สวัสดีค่ะ ขอต้อนรับท่านผู้อ่านทุกท่านสู่ The Salaya Sound ที่เราจะนำท่านไปรู้จักกับวงดนตรีใหม่ ๆ เสียงใหม่ ๆ จากย่านศาลายาที่กำลังเติบโตทางดนตรี มีวงหน้าใหม่ที่น่าสนใจผุดขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน

ในค่ำคืนหนึ่งท่ามกลางบรรยากาศคริสต์มาสที่ยังอวลอยู่ในอากาศ เรามีนัดกับ Bomb at Track วงแร็ปเมทัลหน้าใหม่ที่ห้องซ้อมในเมืองศาลายา การได้ดูพลังของวง  ได้ซึมซับความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันที่เกิดขึ้นในห้องซ้อม ก็ทำให้เข้าใจได้ในทันทีว่า เหตุใด Bomb at Track ถึงขึ้นมาอยู่อันดับต้น ๆ ของวงการอันเดอร์กราวด์ไทยอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่เดือนหลังจากปล่อยเพลงแรก “อำนาจเจริญ”

สมาชิกประกอบไปด้วยห้าหนุ่มไฟแรงจากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดลและคณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ในวันนั้นพวกเขามีซ้อมและนัดทำเพลงกันแม้ว่านิล (มือกลอง) จะขาเจ็บก็ตาม เรานั่งคุยกับทั้งวงหลังจากการซ้อมของพวกเขา ได้รับฟังเสียงหัวเราะ ได้เข้าใจถึงที่มาของวง และรับรู้ถึงอนาคตที่พวกเขาอยากจะก้าวไปให้ถึง

Bomb at Track is:
วงศกร เตมายัง (เต้): ร้องนำ
ภควรรษ ประเสริฐศักดิ์ (เมษ): กีตาร์
ปราชญานนท์ ยุงกลาง (ปุ้ย): กีตาร์
ศาสตร์ พรมุณีสุนทร (ข้น): เบส
สิรภพ เลิศชวลิต (นิล): กลอง

อะไรเป็นแรงบันดาลใจให้เริ่มเล่นดนตรี

ปุ้ย: แรงบันดาลใจของผมก็น่าจะเป็นพี่ป๊อด Modern Dog ครับ ทำให้อยากเล่นดนตรี เพราะว่าช่วงนั้นอยู่ ม.3 แม่พาไปดูดนตรี พอดูเสร็จแล้วก็ยัง งง ๆ แต่ก็รู้สึกว่าการเล่นดนตรีเท่ เลยเป็นแรงบันดาลใจ

เต้: เป็นช่วงตอน ม.5 ตอนนั้น Bodyslam ดังมาก เลยเริ่มเล่นดนตรีจริง ๆ จัง ๆ ตอน ม.5 แต่จริง ๆ ก็เริ่มร้องเพลงตั้งแต่ เคยอยากเป็นนักร้องอยู่ช่วงนึง แต่ตอนนั้นขี้อายมาก ไม่กล้าเล่นดนตรี ไม่กล้าแสดงออก พอขึ้น ม.4 มาก็มีเพื่อนในห้องเล่นดนตรีเหมือนกัน คนนั้นคือบอส (Monkey Business) เห็นมัน ตอนนั้นก็เริ่มรู้สึกชอบกลอง เพราะว่าจำได้ว่าเห็นพี่ชัช (Bodyslam) ตีกลองแล้วรู้สึกว่าเท่ พอตอนขึ้น ม.5 ขอแม่ซื้อกลองได้สำเร็จ ก็เลยมีโอกาสได้ฝึกกลอง พอฝึกไปฝึกมาก็เริ่มชอบมากขึ้น จนฝึกจริงจังมาเรื่อย ๆ

ข้น: ของผมเริ่มเล่นดนตรีตั้งแต่ตอนอนุบาล เรียนอิเล็กโทน เพราะว่าอยากเล่นเพลงประกอบหนังเรื่อง Mission Impossible (ร้องเพลง theme ให้ฟัง) ก็เลยไปเรียนอิเล็กโทน แล้วก็เริ่มเล่นดนตรีตั้งแต่ตอนนั้นเลย แต่เล่นเบสเริ่มตั้งแต่ ป.5 เพราะดูหนังเหมือนกัน เรื่อง School of Rock แล้วก็ไปเรียนเบส

เมษ: ตอนแรกม.หนึ่งก่อน ตอนนั้นเห็นพี่ชัช (Bodyslam) คือครอบครัวไม่มีใครเล่นดนตรีเลย แล้วก็อยากเล่นตามประสาเด็ก ๆ อยากเล่นดนตรี เท่ดี แล้วก็พอมอหนึ่งพี่ชายขอแม่ไปเรียนเบส ไอ้เราก็อยากเรียนบ้าง แต่อยากตีกลอง ขอแม่ว่าอยากตีกลอง แม่บอกขึ้นมอสองก่อนค่อยเล่น พอขึ้น ม.2 ปุ๊บ จะเรียนกลอง แม่บอก กลองมันแพงนะลูก ก็เลยมาเรียนกีตาร์ เพราะกีตาร์มันแบบ ใคร ๆ ก็เล่นกัน เลยไปเรียน สรุปแม่งก็แพงเหมือนกัน (หัวเราะ) พอเล่นไปเล่นมา ไปเรียน เล่น ติด ๆ กัน ก็แบบ รัก พอรักมันก็ ยาวมาทุกวันนี้ ก็เจออะไรมากมายกับดนตรี ก็ชีวิตก็คือดนตรีแล้ว

นิล: ส่วนผม ผมอยากเล่นดนตรีตั้งแต่ประถม ตั้งแต่ ป.1-2 ชอบ ไปขอแม่ พาผมไปเรียนกลองหน่อย แต่ตอนนั้นแม่ไม่ค่อยอินเรื่องดนตรีเท่าไหร่ เพราะผมยังตัวเล็กอยู่ ตีกลองไม่ถึง แม่เลยยังไม่ให้เรียน แต่พอมาถึง ป.6 วิชาคณิต วิทยาศาสตร์ สังคม ผมได้ศูนย์หมดเลย แม่ก็เลยเห็นว่าคงมีด้านนึงที่ผมได้ดี คือด้านดนตรี แม่ก็เลยส่งไปเรียน เอาง่าย ๆ ก็โง่ (หัวเราะ) ทำอะไรไม่ได้ยกเว้นเรื่องดนตรีครับ ประมาณนี้

มารวมตัวกันได้อย่างไร

ปุ้ย: เริ่มจากการเล่นงานนูเมทัลครั้งที่สามของร็อกผับอะครับ เมื่อเดือนมิถุนาที่ผ่านมา ตอนนั้นมี Bomb at Track อยู่แล้ว แต่นักร้องไม่ใช่เต้ ผมก็ไม่ได้อยู่วงด้วย แต่ตอนนั้นเมษติดเล่น (แบ็คอัพวง) กะลา นิลก็เลยชวนผมมาเล่น นักร้องเก่าตอนนั้นหายไปไหนไม่รู้ เลยชวนเต้มา พอไปเล่นงานวันนั้นเสร็จ ผมก็เลยรู้สึกว่า มันน่าจะไปต่อ ผมก็เลยชวนทำวง

เมษ: จริง ๆ แล้วเต้เคยมาร้องตั้งแต่สมอลล์ (Small Ensemble-การสอบรวมวงเล็กที่คณะ) ตอนชวนมานี่คือแบบ ไม่รู้ว่าจะร้องได้หรือป่าว (หัวเราะ)

ปุ้ย: พอชวนทำต่อก็มาแจมกันแล้วก็ทำเพลงกันแล้วมาเป็นเพลงอำนาจเจริญ

HEADBANGKOK: แล้วพี่ปุ้ยนี่รู้จักกับวงนานหรือยังคะ

ปุ้ย: รู้จักกับพวกมันตั้งแต่ตอนปีหนึ่ง แต่ตอนนั้นยังไม่ใช่ Bomb at Track ยังเป็นวงที่ชื่อ The Clone แต่อยู่ ๆ มาผมก็โดนไล่ออก ก็เข้า ๆ ออก ๆ มาประมาณสองสามรอบ คือผมรู้จักนิลตั้งแต่มัธยม อยู่วงเดียวกัน

HBK: อ้าวแล้วพี่เต้ปกติร้องเพลงเหรอคะ (พี่เต้จริง ๆ แล้วเรียนเอกกลอง)

เต้: เอ่อ… ที่พวกนี้รู้ว่าร้องเพลงได้ก็น่าจะเป็นตอนส่งเพลงไพรเวท (เพลงแต่งประจำเทอม) ตั้งแต่ปีหนึ่งเทอมหนึ่ง แล้วตอนนั้นร้องเอง ขี้เกียจให้ใครมาช่วย เลยทั้งเล่นเบสเอง ร้องเองแม่งเลย แต่ตอนนั้นร้องมันแล้วเละ ๆ เหมือนตอนร้องแล้วมันเผลอว้ากไปด้วยมั้ง คงทำให้พวกนี้มันสนใจมั้ง (หัวเราะ)

BAT: ตอนไหนวะ จำไม่ได้ (หัวเราะยกวง)

เหตุผลที่ใช้ชื่อวงนี้ และก่อนหน้านี้มีชื่ออื่น ๆ มั้ย

เมษ: ตอนเข้าปีหนึ่งมี ข้น เมษ นิล ชื่อแรกรู้สึกจะ Mother in Law แบบเก่ามากเลย แล้วก็มาเป็น The Clone แล้วก็ Bomb at Track คือ Bomb at Track มันเหมือนเราต้องรีบส่งชื่อไปให้งานเล่น แล้วเค้าจะเอาชื่อตอนนั้นแล้ว เลยจะไม่เอา The Clone เพราะสมาชิกเปลี่ยนบ่อย ก็เลยแบบ สร้างใหม่

ข้น: แต่ Bomb at Track นี่มาจากหลาย ๆ อย่าง ตอนแรกผมก็ไปเห็นชื่อสารคดีเกี่ยวกับกราฟฟิตี้ ชื่อ Bomb the System ก็เท่ดี แต่เป็นประโยค ไม่ใช่คำเดียว แล้วก็ชอบคำว่า Bomb ก็ Bomb ไรดีว้า ง่าย ๆ ก็ Bomb Attack โจมตี แต่มันดูเชย ๆ เลยใช้ Bomb at Track

เมษ: เหมือนเป็นระเบิดที่แทรคเพลง

ข้น: แล้วมันไปคล้ายกับเพลง Bombtrack ของ Rage Against The Machine พอดี ก็เลยเอาเพราะว่าชอบเลย ถึงจะคล้ายก็ไม่เป็นไร

เล่าเรื่องงานแรกในนาม Bomb at Track รู้สึกยังไง และเล่าถึงงานที่ประทับใจมากที่สุด

ปุ้ย: เหมือนเล่นงานแรกปุ๊บแล้วเป็นงานในมหาลัย แล้วพอไปเล่นจริง ๆ แล้วมันยังงง ๆ ยังไม่ได้เต็มที่กับมัน เหมือนยังไม่ได้ปลดล็อค ไปยืนเล่นเฉย ๆ เหมือนยังเขิน ๆ ด้วย ก็ประมาณนั้นฮะ งานแรกก็เขิน ๆ

เต้: แต่พูดถึงงานแรกคนก็เอาอยู่เหมือนกัน

ข้น: ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงหมดเลย (หัวเราะ)

เต้: ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงมายืนกรี๊ดไอ้ข้น

ข้น: ไม่ใช่แล้ว (หัวเราะ) ก็งงว่าแบบ ถ้าเกิดเล่นงี้แล้ว ผู้หญิงจะทำหน้ายังไง เค้าจะงงกันหรือเปล่า

เมษ: คือเหมือนยังไม่ปลดล็อค คิดนู่นคิดนี่ แม่งจะเป็นยังไงวะ แต่พอมางานนึงที่ศิลปากร ทุกคนแม่งปลดล็อคแบบ แบบคราวนี้แบบเล่นอะไรก็ได้แล้ว จัดเต็ม

ข้น: เหมือนงานอาจารย์ศิลป์จะแบบ ตอนแรกจะได้เล่นเวทีเล็ก แล้วไป ๆ มา ๆ

ปุ้ย: คืองานมันเลทไปแบบ สองชั่วโมง ผมเลยไปขอเค้าเล่นเวทีใหญ่ แล้วสรุปก็เลยได้เล่นต่อจากศรีราชาร็อกเกอร์

ข้น: ตอนนั้นตื่นเต้น เมาด้วย แล้วยิ่งตั้งความหวัง ก็เลยตื่นเต้น แล้วก็ใส่เต็มเลย แล้วก็เมาด้วย (หัวเราะ)

เต้: ด้วยความเป็นถิ่นไอ้ปุ้ยด้วย ปุ้ยเลยปลดล็อค

เมษ: เหมือนหลังจากนั้นต่อให้มีอะไรก็ไม่แคร์ พื้นที่ตรงนั้นเป็นของเราแล้ว คนมันไม่มัน ไม่สน เรามัน

เต้: กู God อะ

ข้น: เป็นพระเจ้าอยู่ครึ่งชั่วโมง (หัวเราะ)

ปุ้ย: เหมือนงานแรกที่มันเหวอ ๆ เพราะรู้สึกไม่ได้เล่นเพลงรักด้วย ไม่ใช่เพลงรัก ไม่ใช่เพลงป็อบ

ข้น: ไม่รู้เค้าจะเข้าใจหรือเปล่า แบบกลัวแบบ เค้าไม่เข้าใจ ด่า

ปุ้ย: แต่พอหลังจากนั้นงานก็พีคมากเรื่อย ๆ

HBK: แล้วมีงานที่ประทับใจอีกมั้ย

ปุ้ย: น่าจะเป็นที่เพลย์ยาร์ด ที่เมษปาขวดเบียร์ ตอนนั้นจะสาดน้ำ

เมษ: แต่อันนั้นมันเมามากกว่า แต่ก็แม่งมัน โดนเรียกแบบไม่ได้ตั้งตัว (หัวเราะ)

HBK: งานจารย์ศิลป์ที่บอกว่าปลดล็อคนี่งานที่เท่าไหร่ของ Bomb at Track คะ

เต้: เป็นงานที่สองไม่ใช่เหรอ เอองานที่สอง แต่เหมือนเป็นตอนแรกที่คนร้องเพลงเราเป็น เพราะเป็นหลังจากปล่อยเพลงแล้ว

รู้สึกยังไงกับผลตอบรับของเพลงอำนาจเจริญ

ข้น: รู้สึกดีมาก รู้สึกหลงตัวเองอยู่สามวัน ยิ้มไม่หุบ เลื่อนดูคอมเมนต์ ดูใครกดไลค์ ใครแชร์ โหดีใจมากเลย

เมษ: เกินความคาดหมายสุด ๆ อะ ไอ้หวังก็หวัง แต่ก็ไม่ได้คิดว่าจะผลตอบรับดีขนาดนี้ กับที่ไม่ใช่เพลงตลาด เป็นเพลงแบบ แนวทางเลือก

ปุ้ย: เหมือนชื่อเราไม่มีใครรู้จักอะครับ แล้วพอปล่อยอำนาจเจริญมา แล้วเหมือนมันไม่ได้โผล่แค่ฝั่งอันเดอร์กราวด์ มันไปโผล่ฝั่งอินดี้ด้วย มันเหมือนมันกระจาย จาก no name เราไม่ได้ใต้ดิน แต่เราก็เหมือนเราอยู่บนดินด้วย แล้วก็เป็นอิสระด้วย มันไม่ได้เป็นฝั่ง ๆ นึง เหมือนรวมไปเลย ถือว่าดีมาก

HBK: ตอนนี้กี่วิวแล้วคะ ในยูทูป

BAT: ตอนนี้ 110,000 จะ 120,000 แล้ว

HBK: ก็คือไปเจอคนแชร์ตามเพจต่าง ๆ ที่เรากดไลค์ไว้อะไรงี้เลยใช่มั้ยคะ

ข้น: เจอตามเฟสรุ่นพี่บ้าง เป็นเฟสครูบ้าง

เมษ: HEADBANGKOK นี่สื่อแรกเลย วันนั้นโคตรดีใจเลย

ปุ้ย: วันนั้นที่ปล่อยเพลงไม่ถึงสามสิบนาทีก็มีคนทักมาเลย งานที่ศรีสะเกษ ปลายปี

เล่าถึงแรงบันดาลใจของเพลงฆาตกรคีย์บอร์ด

เต้: มีช่วงนึงที่ไปเห็นคลิปจากเพจ Drama-Addict อะครับ มันจะเป็นคลิปที่พูดว่า เคยเห็นคนตายพูดได้มั้ย แล้วก็เลยกดเข้าไปดูว่ามันคืออะไร แต่ช่วงนั้นไม่เคยรู้จัก แต่เห็นรูป เข้าไปดูคลิปแล้วก็เห็นตัวจริงเค้าออกมาพูดว่า ชีวิตเค้าเป็นยังไง โดนอะไรมา ก็เลยรู้สึกว่า เออว่ะ ทุกวันนี้แม่งมีแต่คนทำงั้นจริง ๆ แล้วบางคนมันแค่ด่าเฉย ๆ ไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วยซ้ำว่าเค้าทำอะไร แค่เข้าไปด่า ให้รู้สึกสนุก เอามัน ด่าไปตามกระแส ก็เลยรู้สึกว่าอยากจะพูดอะไรซักอย่าง ก็เลยกลายเป็นฆาตกรคีย์บอร์ด

HBK: แล้วเพลงนี้คือดนตรีมาก่อนแล้วใส่เนื้อหรือว่ามีไอเดียนี้มาก่อน

เต้: มีดนตรีมาก่อน เป็นเพลงที่เคยทำไว้แล้ว

ข้น: ผมเคยทำมาตอนปีสาม แล้วก็แบบ ทำเสร็จแล้วก็แบบ ไม่ได้ใช้ มีเนื้อหมดแล้ว แต่เป็นร้องเมโลดี้ ไม่ได้แร็ป เป็นพี่นักร้องคนเก่า เสร็จแล้วก็เลยดึงริฟฟ์มา ก็ดึงทั้งเพลงมา เอามาต่อยอดใหม่ เอาแร็ปมาใส่ เป็นเพลงเก่า ๆ

เต้: เคยสอบสมอลด้วยนิ

ข้น: อย่าไปบอกเค้าดิ (หัวเราะ)

เมษ: ส่วนใหญ่ทุกเพลงจะดนตรีขึ้นก่อนครับ แล้วร้องมาทีหลัง

เคยเจอเหตุการณ์แบบในเพลงฆาตกรคีย์บอร์ด กับตัวเองหรือคนใกล้ตัวมั้ย

เมษ: ก็นี่แหละเมื่อวานยังด่ากูอยู่เลย (หัวเราะ)

ปุ้ย: ก็เคยเจอ เค้าก็มาเม้นในเพลงอะครับ ในคอมเมนต์ยูทูป ว่าพวกเกาะกระแสสังคม เสี่ยว ไปตายซะ อยู่ดี ๆ ก็มาด่า ไล่ไปตาย แต่ว่าก็ไม่ได้เจ็บอะไร เอาฮา (ข้น: ทำไมกูต้องไปตายด้วยวะ ทำไรผิด) เหมือนเข้ามาปั่น ตลกดี แต่ส่วนน้อยมาก แต่พอยิ่งเสพคอมเม้นไปเรื่อย ๆ ยิ่งหัวร้อนไปเรื่อย ๆ ก็เห็น เอ้ย Rage Against the Machine เมืองไทย Limp Bizkit เมืองไทย หนักสุดมาเป็น เหมือน Red Hot Chili Peppers เหมือนยังไงวะ (หัวเราะ) บางคอมเมนต์ยิ่งเสพยิ่งหัวร้อนไรเงี้ย เลยไม่เสพ

เมษ: แต่คอมเมนต์ส่วนใหญ่ก็แบบ ทางบวกหมดเลย อ่านแล้วแบบ มีกำลังใจดี ชอบอ่าน

HBK: แล้วมีคนที่ไม่คิดว่าจะฟังเพลงของเรามาฟังมั้ย

เมษ: มีเพื่อนพ่อ เป็นผู้พิพากษามาฟัง แบบผู้พิพากษาชอบนี่คือรอดแล้ว โดนจับกูก็รอดแล้ว ตอนนั้นกะว่า ถ้ากูหายไปนี่ ไม่โดนจับก็โดนยิง ตอนปล่อยเพลงแรก (หัวเราะ)

ข้น: แต่ปล่อยเพลงแรกไป ผมมีเพื่อนคนนึงพ่อเป็นตำรวจ ช่วงนี้มันก็ไม่ค่อยคุยกับผมเลย เหมือนไปด่าพ่อมัน (หัวเราะ)

MV ทั้งสองตัวใครเป็นคนทำ เล่าเบื้องหลังการทำงานหน่อย มีอะไรบ้าง

ข้น: คือจะคิดสตอรี่มาก่อนว่า เราอยากได้ อันนี้มันเป็นเพลงเร็วเพลงช้า เราอยากได้ฟีลยังไง คิดเนื้อเรื่องมา คิดทุกคน ช่วยกันคิดห้าคน แม้แต่บางทีมุมกล้องเราก็คิดหมดเลย แล้วก็วางแผน แทบจะ 100% แล้วก็หาคนที่เค้ามีอุปกรณ์มาถ่ายให้ ก็ได้รุ่นพี่ ได้พี่แจม (ธนัท เลาหระวี) มาช่วย แบบ ตรงนี้เป็นยังไงพี่ ให้เค้าช่วย แต่ส่วนมากแบบ สตอรี่หลักก็คิดกันหมดเลย แบบจด ๆ ไว้แล้วก็ให้เค้าไปทำ

เมษ: อย่างเพลงสองนี่ แบกสายไฟ สี่ร้อยโล แบกขึ้นดาดฟ้ากันเอง แบบเดือดมาก เป็นดาดฟ้าที่หอพักที่พระรามสอง มันมีสนามบาสอยู่ แม่งได้ แต่ตอนยกสายไฟนี่เดือดมาก มันดี

BAT: พี่แจมก็ทำคนเดียว อย่างมากก็มีทีมไฟ อันสอง แต่อันแรกก็ได้พี่แป๊ป (Pap Yeahh) มาช่วย แต่หลัก ๆ ก็ใช้กล้องตัวเดียว เค้าก็เจาะ แล้วมาตัด ตอนตัดก็ไปนั่งตัดกับเค้าเลย ก็แชร์ ๆ กัน

อันนี้ชอบเป็นการส่วนตัว รูปโปรโมทที่ยืนถือป้ายชื่อเท่มาก ใครเป็นคนคิด

BAT: ยกเครดิตให้ไอ้ข้นเลย

ข้น: ไม่รู้ไปเจอไรมา เดี๋ยวคิดก่อน

เมษ: เหมือนมึงชอบจากหนังปะ ที่ว่าแบบ

ข้น: อ่อ ดูหนังมา แล้วมันเป็น มักช็อต

เมษ: หนังอีกละ (หัวเราะ)

ข้น: ดูแล้วแบบ เออ เหมือดูหนังมาแล้ว ตัวเอกมันถูกจับ แล้วแบบมักช็อตแล้วก็ ปึ้ง! เท่ดี แต่เป็นหนังของเมืองนอก

เมษ: แล้วหนังก็ตรงกับคอนเซ็ปในเพลงพอดี เป็นคนผิดโดยไม่รู้ตัว สังเกตโซ่ในเพลง มันจะมีโซ่ประกอบอยู่ตลอด

HBK: โฟโต้ชอป แต่งรูปนี่ทำกันเองหรือให้ใครช่วยอะคะ

ข้น: พี่แจมช่วย

เต้: แต่ข้นนั่งลบรอยแตกกำแพงไม่ใช่เหรอ (หัวเราะ)

ข้น: เออ ผมก็ช่วยเค้าเหมือนกัน (หัวเราะ) ก็เอาไอเดียหลัก ๆ ไปให้เค้าช่วย

คิดยังไงกับการที่ได้รับการเปรียบเทียบกับ Rage Against the Machine แล้วก็ นิยาม Bomb at Track ในแบบของตัวเองหน่อย

เต้: นิลยังไม่ได้ตอบเลย

นิล: ก็มีหลายคนว่านะครับ แต่เอาจริง ๆ ก็ต้องขอบคุณด้วย มันมีทั้งด้านบวกด้านลบ

เมษ: ส่วนใหญ่บวกอย่างเดียวเลย ไม่ค่อยมีคนว่าก็อปนะ ส่วนใหญ่จะบอกด้านบวก (ปุ้ย: แนวทางคล้าย ๆ กัน) แต่ อาจจะเป็นเพราะ แร็ปเมทัล พูดถึงสังคม หรือแบบ ซาวนด์ อะไรบางอย่าง แต่เอาจริง ๆ แล้วตอนเริ่มทำเพลง ไม่ได้มี reference มา แต่ก็มีอิทธิพล มีอยู่แล้ว ก็ไม่ได้แบบ ซีเรียสขนาดนั้น แต่ว่าก็รู้สึกดี ส่วนใหญ่จะมาด้านบวก

ข้น: เวลาเราทำเพลงก็ไม่ได้ไปก็อปยังงั้น แบบถ้าเป็นพูดถึงร้อง อันนี้แยกร้องมา ถ้าเราพูดอะไรที่มันรุนแรง ก็คิดว่า รุนแรง คงไม่ร้องเสียงต่ำจม ๆ แบบ แร็ปเสียงสูง ๆ ให้มันแบบ รุนแรง แล้วพอความสูงของกีตาร์ ความต่ำของเบส ความหนักแน่นของกลอง มารวมกัน องค์ประกอบมันก็ เป็นดนตรีร็อกที่ทุกคนชอบ มันก็คล้ายบ้างแต่ก็ไม่ได้จะเอางี้ ๆ เรามีเหตุผลที่จะทำแต่ละอย่าง

ข้น: นิยามว่าไรดี เราก็พูดถึงสังคม แบบตรง ๆ

เมษ: แล้วก็น่าจะเป็นความเป็นแบนด์ เหมือนแต่ละคนมีคาแรคเตอร์ของตัวเอง ทั้งการเล่น ทั้งซาวนด์ดนตรี อะไรงี้

ข้น: มีความชอบของตัวเอง

BAT: นิยามยากสัส (หัวเราะ)

ปุ้ย: คือความดิบ เราจะไม่อ้อมค้อม เหมือนชื่อวง พูดตรงไปตรงมา แล้วก็ระเบิดอย่างเดียว เหมือนเราเก็บมานาน เราพร้อมจะระเบิด

เมษ: (ระเบิด)ทั้งใน track แล้วก็เล่นสด ถ้ามีโอกาสก็อยากให้มาดูเล่นสดด้วย ว่าระเบิดขนาดไหน

ข้น: เล่นสดเราใส่ใจมาก พยามทำให้มันดีที่สุด

เต้: นิยามว่าเราเป็นกระบอกเสียงของประชาชนไง

BAT: น่อว

เต้: ไปคิดมา ๆ เงียบเลย

เมษ: ที่เงียบนี่คิดอยู่ (หัวเราะ)

HBK: เหมือนทุกคนก็มีแนวร็อกของตัวเองแล้วก็มารวมเป็น Bomb at Track ใช่มั้ยคะ

BAT: ใช่ครับ

ถ้าตอนนี้ไม่เล่นดนตรีร็อกจะเล่นอะไร

นิล: เล่นม้าครับ (หัวเราะ) ล้อเล่น ๆ เล่นไรดี

ข้น: ผมจะทำวงแบบ Yellow Fang ครับ สามชิ้น ผมชอบ ชอบสัส

เต้: อยากทำแบบ D2B

เมษ: ไอ้นี่ชอบคามิคาเซ่ อันนี้แบบเอาจริง ๆ เลย

ปุ้ย: ของเรานี่ออกไปทาง อะไรอะ

เต้: บรมอะ เส้นบรม ตรงยาว

ปุ้ย: เลี้ยวเข้าหอเลย! ถุ้ย! ผมชอบฟัง แบบนอกกระแส อินดี้ แบบลอย ๆ โพสท์ร็อก ถ้าไม่ได้ทำแบบนี้ก็คงโพสท์ร็อก

เมษ: คงเล่นร็อกนี่แหละ ไม่เคยคิดจะเล่นแนวอื่น ต่อให้ไม่ได้เล่นแนวนี้ก็จะเป็นร็อก คือแนวอื่นก็เคยเล่นอยู่แล้ว แต่แบบ เล่นให้รู้มากกว่า แต่ถ้าจริงจังก็เล่นร็อกนี่แหละครับ

มองอนาคตด้านดนตรีทั้งของตัวเองและวงไว้ยังไง

ข้น: มองอนาคตไว้ยิ่งใหญ่มาก เอาตรง ๆ นะ อยากเป็นวงร็อกอันดับหนึ่งของประเทศไทย (เมษ: แต่เป็นแนว(ดนตรี)นี้นะ) แล้วก็อยากมีคอนเสิร์ต อัลบั้ม เป็นของตัวเอง

ปุ้ย: หู้วววววววววววววววววววววว

นิล: สำหรับผม ผมอยากเป็นที่รู้จัก เพราะว่าเรียนดนตรีมาแล้ว เป้าหมายที่อยากเป็นตั้งแต่ตอนแรกก็คืออยากเป็นที่รู้จักของทุกคน มีเอกลักษณ์ของตัวเองไรงี้ ถ้าเรื่องกับวงก็ อยากอยู่กับวงที่ไม่ต้องเก่งมาก แต่นิสัยเข้าใจกัน อ่านการ์ตูนเรื่องเดียวกันแล้วสนุก อยู่ด้วยกันแล้วมีความสุข ขอแค่เป็นเพื่อนที่ดีกัน ก็ถือว่าเป็นวงที่ดีแล้วครับ (สมาชิกคนอื่นแซวรัว ๆ)

ปุ้ย: ถ้าสังคมมันถึงจุดหนึ่งที่มันเยอะเกินไป ที่เสรีภาพหายไปแล้ว ก็อยากปฏิวัติเอาเสรีภาพกลับมา เหมือนเป็นแกนนำ เหมือนปิด อนุสาวรีย์เล่นคอนเสิร์ตไรเงี้ย แบบ คนมา (BAT: ปิดทำเชี่ยไรวะ รถวิ่งไม่ได้(หัวเราะ)) ก็ประมาณนั้น เวอร์ ๆ หน่อย

เมษ: อยากให้วงมันไปได้ไกลที่สุดเท่าที่จะไปได้ ถึงแนวนี้มันจะไม่ใช่แนวแมสที่จะไปแบบ Bodyslam ได้ แต่ก็อยากให้มันสุดในทางของมัน เพราะแบบ มันมีความสุขที่ทำ อยากให้มันไปถึงที่สุด

เต้: อยากให้ใช้เนื้อหาเพลงของวงตัวเองกับแนวเพลงเปลี่ยนความคิดของคนในสังคม อยากให้เค้าแบบ คิดมากขึ้น เอาง่าย ๆ ให้แม่งเห็นแก่ตัวน้อยลงครับ กับคนในสังคม ถ้าเป็นเรื่องของวงก็ อยากให้แนวนี้มันเป็นแนวที่แบบทุกคนยอมรับ ไม่ใช้แบบ แนวนี้แม่งใช้ภาษารุนแรงเกินไป ทั้ง ๆ ที่ทุกวันนี้คนก็พูดกูมึงกันอยู่ดี

ข้น: อยากทำเพลงไปเรื่อย ๆ แล้วก็ทำสิ่งที่พวกเราคิดเห็นกับสังคม แล้วก็ทำเพลง ทำดนตรี ทำอัลบั้ม แล้วก็เล่นดนตรีไปเรื่อย ๆ มองอนาคตว่าเอาให้สุดให้ได้ ก็คงต้องสุด ชีวิตนี้ต้องครั้งนึง อันนี้คือจุดมุ่งหมายแต่ผมเป็นเด็ก คิดงี้มา แล้วก็คงทำงี้ต่อไปเรื่อย ๆ

HBK: เชื่อมั้ยว่าสามารถเปลี่ยนความคิดคนในสังคมได้ คิดว่าวันนึงจะไปถึงจุดนั้น

BAT: เชื่อครับ

มองวงการเพลงทางเลือกในปัจจุบันกับอนาคต อย่างไร

ข้น: ผมว่าเปลี่ยนชัวร์ ๆ ผมว่าปัจจุบันมันก็มีหลายแนวแล้วมันก็กว้าง มันมีทางเลือกเยอะพอสมควร แล้วก็เป็นเรื่องที่ดี แล้วก็มีคนเก่งเพียบเลย เพลงแบบไม่ได้อยู่ค่าย คนที่ทำเอง แบบวงเพื่อนวงรุ่นพี่งี้ เจ๋งเยอะ ๆ มาก หลายทางหลายแนวมาก ผมว่ามันเป็นเรื่องที่ดี ผมว่าอนาคตจะพัฒนาไปเรื่อย ๆ ความเจ๋งจะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ไอเดียทุกคน จะมีเด็กใหม่มาเรื่อย ๆ ทำอะไรต่อเติมนู่นนี่ ก็จะไปได้อีก ต่อยอด เพิ่มความเจ๋งไปเรื่อย ๆ แสดงว่าอนาคตก็จะไปได้อีก

นิล: อย่างในยุคปัจจุบัน ผมคิดว่ามันมีเพลงที่คล้ายกัน เพลงตลาดไรงี้ เริ่มมีหลายวงแล้ว และพวกผมตั้งใจจะเปลี่ยนกระแสดนตรีของไทย อยากให้มันมีอะไรใหม่ ๆ เข้ามาในวงการบ้าง อยากให้คนดูเปิดรับด้วย เพราะว่าเรียนดนตรี ก็อยากทำอะไรที่มันเปลี่ยนยุคสมัย ผมคิดว่าเด็กยุคนี้อยู่ในช่วงกำลังเปลี่ยนแปลง

เต้: ในปัจจุบันมีวงดี ๆ เยอะมากเลยครับ เป็นวงรุ่นเดียวกันหรือรุ่นพี่รุ่นน้อง แบบที่ไอ้ข้นบอก แต่ประเด็นคือมันไม่ค่อยจะมีใครเห็น เพราะว่าไม่ค่อยมีใครสนับสนุนแนวเพลงแบบนี้ เพราะคนที่สนับสนุนคิดว่า ถ้าเค้าสนันสนุนขึ้นมา คนไม่ฟัง ก็เป็นผลเสียของเขา แล้วถ้าเกิดวันนึง มีคนที่เค้าอยากจะดัน คนที่เค้าไม่คิดถึงผลประโยชน์ ถ้าคนที่มีชื่อดัง ๆ เค้ามาผลักดันวงพวกนี้ ทำให้วงพุ่งขึ้นมา ก็จะทำให้คนเห็นศักยภาพมากขึ้น แนวเพลงก็จะพัฒนา

เมษ: จะทำยังให้ให้คนฟังอุปทานกับแนวดนตรีใหม่ ๆ ที่ไม่ใช่รัก ๆ ใคร่ ๆ ทั่วไป เหมือนเราจะทำยังไงให้แนวดนตรีที่ไม่ตอนนี้มันไม่แมส ให้มันแมสได้

ข้น: ผมมีเพิ่มเรื่องแบบ บางทีคนบางคนแคร์เกินไปว่าคนฟังรู้สึกอะไร ชอบไม่ชอบอะไร ซึ่งผมว่าเป็นเรื่องที่บางทีก็ต้องแคร์ แต่ว่าถ้ามองตัวตนของเรา การทำเพลง การทำเพลง เราควรจะมองตัวเอง นำเสนอตัวเอง ไม่ใช่เอาความคิดคนอื่นมาผสม อย่างวงบางวงหรือแบบ คนบางคนที่มาคุมวงนั้น แทนที่จะดึงจุดเด่นของแต่ละคนในวงนั้นออกมา ดึงจุดที่แบบ ยังได้อีกออกมา ดึงจุดนั้นออกมา ให้มันพุ่ง ให้มันเปรี้ยวไปเลย เค้ากลับทำให้มันแบบ แบบนี้อย่าเลย คนไม่ชอบ เน้นแมส บางทีเค้าก็แคร์เกินไป ผมว่ามันก็ไม่ผิด แต่ความรู้สึกผม ผมว่ามันน่าจะแคร์ตัวตนของนักดนตรี ว่านักดนตรีอยากพูดอะไร แล้วก็จัดเต็มเลย  ผมว่ามันดีกว่าที่จะต้องมาฟังอะไรที่มันน่าเบื่อ หรือแบบ คล้าย ๆ กัน

เต้: ง่าย ๆ คือควรคิดถึงคนเล่นบ้าง ไม่ใช่คนฟังอย่างเดียว เดี่ยวนี้ทำตามใจคนฟังมากเกินไป จนแบบ ไม่มีตัวตน

ข้น: เพราะแบบคนฟัง เค้าเลือกอยู่แล้ว ไม่ชอบเค้าก็ไม่ฟัง เราก็ไม่เห็นต้องสนใจว่าเค้าชอบหรือไม่ชอบ แต่เราก็ ขอบคุณที่เค้าชอบ แล้วก็ฟัง วงก็นำเสนอความเป็นตัวเอง คนฟังก็ไม่ได้โกรธอะไรอยู่แล้ว

ปุ้ย: ผมว่ามันน่าจะเปลี่ยน วงการเหมือนกำลังจะเปลี่ยนไปตามยุคสมัยของโลก แบบ มันก็ตามยุคอะ มีวงใหม่ ๆ โผล่ขึ้นมา มันก็จะเปลี่ยน วงที่เคยถึงจุดสูงสุดก็จะค่อย ๆ หายไป เป็นตำนาน ผลัด ๆ กันเป็นตำนาน

HBK: ฝากอะไรให้รุ่นน้อง ๆ ที่กำลังจะเข้ามาในซีน อยากให้กำลังใจหรือเล่าประสบการณ์อะไร

ปุ้ย: ไม่ต้องเรียนดนตรีครับ เรียนหมอ เรียนอย่างอื่น

ข้น: ผมอยากฝากบอกว่า ให้ลุยเต็มที่ อย่าปิดกั้นตัวเองเกินไป ชอบอะไรก็บอกว่าชอบอะไร แต่ไม่ใช่ไม่ชอบก็ไม่ฟัง พยามฟังให้เยอะที่สุด พยามรู้ว่าแบบ ที่เค้าชอบอะไรเพราะอะไร ดูหลาย ๆ วง ดูกว้าง ๆ อะ ตัวตนของเราชอบอะไร เรานิสัยยังไง ชอบอะไร เราอยากให้มันเป็นยังไง ก็เสนอออกมาเลย อย่าไปแคร์อะไรมาก แล้วก็เริ่มทำเลย ไม่ต้องคิดไรเยอะ

เต้: อยากให้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักมากกว่าสิ่งที่คนอื่นรัก อยากให้แคร์ตัวเองก่อน ที่จะไปแคร์คนอื่น แคร์คนอื่นมันก็แคร์ได้ แต่แค่ประมาณนึง ตัวเองอยากจะทำอะไรก็ทำเลย เนี่ยแหละคับ

ปุ้ย: ฝากน้องที่จะเดินทางเส้นเรียนดนตรีครับ อยากฝากว่า ถ้ารักมันจริง ๆ ต้องเหมือนว่า เราเหมือนเอาครึ่งชีวิตของเราไปอยู่กับมัน มันเหมือนตายไปครึ่งนึง (ข้น: ทำเพลงมันยังไม่มาเลย ขี้เกียจ (หัวเราะ)) เหมือนมันขมอะ เหนื่อยอะครับ มันไม่ได้ง่าย ไม่มีอะไรง่าย ทุกอาชีพที่เราเลือกถ้าเราจะมาจริง ๆ ก็อยากให้รักมันจริง ๆ กับสิ่งที่เราเลือก อย่าแค่ชอบมันแค่แปปเดียว

เมษ: ก็ฝากว่า คนที่โชคดีที่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักอะ แบบ บางคนชอบเล่นดนตรีงี้ แต่ไม่มีโอกาสได้เรียนสูง ๆ มันโดนปิดกั้นนู่นนี่นั่น แต่สำหรับคนที่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักอย่างเต็มที่อะ ก็ขอให้เต็มที่ เอาให้ถึงที่สุด

ข้น: ผมมีเสริมนิดนึง พยามหาแรงบันดาลใจไปเรื่อย (เมษ: อย่าหมดไฟอะ) เอาให้มันสุดในชีวิตไปเลย ถ้าชอบอะไร บางที วงพวกผมอาจจะได้แรงบันดาลใจอะไรบางอย่างจากวงที่กำลังจะทำอะไรขึ้นมาก็ได้ เหมือนเราให้อิทธิพลกันและกัน บางทีอาจารย์ ก็ได้รับอะไรบางอย่างจากนักเรียนเวลาสอน นักเรียนก็ได้รับอะไรบางอย่างจากอาจารย์ แต่ละคนก็ต้องหาแรงบันดาลใจ ตั้งใจทำในสิ่งที่รัก แล้วก็แชร์กัน ผมว่าเป็นเรื่องที่ดี

นิล: ถ้าใครท้อในสายทางนี้ ก็อย่าเพิ่งท้อ เพราะพอถึงจุดที่มันไคลแมกซ์ มันสนุกเวลาอยู่กับเพื่อน ๆ ท้าท้อก็เอาให้สุด ๆ ไปเลย แล้วก็ เอาใหม่

ข้น: ถ้าท้อก็ กินเบียร์ (หัวเราะ)

HBK: มีอะไรอยากฝากอีกมั้ยคะ

ข้น: โยงไปเรื่องฆาตกร ผมอยากพูด ผมเพิ่งเจอมาเหมือนกัน พวกคอมเมนต์ แล้วก็อะไรก็ไม่รู้งง ไม่รู้เค้าคิดอะไรอยู่ อยากฝากบอกคนที่เป็นแบบนี้ คิดอะไรให้มันช้าลงหน่อย แล้วก็ คือเวลาจะทำอะไรในโซเชียล เวลาจะพิมพ์ มองดี ๆ มองว่าทำไปทำไม อะไรพวกนี้ทำให้สังคมแย่ ความคิดคนเร็วเกิน เหมือนถ้าเปรียบเทียบเหมือนกินอาหาร ตั้งแต่มีมาม่ากึ่งสำเร็จรูป การกินอาหารมันง่ายขึ้น ที่เราแบบ ได้กินภายในไม่กี่นาที ซึ่งผมว่ามันไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เหมือนเราคิดเร็วไปหน่อย เหมือนไม่ได้คิด ไม่สนใจมากไปหน่อย ก็อยากฝากให้คิดช้าลง ไตร่ตรอง มองหลาย ๆ ด้าน มองว่าตัวเองทำอะไรอยู่ ผมก็อยากให้ให้สังคมเรื่องนี้ดีขึ้น ไม่ได้ต้องการให้ดีมาก เดินยิ้มกัน ซื้อข้าวให้กัน แต่แบบ เริ่มจากตัวเอง คนรอบข้าง พยามมีสติอยู่เสมอ ใส่ใจ (เต้: เอาใจเค้ามาใส่ใจเราบ้าง) อย่าทำอะไรซื่อบื้อ ๆ แปลก ๆ งง ๆ อย่าแบบ อะไรก็ด่า ๆๆๆ

ปุ้ย: บางทีชอบไปด่าเค้า อย่างคดี กราบรถกู ที่แบบ โอเค เค้าผิดจริง ควรโดนด่า แต่บางคนไปด่าแบบ พ่อแม่เค้า

เต้: ไปด่าผู้ถือหุ้น ไม่เกี่ยวกันเลย

ข้น: เหมือนวันที่ไอ้ปุ้ยมาไม่มาซ้อมเงี้ย แล้วผมก็ไปด่าแม่มัน แม่ แม่งเหี้ย ลูกแม่ไม่มาซ้อม แล้วก็งงไปด่าแม่เค้าทำไม พ่อแม่เค้าก็นั่งทำกับข้าวอยู่บ้าน ไปด่า งงสัส

ฝากผลงานหน่อย เราจะได้เห็นอะไรจาก Bomb at Track ในปีหน้าบ้างคะ

เต้: ไม่มีครับ (หัวเราะ)

ข้น: เดี๋ยวไอ้ปุ้ยโดนไล่ออก (หัวเราะ) เดี๋ยวมีอีพีห้าเพลง จะไปขายงาน Cat Expo เดือนกุมภา

เต้: แล้วก็มีเสื้อลายใหม่ ลายที่ 2

ปุ้ย: เพลงใหม่เป็นเพลงที่สาม มาพร้อมเอ็มวีครับ

BAT: (ค่าทำงาน) ของเก่ายังจ่ายตังค์ไม่ครบเลย (หัวเราะ)

การสนทนากับวงมาแรงแห่งปี 2016 ก็จบลงเพียงเท่านี้ เราก็ได้รู้เรื่องใหม่ ๆ ฟังแนวคิด วิถีการมองโลก การใช้ชีวิต และก็ได้ฟังเรื่องตลก หัวเราะไปกับมุกของพวกเขาด้วย ถือว่าเป็นงานสัมภาษณ์ศิลปินงานแรกที่สนุกและตื่นเต้นพอสมควร ในตอนหน้าจะพาไปพูดคุยกับศิลปินถิ่นศาลายารายไหนอีกโปรดติดตาม สามารถแนะนำวง แนะนำงานที่น่าสนใจมาได้ทางเพจ Headbangkok ได้เลยค่ะ พบกันใหม่เมื่อชาติต้องการ!

ติดตาม Bomb at Track ได้ที่: facebook.com/Bombattrack

เรื่อง: มาลัยวีณ์ แสวงผล
ภาพ: ปณาลี พัฒนพิชัย
สถานที่: ณ สตูดิโอ
จำนวนชาวศาลายา: ทั้งวง

malaivee

malaivee

Co-founder/writer at The Salaya Sound
มีความฝันว่าโตขึ้นรถไฟฟ้าจะไปถึงศาลายา
malaivee
SHARE:Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestShare on Google+Buffer this pageEmail this to someonePrint this page