ถ้าให้พูดถึงวงที่มาแรงแบบฉุดไม่อยู่แห่งปี 2016 หนึ่งในนั้นจะต้องมีชื่อของ De Flamingo วงอินดี้ร็อกสี่ชิ้นจากค่าย whattheduck ที่เปิดตัวมาไม่ถึง 1 ปี แต่ชื่อของพวกเขากลายเป็นวงอันดับต้น ๆ ของวงการเพลงอินดี้ในไทยไปแล้ว De Flamingo เริ่มจากการเป็นวง The Noir จนเมื่อสมาชิกในวงเรียนจบ นักร้องนำคนเก่าได้ลาออกจากวงไป ทางวงจึงเลือกที่จะเดินต่อพร้อมชื่อใหม่ ซึ่งนับแต่วงได้ปล่อยเพลง “รั้น” มาเป็นซิงเกิลแรกในช่องยูทูบของวง De Flamingo ก็ได้เดินเข้ามาใกล้ความฝันที่พวกเขาหวังไว้มากขึ้นเรื่อย ๆ วันนี้เรามีนัดคุยกับวงในบรรยากาศสบาย ๆ ที่ร้านกาแฟใจกลางเมือง พวกเขาจะมาเล่าเรื่องความฝันและความสำเร็จให้เราฟัง พร้อมแล้วก็เลื่อนลงไปได้เลยค่ะ

De Flamingo is: 
ปรินทร์ ดุงโคกกรวด (โบนัส): ร้องนำ, กีตาร์
กิจพัฒน์ เย็นฤดี (ปอม): กีตาร์
สันติสุข วรนุชกุล (จา): เบส
กริชภวุฒิ ลิ้มติ้ว (บีม): กลอง

De Flamingo โดนเข้าใจผิดเรื่องอะไรมากที่สุด

จา: ผมขอครับ นักร้องนำเป็นตุ๊ดครับ (หัวเราะ)

บีม: น่าจะเป็นเรื่อง มองภายนอกแล้วดูแบบ เฮ้ย สีชมพู น่าจะเป็นวงแบบเพลงหวาน ๆ เปล่าเลย จริง ๆ เพลงร็อก อินดี้ร็อก

โบนัส: สำหรับผมเป็นเรื่องชื่อวง มีสองประเด็น ชื่อ เดอ ครับ ไม่ใช่เดอะครับ (De Flamingo: ไม่ใช่เดย์ ไม่ใช่ดี) ไม่ใช่โด มีทุกรูปแบบ มันจะมีพวกตามคอมเมนต์ยูทูบ พวกวันพีซครับ จะบอกว่าคือเรื่องจริงในความไม่จริง (หัวเราะ) พวกเราสี่คนชอบวันพีชจริง แต่ไม่เกี่ยวกับชื่อวงครับ

จา: ใช่ครับ

เรื่องเป็นตุ๊ด โบนัสยืนยันหน่อยค่ะ

จา: เป็นบางวัน (หัวเราะ)

โบนัส: ไม่ได้เป็นครับ เพื่อนที่เรียนมัธยม เรียนชายล้วน เรารู้อยู่แล้วเราไม่ได้เป็น แต่ในกลุ่มเราจะมีเพื่อนแมน ๆ สายดุร้าย ๆ หน่อย แล้วเราก็จะเหมือนนุ่มนิ่มที่สุด เราก็เคยแบบพยามทำตัวเองให้แข็งแรง สุดท้ายเราก็เป็นงี้ เราไมได้โหดร้ายขนาดนั้น เราก็ติดอะไรแบบนี้มา

จา: บอกดิเมื่อก่อนเป็นเด็กช่าง เด็กช่างยังไงอะ ผมแสกกลาง เมื่อก่อนโบนัสถือดาบ (บีม: ไว้หนวดไว้เครา) ไขควงแทงไปกี่คนแล้วถามจริง (หัวเราะ)

โบนัส: ล่าสุดก็คนที่พูดแบบนี้อะ (หัวเราะ) คือมันเหมือนแบบว่า เราจะมีความยูนิเซ็กซ์ในตัว มันเลยแบบ เค้าอาจจะมองภายนอกเราเป็นแบบงั้นก็ได้

คยมีคนเดินมาบอก De Flamingo มั้ยว่าเข้าใจผิดมาตลอดว่าเพลงเป็นเพลงป๊อปฟังสบาย

บีม: ก็จะมีได้ยินมาบ้าง

ปอม: เห็นลุคหน้าตานึกว่าเพลงป๊อป หรือเพลงฟังสบาย ๆ มาซะเปรี้ยวเลย

โบนัส: พอเค้าฟังเพลง เค้าเจอเราเล่นสด มันก็จะเปลี่ยนความคิดเค้าได้

จา: ให้มันแย่ขึ้นเรื่อย ๆ (หัวเราะ)

โบนัส: แฮ่! (หัวเราะ)

ตอนได้ยินเพลงตัวเองเปิดในที่สาธารณะครั้งแรกรู้สึกยังไง

จา: ครั้งแรกที่ได้ยินคือเพลย์ยาร์ด ตอนนั้นอยู่กับบีมมั้ง ถ้าจำไม่ผิด

บีม: เดินเข้ามาปุ๊บ

จา: เพลงรั้น ท่อน “…ไร้เดียงสา” เรามาที่นี่บ่อย (บีม: เป็นบ้านหลังที่สอง) เพลงที่เปิดเป็นเพลงที่เราชอบทุกเพลงอยู่แล้ว เค้าคงเลือกลิสต์ที่คนมานั่งรู้จัก ซึ่งพอเราได้เปิดร้านเพลย์ยาร์ด มันรู้สึกแบบ นี่คือเพลงเราจริง ๆ เหรอวะที่เปิดเนี่ย (บีม: มาแล้วเว้ยเพลงเราเว้ย) มองหน้ากับบีมแบบ…

บีม: เค้าแซวเราปะเนี่ย!

ปอม: แต่คนอื่นไม่รู้จักเลยนะ ดีใจอยู่สองคน

จา: คนอื่นไม่รู้จัก มันเป็นสิ่งที่เราไม่เคยคิดมาก่อนว่า ร้านอาหารทั่วไปจะเปิดเพลงเราบ้าง

อันนี้คือตอนเข้าค่ายหรือยังคะ

จา: แล้ว แต่ยังไม่ได้ปล่อยเพลงคนสำคัญ

โบนัส: ของเราก็ที่เพลย์ยาร์ดเหมือนกัน ปกติเราไปเพลย์ยาร์ดแล้วได้ยินเพลงรุ่นพี่ คนใกล้ตัว แล้วคราวนี้เป็นของเราแล้ว เราก็รู้สึกแบบ ถึงเวลาแล้วสินะ ที่เด็กแนวเค้าจะได้ยินเพลงของเราบ้าง

ปอม: แอบดีใจอยู่เล็ก ๆ คนเดียวในใจลึก ๆ

Live ที่เล่นแล้วประทับใจที่สุด และเหตุผล

จา: Cat Expo 3D ครับ เป็นงานที่เราดูมาตลอด คือตั้งแต่เด็ก ๆ วัยรุ่นมาที่เราไปดูคอนเสิร์ตกัน มันจะเป็นที่เดียวที่เรานึกถึงก็คือ Fat เราตามไปดูตอนเด็ก ๆ จนเป็น Cat แล้วซักพักเรามีโอกาสได้ไปเล่น ซึ่งพอเรารู้ว่าได้ไปเล่น Cat เรามีความแบบ ต้องตั้งใจกว่าเดิม ไม่ใช่โชว์ปกติ ต้องมีความพิเศษ ซึ่งตอนจบพิเศษคือเรามีเพลงคนสำคัญ ไม่ได้จบแบบเดิม มี EDM หน่อย ๆ ซึ่งไม่รู้เลยว่าคนจะเอาไม่เอา แต่อยากทำให้คนดูรู้สึกว่าดีกว่าที่อื่น กระแสตอบรับที่ได้มามันแฮปปี้มาก นี่เราเปลี่ยนโชว์ เป็นโชว์ที่แปลกมาก เป็นโชว์ที่ไม่เล่นเบส มาถือไมค์ ไม่คิดว่าคนจะเข้าใจ แฮปปี้ ก็(งานที่ชอบที่สุด)เป็น Cat Expo ครับ

ตอนที่คิดว่าจะเอา EDM มาเปิด กลัวกระแสตอบรับมั้ย

จา: มีความรู้สึก ว่าแบบ….

โบนัส: ลังเล กังวล

บีม: จะเอาอยู่มั้ย

จา: พอเราทำอะไรใหม่ ๆ ขึ้นมา เราไม่รู้ว่าอะไรดีไม่ดี ขึ้นอยู่กับว่ามั่นใจตรงนี้แค่ไหน เฮ้ย จะเล่นแบบเดิมมั้ย เซฟ ๆ เวลาเราไม่พอป่าววะ แต่ก็จะมีความแบบ ถ้าเล่นแบบเดิม แต่แบบ เฮ้ย แต่ว่าถ้าไม่ทำอะไรเลย ก็จะไม่มีอะไรพิเศษเลย ก็ต้องลองเสี่ยงดู แล้วก็ออกมาเป็นโชว์ที่ดีสุดของ De Flamingo เพราะมีเจ้านกฟลามิงโก้อยู่บนเวที

คือเดี๋ยวเอานกไปด้วยตลอดมั้ยคะ

บีม: ถ้าเอาไปได้ก็จะพยามเอาไป

จา: คือมันลำบากตรงมันใหญ่

บีม: มันสูงกว่าตัวคนอีก

จา: ลำบากตอนขนย้าย ไม่สามารถหุบได้เพราะเป็นโครงเหล็ก ถ้ามีไหนเวทีโอเคก็เอาไปแน่นอน

วงมี Reference ในการทำลุคของวงหรือไม่

จา: เอาวงก่อน ในโซนแฟชั่นวง เราพวกเราจะคุยกันตลอด ว่าจะใส่อะไร ด้วยอะไร ขึ้นกับความชอบของแต่ละคน บีมชอบ แต่งแบบนี้ โบนัสชอบ แต่งแบบนี้ แต่สิ่งที่จูนกันได้ คือเรื่องสี เราวิเคราะห์กันถึงขั้นนั้น เอาลิ้งสีมาต่อ ๆๆ กันให้มันอยู่ได้ สุดท้ายพึ่งความชอบแต่ละคน ว่าชอบยังไงแล้วเอามารวมกัน อะว่าไปบีม

บีม: อย่างของบีมเป็นคนตีกลอง ใส่แจ็คเก็ตอะไรก็ไม่ค่อยถนัด แต่จริง ๆ ก็อยากใส่ให้มีอะไรหน่อย ท้ายที่สุดคือ ถ้าให้ใส่แล้ว เล่นได้ เอาใส่สบายเรา ก็จะเป็นเสื้ออยืด เสื้อฮาวาย กางเกงเป็นใส่สบายหน่อย พวกกางเกงสแลค ชิโน่ เคยใส่ยีนดิบตีทีนึง อ้าขาไม่ได้ ยากมากโชว์นั้น จะร้องไห้ (หัวเราะ)

โบนัส: เราแต่งแบบ Mix and Match ครับ เป็นคนชอบของมือสอง ไปเดินตามเจเจ เราก็ชอบดูพวกของมือหนึ่งด้วยแบบในห้าง แบรนด์ไทย เราเอามาให้อยู่ในลุคเดียวกับ Match บ้างไม่ Match บ้าง ก็ทดลองแต่งไปเรื่อย ๆ อย่างที่ทุกคนรู้สึก เรามีความยูนิเซ็กส์ ปกติชอบดูทางของผู้หญิง รู้สึกว่าถ้าเราดูทางผู้ชาย มันไม่ค่อยมัน เสื้อไม่ค่อยฉูดฉาด ปรับเป็นลุคของตัวเอง เวลาออกงานจริงก็นัดกับเพื่อน ไม่ให้โดดมาก

ปอม: ของเราชอบใส่เป็นเสื้อแขนยาว เน้นเป็นสองเลเยอร์ ไม่ได้ใส่ตัวเดียว เป็นเสื้อแขนยาว เสื้อคลุมอยู่ข้างนอก หรือเสื้อเชิ้ตอยู่ข้างนอก แล้วเป็นเสื้อยืด เสื้ออะไรอยู่ข้างใน คล้าย ๆ โบนัส บางทีชอบเสื้อผู้หญิงมาใส่ แต่เป็นเสื้อผู้หญิงที่ผู้ชายพอจะใส่ได้ด้วย คือเสื้อผู้ชายบางทีมันเรียบ ๆ ไป

จา: ปกติผมไม่ชอบใส่ (หัวเราะ) ของจาจะเป็น Minimal Luxury จะมีความสีน้อย แต่จะมีความแพง เช่นตุ้มหู หรือสร้อย ให้ดูแพง เป็นคนชอบคุมสีซะส่วนใหญ่ ได้หมด ถ้าช็อปก็ช็อปไปเรื่อย

อย่างที่บอกว่าฟังเพลงเกาหลี วงได้รับแรงบันดาลใจในด้านการแต่งตัวมั้ย

จา: ได้ สำหรับเรา ก่อนเราจะฟัง Big Bang จริง ๆ ก็เพิ่งฟังได้ไม่นาน ฟังเพราะโบนัสและพี่แนค (พีอาร์ whattheduck) แนะนำมา พอฟังได้แฟชั่นหลายมุม ด้วยความเป็นจีดี (G-Dragon นักร้องวง Big Bang) เป็นอะไรก็ได้ แค่เค้าเซ็ตผม เปลี่ยนผม จากคนแบ๊ว ๆ ยกผมปุ๊บมาเป็นโหด ๆ ทำผมเขียว ยังอยู่ได้ คือหน้าดี หุ่นดี มันทำอะไรก็ได้ เราเลยมีความรู้สึกแบบ ถึงหน้าเราไม่ดี แต่เราสามารถเอาภาพวงของ Big Bang มา คือใส่เสื้อคนละสีก็อยู่ได้ คนไทยบางทีไม่เก็ท แต่ง Big Bang คือจบจริง วงเกาหลีหลายวงจะเป็นแบบนี้ เฮ้ย บ้าป่าววะ ใส่เสื้อถ่ายรูปกัน ม่วงคน เขียวคน ชมพูคน จะเป็นมุมมองแบบภาพวง ค่อย ๆ ปรับใช้ คือตอนนี้ยังไม่ลงตัว 100 เปอร์เซ็นต์ เราคุย ๆ กันตลอด

โบนัส: มี ๆ ตั้งแต่เพลงดีกว่า แต่ก่อนเราแอนตี้ พอเราทลายกำแพงตรงนั้นได้ เราก็จะเริ่มเปิดใจมากขึ้น ตั้งแต่ตัวเพลงไปจนถึงการแต่งตัว เราเพิ่งรู้ว่าสไตล์ลิสต์เค้าเก่งมาก เค้าสามารถทำให้คนทั่ว ๆ หันมาไปใส่หมวก ทำให้รู้สึกว่าแต่งจีดี ทั้ง ๆ ที่คนไม่รู้จักเลย จริง ๆ อาจจจะเหมือนจัสติน (บีเบอร์) ก็ได้ แต่คนจะรู้สึว่าเหมือนจีดีเลย ทั้ง ๆ ที่ตอนแรกจะรู้สึกว่าแต่งเหมือนอปป้าตามซีรีย์ แต่ตอนนี้เค้าเปลี่ยนไปสายดนตรี ซึ่งทำให้รู้สึกว่ามันเก่งมาก ๆ ที่คุม ดึงดูดสายตาคนได้ เราเอาเรื่องดีตรงนั้นมาให้คนรู้สึกกับวงของเรา

วิธีการคิดงานเพลงและเรียบเรียงของ De Flamingo และ Reference วงโดยรวม

ปอม: ถ้าภาพรวมวงอาจจะไม่ได้มี Reference ชัด ๆ ว่าเป็นวงนี้ แต่มีวงที่ชอบ เราเคยมีวงที่ชอบกันตั้งแต่วงเก่า แต่มันไม่เคยมี Reference ตั้งไว้แล้วเราทำได้เหมือน คือพอเหมือนก็เหมือนไป ไม่เอา หรือมีตั้งไว้แต่ทำงั้นไม่ได้ มันจะออกมาอีกแบบนึงตลอด พักหลังเราไม่ได้มีมาเรฟ จะเอาแต่ละคนที่ตัวเองชอบ หรือแบบอยากเล่น หรือบางทีก็พึ่งซาวนด์ดีไซน์ในคอมพิวเตอร์ เปลี่ยนจากคนเล่น มาลงคอมพิวเตอร์ดู มาเป็นผู้ฟังมั่ง ดูว่าตรงไหนเพิ่มไปได้ บางทีกดเสียง เอ้ย เอา เสียงนี้ชอบ มีความฟลุค ๆ บ้างในบางที

โบนัส: วงเราการทำงานเป็นแบบ เราเริ่มขึ้นโครง ได้เมโลดี้ ได้ทางคอร์ดมา แล้วก็จะส่งให้จาไปฟัง ว่าประมาณนี้ จาสามารถเขียนเกี่ยวกับอะไร จาเป็นคนคอยกรองว่าเราล่าเรื่องอะไรบ้าง พอจามีเรื่องแล้วเราก็จะมาคุยกันว่า เพลงนี้เล่าเรื่องแบบนี้นะ เราก็จะมาลองอะเร้นจ์กันต่อ ลงคอมบ้างเพื่อให้เห็นภาพรวมมากที่สุด

ฝากอะไรให้คนที่ไม่มั่นใจใน Style ของตัวเองและกลัวไม่กล้าแสดงออก

โบนัส: จริง ๆ พวกเราก็ลองผิดลองถูกมาเยอะ ถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่เชื่อว่าเราแต่งตัวดี เราแค่แบบถ้าชอบอะไรก็ลองแต่งไป เพื่อให้สไตล์ชัดเจนที่สุด อย่างเราก็เป็นคนที่แบบรู้ว่ากระแสเป็นไง แต่ถ้าตรงนั้นลองแต่งแล้วไม่เข้า ไม่ตามดีกว่า เอาตรงนั้นมาปรับเป็นตัวเอง เพื่อที่จะให้สไตล์ตัวเองชัด เราไม่ต้องกลัวว่าคนอื่นจะมองยังไง แค่ถ้าตัวเองชอบ ก็แต่งเลยครับ

จา: หล่อ! (หัวเราะ)

บีม: สำหรับผม แฟชั่นไม่มีถูกผิด (จา: อยู่ที่หน้าล้วน ๆ ครับ (หัวเราะ)) อยู่ที่ความชอบ ส่วนแฟชั่นในแต่ละสมัย มีคนที่แต่งแล้ว อีกคนบอก หลุดเทรนด์ จริง ๆ ไม่เกี่ยว มันอยู่กับความชอบของแต่ละคน ที่แต่งแล้วมั่นใจ อย่าไปแคร์คนอื่นมาก แต่ก็ไม่ใช่แต่งจนบ้านะ

จา: สำหรับคนที่แต่งไม่เก่ง ผมว่าทุกคนเคยอยู่ในจุดที่ เราทำอะไรอยู่วะ ไม่มั่นใจเลย จะเริ่มจากอะไรก็ไม่รู้ ซึ่งมันคือสิ่งที่ถูกแล้ว ที่เราลอง ในตู้มีอะไรก็ Mix & Match ได้หมด แค่ไปหาสิ่งที่ชอบเป็นอันดับแรก ซึ่งเราคุยกับรุ่นน้องบ่อยเรื่องการแต่งตัว อย่างน้อย ๆ เชื่อในสิ่งที่ชอบ เชื่อเหอะว่าเป็นสิ่งที่ดีสำหรับเรา ไม่ว่าจะดูแย่สำหรับใครก็ตาม แต่คือสิ่งที่เราเดิน แล้วมั่นใจ เริ่มจากตรงนั้น แล้วมันจะต่อยอดได้เอง เราจะไปเลือกชิ้นอื่นได้ง่ายมาก ขอแค่รู้ว่าเราชอบอะไร

ปอม: ใส่ที่ตัวเองมั่นใจ ไม่ใส่แล้วมานั่งพะวง หรือออกจากบ้านมาแล้ว เราไม่น่าใส่มาเลย ใส่ที่ตัวเองมั่นใจ กล้าใส่ กล้าลองผิดลองถูก อย่างที่จาบอก เชื่อ มั่นใจก่อน ออกมาจากบ้าน ไม่ต้องนึกแบบ ไม่น่าใส่แบบนี้เลย ตอนหลัง

อยากเห็นอะไรจากรุ่นน้องจากดุริยางคศิลป์ มหิดล

โบนัส: รุ่นน้องเนี่ย ไม่ต้องห่วงแล้ว น้อง ๆ เก่งมาก ๆ แล้ว ไม่เหมือนตอนที่เราอยู่ที่แบบว่า กว่าจะมีซักวงนึงที่ได้รู้จัก แต่ตอนนี้มาเยอะมาก ๆ เราก็ดีใจที่มีน้องเก่ง ๆ สิ่งที่อยากเห็นก็คือสิ่งที่น้องทำอยู่แล้ว มีผลงานที่แบบ หูว มีน้องบางวงเพลงเค้าเป็นที่รู้จักก่อนที่พวกเราเริ่มทำเพลง เราก็ดีใจ วงในดวงใจก็ Lord Liar Boots

ปอม: ผมว่าศาลายาอย่างคณะเรา มันจะมีความหลากหลาย วงดนตรีคือไม่ได้เป็นแนวเดียว ไม่ใช่แค่เอนเตอร์เทน แนวร็อก แต่มีทั้ง วาไรตี้, ทั้งเรกเก้, ฮิปฮอป, แร็ป ตามสไตล์แต่ละคนที่ถนัด เป็นสิ่งที่ดี มีเพื่อนรุ่นเดียวกันถนัด ก็ดึงมาช่วยนู่นนี่ อย่างมี Terrorbun, HEMENCROWN เป็นสิ่งแปลก ๆ อยากให้มีเยอะ ๆ เป็นสิ่งใหม่ในโลก เราว่าน่าสนใจ เป็นสิ่งที่ดี อยากให้มีอย่างงี้ออกมาเยอะ ๆ ส่วนตัวเราชอบ

บีม: อย่างที่โบนัสบอก มันมีวงรุ่นใหม่ ๆ ออกมาเรื่อย ๆ ก็ดีใจ ที่มีรุ่นน้องมีงานคุณภาพ ถ้าผมชอบก็ Bomb at Track คือสมัยนี้ไม่ค่อยมีวงรุ่นใหม่ที่กล้าเสียดสีสังคม วงนี้ก็เป็นตัวอย่างที่ดี กล้านำเสนอ ดนตรีจัดจ้าน ชอบวงนี้ครับ เชียร์

จา: พี่เป็นคนที่เข้าคณะบ่อยมาก รุ่นน้องเยอะ คือเรารู้จักกับแก๊งเด็ก ๆ เยอะ สิ่งที่อยากเห็นจากคณะเรา เราไม่ได้อยากเห็นอะไร คือเราเชื่อว่ามันรันไปเรื่อย ๆ มันดีไปเรื่อย ๆ เลยไม่รู้สึกว่าต้องการอะไร เลยเชื่อว่าอาจารย์ทุกคนอยากพัฒนาเด็ก ๆ อยู่เสมอ อาจารย์เก่ง วงที่เชียร์ก็ชอบทุกวงที่เพื่อนพูดมา บางวงก็จำชื่อไม่ได้ อย่าง The Kayei นี่เรียกว่าเกลียดทั้งวงเลยครับ (หัวเราะ)

ถ้าย้อนกลับไปวันแรกที่ทำเพลงตั้งแต่ The Noir มีอะไรอยากเปลี่ยนแปลงแก้ไขมั้ย

จา: มันถูกทดลองมาตลอดตั้งแต่ช่วงนั้น เราก็ไม่เคยรู้การแต่งเพลง การนั่งอะเร้นจ์ นั่งคุย Brainstorm กัน มันถูกหรือเปล่า มันไม่มีหลักเกณฑ์อะไรวัดว่าแบบจะทำอะไร แค่รู้ว่าแบบ ตีกลองมาแบบนี้ จะเล่นเบสแบบนี้ ถ้าเมโลดี้มาแบบนี้ ก็จะเขียนเนื้อเท่าที่นึกคำออก ไม่รู้ว่าคำพวกนี้ใช้ได้จริงป่าว แล้วเราต้องใส่เหตุผลอะไรเข้าไปในเนื้อหา หากิมมิคหลัก ๆ คืออะไรเราไม่รู้เรื่องเลย เราต้องใส่อะไรไปในเนื้อหา เราว่าเป็นวิธีการโตแบบฟักไข่ คือฟักขึ้นมาเอง พอฟักมาจะมีผลงานที่เป็นรูปเป็นร่าง เราก็เอาให้พี่ ๆ สมเกียรติ เอาให้พี่ ๆ ที่คณะฟัง เค้าก็จะมีการคอมเมนต์เพื่อเติมความรู้พวกเรา ซึ่งถ้าย้อนกลับไปได้ ผมว่าการโตแบบนี้ เป็นการค่อย ๆ โต เป็นการค่อย ๆ โตแบบละเอียด เราโอเค ไม่อยากเปลี่ยนอะไรเลย

บีม: ไม่อยากเปลี่ยนเหมือนกัน คือตอนนั้น ความคิดเราอีกแบบนึงกับตอนนี้ ตอนนั้นที่เราเป็นเด็ก เราก็จะคิดว่า สิ่งที่เราทำ เราทำเพราะคิดว่ามันดีแล้ว ชอบแบบนี้ อะไรที่เราทำ บันทึกมันมาเป็นเพลงแล้ว เก็บมันไว้เป็นไทม์ไลน์ชีวิตดีกว่า วันนึงที่เราโตขึ้น เราก็จะกลับไปฟังเพลงในสมัยนั้น เฮ้ย เราโตมาแบบนั้น การเติบโตมันมีระยะเวลา ก็จะเห็นว่าเมื่อก่อนเราทำเพลงได้ขนาดนั้น ก็จะไล่ลำดับมา

ก็คือภูมิใจทุกสเต็ป?

บีม: ครับ ก็คือเก็บให้เป็นไทม์ไลน์ดีกว่า

ปอม: เหมือนกัน ถ้าให้บอกว่ากลับไปแก้อะไรมั้ย ก็ไม่น่าจะมี ทุกอย่างที่ได้เรียนรู้มา ได้ลองผิดลองถูก ก็เป็นความรู้ของเราที่ค่อย ๆ เพิ่ม ทุก ๆ การทำเพลง ทุก ๆ การเปิดโปรเจคใหม่ ก็จะมีอะไรที่เราได้เรียนรู้มากขึ้น โปรเจคละอย่างสองอย่าง ถ้าให้กลับไปแนะนำ ก็อาจจะแนะนำตัวเองในอดีตได้ เพราะว่าตอนนี้ก็รู้เยอะกว่าตอนนั้น แต่ถ้าจะให้กลับไปแก้ก็คงไม่ใช่ แล้วก็มีเรื่องระยะเวลา ยุคนี้กับยุคตอนเดอะนัวร์ สามสี่ปีที่แล้ว เทคโนโลยีเดี๋ยวนี้มันเร็วใช่มะ มีบางอย่างตอนนั้นยังไม่มี เทคโนโลยีไม่ซัพพอร์ตเพียงพอที่จะทำแบบตอนนี้ได้

ในยุคที่ใคร ๆ ก็ทำเพลงได้ จะทำยังไงให้เรา Stand Out จากคนอื่น

ปอม: ทำสิ่งที่ชอบดีกว่า

จา: คือคำว่าแตกต่างมันจะมีแบบ แตกต่างแบบแปลก จะมีแตกต่างแบบนู่นแบบนี่แบบนั่น แต่มันหาเหตุผลไม่ได้ว่าทำไมเราต้องทำสิ่งที่แตกต่าง โอเคเราอยากดังเร็ว เราอยากแตกต่าง แต่แตกต่างแล้วเราชอบหรือเปล่า แล้วความสุขคืออะไร เราโคตรยูนีค แต่แบบ อ้าวแล้วเราอะ ตัวตนเราคืออะไร สุดท้ายอยากให้คนที่ทำเพลงหรือคนที่เล่นดนตรีอยู่ตอนนี้ ให้ทำสิ่งที่รัก มันทำได้นานกว่า มันจะทำได้แฮปปี้กว่า ซึ่งไม่ต้องคิดว่าเมื่อไหร่จะแปลก เมื่อไหร่จะต่าง ถ้านั่นคือตัวเองจริง ๆ นั่นคือสิ่งที่ต่าง แต่อย่างน้อยภาพจำเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าอยากจะมีอะไรที่ต่างง่ายที่สุด ภาพจำ คาแรคเตอร์ต้องออก

บีม: ดนตรีเหมือนกับการแต่งตัว ถ้าเล่นแล้วเราฝืน เหมือนแต่งตัวแล้วเราไม่มั่นใจ มันก็เขิน ก็ฝืน

จา: มันอาจจะเท่วันนี้ แต่ซักวันจะเขิน

บีม: เราชอบแบบ เค้าแต่งตัวดี ไปแต่งตัวตามเค้า แต่เราไม่เท่เหมือนเค้า ก็ฝืนแล้วอะ

อีก 10 ปี De Flamingo มองเห็นตัวเองอยู่จุดไหนในวงการเพลง

จา: มันมีแค่สองอย่างที่จะเกิดขึ้น ถ่อมตัวกับขิง (หัวเราะ)

โบนัส: ไม่กล้ามองไกลขนาดนั้น

ปอม: มองเป็นสเต็ป ๆ มากกว่า

โบนัส: เป้าแรกก็คือ อัลบั้มเต็ม ผมว่าถ้าสิบปี ก็อยู่ในวงการนี้ยาว ๆ ให้คนจำพวกเราได้

ปอม: แค่ได้ทำต่อก็พอแล้ว

โบนัส: อย่างน้อยคนต้องร้องเพลงได้ เพลงสองเพลง ถ้าอยู่ได้ถึงสิบปีก็ Success แล้ว เราก็น่าจะทำไปเรื่อย เล่นดนตรีอย่างมีความสุข

มีตัวชี้วัดมั้ยว่าต้องประสบความสำเร็จแค่ไหน

บีม: ถ้าสิบปีข้างหน้าวงนี้ยังมีอยู่ วงนี้ทำเพลงกันเรื่อย ๆ จนถึงสิบปีข้างหน้า 2570 เออ เราก็ว่านั่นก็โอเคแล้ว อย่างที่โบนัสบอก ระยะเวลาสิบปีก็น่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้างแหละ

บีม: ถ้าได้ประกอบภาพยนตร์ก็จะแบบ นะ

ปอม: เราว่าก็โอเค อย่างที่โบนัสบอก สิบปีก็คงมีหลายอย่างเกิดขึ้น

มีอะไรที่อยากทำมาก ๆ เช่นอยาก featuring กับคนนี้ อยากเล่นอิมแพค มีในใจมั้ยคะ

ปอม: ไปทัวร์ต่างประเทศ กับมีคอนเสิร์ตใหญ่ ๆ ของตัวเอง

จา: อยากไปเล่นที่ไหนก็ได้ที่คนอยากดูเรา นี่คือมองแบบเร็ว ๆ ยังไม่อยากคิดใหญ่ ๆ พี่เล่นไหนก็ได้ที่มีเพื่อนพวกนี้อยู่ แล้วก็มีคนที่อยากฟัง รอ De Flamingo แค่คนเดียวก็พอ เราโอเคกับแค่นั้น

ฝากผลงานหน่อย

ปอม: ซิงเกิลใหม่ ในปีนี้ อีกซักพักนึง

จา: เราจะได้รู้ซักทีว่าโบนัสเป็นผู้ชาย ในซิงเกิลต่อไป โปรดติดตามชม (หัวเราะ)

เนื้อหาจะเกี่ยวกับอะไร บอกใบ้ได้มั้ย

จา: อยากบอก แต่ไม่รู้เพลงอะไรเป็นเพลงแรก

ปอม: ยังไม่ได้เลือกเพลงกัน

จะเป็นเกี่ยวกับตามหาความฝันอีกมั้ย

จา: ไม่แล้วครับ อัลบั้มนี้เป็นตัวแทนความทะเยอทะยานของวัยรุ่น บอกได้แค่นี้

โบนัส: ระหว่างรอเพลงใหม่ของพวกเรานะครับ ฝากอีพี The Four Men Go ฟังให้พรุนนะครับ

บีม: ฟังหรือยิง (หัวเราะ)

จา: ฝากติดตามไอจี @Jahr_mingo ด้วยครับ (หัวเราะ)

ปอม: ฝากติดตามไปดูพวกเราเล่นสด อยากให้ทุกคนได้ไปดู จะเป็นอีกฟีลนึงจากการฟังผ่านแผ่นออกลำโพงที่บ้าน เวลาไปดูสดจะได้เห็น Movement บนเวที ความซ่า อาจจะเป็นท่อนพิเศษ

จา: ความพิเศษที่จับต้องได้คือโชว์ และแฟชั่นที่เราพยามทำให้ภาพลักษณ์เรามันดูแซบ อย่างน้อยมาดูแฟชั่นหรือมาฟังโชว์ที่เราตั้งใจทำ จบยังไง เป็นสิ่งที่พวกเราตั้งใจทำ อยากให้ทุกคนติดตามเราได้ที่ facebook.com/deflamingoband และอินสตาแกรม @deflamingoband ครับ


บทสนทนาของ The Salaya Sound กับคนมีฝันก็จบลงแค่ตรงนี้ สำหรับใครที่ยังกล้า ๆ กลัว ๆ ไม่กล้าแสดงออก ให้ทบทวนดูว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ ถ้าคิดดีแล้วว่าเหมาะสมกับเรา ก็ลุยเลยค่ะ รอติดตามอัลบั้มเต็มของพวกเขาได้ในปลายปีนี้ มั่นใจได้เลยว่าจะมาพร้อมความจัดจ้านทางดนตรีและสไตล์การแต่งตัวแน่นอน ต้องขอบคุณค่าย whattheduck ที่อำนวยความสะดวกให้กับ The Salaya Sound ในวันนี้ด้วยค่ะ แล้วพบกันใหม่ใน Episode หน้า จะเป็นศิลปินวงใดนั้น รอติดตามกันได้เลยค่ะ สำหรับตอนนี้ลาไปเท่านี้ค่ะ

เรื่อง: มาลัยวีณ์ แสวงผล, ปณาลี พัฒนพิชัย
ภาพ: ปณาลี พัฒนพิชัย
สถานที่: Khom Coffee
จำนวนชาวศาลายา: ทั้งวง

malaivee

malaivee

เรียนดนตรีอยู่ศาลายา พบเจอได้ตามงานคอนเสิร์ตและที่ๆมีเบียร์ โตขึ้นอยากเป็นนักข่าวสายดนตรี เลยพยายามทำตามความฝันอยู่
malaivee
แชร์ : Share on FacebookTweet about this on TwitterShare on Google+Share on LinkedIn