ว่ากันตามตรง แจ๊ส ชวนชื่น ไม่เคยอยู่ในรายชื่อของคนที่เราอยากนั่งสัมภาษณ์ด้วยมาก่อนเลย จนกระทั่งได้เห็นผลงานของวง แจ๊ส สปุ๊กนิค ปาปิยอง กุ๊กกุ๊ก ที่หยิบเอาเพลง “Stressed Out” ของวง twenty one pilots มาคัฟเวอร์ใหม่ในเวอร์ชันภาษาไทยพร้อมทำมิวสิควิดีโอล้อเลียนที่เกือบจะเหมือนเป๊ะแบบช็อตต่อช็อต ก็ทำให้เริ่มสนใจในรสนิยมทางดนตรีของคนที่ถูกขนานนามว่าเป็น ‘ตลกเด็กแนว’ คนนี้ขึ้นมามากอยู่

หลังจากนั้นก็คุยกันในกรุ๊ปไลน์ของ HEADBANGKOK กับเจต (Jeddy Tragedy) จนได้ความว่าสามารถติดต่อมิตรสหายที่ทำงานเป็นทีมแบ็คสเตจของวงสปุ๊กนิคฯ ได้ เราก็เลยนัดแนะกันที่โรงเบียร์แห่งหนึ่งย่านพระรามสองในคืนวันศุกร์ที่วงสปุ๊กนิคมีคิวไปเปิดการแสดงที่นั่นพอดี ไม่นานนักหลังจากนั่งรอคุยกันเล่นหน้าห้องแต่งตัวศิลปิน ชายร่างเล็กหน้าตากวนบาทาก็โผล่หน้ามาพร้อมเสื้อจัมเปอร์ลายเสือดาวสุดกวนและชวนให้เรารีบเข้าไปสัมภาษณ์กันทันที

ด้วยเวลาที่กระชั้นชิดและความที่ไม่ได้ละลายพฤติกรรมกันมาก่อนก็ทำให้โทนของการสัมภาษณ์ระหว่างพี่แจ๊สกับ Jeddy เป็นไปอย่างจริงจังพอสมควร แต่ก็มีการแทรกมุกควาย (จากไอ้เจต) เพื่อผ่อนคลายความจริงจังของคอนเทนต์บ้างประปรายจนสุดท้ายเมื่อบทสนทนาสิ้นสุดลง เราก็ได้พบว่าผู้ชายคนนี้เป็นมิตรเหมือนที่เคยเห็นในหน้าจอทีวีมา ประเด็นหลักที่เราอยากคุยกับเขาในวันนี้มีสามเรื่องคือ ดนตรี, สตรีทแฟชั่น และรอยสัก เขามีมุมมองต่อทั้งสามสิ่งนี้ยังไง ไปทำความรู้จักกันต่อด้านล่างได้เลยครับ


มาเป็นวง สปุ๊กนิค ปาปิยอง กุ๊กกุ๊ก ได้ยังไงครับ?

คือจริง ๆ แล้วส่วนตัวเป็นคนชอบร้องเพลงอยู่แล้ว ชอบเพลงชอบออะไรที่เกี่ยวกับเพลง เพราะปลูกฝังมากับเพลงหลาย ๆ แนว เราไม่ได้เลือกที่จะฟังอะไรตายตัว มีครั้งนึงได้ไปออกรายการดันดารา ประกวดกับใครไม่รู้ เขาก็เรียกเราไปร้องเพลงเพราะเขารู้ว่าเราร้องเพลงได้ ก็ไปร้องเพลงไปแข่ง ทีนี้มันชนะ หลังจากนั้นพอรายการมันออกไปในยูทูป มันเริ่มมีคนอยากให้เราไปร้องเพลงตามผับ แต่ก็แค่รับงานสองงาน ด้วยความเราไปคนเดียวไม่ได้มีใครไปเป็นเพื่อน มันก็ไม่ต่างจากไปร้องเพลงเล่นตลก มันก็เลยมีความคิดว่าอยากมีวงดนตรีไปด้วยก็ไปเจอวงสปุ๊กนิคฯ ซึ่งตอนนั้นเราสนิทกับร้านเหล้าร้านนึงชื่อ 20 Something แล้วไอวงสปุ๊กนิคฯ เขาเล่นอยู่ที่นั่น แล้วทุกครั้งที่เขาเรียกเราขึ้นไปเราก็จะขึ้นกับวงนี้บ่อยสุดก็เลยขอเบอร์มา ทีแรกจะเอาไปเล่นงานแต่งก่อน ก็ได้ไปเล่นงานแต่ง พอเล่นเสร็จก็ไปเจอมัน มันบอกวันนั้นงานแต่งสนุกมากจริง ๆ แล้วไม่ใช่วงมัน เสือกเรียกอีกวงไป รู้สึกจะรับงานแรกที่อยุธยา เสร็จปั๊บก็ไปเล่นกันแบบไม่ซาวด์ไม่ได้รู้อะไรเลย น้องเขาก็ถามพี่ไม่ต้องไปซาวด์เช็ค เราก็ไม่ซาวด์เช็ค เล่นเลย เพราะเรายังไม่เข้าใจพาร์ทดนตรี ตอนเราเล่นตลกเราได้ยินเสียงเขาเช็คซาวด์ ไม่รู้ว่ามันคืออะไรด้วยซ้ำ

หลังจากงานแรกที่อยุธยา งานที่สองเป็นงานที่หัวหิน เป็นงานสงกรานต์นั่นแหล่ะคือวันที่เปิดตัววงอย่างเป้นทางการ เราเริ่มคิดว่าอยากมีวงดนตรีและ เป็นวงนี้ไปเลย แจ๊ส สปุ๊กนิค ปาปิยอง กุ๊กกุ๊ก ไปเลย แต่ก็ไม่ได้ใฝ่ฝันว่าจะเป็นนักร้องเป็นอะไรไม่เคยใฝ่ฝันแค่อยากมีวงดนตรีเล่นตามผับตามบาร์ เหมือนสมัยก่อนบางรักรัชดาซอย 4ช่วงวงสามชิ้นกำลังแรง ๆ เลยช่วงนั้น ไม่ใช่ยุคแบบของ Hollywood ไม่ได้เป็นนักร้องแบบเต้นแบบนั้น ก็เลยเจอวงนี้ยาวมาจนถึงทุกวันนี้ สามปีแล้ว

แรงบันดาลใจในการร้องเพลง?

จริง ๆ ไม่มีศิลปินคนไหนตายตัวนะ ชอบหมดทุกคนที่เป็นนักร้อง ลูกทุ่ง สตริง นู่นนี่นั่น เมืองนงเมืองนอก ชอบหมดอะ คือเป็นคนไม่ได้ชอบใครเป็นพิเศษอยู่แล้ว จะชอบเหมือนใครมีพลังก็จะชอบเป็นพิเศษ พี่ตูน Bodyslam เงี้ย เขามีพลัง เหมือนนักร้องในยุค ๆ นั้น Linkin Park ก็ด้วย เขามีพลัง คือหลายคนอะ มันมีหลายคน

ชอบเพลงแนวไหนเป็นพิเศษครับ?

จริง ๆ เป็นคนชอบแนวฮิพฮ็อพ ร็อกเราก็ชอบนะ แต่ถ้าจะให้ชอบเป็นพิเศษคือฮิพฮ็อพ สกาก็ชอบเป็นพิเศษ แต่แนวอื่นก็ฟังได้หมด เราเป็นคนฟังได้หมด ลูกทงลูกทุ่งฟังได้หมดนะ

เห็นว่างานเยอะมาก แบ่งเวลายังไง

คือบอกตรง ๆ นะทุกวันนี้ที่ทำรายการงานอะไรเนี่ยมันคือความอิ่มตัว มันมีความอิ่มตัวในสิ่งที่เราเป็นมาอยู่แล้ว รู้ว่าจะต้องพูดยังไง รู้ว่าจะต้องเล่นยังไง รู้ว่าจะต้องอะไรยังไง อะ มันอาจจะต้องมีความรู้เพิ่มอะใช่ แต่คราวนี้มันกลับกลายว่าเราทำสองอย่าง เราจะเทความคิดมาตรงนี้ น้ำมันยังไม่เต็มแก้วอะ ของเราตรงนั้นมันเต็มแล้ว แค่มีเวลาเปลี่ยนน้ำเป็นน้ำอะไรแดกเท่านั้น น้ำแดง น้ำเขียว อะไรเท่านั้นเอง แต่อันนี้ [ร้องเพลง] มันยังไม่เต็มแก้ว เราต้องเอาเวลาซีกนึงมาคิดตรงนี้ให้เยอะ มากกว่า หาเวลาว่างจากทำงานมาซ้อม หยุดมาคิดมุก หยุดมาคิดโน่นคิดนี่ มันจะมีเพิ่มมากขึ้น แต่ก็ต้องแบ่งให้ได้เพราะว่ามันรักทั้งสองอย่าง มันก็ต้องทำทั้งสองอย่าง

ต่อกันที่เรื่องสตรีทแฟชั่น เห็นว่าชอบเรื่องนี้มาก

ส่วนตัวชอบเป็นคนแต่งตัวอยู่แล้ว ชอบดูคนแต่งตัว ชอบมองคนแต่งตัว ชอบเห็นคนแต่งตัว มันชอบอะคนแม่งชอบ ชอบหมดเลยนะ ชอบทุกแนวด้วย วินเทจ สตรีท เราชอบหมดมันก็เลยชอบแต่งตัวมาถึงทุกวันนี้ มันน่าจะเป็นเชื้อมาจากพ่อ เพราะพ่อเป็นคนชอบแต่งตัวมาก แต่งตัวมาทุกแนวก็เลยชอบ

ทราบมาว่าพี่แจ๊สชอบสะสมเสื้อวงด้วย

เสื้อวงเนี่ย วงต่างประเทศเราเป็นคนรู้จักน้อยนะ เพราะหนึ่งเราเป็นคนไม่ได้มีเพื่อนมาตั้งแต่เด็ก ไม่ได้มีเพื่อนที่ปรึกษาโน่นนี่นั่น อายุ 16 ก็อยู่กับตลกเลย ขนของเล่นตลกเลยอยู่แบบนี้มาตลอด เพิ่งจะมารู้จัก รู้จากเสื้อมาก่อน ว่าอันนี้มันเสื้อวินเทจนะ ถึงจะไปรู้จักวง Nirvana ก็เพิ่งจะรู้ Pink Floyd ก็เพิ่งมารู้ เพิ่งมารู้จากเสื้อ มันชอบจากเสื้อผ้า Red Hot Chili Peppers นู่นนี่ก็ไปเรื่อยเปื่อย เหมือนมันได้ความรู้เพิ่มจากตรงนี้ เพราะจริง ๆ เราเรียนน้อย ถ้าเราได้เรียนมหาลัยอย่างน้อยเรายังได้ขีดโชคชะตาตัวเอง ไปซ้อมวงดนตรีกับเพื่อนโน่นนี่นั่น นี่เราไม่ได้มีเพื่อนมาตั้งแต่เด็ก ๆ

อะไรมันดึงดูดให้เราหันมาสะสมของพวกนี้?

นอกจากความเหม็นแล้ว… ถามว่าเราตามแฟชั่นไหน เราก็ตามแฟชั่นแหละ เราก็เห็นว่าช่วงนี้เสื้อวงมันมา มันก็จะลิงก์กันมา แต่สเน่ห์ของมันคือสเน่ห์ของมันที่เราชอบเราชอบจากความเป็นมือสอง เป็นความเก่าก่อน แล้วมันทำให้รู้สึกคลาสสิค มากนะวง แฟชั่นในยุค ’90s มันคลาสสิคมาก ๆ ทั้งกางเกงยีนส์ ทั้งรองเท้าคอนเวิร์ส ทั้งเสื้อ ลายสกรีนของเสื้อวงที่ทำไม… เขาอาจจะไม่ได้ตั้งใจแต่ทำไมมันเป็นเอกลักษณ์มาก ๆ อย่าง AC/DC ทำไมฟอนต์มันถึงสวย มันคลาสสิคจริง ๆ จนทุกวันนี้ก็ยังเจ๋งอยู่

พูดถึงรอยสักกันบ้างดีกว่า ได้ลายแรกมาจากไหนยังไงครับ?

ตั้งแต่มือจิ้มกับเพื่อนตั้งแต่เรียนเลย เนี่ยกางมือให้เพื่อน ไม่รู้ด้วยนะเพื่อนหยิบหมึกจีนเข้าใส่ยับเลย แล้วมันเหมือนฟาร์มถั่วเขียวอะ เหี้ยอะไร ยุกยิก ๆ ๆ อะไรไม่รู้ จนไปสักสะพานพุทธ จนมันพัฒนามาจนแบบ แก้…คือต้องบอกตรง ๆ เลยต้องขอบคุณเลยนะไอคนที่แก้รอยสักให้ คนที่ชื่อปิน Sinner Ink คนเดียวกันที่สักให้ จเด็จ Fedfe มันแก้ให้หมดทั้งแขนเลย เราก็สักมั่วซั่วเลย เจอที่ไหนเอาก่อน จนเรารู้สึกว่าเรามาเจอน้อง รอยสักเราเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นเยอะ เราเป็นคนชอบอะไรเราทิ่มเลย ไม่คิด

ถ้าน้อง ๆ อยากสักพี่แจ๊สมีอะไรจะแนะนำน้อง ๆ ไหมครับ

ขอให้คิดดี ๆ ก่อนเลย น่าจะเป็นเหมือนกันหมดอะ คิดให้ดี คิดให้ดีก่อน เหมือนที่คนบอกเราอะ คิดให้ดีแจ๊ส มันติดตัวมึงไปจนตาย แต่เราไม่คิดหรอก แต่ก็ต้องย้ำคำนี้เลย คิดให้ดีถามว่าบางคนบอกเราว่ามันจะอยู่ไปจนแก่ อันนั้นไม่เกี่ยว แต่ถ้าอยู่กับเราไปจนแก่แบบไม่สวยเนี่ย มันจะ มันจะไม่ได้อะ ซึ่งถามว่าตัวเราพลาดไหม พลาดนะ ตัวกูเนี่ยพลาดนะ ไม่ใช่ว่าไม่พลาด ไม่ได้คิดว่าแขนตัวเองสวยนะ ไม่ได้มองเลย บางคนมาพูด “โหพี่ รอยสักพี่โคตรเท่เลย” ไอเราก็นึกในใจ เราไม่ได้บอกไปนะ “มึงไปดูคนที่เขาสักจริง ๆ ก่อนดีกว่าว่า เขาสวยกว่ากูเยอะนะ”

แล้วพี่แจ๊สรู้สึกยังไงบ้างครับที่คนบางคนยังมีทัศนคติเกี่ยวกับรอยสักว่าไม่ดี

ถ้ามองปัจจุบันนี้ ปัจจุบันนี้มันเปิดกว้างหมดแล้ว มันจะถูกยกไปไว้อีกแบบแล้ว สมัยก่อนอาจจะดูแบบ… เถื่อนอะ แต่ตอนนี้มันจะถูกยกไปอีกแบบแล้ว แต่ตอนนี้รอยสักที่ใช้มือจะดูน่ากลัวกว่า ซึ่งพี่มองก็มองว่ามันเป็นศิลปะนะ แต่ก็ยังมีหลาย ๆ คนที่มองว่ายังน่ากลัวอยู่ แต่จริง ๆ แล้วมันคือศิลปะ ทั้งหมดมันมีลายเส้นของมัน แต่ถ้าเอาจริง ๆ นะ มันเป็นความชอบส่วนบุคคล ซึ่งเมือกนอกเขาคงไม่ได้คิดอะไรแบบนี้หรอกนะ เมืองนอกไปสักเบ้าตา ฝังหัว ใส่เขี้ยว แต่บ้านเราไม่ได้ บ้านเราไม่ได้มันเป็นวัฒนธรรมอะ ก็แล้วแต่

แต่ถ้าชอบแล้ว คิดจะสักแล้ว ก็ต้องกล้าที่จะเดินในสังคมอะ แต่ถ้าไม่กล้าอย่าสัก แล้วพอคนมองเราก็ห้ามเขาไม่ได้หรอก อย่าไปยกแม่น้ำทั้งห้ามาให้เขาฟังเรื่องเหตุผลว่าอย่ามองคนสักเป็นคนไม่ดี ซึ่งคนสักมันก็มีทั้งคนดีและไม่ดี คนไม่สักมันก็มีทั้งดีและไม่ดีเหมือนกัน เพราะฉะนั้นก็ต้องชั่งน้ำหนักอะ แต่ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันคำว่ารอยสักมันเป็นสิ่งที่มองแล้วแม่งลบก่อนเลย ก็ยังหาข้อมูลไม่ได้ แม้กระทั่งตัวเราทุกวันนี้ ซึ่งมันก็เป็นวัฒนธรรมบ้านเราด้วยอะไรเงี่ย

คิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จในฐานะตลก/นักร้องหรือยัง

นักร้องยัง แต่ตลกมันเกินมาไกลมากแล้ว ใช้คำว่า… เกินมาไกลอะ ตั้งไว้ 40 มันมาเกินเยอะกว่านั้นแล้วอะ นึกก็ยิ้มแล้ว มันมาไกลเกินกว่าที่เราตั้งเป้าไว้เกินมาก สำหรับคนอื่นไม่รู้เรามาไกลรึเปล่าสำหรับเราไกลมากอะ

อย่างตอนกระแสเพลง “ยับแม่” ที่มีกระแสต่อต้าน อยากฝากบอกอะไรให้เขาเข้าใจไหม?

บางทีมันก็มีความท้อนะ เพราะคนไทยเดี๋ยวนี้เขาก็จะเป็นฟีลอีกแบบ ถ้าเขาไม่ชอบอะไรเราทำเหี้ยอะไรก็ไม่ดีในสายตาเขาหรอก แล้วยุคนี้มันไม่เหมือนยุคก่อน ยุคก่อนคนมันชื่นชอบศิลปิน แต่สมัยนี้ศิลปินต้องบังคับให้เขามาชอบ เหมือนเราทำอาหารให้เขากิน เขาไม่กินแล้วเขวี้ยงชามใส่เราเลย ไปเสิร์ฟให้กินงี้ เขวี้ยงชามใส่เราเลย เพราะมันอยู่ในโลกของโซเชียลด้วย แรก ๆ เครียดนะหลัง ๆ เฉย ๆ อะ เฉย ๆ ไปเลย แต่ก็มีความกลัวอยู่ด้วยนะ มันทำให้มีความกลัวมาบดบังตั้งแต่ตตอนนั้นอะ ถามว่าเป็นความผิดของเราไหม ใช่ แต่เราก็ไม่อยากให้คนอื่นมาบั่นทอนความรู้สึกเรา

เอาง่าย ๆ ว่าทำก็โดนด่าไม่ทำก็โดนด่า สู้ทำดีกว่าถึงโดนด่ากูก็มีอะไรทำ มันดีกว่า เราก็ไม่รู้จะบอกยังไงอะ สิ่งเราทำอาจจะรู้เท่าไม่ถึงการณ์แต่คำว่าศิลปะหรือศิลปินมันไม่มีผิดไม่มีถูกหรอก บ้านเราไปจำวัฒนธรรมเมืองนอกเขามา แต่เมืองนอกอะเขาฟรีสไตล์ ฟรีทุกอย่าง ฟรีแบบ… เนื้อเพลงเขาพูดถึงอะไรได้ เซ็กส์ได้ ด่าอะไรได้ แต่บ้านเรากลับไม่ทำ ไม่ยอมทำนู่นนี่นั่น แต่เรามองว่าวัฒนธรรมตรงนั้นมันอิสระมากกว่า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องดูอะ ถามว่าเราทำเป็นฝรั่งได้แต่มันก็อาจจะผิดในสายตาคนไทยแต่ว่าผิดก็ขอให้ ให้อภัยใช้คำนี้ดีกว่า ต่อไปนี้ถ้าผิดก็ขอให้ ให้อภัยละกัน รู้ว่าโดนด่าอยู่แล้วแหล่ะแต่ผมไม่ท้อเพราะผมทำเพราะครอบครัวบางทีผมจะมาทำเพื่อประชาชนเพื่อผู้ชมอย่างเดียวมันก็ไม่ได้ ผมก็ต้องทำเพื่อปากท้องของผมด้วยอะไรด้วย ผิดก็ผิดว่ากันไปอย่าผิดแล้วต้องขยี้ให้วงไม่มีเลยอะไรแบบเนี่ย มันก็ไม่ได้อะฮะ

ฝากผลงานด้วยครับ

มีออกเพลงใหม่ แต่ไปเป็นไปฟีทฯ กับเขานะ เป็นโปรเจ็กต์ทำกับพี่ดีเจ A:TIP เป็นคนที่อยู่ N.Y.U.Lab ที่ทำให้กับดาจิม มิวสิควิดีโอถ่ายไปแล้วเดี๋ยวคงได้ชมกัน


ติดตามผลงานของวง แจ๊ส สปุคนิค ปาปิยอง กุ๊กกุ๊ก ได้ที่เฟซบุ๊กเพจ facebook.com/jazzspkk และชมมิวสิควิดีโอเพลง “ชุดใหญ่” ผลงานล่าสุดที่พี่แจ๊สไปร่วมแจมมากันได้ด้านล่างครับ

Thanajed Winaighunpong : เรื่อง •
Charlie Sookcharoen : ภาพ •
Saiyidgurus Archigu Limanun : ถอดเทปฯ •

SHARE:
Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestShare on Google+Buffer this pageEmail this to someonePrint this page