สำหรับวงการเพลงร็อกไทย ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยครับที่วงดนตรีวงหนึ่งจะมีคอนเสิร์ตใหญ่เกิดขึ้นมากกว่าหนึ่งครั้ง และกับวงที่มีอัลบั้มออกมาเพียงแค่สามชุดอย่าง Lomosonic ก็ถือว่าพวกเขาสร้าง ‘ปรากฎการณ์’ ขึ้นมาได้ดีทีเดียว เพราะกำลังจะมีคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งใหม่ ชื่อว่า “Anti-Gravity Concert

Lomosonic ค่อย ๆ ไต่ระดับความสำเร็จอย่างมีขั้นตอน จากวงดนตรีเล็ก กลายมาเป็นวงที่มีคนพูดถึงเป็นวงกว้าง มีซิงเกิลฮิตระดับทะลุร้อยล้านวิวประดับอยู่บน YouTube นอกจากนั้นแล้วพวกเขาก็ยังเป็นวงดนตรีที่ขายการเล่นสดที่ดุเดือด เข้าเส้นเลือด

ก่อนจะถึง Anti-Gravity Concert ในวันที่ 2 กันยายนนี้ เรามาทำความรู้จักกับพวกเขา Lomosonic ให้มากขึ้นกันหน่อยดีกว่า มาสัมผัสกับตัวตนและแพสชันทางดนตรีอันเปี่ยมล้นที่เราได้พูดคึยกับพวกเขาเมื่อไม่กี่วันก่อนกันครับ พร้อมแล้วไปลุยกันเลย!

จะมีคอนเสิร์ตใหญ่อีกแล้ว รู้สึกยังไงบ้าง

บอย: รู้สึกดีใจครับ คิดถึงบรรยากาศตอนคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรก เพราะเป็นอะไรที่เกินความคาดหมายไว้เยอะมาก สำหรับวงดนตรีเล็ก ๆ ที่ไม่ได้ทำเพลงตามใจคนอื่นอย่างพวกเรา เหมือนเป็นแทนคำขอบคุณให้กับแฟนเพลงของเราทุกคนครับ

อ็อตโต้: ก็กลัวว่าจะออกมาได้ไม่ดีที่สุด ก็เลยพยายามซ้อมให้เยอะ ๆ เพื่อให้มันออกมาสมบูรณ์แบบที่สุดครับ

ปิติ: ก็กังวลว่าจะซ้อมไม่พอครับ มันก็คงเป็นอารมณ์ประมาณนี้ตลอด แต่เราก็ต้องซ้อมและพยายามให้เต็มที่ทั้งร่างกายและในส่วนของดนตรีครับ

ซ้อมหนักแค่ไหน จัดสรรเวลากันยังไง

บอย: ก็ซ้อมเท่าที่จะซ้อมได้เท่าที่เวลาเอื้อครับ ปกติก็จะซ้อมประมาณ 1 ทุ่มจนถึงประมาณไม่เกินเที่ยงคืนทุกวัน โดยเลือกเวลาให้ใกล้เคียงกับวันจริงครับ

ปิติ: ก็ตอนแรกวางแพลนไว้จะมีซ้อมวิ่งเพื่อเรียกความฟิตด้วย แต่ก็ทำไม่ได้เพราะว่ามีอาการป่วยอยู่ นอกจากซ้อมดนตรีก็ต้องนอนให้หายให้ไว ๆ ที่สุดครับ ฮ่า ๆ

อ็อตโต้: ก็พยายามซ้อมส่วนตัวให้ได้สมูธมากที่สุด เพื่อที่จะมาประกอบกันเป็นโชว์ครับ

ปิติ: (เสริม) ก่อนที่วงจะมารวมกันเก็บตัวก็พยายามซ้อมในพาร์ทของตัวเองให้ดีที่สุดครับ

ครั้งนี้จะต่างกับครั้งแรกยังไงบ้าง

บอย: ทุกอย่างเลยครับ ทั้งโปรดักชัน การเตรียมตัว เทคนิก รวมถึงฝีมือของพวกเราที่มีประสบการณ์มากขึ้น รวมไปถึงประสบการณ์กับคอนเสิร์ตใหญ่ด้วย เพราะครั้งแรกพวกเราไม่รู้อะไรเลย มาครั้งนี้เรารู้แล้วว่าจะจัดการยังไง แล้วก็พยายามไม่เครียดมากครับ เพราะครั้งแรกเครียดจัดจนไม่สบายเลย ครั้งนี้เราก็พยายามคิดว่าให้เป็นโชว์ ๆ หนึ่งที่จะทำออกมาให้ดีที่สุด ซึ่งตอนนี้พร้อมทุกอย่างแล้ว แค่เหลือตบทุกอย่างให้เข้าที่เข้าทางมากที่สุดครับ

อ็อตโต้: มีเพลงเยอะขึ้นกว่าครั้งที่แล้วแน่นอนครับ

คาดหวังจะได้เห็นการตอบรับแบบไหนจากแฟน ๆ

บอย: อืม… ด้วยเจเนอเรชั่นและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เราไม่สามารถคาดเดาอะไรได้เลย แต่เอาจริง ๆ แล้วสิ่งที่อยากเห็น ก็คืออยากเห็นว่าเพลงของพวกเราเติบโตยังไงบ้าง เกิดการต่อยอด และไปอยู่ในชีวิตคนอื่นยังไงบ้าง คนที่มาในวันงานน่าจะเป็นคนที่รักเราจริง ๆ เพราะราคาบัตรก็ไม่ใช่น้อย ๆ และไม่ได้มองไปถึงการกระโดดโลดเต้นหรือจลาจล เพราะก็ผ่านจุดนั้นมาเยอะแล้ว หลัก ๆ คืออยากเห็นการเติบโตของเพลงพวกเราต่อแฟนเพลงมากกว่าครับ

อ็อตโต้: อยากให้ยินเสียงร้องดัง ๆ จนไม่ได้ยินเสียงดนตรีตัวเองเลยครับ

ทางวงมีวิธีคิดและเรียบเรียงเพลงยังไงบ้าง ส่วนมากเริ่มจากส่วนไหนก่อน

บอย: มีหลายส่วนครับ ทุกวิธีเลย ทั้งขึ้นดนตรีก่อนหรือขึ้นเนื้อร้องก่อน แต่สุดท้ายก็ต้องเอามาคิดรวมกันว่าจะออกเป็นยังไง วงของเราค่อนข้างเป็นประชาธิปไตยสูงมาก ทำกันเต็มที่ และเราก็ต้องชอบมันมากที่สุดด้วย สมมติว่าถ้าเราทำเพลงที่ไม่ชอบออกมา ก็จะเกิดคำถามว่าเราจะต้องอยู่กับเพลงนี้ไป 30 ปีหรอ ฉันเกลียดเพลงนี้เหลือเกินแบบนี้หรอ ไม่อยากให้เกิดบรรยากาศแบบนั้น โดยตามปกติผมก็ไม่ค่อยดูคอมเม้นท์ต่าง ๆ เท่าไหร่ เพราะเรารักเพลงของเราแล้ว จบแล้ว ก็ดีกว่าทำเพลงมาให้คนทั้งประเทศชอบ แต่เราเกลียดเพลงนี้เวลาที่ต้องเล่นให้ทุกคนฟัง

ปิติ: ช่วงเร็ว ๆ นี้เอง ความจริงไอคำว่าเราเอาใจทุกคนไม่ได้อันนี้จริง แต่มีตัวเราเองเท่านั้นที่เราฟังได้ ยังไงเราก็ต้องชอบมันก่อน

ป้อม: ตอนที่เราทำอัลบั้มนี้ ก็มีความกังวลว่าจะดังหรือไม่ดัง เพราะอัลบั้มก่อนมัน Success มาก แต่พอมานั่งคุยกันในวงและคิดตอนที่ทำอัลบั้ม Echo & Silence เราก็ไม่ได้คิดว่ามันจะประสบความสำเร็จมากมายขนาดไหน เราตั้งใจทำว่าเรามีอะไรในหัวบ้าง เราก็เลยใช้การทำงานวิธีเดิม คือทำอย่างที่ตัวเองต้องการ เพราะเป็นวิธีที่เรามีความสุข ง่ายที่สุด ไวที่สุด รวมถึงดีที่สุดด้วยครับ ซึ่งการทำเพลงก็เหมือนทำร้านอาหารซึ่งก็ต้องทำให้ถูกปากทั้งเราและลูกค้าด้วยครับ

บอย: แฟนเพลงสำคัญมากครับ แต่ก็ต้องแยกแยะระหว่างแฟนเพลงกับผู้บริโภคด้วยเช่นกัน วงเราโชคดีที่ได้ทำงานกับผู้ใหญ่ที่เข้าใจพวกเรา ที่ได้ใส่ความเป็นของตัวเองได้เต็มที่

ป้อม: เราโชคดีมาก ๆ ที่เจ็บปวดน้อยมากกับการเปลี่ยนตัวตนของตัวเอง เมื่อเทียบกับวงอื่น ๆ ถือว่าโชคดีมาก ๆ ครับ มีแฟนเพลงจัดการให้เรามากกว่า

ปัญหาใหญ่สุดที่เจอในระหว่างทำเพลง

ป้อม: เราขาดความรู้ครับ หลัง ๆ มาเพิ่งจะทราบ เพิ่งจะรู้ตัวตอนที่เราทำงานแทบทุกขั้นตอนด้วยตนเองแบบจริง ๆ จัง ๆ ก็นับเป็นปัญหาใหญ่แต่ไม่ใช่แก้ไม่ได้เลย ก็แค่ไปเรื่อย ๆ ถ้าปัญหาใหญ่ก็แก้นานหน่อนครับ

บอย: แต่ถ้าให้เป็นประโยชน์ต่อน้อง ๆ ที่เล่นดนตรี ปัญหาใหญ่คือความขี้เกียจครับ ตันนี่ไม่ค่อยเจอ ก็แค่ทำไปเรื่อย ๆ ไม่หยุดก็จะไปได้ของมันเองครับ

ป้อม: มันเหมือนต่อเลโก้พลิกไปพลิกมาก็ลงล็อกเอง

บอย: ความสำออย อ่อนหัด ไม่เริ่มซักที มัวแต่โทษนู่นนี่ว่าไม่ได้รับโอกาส ซึ่งสมัยนี้มี YouTube แล้ว ถ่ายลงมือถือก็สามารถเผยแพร่ผลงานได้ง่าย ๆ

ป้อม: สมัยเรานี่ยังนั่งไรท์แผ่นส่งตามค่ายอยู่เลยครับ

บอย: คำพูดมันอาจจะดูรุนแรงแต่มันคือเรื่องจริงครับ เมื่อมันไม่ Success ก็ต้องทำ ไม่มีใครไม่เคยเจ็บตัว เราต้องหนักแน่นเชื่อมั่นในตัวเราก่อนที่จะให้ใครมาเชื่อมั่นในตัวเรา อีกปัญหานึงคือ Attitude เมื่อรู้เรารู้ปัญหาเราก็ต้องแก้ และต้องเรียนรู้เสมอ อย่าเป็นน้ำเต็มแก้ว อย่าอีโก้จัดครับ อย่าคิดว่าตัวเองเก่งไม่งั้นโดนเด็กตบแน่ ฮ่า ๆ ทำตัวเป็นมือสมัครเล่นตลอดเวลา ต้องขยันมาก ๆ และนอบน้อมครับ

ป้อม: ทุกวันนี้เด็กเก่ง ๆ กันมากครับ

ปิติ: ก็อาจจะมีปัญหาเรื่องมองภาพไม่ตรงกัน หรือความคิดไม่ตรงกัน เช่นทำกีตาร์พาร์ทนี้มาส่ง ก็จะมีสองทางเลือกว่า เราจะตีแค่คอร์ดปูทางไป หรือจะเอาตัวตนเรามาลงในเพลงนี้ให้ได้ ก็ต้องมางัดกับพี่ป้อมเอา ก็จะมีทั้งทางที่ง่ายและทางที่ยาก

ป้อม: เราก็จะเลือกทางที่ง่าย (ตบมุก)

ทั้งวง: ฮ่า ๆๆๆๆ

ป้อม: เราจะเลือกทางที่ยากครับ

ปิติ: มันเกี่ยวโยงกับความเชื่อใจด้วยครับ ในวงผมก็เชื่อใจใน Taste ของแต่ละคนอยู่แล้ว อย่างพี่ป้อมมองภาพในสิ่งที่ผมมองไม่เห็น

ป้อม: เวลาที่ปิติพยายามสร้างงาน มันยากแหล่ะ แต่พอเสร็จแล้วมันจะได้ร่าง 2 เหมือนฟรีเซอร์ในดราก้อนบอลที่เปลี่ยนร่างเป็นร่าง 2 และ 3 คือคนเรามันพัฒนาได้จริง ๆ เมื่อไหร่ที่รู้ว่ายากแปลว่าปลายทางมันคือการพัฒนาแน่ ๆ ครับ ข้อนี้ก็น่าจะเป็นข้อแนะนำต่อน้อง ๆ ที่เล่นดนตรีได้ครับ

อ็อตโต้: ทำอัลบั้มนี้เวลาการเข้าห้องซ้อมก็จะน้อยลงเพราะออกทัวร์บ่อยครับ ซึ่งจะแตกต่างจากตอนทำเพลงอัลบั้มที่แล้วครับ การทำงานก็เปลี่ยนไปตาม มันเป็นชีวิตจริงมากขึ้นครับ

การทำงานกับสังกัดสนามหลวงเป็นยังไงบ้าง

ป้อม: เครียด กดดันรู้สึกถูกบีบบังคับให้ขายได้ / ล้อเล่นครับ ฮ่า ๆ สบายใจมาก ๆ ครับ ใจนี่สำคัญสุดครับ

อ็อตโต้: ใจนี่สำคัญสุดครับ ถ้าไม่สบายใจก็ทำงานไม่ได้ครับ

บอย: เรามีผู้บริหารที่พร้อมจะบ้าไปกับพวกเราครับ ขอบคุณมากครับ

ศิลปินคนไหนที่ทำให้แต่ละคนลุกขึ้นมาเล่นดนตรี

ป้อม: ชอบสุรสีห์ อิทธิกุลครับ เป็นคนที่เล่นแนวโปรเกรสซีพร็อกของเมืองไทย ซึ่งก็ไม่ค่อยมีใครรู้จัก แต่ผมพอผมฟังเพลงของเค้าทำให้เด็กอายุ 15 เข้าไปสู่โลกจินตนาการได้ ผมก็เลยติดใจผลงานของเค้าเพราะรู้สึกว่าดนตรีของไทยไปได้ขนาดนี้เลยหรอ และผมต้องคอยตามซื้อเทปมือสองของเค้าเก็บครับ

อ็อตโต้: ชอบพี่เอิร์ธ Flure ครับ เค้าตีแปลกดีครับ พอฟังแล้วรู้สึกแตกต่าง ชอบวิธีการคิดและวิธีการนำเสนอของเค้า จริง ๆ เล่นดนตรีไม่ต้องเก่งที่สุดก็ได้ ไม่ได้หมายความว่าห้ามเก่งนะครับ เพราะคนที่ดังที่สุดอาจจะไม่ได้เก่งที่สุดก็ได้ครับ

ปิติ: ผมว่าผมชอบ Weslife, Backstreet Boy ฮ่า ๆๆ ตอนเด็ก ๆ คุณแม่จะชอบเปิดบนรถ แต่ถ้ากีตาร์ก็น่าจะเป็น Eric Clapton แต่ที่ทำให้อยากฝีกคือ Randy Rhodes ครับ เพราะเค้าเป็นมือกีตาร์สายนีโอคลาสสิกคนแรก ๆ

บอย: ผมชอบ Michael Jackson ครับ จบ เพราะผมชอบลูบเป้า ฮ่า ๆๆ

ช่วงนี้ฟังผลงานของศิลปินคนไหนอยู่กันบ้างครับ

ป้อม: ตอนนี้ชอบฟังวง HYUKOH ครับ วงเกาหลีที่เป็นวงดนตรีจริง ๆ ซึ่งหายากในอุตสาหกรรมเพลงของเอเชี่ยน คล้าย ๆ กับการมาของ One Ok Rock เลยครับ

ปิติ: ผมฟัง Periphery ครับ ชุด Select Difficulty เพราะชอบในซาวด์ และยิ่งพอได้ดู Documentary ยิ่งเป็นแรงบันดาลใจในการอยากจะเริ่มจริงจังในการมิกซ์การอัด เพราะทุกอย่างของเค้าสามารถจับต้องได้ ไม่ได้ใช้สตูดิโอหรู ใช้สตูดิโอบ้าน ๆ ครับ

บอย: ผมฟัง Glen Miller, Flecther Anderson ช่วงนี้ฟังแจ๊สครับ รู้สึกว่าฟังตอนทำงานบ้านแล้วสนุกดี แล้วก็ช่วงนี้ฟัง Cannibal Corpse ด้วยครับ (ป้อม: Napalm Death ด้วยเปล่า ฮ่า ๆ) แต่เป็นผลงานยุคเก่า เช่นเพลง Hammer Smashed Face แล้วก็มี 3 Inches of Blood ด้วยครับ ส่วนใหญ่ก็ฟังใน Playlist ของ Apple Music ด้วยครับ

อ็อตโต้: ช่วงนี้ชอบฟัง John Mayer ชุดใหม่อยู่ครับ

ปิติ: อ่อ ช่วงนี้ผมฟัง Polyphia ด้วยครับ แล้วก็ BNK48 เป็นคีย์ลัด ฮ่า ๆ

สุดท้ายแล้ว ทำไมทุกคนควรจะมาสนุกกันที่ Anti-Gravity Concert ครับ

ป้อม: เรามีปาร์ตี้เซ็กส์หมู่ครับ ล้อเล่นนะครับ ฮ่า ๆ

บอย: ไม่บอกแล้วกันครับ เพราะบัตรจะหมดแล้ว ฮ่า ๆๆๆๆ

ป้อม: ถ้ามางานนี้แล้วจะรู้สึกว่าชีวิตดีขึ้น เหมือนได้กินเค้กแล้วรู้สึก ๆ ดี ฟีลประมาณนี้เลยครับ

บอย: รู้สึกว่าอยากทำให้มันที่ดีสุดเพื่อเป็นแทนคำขอบคุณที่คนอื่นเรียกเราว่านักดนตรี ถ้าชอบ ถ้ารักก็มา ถ้ารู้สึกว่ารักจริง ๆ ก็มาครับ เราจะมอบความรู้สึกที่ดี ๆ กลับไปให้ยิ่งกว่าคอนเสิร์ตครั้งที่แล้ว เราจะพยายามทำให้ดีที่สุด และอย่าคาดหวังว่าจะได้เห็นอะไรที่เคยเห็น เพราะมีหงายแน่ ๆ และมันจะเป็นคอนเสิร์ตที่ดีที่สุดของ Lomosonic แน่นอนครับ

ป้อม: เราได้ตรวจวิชวลและโปรดัคชัน พบว่าเจ๋งกว่าครั้งที่แล้วแน่นอน ดูแล้วยังคิดแล้วกันว่าเราจะรับกันไหวมั้ย ฮ่า ๆๆ

ทั้งวง: ฝากชาว HEADBANGKOK ด้วยนะครับ

ได้เห็นหลากหลายมุมจากทางวง ทั้งความตั้งใจ ความเป็นกันเอง รวมไปถึงความฮา ก็ต้องบอกเลยครับว่าทางวงตั้งใจและทุ่มเทกับ Anti-Gravity Concert แบบสุดตัวกัน ซึ่งคาดการณ์ได้เลยว่าโชว์ของพวกเขาจะต้องทำให้ทุกคนประทับใจอย่างแน่นอน แฟน ๆ Lomosonic หรือจะไม่ใช่แฟน ๆ ก็ตาม นี่คือโอกาสครั้งสำคัญที่จะได้รับรู้ถึงพลังทางดนตรีของพวกเขาแบบที่หาที่ไหนไม่ได้ ห้ามพลาดกับ Anti-Gravity Concert เด็ดขาด! งานจะจัดขึ้นในวันที่ 2 กันยายนนี้ ที่เมืองไทย GMM Live House, CentralWorld ชั้น 8 ประตูเปิดเวลา 19.00 น. ซื้อบัตรได้แล้ววันนี้ ทาง Counter Service, Allticket, 7-Eleven แล้วพบกันครับ

ขอบคุณวง Lomosonic และคุณแม้ว ค่ายสนามหลวง มิวสิค สำหรับการสละเวลามาประสานงานและพูดคุยกันในครั้งนี้ด้วยนะครับ

ภาพถ่ายโดย: ปาร์ค-กวิน มือเบสวง Carry On

Jeddy Tragedy

Jeddy Tragedy

Co-founder/writer at Headbangkok
นักร้องนำวงเดธคอร์ Tragedy of Murder, ผู้ร่วมก่อตั้งและนักเขียนHeadbangkok
ชอบเล่นมุกกริบ ชอบหยิบแบงค์ 20 จากกุมารในบ้าน และต้องฟังเพลงของวง Oasis ทุกวันจนแม่รำคาญ
Jeddy Tragedy
SHARE:Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestShare on Google+Buffer this pageEmail this to someonePrint this page