หายหน้าหายตาไปนานพอสมควรสำหรับวง The Burden from God เมทัลคอร์ฝีมือดีของบ้านเรา หลังจากเคยมีอัลบั้ม Unity Diversity ออกมาเป็นอัลบั้มเต็มชุดแรก แต่ด้วย passion ของวงที่มีต่อดนตรีเมทัลคอร์ยังคงคุกรุ่นตลอดเวลา ทำให้เชื้อเพลิงของพวกเขาถูกจุดติดขึ้นอีกครั้ง

จนล่าสุดได้ตกผลึกเป็นซิงเกิ้ลใหม่ “Do Not Obey” พร้อมกับการได้เข้าบ้านหลังใหม่อย่าง Screamlab Records แต่เชื่อว่าหลาย ๆ คนอาจจะยังไม่รู้จักตัวตนของพวกเค้าดีพอ HEADBANGKOK เลยขอถือโอกาสนี้พาทุกคนไปรู้จักพวกg-kให้มากขึ้นเลยดีกว่า กับบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ครับ

ช่วยแนะนำตัวตนของ The Burden from God ให้ทุกคนได้รู้จักด้วยครับ

โปร: The Burden from God คือวงที่คุณจะได้สั่นสะเทือนไปกับท่อนเบรคดาวที่สะใจ

มายด์: พวกเราชื่นชอบเบรกดาวน์โยก ๆ และการโซโลกีตาร์มากจริง ๆ ครับ เราเป็นวงที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเมทัลคอร์ ฮารด์คอร์ เราเติบโตมากับเพลงเมทัลยุค ’90s ถึง 2000s ครับ ผมชอบ Machine Head, In Flames, Throwdown, Unearth ครับ

โก้: The Burden from God คือวงที่พร้อมจะระเบิดทุกที่แล้วขยี้ด้วยท่วงทำนองที่สวยงามครับ

กร: เป็นวงที่ถ้าได้ฟังเพลง (หรือได้มีโอกาสมาดูเล่นสด) ถ้าชิ้นส่วนของร่างกายของคุณยังไม่ขยับ แปลว่าวิญญาณคุณยังไม่เข้าร่าง

รู้สึกอย่างไรบ้างที่ได้กลับมารวมตัวทำเพลงกันอีกครั้ง?

โก้: กลับมาได้ตรงช่วงถูกจังหวะกับชีวิตของผมนะ เพราะช่วงก่อนหน้านี้ผมใช้เวลากับการทำงานหนักมาก เรียกได้ว่าแทบจะไม่ได้จับไมค์เลยตลอด 5 ปี ผมจับแต่กล้องและอุปกรณ์ที่ใช้ทำงาน พอได้กลับมาทำหน้าที่ฟรอนต์แมนอีกครั้งก็รู้เลยว่า พร้อมมากครับ

กร: ก็ดีใจครับ ลึก ๆ แล้วก็คิดว่า เออ…มันควรจะได้ซักเพลงสองเพลงได้แล้วนะ เพลงล่าสุดที่พึ่งปล่อยออกมาก็ถือว่าเวลามันค่อนข้างเหมาะสม ด้วยซาวด์และสไตล์ของเพลงมันก็เหมาะเจาะกับยุคสมัยนี้พอดี จริง ๆ เราก็พยายามจะทำกันมาตลอดจนถึงช่วง 2012 นะ แต่ตั้งแต่ 2013 เป็นต้นมา เราเจอกันน้อยมาก ด้วยภาระหน้าที่การงานของแต่ละคน มันก็ The Burden from God สมชื่อนั่นแหละ

โปร: ดีใจมาก ๆ ที่ได้กลับมารวมตัวทำเพลงกันอีก เพราะช่วงที่หายไปนานก็เนื่องจากต่างคนมีภาระหน้าที่ไปทำกันถืออย่างที่โก้บอกการกลับมาครั้งนี้กลับมาได้ถูกเวลาตรงที่ช่วงทุกคนว่างกันพอดี

มายด์: เหมือนเป็นสัญญาณบ่งบอกให้ทุกคนรู้ว่าวงเรายังเล่นกันอยู่ครับ ถึงแม้เเต่ละคนจะมีภารกิจมากมายเเตกต่างกันออกไปก็ตาม ดีใจมาก ๆ ที่มีเพลงใหม่ด้วยครับ และคงเดินหน้าทำงานเพลงต่อไปด้วยครับ

ช่วงที่หายหน้าไป สมาชิกแต่ละคนมีผลงานอื่นกันบ้างหรือไม่?

โก้: ช่วงที่หายไป ไม่ได้มีผลงานเพลงอะไรเลยครับ แต่ก็ติดตามฟังเพลงวงเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ อยู่ตลอด จนรู้สึกว่า โห ช่วงที่เราหายไปนี่ทุกคนพัฒนากันไปมาก ๆ เลย เราก็เลยมีแอบซ้อมเพลงอยู่ที่บ้านบ้าง

กร: ผมทำงานอย่างเดียวเลยครับ มีงานประจำ กับงานโปรเจ็กต์ งานประจำก็ทำอยู่ในสถานที่อันไกลโพ้นนอกชายฝั่ง สถานที่ ๆ คนทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงได้ เดินทางหลายต่อ เดิมพันค่อนข้างสูง พลาดมาทีนั่นหมายถึงรายได้และถึงชีวิตได้เลยนะ เพราะมันค่อนข้างเสี่ยง เวลาส่วนใหญ่ของผมก็หมดไปกับที่ตรงนั้น ในหนึ่งปีผมอยู่บ้านแค่ 4 เดือน หลาย ๆ คนที่รู้จักผมเป็นการส่วนตัวก็คงรู้ว่าผมพูดถึงอะไร ก็ยังโชคดีที่ยังมีสัญญาณอินเทอร์เน็ตโทรศัพท์ให้ติดต่อได้

โปร: สำหรับผมก็มีไปทำวงชื่อ I Go To School By Bus เคยมีผลงานกับ GMM และเล่นแบ็คอัพให้ศิลปิน อาทิ พี่เต้น นรารักษ์

มายด์: มีผลงานกับวง Silent Shore ในแนวทางเมโลดิกเมทัล ที่ทำกับเพื่อน ๆ ดุริยางคศิลป์ มหิดลครับ ตอนนี้ก็กำลังจะมี อัลบั้มออกมาด้วยครับ

คาดหวังกับการกลับมาครั้งนี้ขนาดไหน?

โก้: คาดหวังไว้ลึก ๆ ว่าจะต้องทำเพลงที่ดีกว่าเดิมออกมาเรื่อย ๆ ส่วนตัวผมเอง ยังต้องพัฒนาอีกเยอะครับ ขอแค่ยังมีแรงพัฒนาต่อไปได้ก็ดีใจแล้วครับ

กร: เอาจริง ๆ ก็อยากมีโอกาสได้ไปเล่นที่เมืองนอกอีกนะ อย่างพวก rock/metal festival ในไต้หวัน ญี่ปุ่น อะไรทำนองนั้น เราเคยไปเล่นที่มาเลเซียมาเมื่อปี 2012 ก็ยังรู้สึกประทับใจอยู่ถึงจะเป็นงานเล็ก ๆ ก็เถอะ คืองานแนวนี้มันดีอย่าง คือคนดูเขาไม่งงว่าเรากำลังเล่นอะไรอยู่ ร้องบ้าบออะไร ถึงเขาไม่เคยฟังเพลงเราแต่เขาก็ยังมันไปกับเราได้ บรรยากาศมันแบบว่า ได้เห็นแล้วชื่นใจ ได้ยินแล้วหายเหนื่อย ยังงั้นเลย

โปร: ค่อนข้างตื่นเต้นพอสมควรตรงที่ เรากลับมายังมีคนจำได้ไหม ฟีดแบ็กจะเป็นอย่างไร สามารถเพิ่มฐานเฟนเพลงหน้าใหม่มากขนาดไหน เด็กยุคนี้จะชอบไหม

มายด์: ก็ประมาณว่าทำเพลงออกมาแล้วคนที่ฟังเพลงในสไตล์แบบที่เราเล่นจะยังคงชอบเราอยู่รึเปล่า? เพราะเราเองก็ไม่ได้เปลี่ยนมากนะ แต่ก็ไม่ได้เล่นแบบที่สมัยนี้เค้าเล่นกันขนาดนั้นด้วย แต่เราก็มีอะไรใหม่ ๆ เข้ามาเช่นกัน

การทำเพลงคืบหน้าไปกี่เปอร์เซนต์แล้ว และจะมีอัลบั้มเต็มออกมาให้พวกเราฟังเมื่อไหร่?

โก้: เพลงใหม่ในส่วนของการทำเพลงต้องยอมรับว่าอาจจะช้าไปบ้าง ด้วยเรื่องของเวลาแต่ละคนที่ยังไม่ค่อยตรงกันครับ แต่ก็ต้องขอบคุณเทคโนโลยีสมัยนี้ที่ยังพอช่วยให้เราทำเพลงกันได้จากที่ห่าง ๆ กันครับ

กร: ได้ข่าวจากเพื่อน ๆ ในวงว่าเพลงสองเพลงสามกำลังมา อัลบั้มเต็มก็คงต้องอีกสักพักเลย เอาจริง ๆ นะถ้าผมทำโปรแกรมเป็นนี่คือคงได้สี่ห้าเพลงแล้วหละ คือจังหวะในหัวผมมีเยอะพอสมควร ติดอยู่อย่างเดียว ผมใช้โปรแกรมทำเพลงไม่เป็น!!!!

โปร: ตอนนี้กำลังเร่งทำเพลงกันอยู่ครับแต่ไม่ได้เร่งจนงานออกมาลวก ๆ ครับเพราะอยากให้เพลงออกมาดี ส่วนอัลบั้มมีแน่นอนครับส่วนเรื่องเมื่อไรนี้เดี่ยวทางเราจะอัพเดทเรื่อย ๆ ครับ

มายด์: เรื่องของอัลบั้มเต็มนั้นอาจจะยังไม่ใช่ช่วงนี้ครับ ทั้งนี้เราก็เร่งทำเพลงไปเรื่อย ๆ สะสมไว้ครับแต่น่าจะเป็นอัลบั้มแรกที่จะออกใหม่กับทาง Screamlab ด้วยยุคสมัยการฟังเพลงที่เปลี่ยนไป วงเองก็คงจะทยอยปล่อยเป็นซิงเกิล และรอดูไทม์ไลน์ต่าง ๆ ของค่ายอีกทีครับ

การทำงานกับ Screamlab Records เป็นอย่างไรบ้าง?

โก้: Screamlab เป็นบ้านที่อยู่สบาย ๆ ครับ ต้องขอบคุณพี่แบนด้วยครับที่ไว้ใจให้เราทำงานกันแบบสบายใจ

กร: มันดีอย่างตรงที่มันอิสระทั้งความคิดและทิศทางในการทำงาน แล้วพี่แบนแกก็มีอะไร ๆ ซัพพอร์ตพวกเราเยอะพอสมควรเลยครับ

โปร: ดีมากครับพี่แบนให้อิสระกับทางวงมากเราก็ยังโปรดิวซ์กันเองแต่งกันเองเหมือนเดิมก็มีส่งให้พี่แบนฟังวงโอเครึยังครับซึ่งก็แทบไม่ค่อยได้แก้อะไรเลยในเพลงที่ผ่านมาสรุปก็คือทำงานกันเองเหมือนเดิมเพิ่มเติมโปรดักชั่นคนดูแล แบบที่ผ่านมาเราไม่เคยมีครับ

มายด์: Screamlab Records เองค่อนข้างจะอบอุ่นกับพวกเรามาก ๆ ครับ พี่เค้าเชื่อมั่นในเราว่าจะโปรดิวซ์งานกันเองได้ เราก็ดีใจ เพราะเราเองทำงานต่างจากวงอื่นในค่ายเหมือนกัน การใช้ห้องอัด การจัดการต่าง ๆ ซึ่งสุดท้ายเราก็ต้อง Proof กับค่ายก่อนถ้าไม่ดีก้อต้องไปแก้ไขมาครับมีความสุขมากครับในบ้านของ Screamlab

ช่วงนี้ฟังผลงานของใครกันอยู่บ้าง?

โก้: ช่วงนี้เป็นช่วงแฟลชแบ็คของผมเลยครับ ย้อนกลับไปฟังยุคเก่า ๆ เยอะมาก ตอนนี้ในเพลย์ลิสต์จะมีวง Unearth, Atreyu,The Devil Wears Prada, Emmure, Thy Art is Murder, Whitechapel, Linkin Park, Foo Fighters เรียกว่าอารมณ์อยากจะฟังวงไหนก็ไปทางนั้นเลยครับ แล้วแต่อารมณ์จริง ๆ

กร: หลังจากที่ได้ฟัง Periphery เมื่อปี 2012 ชีวิตหลังจากนั้นก็โหยหา djent ซะส่วนใหญ่ เมทัลคอร์นิดหน่อย คือโหยหาย กรูฟ และซาวด์แบบนั้น ที่ฟังบ่อย ๆ ช่วงนี้ก็ Jason Richardson, Animal as Leaders, The Algorithm, Polyphia, Interval, Breath of Nibiru, TesseracT, Veil of Maya, After the Burial, Oceans Ate Alaska, Meshuggah เทือกนั้น แต่ดนตรีคันทรี่แบบอเมริกันช่วงนี้ก็จัดหนักเหมือนกันนะ ที่ฟังบ่อยก็ Josh Turner กับ Zac Brown

โปร: ผมจะฟัง Bring Me the Horizon, Crystal Lake, Unearth เพลงตลาดทั่ว ๆ ไปครับตอนนี้

มายด์: ในช่วงนี้ผมน่าจะเป็นพวก Gojira, Architects, Walls of Jericho, Megadeth, Daft Punk ครับ

สุดท้ายแล้วรบกวนทางวงฝากผลงานและช่องทางการติดต่อให้ชาว HEADBANGKOK ด้วยครับ

ติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่ instagram.com/theburdenfromgod, facebook.com/theburdenfromgod, facebook.com/Screamlabrec, YouTube: Screamlab Records

สามารถดาวน์โหลดและรับฟังเพลง “Do Not Obey” (ดู นอท โอเบย์) เพลงใหม่ล่าสุดจากวง The Burden from God (เดอะ เบอเด้น ฟรอม ก๊อด) ได้แล้ววันนี้!!! ที่ iTunes, Apple Music, Joox & Sanook Music, Deezer, Spotify, Amazon และสามารถรับชมมิวสิควิดีโอผ่านทาง YouTube ได้ที่ youtu.be/KTihG2hLIeE ฝาก Subscribe แชนแนลเพื่อติดตามผลงานของทางค่ายที่จะออกมาอย่างต่อเนื่องด้วยนะครับ

ก็คงได้รู้จักตัวตนของพวกเขากันไปไม่น้อยแล้วนะครับ สำหรับคนที่ชอบฟังดนตรีแนวเมทัลคอร์ บอกได้เลยว่าวงนี้ทำเพลงออกมาได้ตอบโจทย์พวกคุณแน่นอน ใครที่ไปงาน Metalcore Party ก็น่าจะทราบถึงพลังที่ระเบิดออกมาจากวงนี้กันได้ดี จำชื่อพวกเขาเอาไว้ครับ THE BURDEN FROM GOD!

Jeddy Tragedy

Jeddy Tragedy

Co-founder/writer at Headbangkok
นักร้องนำวงเดธคอร์ Tragedy of Murder, ผู้ร่วมก่อตั้งและนักเขียนHeadbangkok
ชอบเล่นมุกกริบ ชอบหยิบแบงค์ 20 จากกุมารในบ้าน และต้องฟังเพลงของวง Oasis ทุกวันจนแม่รำคาญ
Jeddy Tragedy
SHARE:Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestShare on Google+Buffer this pageEmail this to someonePrint this page