“Where the fuck’s my Helicopter!?”

Lord Liar Boots หนึ่งในวงที่เป็นที่น่าจับตามองที่สุดในปี 2016 จากย่านศาลายา พวกเขามาพร้อมกับซาวด์ที่จัดจ้าน เนื้อร้องที่แปลกแหวกแนว และที่สำคัญ คอสตูมที่กินขาดทุกคนในแวดวงดนตรีปี พ.ศ. นี้ ด้วยชุดมนุษย์ป้าในแบบต่าง ๆ มนุษย์ป้าเปรี้ยว ๆ มนุษย์ป้าขี้วีน มนุษย์ป้าไฮโซ ฯลฯ อีกมากมาย วันนี้เรามีนัดสัมภาษณ์ยังถิ่นกำเนิดของวง ที่บ้านพักของสมาชิกวงแถวพุทธมณฑลสายห้า บอกได้เลยว่าที่เราเคยเห็นมาว่าบ้านวงดนตรีต้องเป็นยังไง อันนี้ถอดแบบมาเลย และประทับใจมาก ๆ กับความดิบดิบของพวกเขา ผู้อ่านทุกท่านอาจจะมีความแคลงใจว่า วงดนตรีสายตลกเฮฮาใส่ชุดมนุษย์ป้าแบบนี้จะมีแนวคิดแบบไหน แต่จริง ๆ แล้วพวกเขาคิดไกล มีแผนอนาคตชัดเจน มีทัศนคติที่ดีมาก ๆ ถือได้ว่าเป็นการคุยที่ได้อะไรมามากมาย เอ้า จะอินโทรอะไรนาน ไปอ่านกันเลย

Lord Liar Boots is:
วสวัตติ์ อินทวัฒน์ (แก้ว): เบส, ร้องนำ
อิงควัชร์ หิรัณย์กุลธารี (บลู): กลอง
ธนวัฒน์ ทองบริสุทธิ์แท้ (จิมมี่): กีตาร์, ร้องนำ
ชัชวิชญ์ วิชัยดิษฐ (อั๋น): กีตาร์

ให้แนะนำตัวเองโดยไม่บอกชื่อ

อั๋น: เล่นกีตาร์ครับ หัวฟู หน้าตาดีที่สุดในวง เป็นคนน่ารัก หน้าตาอาจจะดูไม่เหมาะกับบุคลิกแต่จริง ๆ แล้วจิตใจดีครับ

จิมมี่: ร้องนำกับเล่นกีตาร์ครับ เป็นคนตัวผอมสุดในวง น้ำหนักเบาสุดในวง เอ่อ.. หมดละ

อั๋น: เอ้า ใครก็ได้พูดไป เอ้ามาละครับมา

จิมมี่: (บลู) มึงบอกไปผมมีรอยสัก แค่นั้นเลย

บลู: สวัสดีครับ

จิมมี่: มึงบอกไป

อั๋น: ห้ามบอกชื่อ ๆ

บลู: (นึกนานมาก) ผมมีรอยสัก

จิมมี่: จบแล้วแค่นั้นแหละเว้ย

บลู: ตีกลอง

Lord Liar Boots: (หัวเราะ)

จิมมี่: คิดนานทำเหี้ยไร

แก้ว: แล้วก็จะเหลือคนสุดท้าย เล่นเบส หัวบ็อบ เวลาทั่วไปไอ้คนแรกอาจจะหน้าตาดีสุด แต่เวลาใส่ชุดผู้หญิงผมหน้าตาดีสุด

หน้าปกอัลบั้มได้แรงบันดาลใจมาจากอะไร

อั๋น/จิมมี่: ถามคนถ่ายดีกว่าอะ

บลู: คือ เราชอบความรก แต่รกแบบมีศิลปะอ่ะ มันก็ไม่รู้เหมือนกัน พอดีเราเห็นปกมันสวยดี เราก็เลยถ่ายมาเลย

หมายถึงนั่งอยู่แล้วมันก็ดูสวยดี?

บลู: เออมองแล้วแม่งแบบ… ไอ้เหี้ยแม่งเป็นแบบ คือมันสวยดีก็เลยถ่ายแล้วส่งให้พวกมันเลย

จิมมี่: คือพอเห็นว่าสวยก็เอา ชอบที่มันโดนเขียนในกล้วย เขียนว่า Dip DIB ทั้ง ๆ ที่มันเป็นกล้วยสุกด้วย

แล้วใครเป็นคนเขียนอะคะ

จิมมี่: ก็น่าจะเป็นคนที่ถ่าย

อ๋อก็คือเขียนเล่น ๆ อยู่

บลู: ไม่ ๆ ไม่ได้เขียนเล่น มันคือตั้งใจ มันคือเราพยามจะยัดสิ่งที่แม่งตรงกันข้ามอะ แบบคือกล้วยมันสุกอยู่เราก็ไปเขียนดิบ ๆ อะ พอเข้าใจความหมายมั้ย ลึก ๆ ก็คือพยายามแอบเปรียบเทียบอะ

ทั้งหมดนี่ก็คือวางอยู่เฉย ๆ ?

บลู: ใช่ วางอยู่เฉย ๆ เลย ไม่ได้จัดอะไรเลย แบบมันรกอะ วาดรูป ๆ อยู่ละก็ปล่อย ๆ อะไรแบบนี้

อันนี้ก็คือเขียนตอนนั้นเลย

บลู: ก็ไปหยิบกล้วยมาเขียนละก็ไปวางที่เดิม

อั๋น: ไม่ต้องห่วงเรื่องลิขสิทธิ์ด้วย ยี่ห้อพร็อบในปกนี่เราเซ็นเซอร์หมด ไม่ได้เซ็นเซอร์หรอก มันไม่มี มันไม่เห็นมันเบลอ แล้วมันพอดี ไม่มี Trade Mark เพราะงั้นเราจะไม่โดนเรื่องลิขสิทธิ์

แก้ว: เราไม่ได้ใช้ของพวกนั้นใช่มั้ย

อั๋น: ไม่ได้ใช้เลย (หัวเราะ)

เพลง “นางมาร” ที่ใส่คำไทยที่แทนคำว่า ‘หญิงสาว’ ได้อย่างลงตัว อยากรู้ว่าตอนคิดเนื้อหาคิดคำกันนานมั้ย

แก้ว: มันลงตัวใช่มั้ย

จิมมี่: มันคือคำว่าเธอไรงี้ใช่มั้ย

ใช่ มันคือกานดา นารี อะไรทั้งหมด

แก้ว: คือจริง ๆ เพลงนี้เราก็อยากให้มันไทยอยู่แล้วอ่ะ แล้วเราก็เป็นคนไม่ค่อยใช้คำว่าเธอคำว่าฉันในเพลงอยู่แล้ว ก็เลยไหน ๆ จะไทยแล้วก็เอาแม่งเลยมั้ย เราก็นั่งคิดกันว่ามันใช้คำว่าอะไรได้บ้าง

ก็คือไปลิสต์มา

แก้ว: ก็ไม่ได้นาน ไม่ได้ถึงกับนั่งลิสต์อะไร

จิมมี่: ขอเสริมนิดนึงเรื่องความหมายของมัน ที่เราใช้เป็นผู้หญิงแทนที่จะเป็นผู้ชาย เพราะว่าเราแทนผู้หญิงในที่นี้ นงเยาว์อะไรก็ช่างที่มันฟังดูรู้สึกสวยงาม มันคือประเทศไทยเมื่อแต่ก่อน แบบคนไทยสมัยก่อนที่มันดี (แก้ว: ที่มันดี นอบน้อมสุภาพ) ตรงกันข้ามกับประเทศไทยในตอนนี้ที่มันไม่เหลืออะไรแล้ว ความเป็นนารี ความสวยงามในตอนนั้น

แก้ว: นึกออกปะคำพวกนี้เขาก็เลิกใช้กันแล้วด้วย

จิมมี่: เอาง่าย ๆ คือคำว่าเธอหรือคำว่าผู้หญิงในเพลงนี้คือประเทศไทย ไม่ใช่ผู้หญิง

แก้ว/จิมมี่: แต่เราพูดตรง ๆ ไม่ได้ไง

จิมมี่: เราก็เลยใช้เป็นคำว่านางมารแทน

แก้ว: น้อยคนมากที่แบบเดินมาถามมึงหมายความแบบนี้ใช่มั้ย กูรู้นะเว้ย มีอาจารย์อะไรแบบนี้ อย่างอาจารย์แอมป์ (อาจารย์ที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหิดล)

จิมมี่: อาจารย์แอมป์ก็ฟังทีเดียวก็เข้าใจ มันคือผู้หญิงในเพลงนางมาร คำว่าเธอคือ ประเทศไทย

แก้ว: มันไม่ได้แบ่งแยกเพศอะไรมากหรอก เราไม่ใช่คนเหยียดเพศอยู่แล้ว แล้วทุกวันนี้ก็ใส่กระโปรงเล่น แต่ว่ามันเหมือนแบบมันชัดกว่า ไอ้ความสวยงาม ความอ่อนช้อยของไทย ถ้าเปรียบเป็นผู้หญิงมันจะชัดกว่า

จิมมี่: มันไม่มีอีกต่อไปแล้วความอ่อนช้อย

แก้ว: มันเริ่มหมดแล้ว เดี๋ยวนี้ กางเกงยาวสุดคือประมาณนี้ (ทำมือให้ดูตรงขาอ่อนตัวเอง)

จุดเริ่มต้นของการสนิทกับทีม Billboard Thailand มาจากตอนไหน

อั๋น: อันนี้ครั้งแรกที่เรารู้จัก Billboard Thailand ก็คือสัมภาษณ์ ละก็ได้ลงในคอลัมน์นึง จำไม่ได้ว่าของ…

แก้ว: Lords of Bangkok

อั๋น: มีพี่คนนึง พี่เจ PLAY YARD พาเราไปสัมภาษณ์ที่ Billboard Thailand หลังจากนั้นพี่แอร์ บก. ก็รู้สึกถูกใจหรืออะไรบางอย่าง

จิมมี่: เขาได้ยินเราสัมภาษณ์ด้วย แต่เราไม่รู้

อั๋น: แล้วเขาก็ชอบ

บลู: เขาแอบฟังอยู่เว้ย

แก้ว: เขาฟังเพลงอยู่ ตั้งแต่แรกแหละ

บลู: สัมภาษณ์อยู่แล้วคือเราก็พูดหยาบอยู่อะ พูดดังด้วย ได้ยินทั้งออฟฟิศอะ (หัวเราะ)

แก้ว: มันนั่งติดกันอ่ะ เป็นสองล็อคในออฟฟิศ เขาก็ได้ยินแทบทุกอย่างที่เราพูด แต่เหมือนเราพูดแบบไม่มีใครฟังอยู่

อั๋น: เขาถามมาเราก็ตอบ สุดท้ายเขาก็เลยบอกว่าให้คุยกันเองละกัน มันเหมือนพวกเราไปเถียงกันให้เขาฟังอ่ะ

แก้ว: คือบางอย่างคำตอบเราทั้งสี่คนแม่งไม่ตรงกัน เขาก็รู้สึกว่ามันแปลกดีไม่เคยมีใครมาสัมภาษณ์ละเป็นแบบนี้เลย

อั๋น: เหมือนด้วยความถูกใจตรงนั้น หลังจากนั้นเราก็ได้ไปงานเปิด Billboard Cafe ก็คือพี่แอร์ชวนไป

แก้ว: งานแถลงข่าวที่ Siam Discovery

อั๋น: นั่นแหละ ก็เป็นจุดเริ่มต้นจากการไปสัมภาษณ์แหละครับ แล้วก็มีผู้ใหญ่พาไป

แก้ว: จากนั้นก็สนิทมากขึ้น ได้ไปปาร์ตี้ด้วย (อั๋น: เค้าชวยไปเราก็ไป แต่งหญิงไป) วันเกิดพี่แอร์ที่สีลม

อั๋น: ซอยอะไรไม่รู้ที่แม่งบาร์เกย์เยอะ ๆ อะ

จิมมี่: แถว Whiteline อ่ะ

หลังจากสนิทนี่ได้ Connection เพิ่มอะไรมั้ยคะ ได้งานหรืออะไรมั้ย

อั๋น: ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของการโปรโมท การประชาสัมพันธ์ คอลัมน์ อย่างที่เขียนว่า 20 วงที่น่าจับตามอง เค้ามองดูเรา ก็คือเราได้เรื่องพวกนี้มา ละก็อย่างเช่น เป็นคอลัมน์เล็ก ๆ คนที่เขาเขียนคอลัมน์ชื่อว่าพี่โน้ต เวลามีคอลัมน์ที่รวบรวมความเห็นนักดนตรี เขาก็จะมาถามเราเหมือนกัน มีความเห็นยังไง หรือเรื่องทั่วไป สังคม เค้าก็เอาเราไปใส่

แก้ว: เรื่องประชาสัมพันธ์ก็เรื่องนึง แต่เหมือนเราได้เรื่องคำแนะนำเยอะ สมมติเราไปที่ Billboard Thailand เราไปเจอพี่เจ พี่โน้ต พี่แอร์ไรงี้ เราเจอคนอื่นเยอะขึ้นครับ เราไปเจอคนที่ทำงานชิ้นนึงที่เราไม่รู้เรื่อง เขาก็แนะนำวงเราว่า ถ้าทำอย่างงี้น่าจะดีนะอะไรอย่างงี้ เหมือนแบบไปงานเปิด Billboard Cafe เราก็เจอรุ่นพี่ที่เป็น artist เขาก็ เฮ้ย เราก็ฟังวงนายอยู่ วงนายก็น่าจะอย่างนู่นอย่างนี้ แบบแนะนำเรา เราไปเจอพวกนักดนตรีที่เราฟัง ๆ อยู่กันตอนเด็ก ที่เขาแบบ น่าทำตามอะ แทนที่เราจะแค่เสพย์งานเขา ตีความ แล้วทำตาม แต่นี่เขามาบอกเราเลย ว่าแบบต้องทำอะไรยังไงบ้าง แนะนำแบบไม่กั๊กอะไรเลย มันก็ดี ถ้าไม่รู้จักทางฝั่งนี้เราก็จะไม่ได้ข้อมูลอะไรพวกนี้เลย

จิมมี่: ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ

พี่อั๋นที่เป็นครูสอนกีตาร์สุดใจดี กับพี่อั๋น Lord Liar Boots ต่างกันมั้ย

แก้ว: กูตอบได้ปะ (หัวเราะ)

อั๋น: ต่างกันครับ แต่ว่าต่างกันในเรื่องของสถานะ บทบาท หน้าที่ ตอนที่เป็นครูเนี่ยเราก็สอนด้วยความตั้งใจแต่เราจะไม่กดดันแค่นั้นเอง ในขณะเดียวกันตอนเล่น เราต้องทำหน้าที่ให้ชัดเจนที่สุด ต้องได้ยินคน คือเพลงสังเกตได้ว่า Lord Liar Boots จะเล่นไม่เหมือนแผ่น และโชว์แต่ละโชว์จะไม่ได้เหมือนกัน

แก้ว: เอาง่าย ๆ แม่งไม่เคยเหมือนกันสักครั้ง

อั๋น: เออ ซึ่งโจทย์ของส่วนตัวผมคือ ตอนที่เล่นกีตาร์เนี่ย พูดง่าย ๆ คือ เราต้องฟังคนอื่น แล้วเราต้องคอยเติมสิ่งที่มันควรจะเติมลงไป บางทีผมก็เล่นนอกเหนือจากในแผ่นด้วยเหมือนกัน ไม่บางอะ หลายทีเลยอะ แต่ถามว่าทั้งตอนที่สอน ทั้งตอนที่เล่นกีตาร์เนี่ย ทุกเวลาเราก็มีความคิดหรือว่าทัศนคติที่เป็นตัวของตัวเองอยู่แล้ว

แก้ว: แต่มันเหมือนมันก็คนละบทบาท ผู้รับกัน เวลามึงเล่นบนเวทีมึงก็เอาความเป็นตัวเองออกไปได้เต็มที่ คนจะฟังที่เป็นมึง แต่เวลาสอนมึงก็คงไม่ยัดความเป็นตัวเองใส่นักเรียน

อั๋น: มันก็คงจะมีเรื่องบางอย่างที่เราพูดได้ ทำได้ในแต่ละบทบาท ผมจะไปยืนหงิม ๆ ใจดีบนเวทีมันก็ไม่ใช่ หรือผมจะมา Punk ใส่เด็กมันก็ไม่ใช่ แต่ก็มีความตรง ๆ ของผมอยู่

ซึ่งเวลาสอนรู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเองมั้ย

อั๋น: ไม่ได้คิดอย่างนั้น ก็คิดว่าเป็นคนละบทบาท ก็มีความเบื่อนะทุกวันนี้ แต่ว่าก็…

แก้ว: เหมือนเราไปเรียน กับไปปาร์ตี้ ก็คนละคนกัน

อั๋น: แต่ก็เป็นอย่างนึงที่อยากทำ ตอนแรกจริง ๆ ก่อนเข้ามาอยากเป็นครูประมาณนึง

แล้วมันมีสิ่งที่เอามา Cross กันมั้ย อย่างเช่นเอาสิ่งที่ได้จากบนเวทีมาใช้กับเด็ก แล้วก็สิ่งที่ได้จากเด็กใช้กับตอนเล่น

อั๋น: ตรง ๆ เลยครับ ไม่

โอเค (หัวเราะ)

แก้ว: (หัวเราะ) ไม่เลยหรอ ฝึกการรับมือเด็กดื้อแล้วมารับพวกกูอะไรแบบนี้

อั๋น: ไม่ มันคนละอย่างกัน

มองอนาคตไว้ยังไง ทั้งในแง่ของวงและตัวเอง

อั๋น: อนาคตผมมองว่า ไม่รู้สิ วงนี้ มันผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านการลองผิดลองถูกมามากมาย (แก้ว: ลองก็ยังลองผิดลองถูกอยู่) อันนี้พูดจริง ๆ ซึ่งอนาคตสิ่งที่รู้แน่ ๆ คือทำในสิ่งที่กำลังทำ และทำต่อไป แต่ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นเช่น ค่าย การตลาด อะไรพวกนี้ เราเองก็ยังไม่ได้คุยสรุปกันว่าจะเป็นยังไงต่อ แต่สิ่งที่แน่ ๆ คือพวกเราทำเพลงต่อ ส่วนในเรื่องของตัวเอง ก็คือ ผมอยากได้เฮลิคอปเตอร์ อยากให้วงนี้เก็บตังค์จนได้เฮลิคอปเตอร์เป็นของตัวเอง

แก้ว: ไพรเวทเจ็ท

จิมมี่: ผมไม่อยากขับรถในกรุงเทพอีกต่อไป ไพรเวทเจ็ต เจ็ตแพ็คอะ

อั๋น: ผมไม่อยากขับรถแล้ว ผมอยากขับเฮลิคอปเตอร์ ผมพูดกับทุกคนที่ผมพูดได้ว่าผมอยากมีเฮลิคอปเตอร์

บลู: I want helicopter เลย ทำเสื้อดีกว่า ๆ

แก้ว: ผมอยากเอาตังค์ที่มันซื้อเฮลิคอปเตอร์ได้ไปให้แฟนแล้ว แล้วผมก็นั่งเฮลิคอปเตอร์มัน (หัวเราะ) ชื่ออัลบั้มมั้ย Where the Fuck’s My Helicopter? (หัวเราะยกวง)

อั๋น: Where’s My Private Jet?

จิมมี่: เพลงแรก “กูบินได้”

แก้ว: “Where the Fuck’s My Helicopter?” แล้วอินโทรเป็นเสียงใบพัด

แก้ว: ผมเคยมองอนาคตว่ามันได้เรื่อย ๆ ค่อนข้างมั่นใจในระดับนึง ในตอนแรก ๆ นะ หลายอย่างมันไม่เคยคิดว่าจะเป็นได้ขนาดนี้ ตรงนั้น ตรงนี้ แล้วดนตรีพาเราไปที่ ๆ เราคาดไม่ถึง เรางานเราก็ทำงานของตัวมันได้ เราไม่ได้ไปเสียตังค์โปรโมท ไม่ได้ไปบูสต์ เดี๋ยวมันก็ขึ้นชาร์ตเดี๋ยวมันก็ลงเดี๋ยวมันก็ขึ้นมาอีก เจอคนนู้นคนนี้ ทักเรา ถ่ายรูป มันก็ค่อนข้างสวยงามนะ อนาคตเราตอนนั้นนะ เหมือนทำมาซักพักก็เริ่มรู้สึกจะไปทางไหนต่อ มันค่อนข้างไม่ชัดอยู่ แต่อย่างที่อั๋นบอก มันต้องสร้างงานไปเรื่อย ๆ ถ้ามันอยากได้เฮลิคอปเตอร์ ผมอยากได้เรือดำน้ำ หรืออะไรอย่างนั้นเลย อยากให้Lord Liar Boots มัน make a living ได้ มันเลี้ยงตัวเอง เลี้ยงคนที่เรารักได้ มันให้หลายอย่างที่มันมากกว่าเรามี มากกว่าเราอยากได้ แสดงว่าในสเกลที่ใหญ่ขึ้นมันก็น่าจะทำได้เหมือนกัน

แล้วยังจะเล่น Double Bass ต่อไปมั้ย (Major Performance ของแก้วเป็นเครื่องมือ Double Bass)

แก้ว: ตอนนี้ผมทิ้ง Double Bass ไว้ที่ร้านที่ผมเล่นประจำ ไม่ได้แตะ ไม่ได้ซ้อม เวลาเล่นก็ไปเล่น แต่มีความรู้สึกที่ดีส่วนนึงตอนเวลาเล่นอันนั้น (Double Bass) นะ มันเหมือนเวลาอั๋นไปสอนอะ ที่ไปเล่นแจ๊ส ก็เป็นอีกคน แต่มัน cross กันได้ มันเอาไอเดียพวกนั้นมาทำได้ ถ้าสังเกต Lord Liar Boots จะไม่ค่อย fix อะไรไว้แล้วเล่นตามเป๊ะ ๆ แบบ เมโทรนอม แบ่งท่อนชัดเจน โซโล่เหมือนเดิม คือทุกอย่างฟังกัน แล้วไปพร้อมกันเรื่อย ๆ เราได้ไอเดียพวกนี้มาจากอาจารย์แจ๊สที่เค้าสอนเรา เรื่องการเล่นกับคนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จัก แล้วต้องเล่นให้ได้ พอมาอยู่ในวงความเหนียวแน่นก็มีมากกว่า ถ้าเราทำเรื่องพวกนั้นได้ Double Bass ทำเงินให้เราเยอะ เงินที่ได้ตรงนั้นเอามาลงตรงนี้ ลงทุนทำอะไรต่อ ก็โอเคนะ

ก็เหมือนยึดตรงนั้นเป็นงานประจำไว้ก่อนมั้ย หรือไม่เชิง

แก้ว: ไม่อยากใช้คำว่างานประจำ เพราะงานประจำต้องแน่นอน ต้องได้ตังค์เท่าเดิมทุกเดือน แต่นี่มันไม่ได้ประจำทั้งสองฝั่งแหละ แต่เหมือนอันนี้เป็นงานหลักแหละ แค่มันอาจจะยังไม่ทำเงิน นู่นนี่นั่น ณ ตอนนี้ คือ Lord Liar Boots เป็นอะไรที่แบบสามารถขยายสเกลไปได้ มองเห็น ทำอยู่ มีหวังอยู่ แต่ทางแจ๊ส เราไม่ค่อยว่ามันไปไกลแค่ไหน ก็มีไอเดียนะ คุยกับคนแจ๊ส ทำโปรเจค เราจะขยายฐานลูกค้ายังไง มันก็พอ ๆ กันแหละ สองอย่างนี้ เหมือนอั๋นไม่ได้อยากเป็นอาจารย์ตลอดไป ผมก็ไม่ได้อยากเป็นนักดนตรีแจ๊สตลอดไป สุดท้ายเราอยากมีเฮลิคอปเตอร์อะ เราเล่นแจ๊สไม่น่ามีเฮลิคอปเตอร์ ต้องเคนนี่ จี Smooth Jazz อะ ถึงจะมีไพรเวทเจ็ต

จิมมี่: อนาคตวง อยากให้หล่ออยู่ได้ถึงอัลบั้มที่สิบ ที่ร้อย

อั๋น: ยั่งกะวงลูกทุ่ง ห้าร้อยเพลง

แก้ว: มึงก็อาจจะตั้งอัลบั้มที่สามว่าอัลบั้มที่ร้อยก็ได้

จิมมี่: อยากถึงจุดที่แม่งทำเพลงเหี้ยอะไรก็ได้แล้ว อยากทำอะไรทุกคนก็สนับสนุน ฟัง อยากให้มันอยู่ได้

เห็นภาพตัวเองเป็นเจ้าพ่อเด็กแนว เจ้าพ่อ อะไรซักอย่างมั้ย

จิมมี่: แค่ เห็นภาพตัวเองเล่นรัชมังคลาฯ, Glastonbury ก็เจ๋งแล้ว (แก้ว: Carnegie Hall อะไรแบบนี้ (หัวเราะ)) เอาง่าย ๆ อยากเดินทางรอบโลกด้วยชื่อวงเนี่ย เอาง่าย ๆ เลย ด้วยเฮลิคอปเตอร์ของอั๋น (อั๋น: สุดท้ายกูขับอยู่ดี ไอ้เหี้ย (หัวเราะ)) หรือว่าเจ็ตแพ็ค ส่วนอยาคตของตัวเองที่ใฝ่ฝันไว้ คือได้กีตาร์ซักร้อยตัวมาทุบเล่น

แก้ว: มึงต้องรวยมากเลยนะ

จิมมี่: แต่กีตาร์ 1,900 ตัวก็ทุบได้ป่าววะ

แก้ว: แสนเก้าก็ได้ เอาง่าย ๆ ถ้ามีสองพันล้านบาท แสนเก้าก็เฉย ๆ

จิมมี่: แล้วก็อยากนั่งเฮลิคอปเตอร์ของเพื่อน

บลู: อนาคตวงคือผมอยากทำให้วงนี้แม่งไปไกล ๆ หน่อย ไม่รู้จะพูดยังไงพวกแม่งแย่ง (พูด) ไปหมดแล้ว

แก้ว: เอาง่าย ๆ ถ้านาซ่าค้นพบสิ่งมีชีวิตนอกโลก ไอ้เหี้ยนั่นต้องจ้างเราไปเล่นให้ฟังที่ดาวมัน

บลู: ก็อยากให้วงนี้ประสบความสำเร็จอะ นั่นแหละ แล้วก็ ไอ้อั๋นจะซื้อเฮลิคอปเตอร์ใช่มั้ย อยากซื้อเครื่องบิน

จิมมี่: แต่กูอยากได้เรือดำน้ำ

อั๋น: เครื่องบินไรวะ

บลู: อยากซื้อ F-16 ไว้นั่งกับสาวสองคน พาสาวขึ้น

แก้ว: ขับมอ’ไซค์ยังจะชนเลย

บลู: ส่วนขีวิตผม ผมก็ทำอะไรอย่างอื่นไม่ค่อยเป็นนอกจากตีกลอง อนาคต อยากจะให้ตัวเองมีเงินรวย ๆ ไม่รู้จะตอบอะไร แบล้งมาก ตันมากวันนี้ เมามาก (หัวเราะยกวง)

ทำไม Lord Liar Boots ถึงได้ไปอยู่ในแวดวงดนตรีของชาวต่างชาติในไทย ถึงกับมีแฟนคลับที่เป็นชาวต่างชาติมาดูบ่อย ๆ จุดเริ่มต้นเริ่มมาจากงานไหน หรือเป็นเพราะการที่วงพูดภาษาอังกฤษได้?

อั๋น: โห จำไม่ได้แล้ว แต่เป็นเพราะเราพูดอังกฤษได้

แก้ว: สมมติเวลาไปเล่นที่ไหน มันมีแล้ว แขกไทยแขกฝรั่ง จีนญี่ปุ่น คนต่างชาติในไทยเยอะแยะ แต่ว่า หลังจากเล่นเสร็จแล้ว วงส่วนใหญ่ เก็บของ กลับบ้าน นั่งดูวงอื่น แดกเบียร์ เฮฮากันในวง ในแฟนคลับ หรืออะไร แต่เราคุยกับเค้าไปทั่ว ด้วยความเป็นคนไทย ถ้ามีคนแปลกหน้ามาคุย เราจะไม่สนิทเร็วขนาดนั้น แต่พอเป็นชาวต่างชาติที่เค้า open-minded มากกว่าในบางเรื่อง มันก็ง่ายกว่าที่เราจะสนิทกัน แล้วด้วยความที่เหมือนเราไปต่างประเทศ เรารู้จักคนน้อยมาก พอมันมีคนส่วนน้อยมากที่คุยกับเราได้ เราก็จะสนิทกับเค้า เราอยากอยู่กับเค้าไปเรื่อย ๆ มันประมาณนั้น เพราะตั้งแต่งานแรก ๆ ก็มีฝรั่งมาฟัง

จิมมี่: มันเริ่มตั้งแต่เราปล่อยเพลงแรกแล้วเว้ย จะมีฝรั่งแชร์ ชื่อ Dave Crimaldi ตั้งแต่เพลงแรก ก็เคยอ่าน เค้าเป็นคนแรก ๆ ที่แชร์วงเรา ไม่รู้ว่าเค้ารู้จักใครบ้าง จนเราเล่นไปเรื่อย ๆ ก็จะมีคนนึงที่ชื่อว่าเอ็ดดี้

แก้ว: เอ็ดดี้อยู่ตลาดนัดรถไฟ ร้าน Speakerbox

จิมมี่: แล้วก็บีดี้ เป็นพี่ที่อยู่กับพี่มด ผู้จัดการ Monomania

แก้ว: ไม่แน่นะ งานเรามันอาจจะถูกจริตชาวต่างชาติมากกว่า ด้วยความที่ เราไปประเทศไทย เราไปฟังเพลง แล้วเพลงส่วนใหญ่คล้าย ๆ กัน เอ้ยแต่วงนี้เหมือนที่เราเคยฟัง ที่เรารู้จัก คุ้นเคย เราน่าจะทำความรู้จักได้

แล้วจะมีคุณลุงชาวต่างชาติคนนึงที่มาดูบ่อย ๆ คนนั้นเป็นใคร

แก้ว: อันนั้นไม่รู้ชื่อ

อั๋น: เค้ามาดูประมาณสามครั้ง ซึ่งถือว่าเยอะสำหรับการจัดต่างสถานที่ต่างเวลา

แก้ว: งานส่วนใหญ่ที่เค้าไปไม่ใช่งานที่ประชาสัมพันธ์ใหญ่

อั๋น: เค้ามาเพราะเค้าอยากมา

แก้ว: เอาจริง ๆ ก็พอ ๆ กันนะ คนไทยกับชาวต่างชาติ ก็มี แต่ในเรื่องอะไรแบบนี้ ที่ไม่ใช่แค่มายืนหน้าเวที มันมีพอ ๆ กันนะ อย่างจะมีคนเม็กซิกัน ที่มาสัมภาษณ์ มีคนเขียนถึงเราบนเว็บเค้า เยอะอยู่นะ

จิมมี่: มีหนังสือ แบงคอกอะไรซักอย่าง ภาษาอังกฤษ ที่อยู่ตามผับ ตามบาร์ เป็นนิตยสารสำหรับนักท่องเที่ยว เราก็เคยไปอยู่ในนั้น

แก้ว: เราอยู่มาจำนวนนึงเหมือนกัน มันเหมือนพี่ไปคิวบา พี่ไปเจอคนที่พูดไทยได้ แล้วแม่งเล่นเพลงเกือบ ๆ จะเป็นแนวที่คุ้นเคย ได้คุย ตามไปดู แล้วพวกนั้นก็ยิ้มแย้มกับกู ไม่ได้ดูเหมือนคนอื่น ๆ ในประเทศ พอเป็นงั้นเราก็อยากแนะนำ พอเพื่อนจะมาบ้าง เราก็บอกให้ไปตรงนี้ ๆ แนะนำ

อั๋น: ปากต่อปาก

แก้ว: งาน Soy Sauce Factory เป็นฝรั่งล้วนเลย มีคนไทยสามสี่คนเอง นักดนตรี ที่เหลือต่างชาติหมดเลย

จิมมี่: เราก็ไม่ได้เล่นเพลงเราด้วยเราเล่นพังค์

อ๋อ ที่ไปเล่นเปิด MDC ตอนนั้นใช่มั้ย

อั๋น: กลายเป็นว่าช่วงเวลาหลังเล่นเสร็จเป็นช่วงเวลาคุยกับคนฟัง เค้าก็จะขอบคุณเราเราก็ขอบคุณเค้า ช่วงเวลานี้มันทำให้คอนเนคชั่นเรากว้างขึ้น ช่วงเวลานี้สำคัญ เวลาเล่นเสร็จแล้ว

ซึ่งจริง ๆ มันดีนะสำหรับวงดนตรีที่จะมายืนพูดคุยกับแฟน ๆ เพราะหลาย ๆ วงไม่ทำ

อั๋น: เค้าอาจจะแค่ไม่อยาก ไม่ถนัด

แก้ว: เราอาจจะหน้าด้านกว่า พูดมากกว่า (หัวเราะ) มันจะมีบางประโยคที่แบบ ทำไมวันนี้คุณเล่นลิสต์นี้ล่ะ ไม่เคยฟังลิสต์นี้เลย งานหน้าเอาลิสต์นี้อีกนะ ก็แปลว่า เราเล่นเพลงคนอื่นก็ยังพอได้ เค้าก็ยังชอบ เค้าก็ตกใจ Surprised แปลว่าเค้าเคยฟัง บางทีเราก็จำไม่ได้หมดทุกคนแต่ก็มีบ้าง

คนไทยที่มาดู ที่บอกว่าหน้าซ้ำ ๆ นี่ คือตามมาจากงานเหมือนกัน หรือว่าจากไหน

อั๋น: ก็จากงานแล้วงานเล่าเค้าก็ตามมา

จิมมี่: บางคนมาแล้วก็บอก พี่จำผมได้มั้ยผมเคยดูพี่ที่ลาดกระบัง ผมเคยดูพี่งานแคท ร้านนู้น ร้านนี้ เค้าอยากมาดูเราเล่นอีก

ส่วนมากเป็นสไตล์ไหน

อั๋น: สไตล์ก็…

จิมมี่: บางคนก็พังค์จ๋า

อั๋น: มันหลากหลายมาก

แก้ว: ด้วยความที่เพลงเราแม่ง จำกัดแนวยากนึกออกปะ (หัวเราะ) มันมี ตั้งแต่เด็กมอต้นมอปลาย ที่จะเข้าดนตรี หรือว่าเอ้ย เพื่อน ๆ ฟังแคท อินดี้

อั๋น: ชาวพังค์

จิมมี่: สักเต็มตัว

แก้ว: โมฮอว์คมาเลย หญิง ชาย มีหมด ส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย

อั๋น: ส่วนใหญ่ก็มีหญิงกรี๊ด ๆ แต่ส่วนมากก็คนโดนกรี๊ดก็ไม่ใช่ผม กรี๊ดไอ้จิม กรี๊ดไอ้บลู

จิมมี่: แก้วด้วย แก้วสาว Add Friend ทุกวัน

อั๋น: วงเรามีการเล็งกลุ่มเป้าหมาย บลูเราเน้นเด็กพังค์ จิมมี่สายเด็กแนว ผมเป็นเด็กช่าง อย่างแก้วตีตลาดสาว ๆ เรื่องพวกนี้คิดกันสามวันเลย (หัวเราะ)

อยากแนะนำอะไรให้กับวงรุ่นน้อง ๆ ถึงเรื่องความกล้าที่จะลุกมาทำอะไรที่แตกต่าง

จิมมี่: ทำสิวะ!

แก้ว: ไม่ กูไม่แน่ะนำอะไรเดี๋ยวมันขึ้นมาแย่งงานกู (หัวเราะ) ล้อเล่นนะ

จิมมี่: ทำสิวะ!

อั๋น: แนะนำอะไร มันพูดยาก

แก้ว: ไม่คือบางทีคนที่มาขอคำแนะนำบางทีไม่ได้อยากได้คำแนะนำ

จิมมี่: ได้ไปแล้วก็ไม่เอาไปทำเหี้ยอะไร คำแนะนำกูคือ ทำสิวะ!

แก้ว: คือมันมี วงที่กำลังจะขึ้นมา เอาแค่ในคณะก็จะสิบวงแล้ว มีเพลงอยู่ น้อง ๆ ในคณะเอาเนื้อเพลงมาให้พี่แก้วอ่าน พี่แก้ว แก้ยังไงดี เราสอนอะไรได้เราก็สอน ช่วยอะไรได้ก็ช่วย บางทีวงเรากับพวกนายใช้วิธีเดียวกันยาก วงเรากันเองยังมีหลายวิธีเลย

อั๋น: มันไม่ใช่สูตรตายตัว เหมือนคณิตศาสตร์ ไม่ใช่เรามีสูตรอยู่แล้วทำตามแล้วมันจะได้ มันขึ้นอยู่กับวิธีการของแต่ละวง อยู่ที่ไอเดียที่นำเสนอ ถ้าจะถามว่าทำยังไงให้มันขึ้นมา เป็นเรื่องที่พูดยากมาก ๆ หนึ่ง อยู่กับคนฟัง สองอยู่กับตัววงที่จะนำเสนอในแง่ไหน พูดง่าย ๆ อยู่ที่ จะอยากให้เกิดอะไรขึ้น อย่าง Lord Liar Boots จะมีความดื้ออยู่ จะมีความ โอเค กูเรียนดนตรีมา อยู่ข้างใน ในขณะเดียวกัน เนื้อเพลงฟังได้ ฟังป็อบ แต่ก็อยู่ที่วง จะเสนอด้านไหน

แก้ว: มันมีบางอย่างที่เก็งได้ เดาได้ ทำงี้น่าจะชอบ ทำงี้น่าจะไม่ชอบ แต่สุดท้ายไม่ได้บอกอะไรเลย เหมือนไปมโนว่าทำงี้แม่งเอาแน่ แต่เราทำงั้นกับทุกคนไม่ได้ แต่ละคน วันนี้ชอบแบบนึง พรุ่งนี้ชอบอีกอย่าง เราก็ทำของเราไป เอาตัวเองออกมาให้ได้มากที่สุด ถ้าเราทำซ้ำ ๆ กับรุ่นพี่ที่มีอยู่แล้ว ยังไงเราก็อาจจะขึ้นไปลำบาก เพราะมันไม่มีอะไรที่กระโดดออกมา

จิมมี่: ทำในสิ่งที่เราชอบ

อั๋น: จะมีคนที่คิดแบบว่า จะทำยังไงให้แตกต่าง แต่คนที่คิดยังงี้ส่วนมาก มันจะไม่รอด

จิมมี่: แต่อย่างน้อยเราก็รู้ว่ามีแบบไหนที่คนไม่ฟัง ถ้าเราจะทำเพลงพังค์แดกขี้ แหกปาก โวยวาย เสียงแบบควายออกลูก ก็รู้ว่าไม่ดังแน่นอน

อั๋น: เราก็พอเดาเรื่องแบบนี้ได้

แก้ว: มันมีสองสายนึกออกปะ สายนึง ที่ต้องแตกต่าง สายนึงที่ มึงต้องขายได้ เราจะไปทางไหนล่ะ เราจะอยู่ในโลกส่วนตัวของเรา ค่อย ๆ เชิญคนเข้ามาทีละคน ขยายโลกส่วนตัวให้ใหญ่พอ หรือว่าเราอยากจะเป็นส่วนหนึ่งของโลกของเขา โดดเด่นแล้วเป็นที่ยอมรับ หรือว่าเราจะเอาทั้งสองทางมารวมกัน แล้วก็ให้มันทับกัน คือคำถามมันคือ ความกล้าท่จะลุกมาทำอะไรที่แตกต่าง ถ้าถามกูนะ ถ้ามึงไม่กล้าทำอะไรที่แตกต่างมึงก็ต้องทำงานอื่นอะ งานนี้คือมึงทำให้มึงแตกต่าง ประเด็นคือมึงต้องแตกต่างถ้ามึงจะต้องไม่เหมือนใครถ้ามึงอยากเป็น Artist ไม่งั้นมึงก็เป็น House Band แกะเพลงเล่น งานนี้แบบนี้ เล่น กูก็ทำอยู่เหมือนกัน ทำสองอย่าง กูรู้ รู้ว่าอันไหนทำงานยังไง แต่ก็บอกไม่ได้ ขนาดมันไม่มีใครบอกได้ ผู้จัดการ Marketing การตลาด คอยดูกระแส คอยดูกราฟ ยังบอกได้ไม่ 100%

อั๋น: สรุปก็คือไม่มี

แก้ว: ทำแม่งไป อยากรู้อะไรมาถาม คือคุยกับผู้ใหญ่เยอะ ๆ หลาย ๆ อย่างที่เราได้เราได้จากผู้ใหญ่ เค้ามีประสบการณ์ เค้าไม่ได้ฉลาดกว่าเรามาก เราไม่ได้โง่มาก แต่เราเด็กกว่าเค้าเยอะ หลาย ๆ เรื่องที่เค้าใช้เวลาสี่ห้าปีเรียนรู้มา เราสามารถรู้ได้ในสองสามนาทีถ้าเค้าบอก เราจะไปข้างหน้าได้เร็วกว่า ถ้าเรากล้า

จิมมี่: กล้าไปหา กล้าคุย

แก้ว: เหมือนทำโครงงานวิทย์ตอนประถมอะ วิธีที่จะได้ข้อมูลมามีอะไรบ้าง ถามผู้รู้ เข้าห้องสมุด กูเกิ้ล เหี้ยอะไรทำให้หมดอะ แล้วมึงมา weight น้ำหนักเอา คนที่มาช่วย ช่วยรอบ ๆ เรา แต่แกนจริง ๆ คือเรา อย่าให้เค้ามาเป็นแกนเรา สมมติถามอั๋น อั๋นบอกไปทำแบบนี้ งั้นทำแบบนี้ ซักพัก พี่จิมพี่ ทำแบบนี้ ตอบอีกอย่าง งั้นเราทำแบบนี้ แกนบิดไปมา ไม่สรุปซักที

อัลบั้มเต็มจะออกเมื่อไหร่ เฟี้ยวกว่าเดิมมั้ย

บลู: เฟี้ยวกว่า! (ตะโกนจากในห้องน้ำ)

อั๋น: เฟี้ยวกว่า

จิมมี่: เฟี้ยวกว่าเดิมเยอะ

แก้ว: ยังไงก็ปีนี้ กูไม่ยอมให้เกินปีนี้ ต่อให้เพลงมันเสร็จแล้ว จะมีตังค์ไปอัดเมื่อไหร่ หรือว่ามีตังค์อัด เพลงมันจะเสร็จมั้ย (หัวเราะ)

อันนี้คือยังไม่ได้เริ่มอัด

จิมมี่: ยังไมได้เริ่มอัด แต่เดโม่อะไรเราก็มีอยู่เหมือนกัน

แก้ว: มันมีหลาย source ขึ้นมาแล้วแหละแต่มันยังไม่เสร็จซักอัน

จิมมี่: เรายังไม่พอใจกับมัน

แก้ว: ยังไม่มีเพลงที่แบบทุกคนเอา แบบ EP แรก ด้วยความที่เป็นก้าวที่สองต้องดูหลายอย่างจากก้าวแรก

อันนี้คิดจะตามหาค่ายมั้ยหรือว่าจะลุยเอาเอง

แก้ว/อั๋น: คิด ๆ

อั๋น: ยังไม่ได้คำตอบ

คือมีคนมาติดต่อบ้าง

อั๋น: มี

แก้ว: ไอ้มีน่ะมีอยู่แล้ว แต่บางทีความคิดเราก็เปลี่ยนได้ บางทีเราก็อยาก บางทีเราก็ไม่อยาก คนที่เราอยากไปเค้าก็ไม่ได้มา คนที่เค้าอยาก เราก็ไม่ได้ไป เมื่อวานเรายังรู้สึกว่าเราต้องทำเอง มันจะเฟี้ยวมากถ้าเราได้ปล่อยอัลบั้มด้วยตัวเอง สี่คน ไม่มีใครมายุ่ง วันนี้เสือกคิดว่า ถ้ามีคนมาช่วยก็ดีเหมือนกันนะ แต่จริง ๆ เค้ามาช่วยหรือมาอะไรคือเค้ามาช่วยรอบ ๆ เค้าไม่ได้มาเป็นแกนเรา ถ้าเรายังคิดงี้อยู่ อยู่ที่ไหนก็น่าจะได้ ใครจะมาเปลี่ยนพวกมันสามคนได้ ใครจะคุมพวกมันได้ดื้อจะตายห่า

ฝากผลงานหน่อย

อั๋น: ครับ มีแผ่นขายนะครับติดต่อมาทางเพจได้เลย facebook.com/LordLiarBoots แล้วก็มีเสื้อด้วย มียูทูปให้ไปฟังเพลง ฟังใจ แคทเรดิโอก็ขอเพลงได้ ผลงานของเรามีเพลง มิวสิควิดีโอ สินค้า เสื้อ ซีดี แล้วก็เพลงล่าสุด “ติดจรัส ตัดจริต”

จิมมี่: ติดจรัสมันคือ ติดอะไรที่มันเจิดจรัส

แก้ว: ติดสวยอะ นึกออกปะ ติดกระแส อันนู้นต้องดี อันนี้ต้องดี ก่อนกินข้าวต้องถ่ายรูป เค้าบอกว่าอันนั้นจรัส เราก็ทำตัวเองให้เป็นแบบนั้น แต่ตัดจริต คือ (จิมมี่: เราไม่เอาแล้ว) ไม่คิดเรื่องพวกนั้น ตัดจริตต่าง ๆ

อั๋น: ตัดจริตตรงนั้นออกไป

แก้ว: จริตของสังคมนะ แต่ไม่ได้สอนว่าใครต้องตัดต้องเก็บ แค่แบบถ้าเป็นเราเราจะทำยังงี้ เดี๋ยวเพลงเรากำลังจะลงในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น iTunes ฯลฯ รอคอยได้

จิมมี่: ถ้าอยากให้เราออกอัลบั้มเร็ว ๆ ก็ซื้อแผ่นซื้อเสื้อ

อั๋น: ผลงานเรามีโชว์นะครับจ้างได้ (หัวเราะ) ที่ไหนก็ได้ ว่ามาเลย

จบแล้วสำหรับบทสัมภาษณ์มัน ๆ กวน ๆ แต่ก็แฝงไปด้วยทัศคติหลายอย่างที่น่าสนใจมาก ๆ สามารถติดตามการเดินทางของพวกเขาไปได้เรื่อย ๆ อนาคตไกลแน่นอนวงนี้ รอคอยอัลบั้มเต็มที่จะบันทึกการเจริญเติบโตของพวกเขาทั้งสี่ได้ วงต่อไปอยากให้เป็นวงอะไรก็สามารถแนะนำเข้ามากันได้ตลอด แต่บอกได้เลยว่าหลังจากนี้จะหลากหลายมากขึ้นอีกตามความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในถิ่นศาลายา สำหรับวันนี้ลาไปก่อนค่ะ แล้วพบกันใหม่ปลายเดือนนี้กับ The Salaya Sound ประจำเดือนเมษายนอันร้อนแรงค่ะ

เรื่อง: มาลัยวีณ์ แสวงผล, ปณาลี พัฒนพิชัย
ภาพ: ปณาลี พัฒนพิชัย
สถานที่: Pruksa Ville
จำนวนชาวศาลายา: ทั้งวง

malaivee

malaivee

เรียนดนตรีอยู่ศาลายา พบเจอได้ตามงานคอนเสิร์ตและที่ที่มีเบียร์ โตขึ้นอยากเป็นนักข่าวสายดนตรี เลยพยายามทำตามความฝันอยู่ ถ้าเจอก็เลี้ยงเบียร์ได้ หน้าง่วงแต่ไม่กัด
malaivee
SHARE:Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestShare on Google+Buffer this pageEmail this to someonePrint this page