ครับ คืองานก่อน ๆ คนร้องไม่ค่อยได้ มี Play Yard เนี่ย ร้องได้ เยอะเลย แล้วก็เป็นคนแปลกหน้าที่ร้องได้ ก็เออ ดีว่ะ

ปกติเล่นงานอารมณ์สายเหงาแบบนี้บ่อยไหม

ปกติงานที่ไปเล่นจะเป็นงานปาร์ตี้ที่มีวงลึก ๆ อะครับ เป็นเหมือนงานปล่อยของมากกว่า ซึ่งเราจะเล่นอะไรก็ได้ มีทั้งคนที่ชอบแล้วก็คนที่เฉย ๆ แต่เหมือน Play Yard ที่มันรู้สึกดีเพราะว่าเค้าคิดธีมมาเป็นงานเพลงเหงา ๆ แล้วมันตรงกับความรู้สึกที่เราอยากสื่อสารแบบนี้ แล้วคนที่มาดูก็อยากฟังแบบนี้ ก็เลยโชคดี เรามาสื่อสารด้วยความเหงากัน ฟีดแบคจากตอนที่เล่น เราแอบมองคนที่ดูเราอยู่ มันมีคนที่เราไม่รู้จักเต็มเลย แล้วก็ร้องเพลงเราได้ เราก็ เอ้ย ได้ด้วยเหรอวะ ก็เป็นความรู้สึกที่แปลกดี

จากมือกลองที่อยู่ในวงที่มีค่ายพอมาทำเองแล้วต้องปรับตัวอะไรมั้ย

มันเหมือนมาเรียนรู้ใหม่อะครับ เพราะว่าการที่เราอยู่ค่ายมันง่ายตรงที่มีคนช่วยจัดการแทบจะครบทุกอย่าง ไม่ว่าจะโปรดิวเซอร์ หรือคนช่วยคิดธีม ช่วยคิดภาพลักษณ์ ช่วยคิดเพลง ช่วยเคาะเพลง ใช้ได้ ใช้ไม่ได้ แต่พอเป็น Old Fashioned Kid ปุ๊บ ต้องเคาะเองทุกอย่าง ว่ามันโอเคหรือยัง เนื้อจบหรือยัง ตรงนี้ต้องแก้มั้ย ซึ่งพอเราต้องเคาะเองทุกอย่างแรก ๆ เราก็ไม่มั่นใจ ว่าดีพอหรือยัง แต่ก็โชคดีที่ เรามีเอาเพลงให้เพื่อนฟังบ้าง ให้คนนู้นให้นี้ฟังบ้าง เช็คฟีดแบค แรก ๆ อย่างสามเพลงแรก จะมี “อย่าไป”, “หลอกตัวเอง”, “เพราะเธอ” อันนั้นคือเกิดจากเราไม่แน่ใจล้วน ๆ แต่ก็ส่งให้เพื่อนฟัง ส่งให้รุ่นพี่ฟัง ได้ฟีดแบคมา แล้วก็ประมวลผลเอาเอง ว่า โอเคแล้ว เคาะละ เราต้องปล่อยละ เพลงนี้ (แต่จริง ๆในอัลบั้มมันมีมากกว่าสามเพลงนั้น มีโปรดิวเซอร์ที่ชื่อน้อง บิว ปิยทัศน์ มาช่วยเหลือเยอะเลยครับ) ส่วนเรื่องการหางานโชว์ก็ต้องหาเอง ต้องคุยกับเพื่อน เห้ย มีงานเล่นมั้ย เตรียมการเอง ที่มันหนักขึ้นคือ พอเป็นโปรเจคเดี่ยว ทำให้ต้องเตรียมทุกอย่างเองจริง ๆ แม้กระทั่งทีมแบคอัพก็ต้องเตรียม ต้องเชคว่าคนนี้ได้ไม่ได้ ว่างวันไหน ถึงงาน ที่พักอยู่ไหน ซาวเชคกี่โมง แสตนบายกี่โมง ทำเองหมด

แล้วอย่างตอนที่อยู่ค่าย BEC คือเป็นลักษณะค่ายเต็มตัวเลยมั้ย แบบมีพีอาร์ มีรถรับส่ง มีสวัสดิการ

เป็นอย่างนั้นเลยครับ ก็แล้วแต่งานนะ แต่คือมีผู้จัดการตลอด เวลามีอะไรมาจะคุยผ่านผู้จัดการ แต่นี่เราต้องดีลเอง คุยกับร้าน คุยกับเจ้าของงานเองทุกอย่าง

ซึ่งมีอะไรที่รู้สึกตกใจ แปลกใจมั้ยกับการที่เราต้องมาคุยเอง หรือก็ต้องลุยไป

จริง ๆ ก็ต้องลุยไปมากกว่า เวลาที่เราเริ่มอะไรใหม่คือมันล่ก ล่กว่า เห้ย มันต้องทำอะไรวะ เราทำอะไรขาดไปหรือเปล่า แต่พอเวลาผ่านไปก็ได้เรียนรู้มากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าอะไรโอเค ไม่โอเค มันมีแค่นี้เอง

จะกลับไปทำ Shopping Bag มั้ย

จริง ๆ เรายังชอบตีกลองอยู่นะ แต่ว่า Shopping Bag ตอนนี้กำลังมีการปรับอะไรบางอย่างภายในอยู่ เพื่อให้วงมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่อาจไม่ค่อยถูกจริตเรา ก็เลยไม่ค่อยสนุก อีกอย่าง วงเป็นของทุกคน ทิศทางที่จะเปลี่ยนไปอาจจะมีทั้งคนในวงชอบและไม่ชอบ ซึ่งส่วนตัวเราอยากไปเล่นที่ไหนแล้วไม่ขะเขิน สนุกและทำงานได้ด้วย เราคิดว่า Shopping Bag กำลังพยายามปรับให้มันดีขึ้นในแบบของมัน ส่วน Old Fashioned Kid เป็นการเติมไฟในตัวเรามากกว่า เหมือนทำเพื่อสนองนี้ดให้เราได้เป็นนักดนตรี ได้เป็นสิ่งที่เราอยากเป็น

พี่ตินชอบท่องเที่ยวใช่มั้ย

ใช่ครับ

ทำไมถึงชอบ และมีแผนจะไปที่ไหนมั้ย

จริง ๆ ส่วนตัวเป็นคนชอบ แต่บางทีก็ไม่รู้จะไปไหน คนที่พาไปคือแฟนมากกว่า โชคดีที่แฟนชอบไปแล้วชอบลากไป ที่ผ่านมาไปดูคอนเสิร์ตที่สิงคโปร์ ญี่ปุ่น แล้วก็มีไปเดินเขาที่มาเลเซีย ที่คินาบาลู ซึ่งเป็นแพลนที่ไม่คาดคิดมาก่อน แต่ก็ ตกลงไป ปรากฏดีมากๆ ส่วนแพลนที่จะไปต่อก็น่าจะมีไปดูแสงเหนือ ไอซ์แลนด์ แต่เดี๋ยวจะต้องไปคินาบาลูอีกรอบ เพราะคราวที่แล้วไปแล้วขึ้นไม่ถึงยอด มีมรสุม มันอันตรายมาก เจ้าหน้าที่เลยไม่ให้ขึ้น ได้ไปถึงแค่ Base Camp ซึ่งจริง ๆ ต้องเดินต่อไปอีกด่านนึง ราวๆสามสี่ชั่วโมง

ชอบเที่ยวแบบไหนเป็นพิเศษมั้ย ธรรมชาติ หรือว่าเมือง

จริง ๆ ชอบหมด แต่ไม่ชอบที่ ๆ วุ่นวาย มีคนเยอะ

ได้ประสบการณ์ชีวิตอะไรบ้างจากการท่องเที่ยวหรือว่าเอามาแต่งเพลงมั้ย

จริง ๆ ประสบการณ์ที่เอามาแต่งเพลงยังไม่มี แต่จะเป็นมุมมองที่เราเห็นมากขึ้น มีสติขึ้น จะเรียกว่าสโลว์ไลฟ์ก็ได้ บางทีไปนั่งแค่ร้านกาแฟอยู่ต่างประเทศ เราก็ได้เห็นชีวิตคนใหม่ ๆ แปลก ๆ ที่ไม่ใช่อยู่ที่เดิม ๆ หรือว่าอย่างไปเดินคินาบาลู โคตรเหนื่อย เดินขึ้นเขา หกชั่วโมง ชันมาก เหนื่อยมาก มันก็เป็นการฝึกสติ พอผ่านมาได้ก็รู้ว่า มันไม่มีอะไรเลย การออกไปเที่ยวก็ได้เรียนรู้นะ จะเป็นเพลงหรือเปล่า ต่อไปอาจจะต้องลองดู

การเป็นมือกลองส่งผลกับการเล่นดนตรีของตัวเองมั้ย

จริง ๆ เราว่าส่งมากเลย มันเป็นในแง่ว่าการเป็นมือกลองมันทำให้เราผ่านกระบวนการเรียนรู้พัฒนาหลาย ๆ อย่าง เช่นเราจะพัฒนาการตีกลองเราต้องรู้เรื่องอะไรบ้าง ต้องใช้สองมือให้เป็น ต้องใช้สองเท้าให้เป็น แล้วละเอียดกว่าคือต้องทำยังไง ต้องฝึกยังไง ซึ่งเป็นเรื่องคล้าย ๆ กับกีตาร์ มันก็เหมือนกลอง แค่ว่าเราต้องเรียนรู้อะไรบ้าง อะ สองมือ มือขวาต้องทำอะไรได้บ้าง ต้อง Picking ได้มั้ย ต้อง Strum ได้มั้ย มือซ้ายต้องทำอะไรได้บ้าง จำโน้ตได้มั้ย ต้องเรียนรู้เรื่องทฤษฎีอะไรเกี่ยวกับมันบ้าง ก็คือเอาวิธีคิดในการฝึกกลองมาบนกีตาร์ หรือบนการฝึกร้องเพลง มันก็ช่วยได้เยอะ

แล้วมุมในการเป็นอาจารย์ช่วยอะไรในการฝึกมั้ย

ช่วยนะครับ พอเป็นอาจารย์ ตอนที่เรามาสอนแรก ๆ เราจะไล่ลำดับไม่ถูก แต่พอเราสอนมาเยอะ ๆ ก็เริ่มรู้ว่าเราจะไปถึงจุดๆนั้น จะพัฒนา มันต้องเริ่มจากอะไร ต้องทำอะไรซ้ำ ๆตรงไหน มันทำให้เรามาฝึกกับพาร์ทอื่น ๆ ไม่ว่าจะเรื่องกีตาร์ ร้องเพลงหรือเขียนเนื้อ อะไรแบบนี้ มันก็จะเหมือนมีระบบระเบียบมากขึ้น ทำให้เราพอรู้ว่าต้องเริ่มอย่างไร แล้วควรทำอะไรต่อ

ทั้งกีตาร์ทั้งร้องนี่คือฝึกเองทั้งคู่เลยมั้ย หรือไปเรียนที่ไหนมา

กีตาร์เคยเรียนงู ๆ ปลา ๆ สมัยมอต้น นานมากเลย แล้วก็เหมือนฝึกเล่นมั่ว ๆ มา ตอนอยู่มหาลัย พออยู่ปีสามมันจะมีให้ลงไมเนอร์ เรารู้สึกว่าเราอยากใช้งานอะไรพวกนี้ได้ เพราะเราเคยเล่นเป็น เราเลยไปลงไมเนอร์ที่คณะกับอาจารย์ตะวัน (วง Ganesha) พอลงปุ๊บก็ได้เปิดมุมมอง ว่าคนกีตาร์เค้าเห็นกีตาร์กันยังไง มองแบบไหน ต้องพัฒนาอะไร ดีมาก

แล้วร้องเพลง

ร้องเพลงก็ตอนเด็ก ๆ เคยไปเรียนเล่น ๆ กับเพื่อน แล้วก็ทิ้งไป เรียนตั้งแต่มอต้น มั่ว ๆ มา บวกกับได้มนช่วยแนะนำบ้าง แล้วมนก็พาไปเจออาจารย์อีกคน เพื่อแก้ไขในเรื่องที่เราร้องผิด ๆ ถูก ๆ ครับ

ไอดอลในการเขียนเนื้อเพลง

เราเป็นคนฟังเพลงไทยน้อยครับ ปัจจุบันฟังน้อยมาก เพลงที่จะชอบจริง ๆ มันอยู่ในยุคที่เราเด็ก ๆ แต่ก็มีทั้งชอบและไม่ชอบนะ แต่คนที่เรารู้สึกได้ว่ามันสุดยอดเลย ฟังปุ้ปเราสามารถเข้าไปอยุ่ในประโยคนั้นๆของเค้าได้เลย คือพี่โต Silly Fools พี่โตเป็นคนเขียนเพลงแบบ บางทีไม่ได้ใช้คำยากหรือเลิศหรูอะไร แต่ใช้ได้ถูกที่ถูกเวลามากๆ ผมว่าเป็นที่วิธีคิดเค้า คือเค้ามีเซนส์ในการเลือกคำให้มันอยู่ตรงนี้ กับเมโลดี้ตรงนี้เท่านั้น แล้วมันส่งอารมณ์แบบ เออว่ะ มันเศร้าจริง เออว่ะ มันกวนจริง คือฟังแล้วเชื่อน่ะครับ

แสดงว่าพี่ตินก็โตมากับเพลงหลากหลายแบบ

ใช่ครับ สมัยเรียนมอต้นหรือมอปลายก็ฟังเหมือนเด็ก ๆ ทั่วไปครับ และฝึกตีกลองมาเรื่อย ๆ พอมาเข้ามหาลัยปุ๊บ เราก็เหมือนโดนเปิดโลกโดยการเจอ Fusion Jazz ตอนนั้นเจอวง T-Square ครับ ตอนนั้นคือบ้าตีกลองมาก คือชอบมากๆ รู้สึกว่าเราต้องตีลูกพวกนี้ให้ได้ มันดูซับซ้อนกว่าทั่วไป ก็เลยฝึกพวกนั้นหนักมาก อันนี้ถือเป็นโชคดีเลย เพราะทำให้เราเห็นเบสิคหลาย ๆ อย่างทำให้เบสิคเราแน่น แล้วพอเรากลับมาดูเพลงป็อบ ก็ทำให้เราสามารถเข้าใจมันได้เร็วขึ้น แบบฟังแล้วรู้เลยว่าโครงสร้างมันมีอะไรบ้าง แล้วซักพักพอฟังเพลงที่มันยาก ๆ ๆ ๆ เราก็กลับมาฟังเพลงป็อบ คือ เราก็อยากจะกลับมาฟังอะไรที่มันซิมเปิ้ล มินิมอล แต่เจ๋ง ตอนนั้นได้ลองฟัง John Mayer แล้วก็กลายเป็นบ้า John Mayer มาก ๆไปเลย ทั้ง ๆ ที่เราไม่ใช่มือกีตาร์ แต่กลับชอบ John Mayer มาก ๆ ด้วยเมโลดี้ที่ซิมเปิ้ลมากๆ การเรียบเรียงดนตรีน้อยแต่มีชั้นเชิง จับต้องง่าย เค้าเล่นอะไรที่มันน้อยแต่มันใช่ ทำให้เราทึ่งมาก บ้าอยู่หลายปีทีเดียว

ซึ่ง Old Fashioned Kid ได้มาจากตรงนี้เยอะเลยมั้ย

เยอะเลย ได้ความป้อปจาก John Mayer ได้จาก Taylor Swift ด้วย อย่าง Taylor Swift นี่ก็ชอบมาก ซิมเปิ้ล แต่ว่าดีมาก ๆ เลย พอซิมเปิ้ลมาก ๆ สักพักเราก็กลับไปฟังยากขึ้นอีกที กลับไปฟังเพลงลึก ๆ อีกทีนึง ได้ไปค้นพบศิลปิน ใหม่ๆหลายคน แต่ที่สะดุดมากๆคือ Ben Howard เค้าเล่นกีตาร์โปร่งกับเอฟเฟค บางเพลงนี่หลอนมาก แต่เพลงเพราะก็เพราะมากๆ

เพลงของพี่ตินได้รับแรงบันดาลใจมาจากหลายเรื่องราวของหลายคน ทำไมถึงมีเรื่องราวมาเล่าเยอะ

จริง ๆ ผมว่าทุกคนมีเรื่องราวเยอะนะ แต่แค่ว่าเราหยิบมันมาหรือเปล่า เพราะเราก็อายุประมาณนึง แม้แต่เรื่องวัยเด็ก อย่างเพลง “อย่าไป” จริงๆแล้วเราเล่าถึงเพื่อนสมัยมอปลาย แต่เหตุที่ทำให้ฉุกคิดถึงอดีต ก็คือตอนเรียนจบแล้วยังมีเพื่อนคนนึงที่ยังแอบรักคน ๆ นึงอยู่ตลอด แล้ววันนึงมันได้รับการ์ดแต่งงานจากผู้หญิงคนนั้น ซึ่งเราก็รู้สึกแบบ เออ ถ้าเป็นเราคงแย่ เศร้าว่ะ เลยเขียนเพลงออกมา แล้วบางเพลงเราก็เขียนจากเรื่องของตัวเอง ชีวิตวัยรุ่นมันมีทั้งเสียใจ ดีใจ แต่เสียใจอาจจะเยอะหน่อย (หัวเราะ) เสียใจมันก็มีได้หลายแบบ มากกว่าแค่อกหัก เราก็แค่ขยายว่าเราโดนแบบไหนมาบ้าง หรือการสูญเสียมันมีมุมไหนให้มองบ้าง

ชอบเพลงที่บอกว่าแต่งให้กับรุ่นพี่ที่เสียภรรยาไปขณะที่กำลังเล่นคอนเสิร์ตอยู่ที่ต่างประเทศ เพลงนั้นเพราะมากเลย

ขอบคุณมากครับ เพลงนั้นเขียนให้พี่เกิบ The Voice เรารู้เรื่องนี้จากมือคีย์บอร์ด Shopping Bag ที่เล่นให้กับ Slot Machine ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ แล้วมาเล่าให้เราฟัง เราดาร์คมากเลยตอนนั้น เพราะเรารู้จักพี่เกิบประมาณนึงแล้วพี่เกิบเค้าก็รักแฟนรักครอบครัวเค้ามาก เห็นจากเฟสบุ้คคือแบบครอบครัวนี้น่ารักมาก แล้ววันนึงจู่ๆเกิดเหตุสูญเสียแบบนั้น รู้สึกเจ็บปวด และเศร้ามาก ๆครับ

อัลบั้มที่จะปล่อยชื่ออะไร

ชื่อ Out of Time (เปิด Artwork ให้ดู) ได้รุ่นน้องมาช่วยออกแบบ

ทำไมถึงใช้ชื่อนี้

จริง ๆ คอนเซปท์คือทุกอย่างคือการหมดเวลาอะครับ เช่นเพลงอกหักก็คือหมดเวลาของเธอแล้ว หรือ “เพราะเธอ” เราเขียนให้กับแฟน ประมาณว่า หมดเวลาของความเศร้า สุดท้ายเราได้มาเจอเธอในที่สุด หรืออีกเพลงนึง “เดิน (Kinabalu)” หมดเวลาแล้วที่คุณจะมัวกลัว คุณต้องเดินออกไป

เพลงในอัลบั้มเป็นเพลงเศร้าเหมือนเพลงซิงเกิลมั้ย

ส่วนใหญ่ก็เพลงเศร้าหมดเลย

มีเหตุผลให้กับตัวเองมั้ยว่าทำไมส่วนมากถึงเป็นเพลงเศร้า หรือว่าเพราะว่าเสพย์งานแบบนั้น

น่าจะเป็นเพราะเสพย์งานแบบนั้น จริง ๆแล้ว เราเคยพยายามเขียนเพลงแฮปปี้นะครับ แต่เราเขียนออกมาแล้วมันออกมามันดูไม่ค่อยสนุก ไม่รู้เพราะอะไร แต่พอเราเขียนเพลงเศร้าเราสามารถสื่อสารออกมาได้ง่ายกว่า ทุกครั้งเลย เวลาเราเขียนเพลงกับเพื่อน พอสนุกมันก็สนุกแบบงั้น ๆ อะ แบบตั้งใจเขียนสนุก แต่พอเศร้าปุ้บ คนฟังจะเชื่อกว่า มันน่าจะเป็นเรื่องทัศนคติ ความเศร้าน่าจะเข้าถึงได้ง่ายกว่า

แนะนำศิลปินที่น่าสนใจให้กับชาว HEADBANGKOK หน่อย

ที่น่าสนใจคือ Stoic สุดยอดครับ ผมเอฟซีเลย ชอบมาก ๆ เพลงเค้าชัดเจนในเรื่องคาแรคเตอร์ ว่าเค้าจะไปทางไหน บวกกับเสียงนักร้องครับ ชื่อพี่แพ็ค เสียงนักร้องเค้าคาแรคเตอร์จัดมาก และสื่ออารมณ์ได้ชัดมาก เพลงเค้าก็เป็นเพลงเศร้ามาก ๆ เรียกได้ว่าดิ่งเลย ซึมเศร้าเลย แล้วด้วยวงเค้ามีสมาชิกที่น่าสนใจคือมีมือเชลโลด้วย มีกีตาร์ไฟฟ้า เบส กลอง แล้วก็พี่แพ็คเล่นกีตาร์ร้องนำ พอเสียงเค้าคาแรคเตอร์ชัดมาก ๆ มันสื่ออารณ์เศร้า เชลโลพา แล้วมันยิ่งดิ่งเลย แล้วเพลงที่เค้าแต่งอะครับ ประโยคที่เค้าใช้ หรือว่าเมโลดี้ที่เค้าเลือกมันอยู่ในความมินิมอล แต่เชี่ย โคตรดี มีคุณค่า พอฟังปุ๊บก็เรียกว่าเชื่อทุกประโยค มีคุณค่ามากครับ แนะนำให้ลอง ชอบมาก

ฝากผลงาน

สำหรับผลงานของ Old Fashioned Kid เพลงที่ปล่อยมาแล้วก็มีสี่เพลง “อย่าไป”, “หลอกตัวเอง”, “เพราะเธอ” “เดิน” แล้วก็ฝากอัลบั้มเต็ม ตอนนี้มาสเตอร์เสร็จเรียบร้อยแล้ว เหลือขั้นตอนในการทำซีดี สำหรับอัลบั้มนี้โชคดีมาก ได้น้องบิว ปิยทัศน์มาช่วยทำ สุดยอดมาก แล้วมีเบื้องหลังอีกหลายคนเลย เชื่อว่าหลายคนจะชอบ เพราะอัลบั้มนี้ เราฟังเองเรารู้สึกว่าเป็นความตั้งใจ แล้วมีความตั้งใจของอีกหลายคนที่ช่วยเรา และถ้าคนที่ชอบเพลงเศร้า น่าจะถูกใจกัน มี 10 tracks วันปล่อยอัลบั้มจะพยายามให้เป็นเดือนกรกฎาคมครับ สำหรับงานที่จะเล่นใกล้ๆนี้ คืองาน Jam Night by Jameson ครั้งที่ 4 เป็นงานเปิดตัวอัลบั้ม Indie Resolution จากกลุ่มศิลปินอินดี้หน้าใหม่ แต่ละวงจะมีเพลงพิเศษสำหรับโปรเจคนี้ด้วยครับ จัดวันที่ 27 กรกฎาคม นี้ที่ Sweet Sixteen ครับ


 

ทุกคนที่อ่านมาถึงตรงนี้คงจะได้เห็นมุมมองที่น่าสนใจจากหนุ่มเท่มากความสามารถคนนี้ เราเชื่อว่าเขาจะไปได้ไกลแน่นอนจากทัศนคติที่น่าสนใจที่เขาได้เล่าให้เราฟังตลอดการสัมภาษณ์ ใครชอบเพลงเหงา ๆ เศร้า ๆ หรือจะชอบเจ้าของผลงานก็ตาม อย่าลืมไปติดตามต่อได้ตามช่องทางต่าง ๆ และเฝ้ารอสนับสนุนอัลบั้มของเขาได้เลย สามารถติดตามกันต่อที่เพจ Old Fashioned Kid เลย

เรื่อง: มาลัยวีณ์ แสวงผล, ปณาลี พัฒนพิชัย
ภาพ: ปณาลี พัฒนพิชัย (pnlsphoto)
สถานที่: วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล
จำนวนชาวศาลายา: 100%

malaivee

malaivee

เรียนดนตรีอยู่ศาลายา พบเจอได้ตามงานคอนเสิร์ตและที่ๆมีเบียร์ โตขึ้นอยากเป็นนักข่าวสายดนตรี เลยพยายามทำตามความฝันอยู่
malaivee
SHARE:
Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestShare on Google+Buffer this pageEmail this to someonePrint this page