นั่นแน่ ตกใจล่ะสิ อยู่ดี ๆ ฉีกแนวมาสู่ความอินดี้ขนาดนี้ ขอเกริ่นก่อนว่า พี่เป้-อารักษ์ อมรศุภศิริ เป็นชาวศาลายาอีกคนหนึ่งที่มีผลงานโดดเด่นในปัจจุบัน โดยเป็นศิษย์เก่าที่วิทยาลัยนานาชาติ เขาผ่านงานมาหลากหลายด้านในวงการบันเทิง วันนี้เขากลับมากับอัลบั้มที่สามจาก Arak and the Pisat Band ซึ่งพี่เป้หันกลับมาจับกีตาร์ไฟฟ้า เล่นเพลงร็อก ร้องเพลงรักหวานซึ้งสลับกับเพลงโฟล์คในแบบเดิม ๆ แต่มาพร้อมกับเนื้อหาที่ผ่านเรื่องราวมามากมาย รวมถึงได้เล็ก ฮิวโก้ และ เจ มณฑล มาร่วมเป็นเบื้องหลังให้กับอัลบั้มนี้ เรานัดพบกับพี่เป้ ที่ The Street รัชดา ในบรรยากาศสบาย ๆ พี่เป้เป็นคนดนตรีตัวจริงอีกคนที่เล่าเรื่องเพลงได้ไม่หยุดหย่อน เป็นอีกครั้งที่งานสัมภาษณ์ทำให้เราได้เปิดมุมมองดนตรีอะไรใหม่ ๆ อีกเยอะ อยากสัมผัสความรู้สึกแบบเดียวกันก็เลื่อนลงไปอ่านได้เลย

ตอนที่อยู่ไอซีพี่เป้อยู่ชมรมดนตรีอะไรประมาณนี้มั้ยคะ

มีครับ มี Music Club

แล้วจุดเริ่มต้นมาจากตรงนั้นมั้ยคะ หรือก่อนนั้น

ตอนที่ไปเรียนก็ขับรถไปกลับมาซ้อม (Slur) แต่ตอน Music Club ก็มีแบนด์ของผมนะ ทำกับเพื่อนชื่ออรัญ ตอนนี้เปิดร้าน Aran Bicicletta อยู่ที่อารีย์ครับ ใครอยากเจอไปหาได้ครับ เปิดร้านกาแฟด้วย ตอนนั้นได้แชมป์ MUIC Acoustic แล้วมาได้แชมป์เฮลไนท์ (การประกวดดนตรีในมหิดล) เป็นวงปีหนึ่งที่ได้แชมป์ แต่มือกลองเป็นปีสาม มีผม มีอรัญเป็นเด็กปีหนึ่ง มือเบสเป็นฝรั่ง ตอนนั้นเล่นพวก Red Hot Chilli Peppers, Jimmi Hendrix, Nirvana, The Doors, Sex Pistols คือลึกเลย พอได้แชมป์เค้าไปให้เล่นงานประจำปี MUIC ปรากฏว่าพอไปเล่น แป้กสุด ๆ คนไม่รู้จัก ตอนนั้น The Strokes เพิ่งมา ผมมีวงนี้ก่อน Slur ตอนปีหนึ่งยังไม่มี Slur ชื่อวง Let Me Be Your Love Kamikaze เป็นเรื่องราวในมหาลัยที่สนุกมาก ตอนนั้นชมรวมดนตรีหรือมหาลัยดนตรียังไม่ยิ่งใหญ่ ยังเล็ก ๆ ตึกยังสร้างไม่เสร็จ คนที่เข้ามาเรียนก็ยังไม่เยอะมาก การศึกษายังไม่เข้มข้นเหมือนทุกวันนี้ เราเลยไปคว้าแชมป์มาได้ ในเฮลไนท์ครับ ปีสอง ก็มือเบสกลับบ้านที่ Seattle กลับไปเรียนให้จบ นักร้องนำคือคุณอรัญก็ออก ประจวบเหมาะกับผมมี Slur พอดี เย่เป็นเพื่อนของเพื่อนอีกทีนึง ก็เลยเริ่มทำ Slur

ได้อะไรจากตรงนั้นมาเยอะมั้ยคะ

ก็ได้มาเยอะครับ สมัยนั้นเล่นคอนเสิร์ตครั้งแรก นั่นแทบจะเป็นครั้งแรก ๆ ที่ได้เล่นคอนเสิร์ต ได้ไปอัดเสียงประกวด TUMA เป็นงานประกวดดนตรีมหาลัย เล่นที่ Centerpoint ส่งไปประกวดแล้วก็ได้ไปเล่นที่ Centerpoint แต่เล่นแย่มาก ไม่มีความรู้ด้านซาวด์ เป็นเด็กปีหนึ่ง ไม่ได้ยินตัวเอง ก็เปิดไปดิ เบอร์สิบ แอมป์ Fender เบอร์สิบอะ ดังทุเรศอะ (หัวเราะ) แล้วคนข้างหลังก็ไม่ได้ยินกันเอง ร้องไม่ได้ยินสรุปก็ตกรอบ เล่นเป็นวงแรก ไม่ได้ซาวด์เช็ค ขึ้นไปซัดเลย ก็เน่าสิฮะ ไม่เหมือนวงสมัยนี้ที่รู้จักการบาลานซ์ รู้จักความพอดี เมื่อก่อนไม่รู้จัก ไม่มีใครมาสอน วงก็เลยไมได้ทำต่อ แล้วก็ ผมก็มาทำ Slur ครับ

ตอนนั้นที่เป็นชมรมมีใครออกมาได้ทำเป็นวงมั้ยคะ หรือก็แยกย้าย

เอ่อ มีพี่คนนึงชื่อพี่มาร์ค ทำวงชื่อ Mascara เป็นวงสายบริทป๊อป สายร้าน Lullaby พวก Dudesweet ยุคเริ่มต้น เราก็ชอบเที่ยวแบบนั้น วงที่ชอบ ๆ เป็น Suede, The Strokes นี่คือพูดถึงนอกมหิดลละ ในยุคนั้นสังคมเป็นแบบ วงที่ผมทำ Slur มีเพื่อน ๆ Richman Toy, Desktop Error, ภูมิจิต, Girlfriend from Internet ตั้งแต่ยุคนั้น แต่ว่าข้อแตกต่างก็คือว่า Slur มีเพลงของตัวเองที่พอจะฟังได้ แต่เย่แต่งได้ เลยได้ออกแผ่น ส่วน MUIC มี Music Club ตอนนั้นยังไม่ได้ย้ายไปอยู่ใต้ดิน ยังเป็นห้องชั้นสองอยู่ ผมซื้อคอมมา มาอัดเพลง Post-Rock ทำกับพี่มาร์คนี่แหละ เคยมียุคนั้นด้วย ผมเคยทำเพลง Post-Rock ออกมาสองสามเพลง แต่ไม่ได้ปล่อย เก็บไว้

ระหว่าง พี่เป้ พี่เจ พี่ฮิวโก้ ใครหล่อสุด

พี่เจพี่ฮิวโก้นี่ผมต้องยอมให้พี่เล็กครับ พี่ฮิวโก้แน่นอน

พี่ฮิวโก้นี่หล่อแบบไหนคะ

หล่อแบบ หล๊อหล่อ หล่อแบบ กาลเวลาทำอะไรเค้าไมได้ พี่เจนี่ 39 พี่เล็ก 35 หรือ 36 แต่ว่าหน้าพี่เล็กไปไกลกว่าพี่เจ แต่ก็ยังหล่อ กาลเวลาทำอะไรเค้าไม่ได้ละ ยังไงก็หล่อ จะแก่จะอะไรกาลเวลาก็ทำอะไรเค้าไม่ได้ละ

พี่เป้จบบริหารธุรกิจมา ส่งผลต่อวิธีคิด วิธีการทำงานมากมั้ย

ครับ จบ International Business ครับ ส่งผลเรื่องการต่อต้านมันนิดหน่อย จริง ๆ ผมก็ชอบเงินนะ ใคร ๆ ก็ชอบเงิน อยากมีเงิน แต่ความคิดเรื่องบริหารธุรกิจมันค่อนข้างโหดร้ายแล้วก็แสบเหมือนกันฮะ แต่ทำให้เรามองออก ว่าอันนี้มันคือการทำ CSR แล้วมันตอแหลที่สุดแล้ว (หัวเราะ) แต่มันก็ยังดีที่เอาเงินมาทำอะไรที่มันมีประโยชน์บ้าง แต่สุดท้ายแล้วมันก็เหมือนทำป้ายประกาศอะ เหมือนการทำโฆษณา ทำให้เรารู้ทันอะไรพวกนี้บ้าง แต่อะไรที่เป็นประโยชน์กับการหาเงินอย่าง พวกเรื่อง Finance หรือเรื่องหุ้นผมแทบจะคืนครูไปหมดแล้ว จำไม่ได้เลยครับ ต้องไปรื้อใหม่ มันเป็นคณะที่แบบ ถ้าไม่ได้เรียน Finance อย่างไปเรียนเลย จริง ๆ ครับ สิ่งเดียวที่ผมได้คือภาษาอังกฤษครับ ผมเรียน International Business ผมก็คืนครูไปหมดแล้ว เครื่องคิดเลขอันใหญ่ ๆ ที่กดสูตรอะไรผมลืมไปหมดแล้ว ถ้าไม่ได้จะอยากเป็น Marketer แบบจริงจัง กับไม่ได้อยากเป็น Finance ผมว่าอย่าเรียนเลยครับ มันเป็นเรื่องที่ต้องไปเจอเองอยู่ดี แต่มันก็ฝึกในแง่ของการเป็นมหาลัย เช่นการทำรายงานหนาเป็นหนังสือ ฝึกภาษาอังกฤษ ภาษาอังกฤษเข้มข้นมาก ๆ ในยุคที่ผมเรียน คือตกภาษาอังกฤษกันเป็นระนาว เพื่อนก็ออกกันไปเพราะภาษาอังกฤษ ตอนเข้ามามีสามร้อยกว่าคน ตอนเรียนจริง ๆ เหลือร้อยกว่าคน ตกไปเป็นครึ่ง ๆ ตอนนั้นผมไม่ได้เข้า Pre College ผมดันสอบ TOEFL ผ่าน เค้ากำหนด 513 รู้มั้ยผมได้เท่าไหร่ 513 เป๊ะ (หัวเราะ) ตอนนั้นเป็นเด็กที่ไม่มีความหวังในการเข้ามหาลัยแล้ว ตอนมอปลายเล่นหนักไปหน่อย แต่พอลองทำข้อสอบเอ็นปีเก่าได้อังกฤษ 77 พอได้ 77 เอาละ เรียนอินเตอร์ละกันเว้ย ก็เลยเริ่มไปเรียนพิเศษ ก็ทำใจเข้าเรียนไม่ได้อีก แต่สุดท้ายก็มานั่งทำในตู้ข้อสอบ TOEFL จะมีตู้ข้อสอบ ทำข้อสอบเก่า ทำทุกวัน สุดท้ายก็สอบผ่าน เลยได้เรียนมหิดลอินเตอร์ครับ

แล้วพอได้เรียนมันก็รู้สึกเหมือน…

ยากมากครับ (หัวเราะ) ปีแรก ๆ มันรู้สึกเหมือน ผมจำได้ว่าเป็นปีที่ทุกข์ทรมาน ดาร์คมาก แย่ แย่เลย แต่ว่าก็ผ่านมาได้ ไม่ได้ดีมาก

สุดท้ายแล้วรู้สึกเป็น Advantage กว่าคนอื่นมั้ยหรือว่าก็ไม่ค่อย ในการที่เรารู้ Business มากกว่าคนอื่น หรือว่าสุดท้ายก็ต้องเจอกับความโหดร้ายอยู่ดี

Business ไม่จำเป็นต้องรู้ ผมว่า เพราะสุดท้ายมันคือช่องทางการหาเงิน แต่ที่ MUIC สร้างผมมันความขยัน เรื่องของการทำงานอย่างหนัก จริงจัง แล้วก็เรื่องภาษาอังกฤษ แล้วก็พวก Social Science วิชาเลือกที่เจ๋ง ๆ ฮะ มีวิชา Music Appreciation แล้วก็มีอาจารย์บางคนที่ชอบ Velvet Underground วัน ๆ ก็ฉายสารคดี Hendrix สารคดี Bob Marley เออ ให้นักเรียนเข้าไปดู เดินเข้าไปดู ก็บอก ฉายวันนี้นะ มาดูสิ แปะป้ายประกาศเอง อาจารย์ Social Science แต่ชอบ มีคนดูห้าคน ในห้อง Auditorium ใหญ่ ๆ ซึ่งเราก็ได้ดูอะไรพวกนั้น แล้วเค้าก็ไรท์ซีดี Velvet Underground Bootleg มาให้สองแผ่น สมัยตอนนั้นเป็นซีดี ไม่ใช่ MP3 แล้วรู้จัก Bob Dylan ก็จากที่นี่แหละ จากเพื่อนที่เรียนด้วยกันเป็นพวกเด็กอินเตอร์ แบบ มึงต้องฟัง Bob Dylan! ก็รู้จักจากที่นี่ มันก็คงได้อะไรที่มันคิดไม่เหมือนคนอื่นที่เรียนมหาลัยไทย ผมว่าเป็นอย่างนั้นนะ ผมว่าตอนที่อยู่ที่นี่ อย่างเติ้ล The Whitest Crow ก็เรียนที่นี่ ก็คงได้เจออะไรแบบนี้

พอพูดแล้วก็มีความรู้สึกว่า วิธีคิดมันไม่ใช่แบบเดียวกัน ต่อให้เป็นวงที่ทำเพลงภาษาอังกฤษแต่ว่าวิธีการมันก็จะไม่ใช่แบบเดียวกัน

ทั้ง ๆ ผมก็เป็นเด็กไทยมาตลอดชีวิต ไม่ได้จะกระแดะนะ แต่ว่าสิ่งที่เข้ามาในหัวตอนได้เรียน IC เพื่อนที่จบอินเตอร์มามีแนวทางของตัวเอง มีการเช่าบ้าน มีการทำกิจกรรมอะไรที่มันจะฮิปปี้ บุปผาชนกว่าโรงเรียนไทยที่มาเรียนแล้วกลับบ้าน มีความเป็นอิสระ เรื่องของความรู้ พวก Social Science เค้าจะให้ผมไปอ่าน ผมได้อ่าน Catcher in the Rye ก็เพราะว่าได้เรียนมหิดล เริ่มได้อ่านหนังสืออะไรแปลก ๆ พวกวรรณกรรมแบบ Kurt Vonnegut อะไรพวกนี้ ลึกมาก สมัยก่อนเราก็ได้อ่านแต่ รงษ์ วงษ์สรรค์, ปราบดา หยุ่น, มูราคามิ อะไรแบบนี้ แต่พอเรามาเจอเพื่อน ๆ ที่อ่านวรรณกรรมคลาสสิค เราก็ได้อ่านอีกหลายคน ประมาณนี้ การเรียน IC ได้อะไรพวกนั้นมากกว่าวิชาการธุรกิจ

พี่เป้ดูฟังเพลงเก่า ๆ เยอะ อย่าง The Rolling Stones, Ray Charles, Elvis Presley แต่ก็ฟัง Arctic Monkeys, The Whitest Crow, The Avett Brothers ด้วย ถ้านับจากเพลงที่พี่เป้ฟัง คิดว่าน่าจะเป็นคนอายุเท่าไหร่

ก็น่าจะอายุประมาณนี้แหละ ประมาณผม เพราะว่าถ้าเป็นเด็กรุ่นใหม่ มันก็ไม่แปลกที่ฟัง Elvis หรือ Rolling Stones ก็เป็นสิ่งที่ควรฟัง แล้วก็โด่งดังจริง ๆ อะไรที่เหลือรอด ที่เป็นตัวท็อป ถ้าอยากฟัง ก็คงได้ฟัง แล้ว Arctic คนที่ชอบก็อาจจะไม่เด็กมาก ถ้าเด็กมากก็คงไปชอบอย่างอื่นแล้ว เค้าก็คงไปชอบพวก Foals พวก ใหม่ ๆ กว่า Cage the Elephant จริง Arctic ก็อยู่มานาน อยู่มาพร้อม ๆ กันนี่แหละ (หัวเราะ)

แต่ไมได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนแก่ที่มีมุมมองการฟังเพลงแบบเด็ก แต่รู้สึกว่าเป็นคนที่ยังไม่แก่มากแต่ฟังเพลงแก่

ใช่ น่าจะประมาณนั้นแหละฮะ แก่ ๆ เอาจริง ๆ เราแทบจะไม่ต้องครีเอทเพลงขึ้นมาในโลกนี้อีกแล้ว เราก็มีเพลงฟังไม่หมด ไปฟัง Beatles ฟัง Dylan ไปฟัง Jefferson Airplane ไปฟัง Janis Joplin คือยุคนั้นเยอะมาก มหาศาล หรือว่าอะ ถ้าต้องยอมรับว่ายุคใหม่ ๆ ที่สร้างอะไรใหม่ ๆ จริง ๆ ก็เป็นพวกสายป๊อป ผมฟังพวกวงอินดี้ที่เป็นพวกกีตาร์แบนด์ ใหม่ ๆ ไม่รู้สึกอะไรใหม่ ๆ มันน้อยมาก ที่มันจะมี นาน ๆ ทีจะโผล่มา แต่ถ้าสายป๊อป เยอะ Beyonce ชุดใหม่ The Weeknd เปลี่ยนแปลงไปเยอะ ถ้าฟังเพลงแก่ ก็คงมีความดีที่มันยังเป็นอมตะ

ทำไมถึงมาเป็นเสื้อ Gai N’ Roses ที่มาที่ไปยังไง

(หัวเราะ) ผมไปซื้อเสื้อ Guns N’ Roses ไม่ทันครับ ครับ ตอนแรกไม่ได้กะให้เติ้ลออกแบบ คือตอนแรกให้เติ้ลออกแบบโดยที่ไม่ได้กะให้เป็นเสื้อ Gai N’ Roses เราบอกว่าอยากได้เสื้อคล้าย ๆ เสื้อ Guns N’ Roses เสื้อวงร็อก เสื้อทัวร์วงร็อก แล้วเค้าออกแบบมาเป็นอีกแบบนึง แต่เราติดต่อว่า ขอว่า เป็นเสื้อไก่ได้มั้ย ขอเป็นหน้าไก่ได้มั้ย เพราะเรารู้สึกว่าไก่เป็นโลโก้ของเรา อย่าง Bodyslam เป็นนกกระจอก เราก็เป็นไก่ เรารู้สึกว่าไก่เข้ากับความเป็นผม มันไทย อ่อนแอ ตัวเล็ก แต่ก็แข็งแรงในเวลาเดียวกัน ขี้ตกใจ ขี้โวยวาย เป็นเหมือนกัน

ได้พี่เติ้ลมาออกแบบนี่สนิทกันอยู่แล้วหรือว่ายังไงคะ

ผมชอบผลงานเติ้ลอยู่แล้วครับ เช่นเดียวกับที่ผมชอบผลงานนิคครับ แล้วมันดันมีเรื่องลิ้งกันได้คือเติ้ลเป็นรุ่นน้องที่ MUIC แต่ไม่ทันกันนะ แล้วนิคเป็นรุ่นน้องที่ประสานมิตร นิค Part Time Musician ครับ ก็เลยกลายเป็นเรื่องที่ลิ้งกันได้เฉย ซึ่งแปลกมาก ก็เลยเริ่มมีเรื่องคุยกันบ้าง ผมชอบ Whitest Crow มาก ผมว่าวงเจ๋งเป็นบ้าเลย อาจจะไม่ใช่สาย Headbanger แต่มันคือขั้นอะไรที่ดีมาก ๆ ของดนตรี ของวัยนี้ด้วย ความคิดผมผมว่ามันดีตรงที่มันฟังรู้เรื่อง ไม่ได้หมายความว่าเพลงอินดี้ยุคหลัง ๆ ที่ออกมา พวกโพสท์ร็อก อะไรที่เป็นบรรยากาศ ผมไม่ไหวแล้ว ผมผ่านมันมาแล้ว ตอนที่ทำโพสต์ร็อกก็ฟัง ตอนเด็ก ๆ ก็ฟัง Explosion in the Sky, Mogwai, My Bloody Valentine ฟังมาหมด แต่ว่า ตอนนี้อยากฟังอะไรที่ฟังรู้เรื่อง ฟังง่าย ๆ แล้วพอมีวงอย่าง Whitest Crow, Part Time Musician มันดีจังเลย มันเพราะ มาตรฐานมันสูง

ให้พี่เป้ลองแนะนำวงจากศาลายาที่น่าสนใจหน่อยค่ะ

ก็นอกจาก Whitest Crow ก็มี S.O.L.E. มี กึมดากึม ทำเพลงฟังรู้เรื่อง อันนี้คือหลัก ๆ คือต้องฟังรู้เรื่อง แล้วก็ กร The Richman Toy ทำโปรเจคชื่อ The Front Row บ้าพลังมาก ตอนนี้ออกมา 4 อัลบั้ม อัลบั้มละสิบเพลงโดยที่แทบจะไม่มีคนรู้ ออกเร็วมาก ออกมาก็เริ่มแต่งเพลงเอง หลังจากผมออกชุดแรกไปก็คุย แลกเปลี่ยนไอเดียกัน ทำเพลงเพราะ ๆ หลายเพลง ในฟังใจมีแทบทุกเพลง แต่ว่าอาร์ตเวิร์กบ้าน ๆ หน่อย ไม่ค่อยน่าดู แต่ว่าฝืมือ บทเพลง เนื้อหา ดนตรี ดีมาก ที่เหลือก็น่าจะรู้จักกันหมดละ วงใหม่ ๆ ผมก็ชอบหมด

การที่ผ่านจุดที่โดนคนด่าเยอะ ๆ เรื่องการร้องเพลง ทำให้เป็นคนแข็งแกร่งขึ้นมากมั้ย พร้อมรับกับเรื่องหนัก ๆ ในชีวิตมากขึ้นมั้ย หรือว่า เป็นคนที่ไม่ซีเรียสอยู่แล้ว

เริ่มไม่กังวลเรื่องโดนด่า กังวลเรื่องทำได้ไม่ดีมากกว่า ก็พยามไปเรียนร้องเพลง พยามเล่นสดให้ดี ๆ แต่บางทีมันก็มีหลายปัจจัย เช่น รายการเช้ามาก เสียงไม่ตื่น ตื่นแล้วแต่เสียงไม่ตื่น หรือไม่ก็ แพ้อากาศ ไม่ก็ ซาวด์ที่ปรับมาไม่ดี มีหลายปัจจัยที่เรายังทำได้ไม่ดีพอ เราต้องพัฒนา นั่นก็เป็นเรื่องที่หงุดหงิดกว่าการโดนด่าเยอะเลย ผมโดนด่าไม่ว่าแล้ว ผมชิน ตอนนี้ไม่ซีเรียส แต่ทำไม่ดีแล้วรู้สึกแบบ มอบ (ทำท่า) มอบ ขอโทษครับ มอบตัว แล้วก็จะพยามแก้ไข อย่างวันนี้ไปเล่นออกรายการมา เราแพ้อากาศ โทษใครไม่ได้ ตอนเช้าไปเจอห้องสัมภาษณ์ฝุ่นเยอะ ก็โทษใครไม่ได้ ก็มอบ ร้องได้ไม่เต็มที่ครับ ขอโทษ ในขณะที่เมื่อวานรู้สึกฟิตมาก รู้สึกว่า Nail ทุกโน้ต เป็นเรื่องที่โมโหตัวเองมากกว่าโมโหคนอื่น เอาจริง ๆ วัฒนธรรมการเสพผ่านยูทูบมันก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ นะ คนได้ดูอะไรที่มีคุณภาพมาก ๆ ตั้งแต่ The Mask Singer, The Voice ได้ดูแต่อะไรที่มันเสียงดี ๆ ถ้าเราทำดีขนาดนั้นไม่ได้ ก็ว่าเค้าไม่ได้ที่เค้าจะว่าเรา

ตั้งใจให้เนื้อหาฝั่ง Steel ซอฟท์กว่า ป๊อปกว่า เนื้อหาในเพลงฝั่ง Wood มั้ย หรือมันเป็นไปตามความ Electric ของมัน

Steel ค่อนข้างประโลมโลกมากกว่า บ้ากามมากกว่า เอ็กซ์ ๆ หน่อย พูดถึงเรื่องดนตรี ตอนแรกที่แต่ง เหมือนกัน Wood จะมีเรื่องของสังคม มีเรื่องลึก ๆ หน่อย แต่ Steel เป็นเรื่องจริง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมประจำวัน ที่น่าจะสัมผัสได้ง่ายกว่า ด้วยจังหวะจะโคน มีความเล่นได้มากกว่า เป็นเหตุผลที่ทำให้เรากลับมาทำเพลงไฟฟ้า เพราะตอนนี่เราแต่ง ไม่เข้ากับเพลงโฟล์ค อย่างแต่งเพลงคิดถึงมา มันไม่ใช่เพลงโฟล์คแบบปู พงษ์สิทธิ์ ไปอยู่ฝั่ง Wood ไม่เหมาะ

เหมือนอย่างให้ Bob Dylan มาร้องเพลงรักหวานแหววก็คงไม่ใช่

เค้าก็เคยทำแต่ตอนเป็นแบนด์แล้ว “Blonde on Blonde” มี “Just Like a Woman” เป็นเพลงรักที่ สุด ๆ แล้วก็มี “Knockin on Heaven’s Door” ซึ่งแบบ อันนั้นพูดถึงเป็นเพลงบัลลาดที่ยิ่งใหญ่ เค้าก็ทำตอนที่เค้าเป็นพาร์ทอิเล็กทริคแล้ว

งั้นให้พี่เป้แนะนำเพลงฝั่ง Wood ซักเพลงนึงค่ะ

ลองฟัง “พลังที่หว่างขา” ชื่อเพลงอาจจะดูหวาดเสียวไปหน่อยแต่เกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์ เริ่มจากผมชอบมอเตอร์ไซค์ ไปลองมอเตอร์ไซค์ Gixxer GSX 1000 ของเพื่อน Suzuki ตัวใหญ่ สองเกียร์ร้อยยี่อะ เกียร์สองไป 120 บ้าป่าวเนี่ย เร็วไป แล้วก็มีเพื่อนส่งคลิปคนที่เสียชีวิต ภาพจากกล้องโกโปร แล้วมีแม่พากย์ เลยมาแต่งเพลงเป็นพลังที่หว่างขา คือเราต้องควบคุมมันนะ ไม่ได้พูดถึงเรื่องทะลึ่ง พูดถึงเรื่องมอเตอร์ไซค์ ลองฟังดูครับ ผมชอบเพลงนี้

ตอนได้รางวัลสีสันอวอร์ด รู้สึกดีใจแค่ไหน รู้สึกเอาชนะคำครหาต่าง ๆ ที่มีมามั้ย

รู้สึกดีใจครับ แล้วก็โม้ถึงมันตลอดเลยครับ (หัวเราะ) สีสันเป็นรางวัลที่สะใจอย่างนึง เค้าตั้งใจฟังจริง ๆ ฟังทุกอย่างในอัลบั้ม ไม่ได้สนว่าเป็นใครมาจากไหน จะเป็นใครก็ได้ที่เค้าคิดว่ามันเหมาะแล้วมันถูกต้อง รางวัลส่วนใหญ่ที่ให้ หรือคนที่เข้าชิง มันจะเจ๋งเสมอ อย่างปีนี้ที่เข้ามา Mattnimare เจ๋งมาก เป็นใครได้ ดังไม่ดังไม่สน เราก็ทำของเราไป โดยที่เราไม่รู้จักว่าข้างในเค้าเป็นยังไง เฮ้ย คุณฟังเพลงนี้ด้วยเหรอ เพลงที่เรายังแทบไม่เล่นคอนเสิร์ตเลย ได้บันทึกเสียงยอดเยี่ยม เพลงความรุนแรง ตอนนั้นบันทึกเสียงยากจริง ๆ เพราะเล่นยากมาก เราก็แบบ เค้ามารู้ได้ยังไงวะ รู้สึกดีใจแล้วก็โม้ตลอดว่าผมได้สีสันอวอร์ด คุณจะว่าผมไม่ได้ ผมได้สีสันอวอร์ดนะ (หัวเราะ) แต่ในตลาดกว้างก็ต้องวัดในตัวเพลงแหละ เราไปว่าไม่ได้ว่าทำไมไม่ฟังเพลงเรา ถ้าผมทำคุณภาพแบบ The Voice ไม่ได้ ทำเพลงคุณภาพแบบ The Mask Singer ไม่ได้ ผมก็ไปว่าเค้าไม่ได้ วันนึงก็หวังว่าจะทำคุณภาพแบบนั้นได้ ไม่ได้หมายถึงตัวเพลง หมายถึงทุกอย่าง

ทำไมเราถึงต้องฟัง Wood and Steel

เพราะว่าเป็นอัลบั้มคู่ เป็นอัลบั้มที่เปลี่ยนผ่าน ใครไม่ชอบผมในยุคเก่า ในยุคที่เล่าเรื่อง เพลงโฟล์ค อันนี้น่าจะทำให้คนชอบได้มากขึ้น ฟังง่ายขึ้น มีสองพาร์ท พาร์ทไฟฟ้ากับโฟล์ค แล้วซาวด์ดี เพราะว่าเจ มณฑลเป็นคนมิกซ์ เป็นคนควบคุมด้านบั้นปลาย ผมยังไมได้เล่นอะไรยุคใหม่มาก มีความวินเทจ มีความแก่ ถ้าเรียกกับเด็กรุ่นใหม่ เราก็ยังแก่อยู่ แต่เอาจริง ๆ แล้ววงร็อก มันน้อยมากยุคนี้ ฝรั่ง ที่สร้างปรากฏการณ์ วง Rock n’ Roll น้อยลงเยอะ

มีแต่วงที่ยืนระยะนาน ๆ หากินกับของเก่า

วงเก่า ๆ ก็โอเค ที่ออกชุดใหม่ก็ยังได้รับการตอบรับ ถามว่าวงร็อกรุ่นใหม่ที่กลายเป็นรุ่นใหญ่ เราไม่รู้สึก หรือเราอาจจะเลยวัย อย่างวง Catfish and the Bottlemen ทางนั้นเค้าก็พยามจะบิ้วให้เป็นวงร็อกวงใหม่ แต่เราฟังแล้วก็ยังไม่ค่อยถึง เรากลับไปชอบวงอย่าง Born ที่มันป๊อป ๆ หน่อย สาว ๆ หน่อย โบวี่ ๆ หน่อย แล้วก็มี 1975 ที่ขึ้นมา เป็นรุ่นใหม่ มันมีน้อยมาก ๆ ที่เป็นวงร็อกที่มันออร์แกนิค ในยุคที่ The Strokes เกิด Razorlight เกิด หรือแม้แต่ Limp Bizkit, Incubus แทบไม่มีละ เป็นวงผสม แต่ตัวเราเองดันไปชอบอะไรพวกนั้น ก็เลยทำแบบนี้ออกมา เล่นสดผมไม่มีเปิดซักอัน (HBK: ที่เอากีตาร์ไป 12 ตัว) ใช่ ๆ (หัวเราะ) ไม่มีแบคกิ้งแทรค ในขณะทีเดี๋ยวนี้เปิดเอา บางทีวงร็อกที่มีห้าคนอยู่แล้ว มีมือคีย์บอร์ดอยู่แล้ว ยังเปิดเป็นแผง ไม่ต้องเล่นก็ได้ อันนี้คือเรื่องที่หงุดหงิด รู้สึกว่าเค้าขี้โกง วงมีสี่คนมีคีย์บอร์ดที่เล่นกีตาร์ด้วยอีกคนแล้วยังเปิดเป็นแผง เปิดทำไม เออ มันเป็นแบบ มันไม่มีความสด หลาย ๆ วงเป็นแบบนี้ กลายเป็นมาตรฐาน วงที่เป็นมาตรฐานดันดังมาก ๆ ก็แบบ เฮ้ย อย่างงี้เปิดดีกว่า ไปออกรายการเช้าอย่างงี้ เปิดฟังแล้วแบบ ตอนกูไปเสียงบางแทบตาย เพราะเล่นสดหมด ของเค้า หนาดิ เปิดเป็นแผง มันก็เลยอิจฉาด้วย แล้วก็ต่อต้านนิด ๆ ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องเปิดหมดก็ได้มั้ง เป็นสิทธิของเค้าที่จะทำงานคาราโกเกะหรือไม่ถ้าจะเปิดเป็นแบบไลฟ์ ไม่ใช่เพลย์แทร็ก แบบเสียงนี้มาตอนนี้ มีมือคีย์บอร์ดก็จิ้ม ก็รู้สึกโกงน้อยกว่าเยอะ ถ้าจะร็อกก็ต้องสื่อสัตย์หน่อย แต่มันไม่ใช่แล้ว กระแสมันไม่ใช่แบบนั้น วงร็อก วงใหญ่เค้าทำกัน

เป็นอิทธิพลของความอิเล็กทรอนิคด้วยมั้ย

ไม่ครับ เป็นอิทธิพลของวงใหญ่เค้าทำกัน แล้วทำให้เป็นมาตรฐานที่ Industry สร้างขึ้นมา ถ้าอิเล็กทรอนิคก็กลองไฟฟ้าแบบ Polycat เค้าก็เปิดคอรัส แต่มันก็ไม่ได้อะไร เอามาทุกครั้งไม่ได้ เข้าใจได้ หรืออย่างถ้าอยากได้เสียงกลองแบบใหม่ ก็ทริกเกอร์ที่กลอง มีหลากหลายที่จะโกงน้อยลง

ต่อจากนี้จะมี MV อะไรออกมาอีกมั้ย

ก็มีเพลง “รอ” ออกมาให้ชมกันแล้ว หลังจากนี้ยังไม่แน่ใจ เพลงต่อ ๆ ไปไม่แน่ใจเลยครับ เส้นทางการโปรโมทต้องใช้เงิน มิวสิควิดีโอตัวนึงก็ตกแสนนึง ถ้าทำตัวต่อไปก็ต้องขอเงินค่ายอีกแสนนึง ถ้ายังไม่มีโชว์ที่มาตอบโจทย์เรื่องของเงิน มันก็จะทำยาก ต้องหาทางประหยัดให้ได้มากที่สุด อาจจะทำ อัลบั้มไม้ เป็นมิวสิคซีรีส์ซักสามเพลง ที่คิดไว้เล่น ๆ นะครับ

ไม้นี่ยังไม่ค่อยมี MV

ไม่ค่อยได้ปล่อยครับ มีเพลงรักเพลงเดียว ที่ปล่อยตั้งแต่ตอนแรก หลังจากนั้นก็ไม่ได้ปล่อยเพลงไหนอีกเลย ก็ว่าจะทำซักหน่อย อัลบั้มมี 16 เพลง ปล่อยให้ได้ซัก 8 เพลงก็น่าจะโอเคละ ทีนี้มาร์เกตติ้งของวงมันฝรั่งเปลี่ยนไป เราเห็นว่าปล่อยซิงเกิลติด ๆ ปล่อยมิวสิควิดีโอรัว ๆ Kings of Leon, The Weeknd, Last Shadow Puppets ที่ผมติดตามอยู่นะ เราจะเห็นว่าเค้าแทบจะไม่ทิ้งระยะเลย เพราะทุกคนได้ฟังฟรีอยู่แล้ว แล้วก็ปล่อยอัลบั้มเต็มแล้วมาเล่นคอนเสิร์ต เหมือนกับ การกุศลประมาณนึง ดูบียอนเซ่ ปล่อยมิวสิควิดีโอเป็นชั่วโมง ชุดนี้ผมว่าเดือดมาก

เหมือนตอนที่ Pharrell Williams ปล่อยมิวสิควิดีโอ Happy มาหนึ่งวันเต็ม วิธีการมันก็ไปได้เรื่อย ๆ

ถ้าเกิดเงินเค้าเยอะก็ไปได้เรื่อย ๆ ทุนหนา ไอ้ที่เสียเยอะ ๆ ที่สู้เค้าไม่ได้ก็เรื่องเงิน / แต่ Big Ass ชุดใหม่ก็ดีมากเลย ชอบมาก

ชอบมาก ดีมาก

เฮ้ย เยี่ยม ต้องอย่างนี้ (หัวเราะ) ซาวด์ตึ้บ Lomosonic อย่างงี้ Big Ass รุ่นใหญ่จริง เค้าไม่เล่นซับซ้อน มาเบ้อเริ่ม คือ Big Ass ชุดนี้ทำให้เห็นความคุ้มค่าของความเป็นอัลบั้ม เช่นเดียวกับฮิวโก้ Lomosonic ทำให้รู้สึกว่า ถ้าไม่มีระบบอัลบั้มเราจะไม่ได้ฟังอะไรแบบนี้ เพราะเราไม่ได้ฟังต่อ ๆ กันยาว ๆ กลับกลายเป็นว่า อัลบั้มมันดันกลับมาอีกครั้ง จากที่เป็นยุคซิงเกิลมาตลอด ผมทำซีดีมาผมขายหมด Breakeven มันหายไป มันเป็นกำไรละ ไม่ต้องลุ้น กลายเป็นว่า อย่างงี้เราก็ทำอัลบั้มต่อได้นี่หว่า เราก็ทำเพลงหลาย ๆ เพลงได้อีก แล้วก็มีเพื่อนร่วมวงการ หลายคนที่ทำ Plastic Plastic แล้วก็มีวงที่ทำงานดี ๆ Hugo, Big Ass, Lomosonic, Whitest Crow, S.O.L.E. ผมว่ามัน เป็นจังหวะที่เวิร์คอยู่

ฝากผลงานหน่อยค่ะ

ฝากผลงานอัลบั้มเหล็กกับไม้ไว้ในอ้อมกอดด้วยครับ มีเพลงรอเป็นเพลงใหม่ ไปดู MV ได้ (คลิกที่นี่)


เป็นการทำงานที่ประทับใจมากงานหนึ่ง เราพบว่าคุยกับพี่เป้เพลินมาก ๆ ทั้งในเรื่องดนตรีและหนังสือ เพราะพี่เป้เป็นมนุษย์สายลึกมาก รวมทั้งฝ่าอุปสรรคมากมายกว่าจะมายืนยังจุดนี้ คิดว่าท่านผู้อ่านทุกท่านที่อ่านมาถึงจุดนี้ก็คงจะรู้สึกเช่นเดียวกัน สำหรับใครที่อาจเคยมีคติ อยากขอแนะนำให้เปิดใจฟังดูซักครั้งค่ะ พี่เป้ตั้งใจกับอัลบั้มนี้มาก ๆ เนื้อหาในเพลงหลาย ๆ เพลงก็ไม่ธรรมดา สามารถติดตามผลงานพี่เป้ได้ที่เพจ Pae Arak และหาซื้ออัลบั้ม Wood and Steel ได้แล้ววันนี้ ทั้ง Physical และ Streaming ในช่องทางต่าง ๆ ต้องขอขอบคุณทางค่าย Whattheduck ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในวันนี้ค่ะ พบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ

เรื่อง: มาลัยวีณ์ แสวงผล, ปณาลี พัฒนพิชัย
ภาพ: ปณาลี พัฒนพิชัย (pnlsphoto)
สถานที่: Hollys Coffee The Street รัชดา
จำนวนชาวศาลายา: 100%

malaivee

malaivee

เรียนดนตรีอยู่ศาลายา พบเจอได้ตามงานคอนเสิร์ตและที่ๆมีเบียร์ โตขึ้นอยากเป็นนักข่าวสายดนตรี เลยพยายามทำตามความฝันอยู่
malaivee
แชร์ : Share on FacebookTweet about this on TwitterShare on Google+Share on LinkedIn