สำหรับชื่อของ แมว-จิระศักดิ์ ปานพุ่ม เอ่ยออกมาคงไม่มีคนฟังเพลงคนไหนไม่รู้จักแน่นอน เพราะเขาคือศิลปินเจ้าของซิงเกิลฮิตติดชาร์ตเพลงของบ้านเรามากมาย ทั้ง “คนของเธอ”, “มุมมืด”, “ดาวประดับฟ้า”, “นักโทษประหาร” และอีกมากมายหลายหลาก แต่ละเพลงก็ติดตรึงอยู่ในความทรงจำของผู้ฟังอย่างเรา ๆ กันมายาวนาน

แต่เมื่อกาลเวลาผ่านพ้นไป บวกกับความคิดสร้างสรรค์ของศิลปินคนนี้ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ทำให้พี่แมวได้ผุดโปรเจ็กต์วงดนตรีวงใหม่ชื่อว่า Type One Error ขึ้นมาพร้อมกับดนตรีแนวหนักแน่นร่วมสมัยอย่างโพสต์ฮาร์ดคอร์ ทางวงเพิ่งมีซิงเกิลที่สองชื่อว่า “Burn Me Alive” ปล่อยออกมาให้ฟังกันไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ทาง Headbangkok เราก็ไม่รอช้าเสนอหน้าไปนัดพี่แมวมานั่งพูดคุยกันถึงผลงานชิ้นนี้ทันที มาทำความรู้จักกับบทบาทของพี่แมวในวง Type One Error วงโพสต์ฮาร์ดคอร์หน้าใหม่วงนี้กันครับ

หมายเหตุ: ขออภัยที่ลงบทสัมภาษณ์นี้ให้เลทมากครับ!

Headbangkok: คำถามแรกนะครับ วง Type One Error เกิดขึ้นมาได้อย่างไรและก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากทางไหนกันครับ

Type One Error: ครับ Type One Error เนี่ยเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว เนื่องจากว่าวง Catarock ซึ่งเป็นชื่อวงเดิมของผมเนี่ย ผมคิดว่าลงตัวกับความเป็นร็อกแบบ Mainstream นะครับแล้วพอผมอยากจะทำร็อกที่มันสีสันแตกต่างไปจากเดิม เช่นมันหนักขึ้น ถ้าจะใช้ชื่อ Catarock ผมกลัวว่ามันจะทำให้ Catarock มันหลากหลายจนเกินไปครับ ก็เลยคิดว่า มาตั้งชื่ออีก Type One Error เนี่ย คือจะเล่นสายหนักเนี่ยอย่างเดียว สายว้าก แล้วก็ตั้งใจว่าจะเป็นเนื้อภาษาอังกฤษ ด้วยความที่เราเพิ่งเปลี่ยนมาเป็น Type One Error เนี่ย ซิงเกิลแรกที่ชื่อ “เค็มแต่ดี” เนี่ยมันก็เลยยังไม่ได้กดสุดอะไรมาก มันก็ยังกั๊ก ๆ อยู่ แล้วก็เอาน้องซานิมา featuring เพลงก็ไม่ได้โหดอะไรมาก เพียงแต่ว่าผมก็เริ่มประกาศตัวว่าชั้นจะมาทางนี้ละ

เราก็ดูฟีดแบ๊กทั้งทางบวกและทางลบแล้วก็เอามาพัฒนางานในซิงเกิลนี้ “Burn Me Alive” เราก็คิดว่าซิ้งเกิ้ลที่สองเนี่ยเราก็ไม่น่าจะต้องกั๊กอะไรมากและ น่าจะกดเต็มได้ ซึ่งก็เป็นแนวทางที่เราได้วางเอาไว้แหละว่าจะเป็นเนื้อภาอังกฤษ แล้วก็จะเป็นสายเนี้ยโพสต์ฮาร์ดคอร์แล้วก็เมทัลคอร์ผสมกันไป

จริง ๆ ไอ้ที่ชื่อ Type One Error เนี่ยมันก็เป็นชื่อที่ได้มาจากพวก… วิชาสถิติอะ ทดสอบสมมติฐานแล้วเกิดการปฏิเสธสมมติฐานว่าจริงหรือเท็จ เหมือนกับว่าเราตั้งชื่อมาประชดสังคม สังคมนี้มันชอบปฏิเสธความจริง ชอบปฏิเสธความถูกต้อง อะไรผิด ๆ นี่เอาหมด (หัวเราะ) เลยตั้งขื่อ Type One Error ไปเลย Type One Error อายุแค่ขวบเดียว ถือว่าเป็นวงน้องใหม่

HBK: แล้วก็สมาชิกแต่ละคนนี่รวบรวมมาจากไหนอะครับพี่แมว

T1E: จริง ๆ ก็เป็นน้อง ๆ Catarock ชุดที่สองนั่นแหละ คือยุคแรก ๆ จะเป็นยุคพี่ ๆ อีกรุ่นนึง แต่พอยุคหลัง ๆ ก็จะเป็นน้อง ๆ รุ่นใหม่ ก็เพียงแต่ว่าเราก็เปลี่ยนชื่อวงมา ก็มีน้องเอก น้องเก่ง ก็จะมีน้องเก่งนี่เล่นกีตาร์ เก่ง Overdrive อะนะฮะ น้องต้อมเล่นเบส น้องพฤกษ์ตีกลอง และก็มีแค่นี้อะฮะ แต่บังเอิญว่า ๆ น้องเค้าจะอยู่ต่างจังหวัด เก่งเนี่ยอยู่อยุธยา แล้วน้องพฤกษ์น้องต้อมนี่เค้าจะอยู่ฝั่ง ฝั่งทางเพชรเกษม กระจายกันหมด ก็เลยรวมตัวกันยากหน่อย

HBK: อย่างซิงเกิลล่าสุดเนี่ย พี่แมวได้ทำเสียงสำรอก ก็ถือว่าสไตล์การร้องเปลี่ยนจากเมื่อก่อนมาก อยากทราบว่ามีวิธีฝึกเสียงสำรอกยังไงฮะ

T1E: คือ… ผมฝึกหลากหลายมาก ฝึกในยูทูบ ก็เสิร์ชของฝรั่งเค้า มันมีหลายทฤษฎีเหลือเกิน คือผมเนี่ย ช่องเสียงของผมจะไม่เหมือนชาวบ้านเค้า คือมัน… เนี่ยไอ้ลูกกระเดือกผมเนี่ย คือมันจะไม่ค่อยมี คือมันเล็กมาก ผมจะกดเสียงลงต่ำไม่ค่อยได้ เพราะฉะนั้นเวลาผมว้าก ผมสำรอก มันจะออกไปทางสูง แล้วมันไม่ค่อยมีพาวเวอร์ ผมก็เลยพยามยามฝึกว้ากที่มันมีพาวเวอร์ ผมก็มาฟัง Annalynn ผมฟังแล้วชอบมาก ชอบเสียงว้ากของบอน ผมว่ามันมีน้ำหนัก มีความโลว์ เป็นการว้ากเสียงโลว์ ก็เลยเรียนการว้ากจากบอน เสร็จแล้วไม่ค่อยมีเวลาได้เจอกัน ก็เลยเอางานเนี่ยมาเป็นตัวกลาง “เฮ้ย บอน เรามาทำงานด้วยกัน เราจะได้เจอกันบ่อย ๆ” (หัวเราะ) ก็จะได้คุยกันบ่อย ๆ แล้วก็อีกคนนึงที่พยามยามศึกษาอยู่ด้วยก็คือ หนุ่ม หนุ่มนี่คือคนที่ว้ากวง Nobuna ก็คุยกันแต่ก็ยังไม่ได้เจอกันอีกเหมือนกัน เดี๋ยวอาจจะต้องทำงาน (หัวเราะ) แล้วเอาหนุ่มมาทำงานด้วย

HBK: น้องคนนี้ถือว่าร้องได้ครบเครื่องเหมือนกันนะครับ

T1E: ใช่ครับ คือ ผมใช้วิธีเนี้ยครับ เข้าไปศึกษาจากน้อง ๆ รุ่นใหม่ ที่เค้ามี know-how บ้าง ว้ากได้ดี ๆ คือผมยังมือใหม่ ยังว้ากได้ไม่ดี ก็ยังต้องฝึกไปเรื่อย ๆ แต่เราจะรอให้ว้ากให้เก่งก่อนแล้วค่อยมาร้องเนี่ย ผมว่ามันคงต้องรอหลายปี เส้นเสียงกว่ามันจะแข็งแรง ก็เลยไม่รออะ ลุยเลย ว้ากดีไม่ดี ประเดี๋ยวมันก็พัฒนาของมันไป รอให้เก่งเดี๋ยวมันไม่ได้ไปไหน

HBK: แล้วพี่แมวรู้สึกอย่างไรบ้างครับกับการได้มาเป็นศิลปินหน้าใหม่ในวงการ ซึ่งส่วนมากมีแต่คนอายุน้อยกว่าอะครับ

T1E: รู้สึก รู้สึกสดชื่นอะครับ (หัวเราะ) เพราะว่ามีแต่น้อง ๆ คนรุ่นใหม่ที่เค้ามีพลัง เค้า…อยู่ในวัยที่…คือไม่ได้เฉื่อยชาอะ บางทีอายุมากขึ้นมันจะเฉื่อยชานึกออกปะ คนรุ่นเราเนี่ยจะไม่ค่อยทำอะไรใหม่ ๆ ละ เหมือนเค้าลงตัวของเค้าแล้ว เค้าจะไม่ค่อยแบบ… ไปดิ้น ทำไรแปลก ๆ พอเรามาอยู่กับกลุ่มน้อง ๆ เนี่ย เค้าจะมีไฟ เค้าจะมีอะไรใหม่ ๆ มาทำให้เราตื่นเต้นอยู่เรื่อย คือผมเป็นคนที่ชอบตื่นเต้นอะ ชอบสนุกกับการทำงาน แล้วก็ ก็ดีแล้วฮะ

แล้วยิ่งถ้าเกิด สมมตินะ สมมติ อันนี้พูดเล่น ๆ นะ อยู่ดี ๆ พี่ป้างแม่งมาว้ากเงี้ย อูยยยยยย ผมว่าแม่ง…สุดยอดมากเลยนะฮะ แต่ไม่รู้จะเป็นไปได้รึเปล่า ก็ตอนนี้ที่เราอยู่กับน้อง ๆ เนี่ย ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะว่าสิ่งที่เรารู้ เราก็บอกเค้า และสิ่งที่เค้ารู้ เค้าก็บอกเรา เป็นการจอยกันระหว่างสองรุ่น สนุกดี

HBK: ทางวงนี้ได้มีโอกาสฝึกมาแล้วทั้งหมดประมาณกี่ครั้งอะ ฟีดแบ็คเป็นไงบ้าง

T1E: ถ้าโชว์ของ Type One Error จริง ๆ เนี่ย… ถ้าจะว่าไปแล้วเพิ่งมีครั้งแรกที่ปายไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้วคือทำวงมาเนี่ย หนึ่งปีเนี่ย เราเพิ่งมีซิงเกิลแรกเพลงอันเดียวนะฮะ ไอ้ “เค็มแต่ดี” มันก็ยังไม่พอกับการที่จะไปลุย แล้วนี่ก็เพิ่งมีซิงเกิลที่สอง ก็ ก็ถือว่ายังน้อยอยู่ แต่ว่าที่ปายเนี่ยได้ใส่เต็มเพราะว่าเอาทั้ง “เค็มแต่ดี” ทั้ง “Burn Me Alive” ไปเล่น แล้วก็เล่นคัฟเวอร์เพลงฝรั่งอะไรงี้ด้วยอะฮะ สนุกมาก ก็ถือว่าเป็นครั้งแรก ก็ยังมองว่าเดี๋ยวอนาคตเนี่ย อาจจะเอาเพลงของตัวเองมา rearrange ทำเป็นแนวนี้ เพื่อที่จะได้มีเพลงตัวเองไปเล่นที่ต่าง ๆ

HBK: ทิศทางต่อไปของทางวงมองว่าจะเป็นรูปแบบไหน อย่างที่พี่แมวบอกจะเป็นแบบจัดเต็ม?

T1E: ก็จะเป็นมาสายนี้ แล้วก็ตั้งใจว่าจะทำเนื้อเพลงภาษาอังกฤษตลอด เพราะว่าพอเริ่มทำ “Burn Me Alive” เป็นเนื้อภาษาอังกฤษปุ๊ป มันก็เริ่มมีงานที่ติดต่อเข้ามา ที่จากต่างประเทศ แล้วก็มีเพื่อนที่มาเสนอตัวทำงาน จากไต้หวันเนี่ยอะครับ โปรดิวซ์เพลง ทำเพลงได้ มิกซ์ดาวน์ ตัดต่อเพลงอะไรกันเนี่ย ใช้งานกันได้ เริ่มมีเพื่อนที่อยู่รอบ ๆ บ้าง แล้วก็ ก็ถือว่าตรงตามแพลนที่เราคิดเอาไว้ว่า พอทำเพลงเป็นภาษาอังกฤษเนี่ย เราก็จะได้เพื่อนเพิ่มขึ้น เพื่อนที่อยู่ต่างประเทศ ก็เลยมั่นใจว่ามาทางนี้แหละ

HBK: แล้วก็ศิลปินรับเชิญพิเศษจะมีเพิ่มขึ้นอีกไหมครับ พี่แมวมอง ๆ ใครไว้เป็นพิเศษที่อยากร่วมงานด้วย

T1E: คือ… เอาเข้าจริง ๆ เนี่ย ความคิดในเชิงการตลาดผมเนี่ย ไม่ได้มีหรอก ไม่ได้คิดที่ว่าจะเอาใครมาเพื่อที่จะเป็นเรื่องของจุดขายหรืออะไร จริง ๆ ผมคิดในเรื่องของการที่ สมมติ ที่ผมเอาบอนมาเพราะผมอยากเรียนร้องจากบอน ผมเอาตัวเองเป็นหลักไง อย่างสมมติถ้าจะเอาหนุ่มมา ผมก็เอามาเพื่อที่ว่าผมจะได้เรียนว้ากจากหนุ่ม แล้วถ้าเกิดเอาในเรื่องของการพัฒนางานที่สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ก็อาจจะมีเพื่อนชาวต่างชาติ เอามาเพื่อพัฒนางานอะไรอย่างเงี้ย คือถ้าจะเอา เชิญมาเพื่อเป็นจุดขายทางการตลาดเนี่ย ผมก็ยังนึกไม่ออกว่าจะทำยังไง เพราะฉะนั้นผมก็จะเชิญใครมา ก็เลยยืนอยู่บนความ… ความเห็นแก่ตัว (หัวเราะ) ยืนอยู่บนความที่ผมว่า กูอยากได้แบบเนี้ย อะไรเงี้ย เป็นอะไรแบบนั้นมากกว่า ก็อาจจะเอาน้อง ๆ ที่อยู่ในแวดวงเราเนี่ยแหละฮะมา มาหาเรื่องทำอะไรสนุกด้วยกัน

HBK: พอดีทราบมาจากทางบทสัมภาษณ์ของ Billboard Thailand อะครับว่า ไม่ได้คาดหวังว่าจะมีอัลบั้มเต็มออกมา ตอนนี้มีการเปลี่ยนความคิดบ้างรึยังครับพี่แมว

T1E: คือคิดว่าจะทำซิงเกิลไปเรื่อย ๆ แล้ว แล้วถ้าเกิดมันมีวอลลุ่มที่เยอะ ๆ ก็ค่อยรวมเป็นอัลบั้มเต็ม แล้ว…คือหมายความว่าถ้าอยู่ดี ๆ แล้วทำอัลบั้มเต็มออกมาเลยเนี่ย ผมอาจจะยังไม่ เพราะมีความรู้สึกว่าเพลงบางเพลง มันจะถูกมองข้ามไป มันจะไม่ถูกโปรโมต ถ้าเกิดทำซิงเกิลเนี่ย เหมือนเราปล่อยทีละเพลง ทีละเพลงออกมาแล้ว แล้วเหมือนมันได้เน้นทุกเพลงไง ทำอย่างงั้นจะดีกว่า ถ้าเกิดปล่อยเป็นอัลบั้มออกมา ผมว่าอาจจะเป็น EP ไม่ได้เป็นถึงขั้น 12 เพลง แบบนั้นมันยังยังได้โฟกัสง่ายกว่า คือจริง ๆ แล้วเนี่ยมันจะมีเหตุผลเดียวที่ผมทำอัลบั้มเต็ม ก็คือ ออกมาเพื่อที่เราจะได้มีเพลงไปเล่นเยอะ ๆ แต่ถ้าในแง่ของการทำให้คนรู้จัก ผมว่าทำซิงเกิลมันจะทำให้สร้างการรับรู้ได้ง่ายกว่า

HBK: แล้วก็ซิงเกิล “Burn Me Alive” อะครับ นอกจากพี่บอนมาร่วมงาน ทราบว่ามีน้องจิล วง Nobuna มาร่วมสร้างงาน มาร่วมทำงานเบื้องหลังด้วยอะครับ บรรยากาศการทำงานเป็นยังไงบ้างครับ

T1E: บรรยากาศทำวงก็สนุกดี เพราะว่าน้อง ๆ แต่ละคนเค้าก็จะมีวิธีการที่แตกต่างหลากหลาย ซึ่งตรงนี้ผมว่ามันเป็นสีสันในการทำงาน มันคือสิ่งที่ผมอยากได้เลยแหละในการทำงาน เพราะว่า ถ้าเกิดเราทำเอง แต่ก่อนผมทำเองหมดเลย มันก็จะออกมาเป็นแบบเดิม (หัวเราะ) เป็นลายมือเดิม ๆ วิธีเดิม ๆ แต่พอได้น้องคนใหม่ ๆ เข้ามาทำงาน แล้วเราเปิดโอกาสให้เค้าได้ทำอย่างเต็มที่ ใช้ความคิด ความอ่าน การตัดสินใจทุกอย่างของเค้าเลยนะฮะ มันก็จะได้สี สีใหม่จากของเค้า สนุกดีฮะ

บอนก็จะมาแบบเหนียม ๆ หน่อย ดีพี่ อะไรก็ดีหมดอะ ดีทุกที่ โน่นนี่นั่น จริง ๆ แล้วถ้าเกิดใช้เวลานานกว่านี้ผมเชื่อว่าบอนเค้าก็จะค่อย ๆ เผยอะไรออกมา มีการเสนอไอเดีย แต่โดยบุคลิคบอนเค้าจะเป็นคนขี้เกรงใจ ส่วนจิล จิลเค้าก็จะ… อันนี้ผมต้องให้เค้าเป็นคนร้อง เพราะว่าจิลเค้าจะเก่งภาษาอังกฤษ ก็จะช่วยในเรื่องของการออกเสียง ช่วยในเรื่องแอคเซนต์อะไรต่าง ๆ ก็ดีฮะ ก็ได้รู้ว่าเวลาออกเสียง ร้องเพลงภาษาอังกฤษเนี่ย คำไหนต้องเน้นอะไรยังไง

HBK: แล้วก็รู้สึกยังไงบ้างครับที่ “Burn Me Alive” ได้รับการตอบรับดีมาก ยอดวิวล้านกว่าวิวแล้วอะครับ

T1E: เอ่อ ดี ดีครับดี ดีใจที่ว่า ใจอะ เราอยากให้วงการเพลงแนวนี้มันคึกคัก ไมได้คิดว่าตัวเองจะมาเป็นอัศวินม้าขาวอะไรนะ แต่เรามีความรู้สึกว่าเราอยากจะให้มันคึกคัก เราอยากจะให้มันสนุก อ่า ในฐานะที่ส่วนหนึ่งที่น้อง ๆ ก็เคารพเราในฐานะเป็นพี แล้วเราทำตัวเป็นพี่ที่ดี ที่แบบว่าทำให้น้องมันคึกคักด้วย ทำให้สื่อบนดินลงมารับรู้และสัมผัสงานของคนใต้ดิน ผมว่าตรงนี้มันทำให้เป็นจุดเริ่มต้นจุดหนึ่งที่จะทำให้แวดวงดนตรีบ้านเรา

โดยเฉพาะสายอินดี้ สายอันเดอร์กราวด์เนี่ย มันจะได้มีอะไรสนุกสนานมากขึ้น คนจะได้รู้จักมากขึ้น ผมก็เคยพูดว่าจริง ๆ แล้วดนตรีหรืองานศิลปะเนี่ย มันยังมีความแตกต่างหลากหลาย ในเบื้องต้นตอนแรก ๆ เราอาจจะยังไม่คุ้นกับงานแปลก ๆ อย่างเช่นการว้ากอย่างเงี้ยครับ คนบนดินอาจจะยังรู้สึกว่าเห้ย มันคืออะไร ยังไม่ค่อยรู้จัก แต่ผมว่าพอมันมีการนำเสนออย่างต่อเนื่องจากวง จากสื่อบนดิน หรืออะไรก็แล้วแต่ ผมว่ามันจะทำให้คนเริ่มรู้จัก เริ่มมีการรับรู้ คนที่เคยฟังงานเมนสตรีมทั่ว ๆ ไปก็อาจจะ เค้าอาจจะมาสนใจก็ได้ แบบเห้ย เพลงมันแปลกดีเว้ย แปลกสำหรับคนที่ไม่เคยฟัง ผมว่ามันเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีนะครับ แล้วก็ขอบคุณทุกคนที่ให้การตอบรับที่ดี แล้วก็จะพยายามพัฒนางานต่อไปเรื่อย ๆ

HBK: เท่าที่ฟังผลงานพี่แมวมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนะครับ จะมีกลิ่นอิทธิพลของดนตรีเมทัลอยู่เสมอ อยากทราบว่าพี่แมวมีความผูกพันกับดนตรีเมทัลตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ

T1E: จริง ๆ เนี่ย ถ้าในยุคที่ผมเริ่มทำฮาร์ดคอร์ มันจะมีอยู่ยุคหนึ่งนะครับที่ตอนนั้น ซึ่งจริง ๆ ผมเกิดมาในยุคอัลเทอร์เนทีฟนะครับ แล้วพอมาถึงยุคหนึ่ง ยุคที่เริ่มทำเป็นฮาร์ดคอร์ ผมจำไมได้ว่าชุดไหนนะครับ แต่ช่วงนั้นคนยังไม่ค่อยอินกับเพลงแนวนี้สักเท่าไร คนยังมองว่ามันหนักไป ตอนนั้นจำได้เลยพอทำออกมาเนี่ย พี่ ๆ ที่แกรมมี่ตอนนั้นเค้าก็แบบ เฮ้ย วิทยุเค้าไม่เปิดหรอก (หัวเราะ) เราก็เลยแบบ เออ ไม่เป็นไร แต่ว่าจริง ๆ ผมก็เริ่มสังเกตตัวเอง ว่าจริง ๆ เราเป็นคนชอบเมทัลอยู่แล้ว ทั้งที่จริง ๆ เราก็มาจากสายแจ๊ส

แต่ว่าไอ้ดนตรีเมทัลหรือร็อกเนี่ย มันเข้ามาอยู่ในความรู้สึกเราตั้งแต่ตอนนั้นแหละ ตั้งแต่ตอนทำฮาร์ดคอร์ จริง ๆ ผมก็ไมได้มีความรู้ทางด้านเมทัลมากนักครับ ก็หลังจากนั้นมาก็เริ่มฟัง เริ่มศึกษา ก็เมื่อไม่กี่ปีมานี้เองฮะ ก็เมื่อ 4-5 ปีที่ผ่านมา เพิ่งมาเริ่มฟังแบล็คเมทัล ฟังเมโลดิกเดธเมทัล ฟังไปเรื่อย ๆ ฟังแทรช อะไรก็ว่าไป ฟังก็ค่อย ๆ ซึมซับมาจน แรก ๆ ผมเกลียดมากเลยการว้าก การสำรอกอะไรเนี่ย คือมันแบบ อะไรวะ มึงร้องอะไร (ใส่อารมณ์เล็กน้อย) แต่ว่าอยู่ดี ๆ มันก็ซึมซับเข้ามาโดยที่แบบ ไม่รู้ตัว มารู้ตัวอีกทีก็คือชอบไปแล้ว คือแบบนี่คืออะไร นี่คือกูกำลังจะอยากว้ากเหรอเนี่ย ทั้งที่ตอนแรกเกลียดมาก กลายเป็นแบบว่าการว้ากมันไม่เหมือนแต่ก่อน แต่ก่อนการว้ากมันจะเป็น การว้ากของผมมันจะเป็นการตะโกน การสกรีมมิ่ง แบบเอาเสียงเนื้อแท้ออกมาแล้วสกรีม แต่การว้ากในยุคนี้มันจะเป็นการว้ากแบบกดเสียง ซึ่งเป็นการใช้เสียงอีกช่องนึง ผมว่ามัน มันมีเสน่ห์ตรงที่ต้องพยายามฝึกเนี่ยแหละ ก็ดูวีดีโอสอน หนทางนี้มันช่างยากเย็นเหลือเกิน (หัวเราะ) มันต้องมีการต่อสู้ฝ่าฟัน

(หัวเราะ) คือกว่าผมจะว้ากได้ ผมต้องหลบภรรยาไปฝึกว้ากอยู่ในรถอะไรเงี้ย อาสาภรรยาไปซื้อกาแฟแล้วก็ว้ากอยู่ในรถระหว่างไปซื้อกาแฟอะไรงี้ กว่าจะทำได้ (น้ำเสียงภูมิใจ) พอทำได้แล้วมันรู้สึกแบบ เฮ้ยแม่งเจ๋งวะ มันผูกพันกับการทำอะไรแบบนี้แหละ มันก็เลยทำให้เราอยากจะพัฒนาตัวเองในสายนี้ไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มผูกพันมาโดยที่ไม่รู้ตัว

HBK: ถ้าพูดถึงแนวเมทัล/ฮาร์ดคอร์ พี่แมวมีชอบวงไหนเป็นพิเศษไหมครับ ทั้งทางไทยและก็ต่างประเทศ

T1E: ชอบบบบบ… (น้ำเสียงครุ่นคิด) ชอบ จริง ๆ ชอบเยอะฮะ วงแรกที่ผมฟังจริง ๆ เลยคือ As I Lay Dying แล้วก็เริ่มฝึกว้ากจากเพลงของเค้า ชื่อเพลง “Through Struggle” จริง ๆ ผมก็ ยังถือว่าผมฟังเพลงน้อยอยู่ วงที่สองที่ชอบก็คือ Parkway Drive อันนี้ผมชอบโทนเสียงการร้องของเค้ามาก คือมันไม่สูงไม่ต่ำ คือดนตรีจริง ๆ เนี่ย ผมชอบดนตรีแบบที่มันแอคทีฟ เป็นดนตรีของพวก Crossfaith วงญี่ปุ่นอะไรแบบนี้นะ ผมว่ามันแอคทีฟดีอะ ครึกครื้น แต่ถ้าเอาแบบดาร์คจริง ๆ บางทีผมก็ยังกลับไปฟังพวก Suicide Silence หูย… แม่งโหดดี

วงไทยผมก็ฟังหลายวงนะครับ อย่าง Hopeless ผมก็ฟัง Lasthoper ก็ด้วย แล้วก็เนี่ย Annalyn, Nobuna ยังมีอีกหลายวง เช่น Sudden Face Down เป็นต้น

HBK: ครับ เอ้อ เมื่อปีที่แล้ว ผมเห็นไปพี่แมวไปร่วมงานแถลงข่าวของ Machine Head ได้มีโอกาสได้ดูคอนเสิร์ตไหมครับ

T1E: ผมไปงานแถลงข่าว แต่พอวันเล่นจริงไม่ได้ไป ติดงาน ผมนี่พลาดหลายงานแหละ Crossfaith ว่าจะไปก็ไมได้ไป เสียดายมาก

HBK: สังกัด Music Move ให้อิสระในการทำเพลงพี่แมวแค่ไหนครับ แล้วก็ซัพพอร์ตพี่แมวทางด้านไหนบ้าง

T1E: โชคดีที่ว่าพอได้มาทำงานอยู่ตรงนี้ ผมป็นคนที่ทำเองหมดทุกอย่าง เริ่มตั้งแต่คิดงาน วางคอนเซปต์ในการทำงาน การประชุมมิวสิควีดีโอหรือว่าไดเรคชั่นของงาน ผมก็จะเจอทุกปัญหา หาเรฟเฟอร์เรนซ์ สร้างไดเรคชั่น คือ คือผมแพลนเองหมด แล้วก็ไมได้คิด ไมได้คิดเลยว่าทาง Music Moveจะมา จะเข้ามา จะเข้ามายุ่งอะไรหรือว่าจะแบบไอ้นี่ไม่ได้ ไอนี่ทำตรงนั้นไมได้ ผมไม่ได้คิดตรงนั้นเลย มารู้สึกตัวอีกทีนึงก็คือว่า เออเห้ย เค้าโคตรให้อิสระเลยว่ะ เพราะว่าเราทำเองมาเรื่อย ๆ คือว่าเหมือนกับเราดุ่ย ๆ ทำไปเลย ไมได้ไปถามหรอก พี่ให้ผมทำเปล่า พี่โอเคเปล่าครับ คือผมไม่ได้ไปถามเค้าเลยนะ เค้าก็ไม่ได้มายุ่งอะไร ก็เลยได้ ก็ต้องขอบคุณทาง Music Move ที่ได้ให้โอกาสกับผมมาก ในขณะที่ทีมงานก็ซัพพอร์ตอย่างเต็มที่ ทีมงานโปรดักชัน ทีมงานพีอาร์อะไรต่าง ๆ ทั้งที่ ๆ งานของผมก็ค่อนข้างสร้างความลำบากให้กับเค้าพอสมควร ประชุมกันก็แทบจะเอาตีนก่ายหน้าผาก กูจะโปรโมตยังไงวะ กูจะทำพีอาร์ยังไง เพราะมันเป็นงานที่ค่อนข้างอันเดอร์กราวด์มาก ๆ ก็ถือว่าเป็นเรื่องใหม่สำหรับพวกเค้า

ผมก็บอกกับพวกเค้าว่าไม่เป็นไร ทำเท่าที่ทำได้ เพราะว่าผมก็ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ของผมเหมือนกันที่มาทางนี้ ก็เป็นเรื่องใหม่ของคุณเช่นกัน (หัวเราะ) แต่ว่าเรื่องใหม่นี่แหละเป็นสิ่งที่เราจะต้องทำ เพราะว่าเรื่องเก่า เราทำอะไรเก่า ๆ มาเยอะแล้ว (หัวเราะ)

HBK: (หัวเราะ) ครับ และก็ในฐานะที่เป็นศิลปินที่อยู่กับวงการเพลงไทยมาอย่างยาวนาน มองว่าในปัจจุบันนี้วงการดนตรีมีความซบเซา เปลี่ยนแปลงไปอย่างไงบ้างครับ

T1E: เรื่องนี้ผมพูดมาหลายครั้ง พูดมาเยอะเลยแหละ เพราะมีคำถามแบบนี้มาตลอดทุกการสัมภาษณ์ ผมจะบอกว่าผมมองเป็นสองส่วน

ส่วนนึงคือดนตรี ส่วนนึงคือธุรกิจดนตรี เวลาเราถามว่า ตอนนี้… (หยุดคิด) ตอนนี้แวดวงดนตรีมันซบเซา จริง ๆ แล้วเนี่ย ถ้าเราแยกสองอย่างออกจากกัน เราจะเห็นได้ว่าอะไรที่มันซบเซา ตัวดนตรีเนี่ยมันไม่ได้ซบเซา สังเกตว่าทุกวันนี้เรามีน้อง ๆ ที่มีความสามารถมากขึ้น เรามีคนเก่ง ๆ เรามีงานดี ๆ ออกมาอยู่ตลอดเวลา และถ้ามองไป มองไปแบบว่า กวาดสายตาไปคร่าว ๆ เมืองไทย หรือศิลปินไทยมีความสามารถสูงมาก ความสามารถที่สูงขึ้น สามารถที่จะออกไปเล่นที่ต่างประเทศได้ สามารถที่จะเทียบเท่าระดับกับสากลได้ เพราะฉะนั้นเรื่องของพัฒนาการทางดนตรีบ้านเรามันไมได้ซบเซา เรามีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง
แต่ที่มันซบเซาคือธุรกิจดนตรี ตัวธุรกิจเองมันซบเซา คนที่ลงทุนเค้าซบเค้าตรงที่เค้าจ่ายตังค์ลงไปแล้วเนี่ยเค้าไม่รู้ว่าจะเอาตังค์กลับมายังไง (หัวเราะ) นะฮะ ช่องทางการขาย การจัดจำหน่ายเนี่ย ช่องทางการทำการตลาดอะไรต่าง ๆ สปอนเซอร์อะไรต่าง ๆ ตุปั๊ดตุเป๋กันมากนะฮะในแวดวงธุรกิจ ค่ายยักษ์ใหญ่ก็เปลี่ยนไดเรคชั่น เปลี่ยนวิสัยทัศน์อะไรกันไม่ทัน

แต่ว่าวิสัยทัศน์เนี่ยเป็นสิ่งที่ยากมากสำหรับค่ายใหญ่ต่าง ๆ สังเกตว่าเค้าแทบจะเลิกล้มการทำธุรกิจไปแล้วในบางค่าย แล้วหันมาทำเป็นพวกเอ่อ ทีวี… ดิจิตอล (หัวเราะ) เค้าคิดว่าเค้ามีคอนเทนต์พอที่จะทำทีวี ก็คือไปทำอย่างอื่น สร้างดารา สร้างอะไร สุดท้ายพอเค้าต้องหันกลับมาทำธุรกิจดนตรีเหมือนเดิม มันเหมือนกับว่าต้องนับหนึ่งใหม่ สังเกตว่าเค้าก็ต้องเปลี่ยนแนวเพลง เปลี่ยนรูปแบบธุรกิจเพื่อความอยู่รอด มันเป็นเรื่องของธุรกิจ เพราะฉะนั้นธุรกิจที่มันซบเซา ที่มันไม่ลงตัว แต่ตัวดนตรี ตัวงานของเราเนี่ยมันมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ถ้าจะพูดให้เห็นภาพง่าย ๆ ก็คือ สังเกตว่าธุรกิจของค่ายยักษ์ใหญ่จะดีหรือจะไม่ได้ยังไงเนี่ย คนที่ทำงานดนตรี โดยเฉพาะชาวส่วนที่เป็นอันเดอร์กราวด์เนี่ย คงเส้นคงวามาตลอด คุณมีเรื่องของคุณ ผมก็มีเรื่องของผม หรือคุณแย่…ก็เรื่องของคุณ ผมก็ไปของผมยังเงี้ย เพราะฉะนั้นผมว่า กลุ่มคนอันเดอร์กราวด์เนี่ยเป็นกลุ่มคนที่ดูแลตัวเองได้ค่อนข้างดี แล้วก็ไม่ได้รับผลกระทบอะไรมากนะ ถามว่าผลกระทบมันมีไหม มันก็มีแหละ แต่เราดูแลตัวเองกันได้ดีกว่าศิลปินที่อยู่ค่ายใหญ่อะไรอย่างนี้ เพราะฉะนั้นก็เนี่ยแหละฮะ อย่างที่ผมได้บอกไปตัวดนตรีเราไม่ได้ซบเซา แต่ธุรกิจดนตรีต่างหากที่ซบเซา

HBK: มีคำถามเพิ่มเติมอีกข้อนึง ช่วงอัดเพลง “Burn Me Alive” ได้ฮาย [ธันวา เกตุสุวรรณ – ซาวด์เอ็นจิเนียร์เบื้องหลังผลงานของ Retrospect, Sweet Mullet, Cocktail ฯลฯ] มาช่วย รู้สึกยังไงบ้างฮะ

T1E: ใช่ ๆ ผมก็เพิ่งรู้จักน้องคนนี้ผ่านน้องจิล น้องบอก พี่ลองใช้ฮายสิครับ พี่ฮายเค้าทำ “Your Masquerade” ของ Nobuna ผมก็ไปฟัง เห้ยชอบว่ะ ผมชอบ… ผมก็ลอง ลองเอามาใช้กันดู ผมก็รู้สึกว่าได้ know-how ใหม่ ๆ มาจากฮาย เพราว่าฮายเค้าก็เรียนรู้มาจากโจอี้… โจอี้ สเตอร์จิสนะฮะ [โปรดิวเซอร์เบื้องหลังผลงานของวง The Devil Wears Prada, Asking Alexandria, We Came as Romans ฯลฯ] แล้วผมก็มาดู อ๋อ… เค้าใช้แบบนี้ ซอฟต์แวร์แบบนี้นะฮะ การทำงานของรุ่นใหม่ เราก็จะได้อะไรแบบนี้ เราต้องชื่นชมเค้านะครับ ว่าธันวา เกตุสุวรรณนี่เป็นคนที่ไม่หยุดนิ่ง เป็นเด็กที่ไม่หยุดนิ่งมาก ๆ มีความสามารถ แล้วก็เป็นคนที่มาทำให้งานของผมมันดีขึ้น เราต้องร่วมสังคกรรมทางดนตรีกันไปอีกนาน (หัวเราะ)

HBK: โดยส่วนตัวพี่แมว เคยคิด วาดภาพฝันทางดนตรีไว้ไหมครับ ว่าถ้าได้มีโอกาสได้ร่วมงานกับศิลปินระดับโลกสักคนหนึ่ง อยากร่วมงานกับใครครับ

T1E: มันจะมีใครมาร่วมกับเรารึเปล่า (หัวเราะ) … (หยุดคิด) จริง ๆ แล้วถ้าได้ทำงานกับเคนตะนี่น่าจะสนุก เคนตะนักร้องวง Crossfaith เพราะว่าเค้า… ไอ้นี่มันบ้าอะผมว่า มันเยอะมาก คือผมเป็นคนชอบคนที่มี energy เยอะ ๆ เพราะว่าเรารู้สึกว่าเราใกล้ใครเราก็จะได้สิ่งนั้น อยู่กับน้องฮาย เราก็จะได้สิ่งที่ฮายเป็น ผมว่าอยู่กับเคนตะ ผมก็จะได้สิ่งที่เคนตะเป็น ส่วนตัวผมชอบตรงที่พลังเค้า คือวงบ้าอะไรไม่มีเพลงช้าเลย คืออย่าง coldrain มันยังมีเพลงที่ช้า ๆ อยู่บ้าง และอีกอย่าง ผมว่าวัฒนธรรมน่าจะเป็นอะไรที่ไม่ได้ไกลกันมาก ได้ร่วมงานกับฝรั่งจริง ๆ คือมีความต่างของวัฒนธรรม ก็อาจจะมี ตรงนั้นมันก็จะมีผล

Capture the Crown ผมก็ชอบ ผมชอบการว้าก ยังมีเยอะมาก มีอีกหลายวง เอาใกล้บ้านนี่แหละ Crossfaith

HBK: ครับ แล้วก็… สุดท้ายครับ พี่แมวมีอะไรที่อยากจะฝากนักดนตรีรุ่นใหม่ ที่กำลังจะเดินบนเส้นทางอาชีพนักดนตรีบ้างครับ

T1E: ก็… ผมว่า คือผมบางคนเค้ามีแนวคิดที่ว่า รอ รอให้เก่งก่อนถึงจะทำ แต่ผมว่าทำก่อนเราถึงจะเก่ง เพราะว่ารอให้เก่งก่อนถึงจะทำ ก็ไม่รู้ว่าชาติไหนมันจะได้ทำ คือมันมีบางอย่างที่เราต้องเรียนรู้ บางอย่างที่เราต้องพัฒนาเพื่อที่เราจะได้เก่ง แต่ต้องอย่าลืมว่าเราต้องทำถึงจะเก่ง ไม่ใช่ว่าให้เก่งก่อนถึงจะทำ

ผมอะ ไม่ใช่คนที่ว้ากเก่งว้ากเป็นอะไรเลย แต่ผมก็หน้าด้านงานออกมา เพราะถือว่างานคือประสบการณ์โดยตรงที่ทำให้ผมได้พัฒนาตัวเอง ออกเพลง “เค็มแต่ดีมา” เสียงชื่นชมก็มี เสียงที่ตำหนิก็มา แล้วก็สิ่งที่ผมรับฟัง ผมไม่ได้ต้องไปกร่าง ที่ผมชอบเนี่ยเพราะผมว่ามันตรงดี คือไม่ต้องปั้นแต่งเยินยออะไรกันหรอก กากก็บอกว่ากาก ก็เรียนรู้จากประสบการณ์ เรียนรู้จากสิ่งที่เราทำ ผมว่ามันจะทำให้เราเก่ง ส่วนที่เหลือเราก็เอามาพัฒนางานได้ดีขึ้นต่อไป เพราะงั้นก็คิดอะไรได้ อยากจะทำอะไรทำ ทำแล้วให้มันอยู่บนพื้นฐานของความชอบ ความพยายาม ความตั้งใจแล้วก็ศึกษา จริง ๆ แล้วก็คือว่า ต้องทำในสิ่งที่ชอบ ทำแล้วไม่พอใจก็ไม่ต้องทำ

พยายามทำให้มันดี ขยัน มีความเพียร ตั้งใจ อย่าวอกแวก คิดอะไรไว้ พยายามตั้งใจทำในสิ่งนั้น อย่าให้มันไขว้เขว ให้มันนิ่ง ๆ ให้มีความตั้งใจ ต้องนั่งคิด มาพิจารณาว่าอะไรที่จะทำให้มันดีขึ้น อะไรที่มันจะทำให้แย่

HBK: มีผลงานอะไรที่อยากจะฝากถึงชาว HBK ที่กำลังติดตามพี่แมวอยู่ไหมครับ

T1E: ก็อยากจะฝากวงโพสต์ฮาร์ดคอร์น้องใหม่ Type One Error กันไว้ด้วยนะครับ สัญญาว่าจะพยายามพัฒนางานของตัวเองไปเรื่อย ๆ สัญญาว่าจะเรียนรู้ กอดคอไปด้วยกันเป็นเพื่อนน้อง ๆ ชาวอันเดอร์กราวด์นะครับ มีอะไรเราก็บอกกันได้ แล้วก็อยากจะให้ทุกคนมีความสุขในการทำงาน มีความสุขในการทำเพลงกันมาก ๆ ยังไงก็ฝากให้ช่วยสนับสนุนกันด้วยครับ

jade-maew

Jeddy Tragedy

Jeddy Tragedy

นักร้องนำวงเดธคอร์ Tragedy of Murder, ผู้ร่วมก่อตั้งและนักเขียนHeadbangkok
ชอบเล่นมุกกริบ ชอบหยิบแบงค์ 20 จากกุมารในบ้าน และต้องฟังเพลงของวง Oasis ทุกวันจนแม่รำคาญ
Jeddy Tragedy
SHARE:Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestShare on Google+Buffer this pageEmail this to someonePrint this page