หลายคนคงทราบข่าวกันแล้วว่า พี่อั๋น – นฤดม ตันทนานนท์ มือกีตาร์วง Sweet Mullet ลาออกจากวงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วเนื่องจากภาระหน้าที่ในชีวิตที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องน่าใจหายไม่น้อยเลยครับ เพราะพี่อั๋นและสมาชิกอีกสี่คนของ Sweet Mullet ร่วมเดินทางบนเส้นทางสายดนตรีกันมาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยยังเป็นวงดนตรีระดับอันเดอร์กราวด์ จนทะลุขึ้นมาอยู่บนดินได้โดยไม่เสียตัวตนไป (เชื่อว่าไม่มีใครคิดว่าจะมีวันนี้)

ทางเรามีโอกาสได้นัดสัมภาษณ์วงกันที่งาน Paradise Fest #3 เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันสุดท้ายในฐานะสมาชิกวงของพี่อั๋นด้วย ทั้งเรื่องของอดีต-ปัจจุบัน-และอนาคตของวงที่จะต้องก้าวกันต่อไปแม้เหลือกันเพียงสี่คน อนาคตของวงจะเป็นยังไงกันต่อไป มาฟังคำตอบจากปากของสมาชิกโดยตรงกันได้เลยครับ


คอนเสิร์ตวันนี้เป็นยังไงบ้างครับ

เต๋า: ก็สนุกมาก ๆ ครับ ตื่นเต้นมาก ๆ ด้วย

หมู: ถ้าภาษาชาวบ้านก็เรียกว่าโคตรมัน

แป๊บ: ถ้าภาษาแบบทางบ้านเลยตอนเล่นก็โคตรเหี้ย (หัวเราะกันยกวง)

หมู: หมายถึงเล่นเหี้ย

เต๋า: แต่ว่าเล่นมันครับ มันกว่าที่ผ่าน ๆ มา

หมู: เลยรวมกันเป็นมันเหี้ย ๆ

วงเล่นทั้งงานบนดิน/ใต้ดิน บริหารเวลาทำงานกันยังไง

เต๋า: มันไม่ต้องบริหารขนาดนั้นอะครับ เพราะว่าจริง ๆ แล้วตอนนี้มันแทบไม่ต่างกันอะครับ ไม่ได้ต่างขนาดนั้น ไม่ค่อยชนกันเท่าไหร่ แล้วก็ส่วนใหญ่บางเพลงที่เราเล่นในงานทั่วไปเราก็มาเล่นในงานอันเดอร์กราวด์ได้เหมือนกันอยู่แล้ว เลยไม่ค่อยมีปัญหาอะไรเท่าไหร่

อั๋น: เราตั้งใจจะทำแบบนี้อยู่แล้ว ก็เลยไม่ได้รู้สึกว่ามันผิดปกติอะไรมาก เพราะเราทำแบบนี้กันมาตั้งแต่แรก

(Photo: © Chp’z P. Preedanont)

อยู่กันมานานขนาดนี้แล้ว มีเบื่อกันบ้างมั้ยครับ

หมู: มันจะเหม็นขี้หน้ากันมากกว่าครับ (หัวเราะอีก)

เต๋า: จริง ๆ มันอยู่กันจนแบบว่า… ชินกันไปหมดแล้วไรงี้อะครับ มันเป็นพี่น้อง เป็นครอบครัวกันไปแล้ว เพราะว่าวงอยู่กันเนี่ยใช้เวลาเยอะกว่าอยู่กับครอบครัวตัวเองอีก เพราะเวลาไปทัวร์แบบต้องนั่งรถตู้ไปทัวร์กันแบบ โหย บางทีแบบสิบสี่ชั่วโมง สิบเจ็ดชั่วโมงก็มี คืออยู่ด้วยกันตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเลย

ตี่: พักจากการทัวร์ ถ้าเราไม่ทำเพลงเราก็มาซ้อม พูดง่าย ๆ เรียกว่าเจอกันแทบตลอด เจอกันเยอะมาก

ชอบช่วงเวลาไหนในวงการเพลงที่สุดครับ

เต๋า: อืม.. จริง ๆ ผมชอบทุกช่วงของวงการเลยครับ คือมันเหมือนว่าทุกช่วงอะ มันมีสเน่ห์ของมัน มันมี เอ่อ… ในแต่ละยุคมันมีอะไรของมันอยู่ในนั้น ในทุกช่วงอยู่แล้ว หลาย ๆ คนอาจจะบอกว่า เอ้ย ทำไมวงการร็อกช่วงนี้มันดูดาวน์หลงหรือว่าอะไรยังไง แต่สำหรับส่วนตัวผมว่ามันก็เป็นยังงี้มาอยู่แล้ว

ตี่: จริง ๆ แล้วปัจจุบันก็ยิ่งมีความสุขมากขึ้นเรื่อย ๆ ครับ มันก็มีคนที่เปิดกว้างสำหรับเพลงที่มันเป็นร็อกแบบพวกเรามากขึ้น แล้วพอเราไปที่ไหนมันก็มีแต่คนเอ็นจอยกับพวกเรา มันก็สนุกขึ้นเรื่อย ๆ นะครับ

แป๊บ: พูดจริง ๆ มันก็ยังสนุกอยู่เหมือนเดิมครับ ในทุก ๆ ช่วงเวลาไม่ว่าจะแบบ เอ๊ะ ช่วงนี้เพลงร็อกอาจจะดาวน์ลงไป แต่พวกเราก็ไปทัวร์กันมันก็รู้สึกว่าแบบมันก็ยังปกติเหมือนเดิม คนมาดูก็ยังปกติครับ

ประสบการณ์ในวงการดนตรีที่ผ่านมาให้อะไรกับแต่ละคนบ้าง

เต๋า: ได้ประสบการณ์ดี ๆ เยอะแยะเลยในการทัวร์คอนเสิร์ต ที่ผมไม่คิดว่าจะเจอ ที่พวกเราไม่คิดว่าจะเจอด้วยซ้ำ ทุกคนเลย ดนตรีพาเราไปในที่ต่าง ๆ อยู่ดี ๆ ดนตรีพาเราไปในที่ที่แบบ เฮ้ย เรามาอยู่ตรงนีได้ยังไง ไรงี้ฮะ

อั๋น: เราก็ไม่คิดเหมือนกันว่าเราเล่นแนวนี้จะพาเราไปได้ไกลขนาดนี้ บางอย่างเราก็ไม่ได้คิดเหมือนกันว่าดนตรีแนวนี้จะพาเราไปในแบบนี้ได้นะ มันเปิดโลกให้เราเยอะเลยครับ และเราก็รู้ว่าจริง ๆ เราเล่นแบบนี้มันก็อยู่ได้เหมือนกันนะ ในทุกสังคมเหมือนกัน ถ้าเรายังรักที่จะทำมันอยู่

เต๋า: ตอนที่ตั้งวงเราก็ไม่คิดว่าเราจะแบบ เฮ้ย วันนึงเราจะมีรถตู้มารับที่บ้าน แล้วพาทัวร์แบบว่า ไปเกือบทั่วประเทศไทยแล้ว ไม่คิดเหมือนกันว่าจะได้ไป แม้แต่ต่างประเทศก็เหมือนกัน เราก็ไม่คิดว่าแบบ อ้าว เอ๊ะ รู้สึกตัวอีกที นี่กูมายืนอยู่ใต้หวันเหรอ เอ๊ะนี่กูอยู่เกาหลีแล้วเหรอ มาอยู่ฮ่องกง ออสเตรเลีย หรือว่าอะไรก็แล้วแต่ ในหลาย ๆ ที่ที่ไม่คิดว่าดนตรีจะพาเราไปได้ขนาดนี้

จากที่ไปเล่นต่างประเทศมาคนเค้าต่างจากเราไหม

เต๋า:มันมีความเหมือนแล้วก็มีความต่างในแต่ละประเทศครับ ในแต่ละประเทศก็จะมีวัฒนธรรมในการดูคอนเสิร์ตของแต่ละที่

อั๋น: แต่ว่าจริง ๆ ไม่ว่าเหมือนหรือต่าง แต่สิ่งนึงที่ทำให้พวกเรารู้ได้ก็คือดนตรีมันไม่เกี่ยวกับภาษาเลย เพราะว่าเพลงที่เราไปเล่นทั้งหมดเป็นเพลงภาษาไทย ซึ่งเค้าก็ฟังไม่รู้เรื่องหรอก พอไปเล่นเนี่ยเค้าก็สนุกกับเราได้โดยที่จริง ๆ เค้าก็ไม่ได้รับรู้ว่าความหมายของเพลงคืออะไร เพราะว่าดนตรีเป็นภาษาสากลอยู่แล้ว

แป๊บ: จริง ๆ เหมือนเค้าไม่เค้าใจเรานะ หมายความว่าเค้าไม่เข้าใจว่าเราเป็นยังไง เล่นแบบไหน เค้าไม่รู้จะต้อนรับเราแบบไหนด้วยอะ แต่ตอนเล่นเราก็เล่นของเราไปงี้ เหมือนยังเงี้ย [หมายถึงโชว์ที่งาน Paradise Fest #3] แล้วพอลงจากเวทีไปแม่งคือแบบ สตาฟเค้ายืนต่อแถวกันแล้วปรบมือให้เราแบบ “เย็ดแม่ โคตรเฟี้ยว!”

หมู: “เย็ดแม่ กูคนไทยเว้ย!” (เฮกันทั้งวงอีกรอบ)

แป๊บ: มันก็เป็นความภูมิใจครับ ว่าแบบนี่คือระดับชาติแล้วนี่หว่า นี่คือสิ่งที่เราสร้างกันมาขนาดนี้แล้ว นี่ก็คือหนึ่งในกำไรชีวิตกับการที่เรารักดนตรีครับ

(Photo: © Chp’z P. Preedanont)

ในยุคสมัยที่เพลงหาเสพได้ง่ายแบบนี้คิดว่าเราจะสนับสนุนดนตรีกันได้ยังไงบ้าง

เต๋า: มันง่ายมากครับ จริง ๆ ทุกอย่างมัน เอ่อ… ในยุคนี้เราหาเสพเพลงง่ายขึ้น แต่จริง ๆ แล้วทุกอย่างไม่ว่าจะอยู่ในยุคไหนมันอยู่ที่จิตสำนึกคน จะยุคก่อนที่แบบ โหย กว่าจะออกไปหาเทปคาสเซ็ตมาฟังแต่ละที ซีดีแต่ละแผ่นหรือว่าอะไร สมัยก่อนเราต้องนั่งรถเมล์ออกไปซื้อวิดีโอม้วนนึงมาดูคอนเสิร์ตไรงี้ ซื้อเทปซื้อซีดีหรือว่าอะไรก็แล้วแต่ ตอนนี้นั่งอยู่กับบ้านเราดาวน์โหลดได้ อยู่ในมือถือ อยู่บนรถ ดูยูทูบ มันได้หมดทุกอย่าง แต่ว่าอย่างที่บอกครับ ทุกอย่างมันอยู่ที่จิตสำนึกคน อยู่ในมือถือเราก็สามารถซื้อเพลงอย่างถูกต้องได้ มีเยอะแยะ มันง่ายขึ้น เราซื้อได้ง่ายขึ้น และอีกอย่างผมอยากจะบอกว่าเอ่อ… ถ้าเทียบแล้ว การซื้อหนึ่งอัลบั้มเนี่ย ถ้าเทียบกับสมัยก่อนซีดีแพงกว่าอีก อันนี้ดาวน์โหลดดูแบบ โหจริง ๆ ราคาไม่ได้แพงเลย เพราะฉะนั้นถ้าราคาไม่แพง โหลดลิขสิทธิ์ดีกว่า ง่ายด้วย

ตี่: มันเหมือนเราเดินทางมาถึงยุคที่เพลงกลายเป็นมีเดียที่ไว้ใช้โฆษณา แต่ว่าเราสามารถสนับสนุนวงได้ทางอื่น เช่น merchandise ของวงแทนก็ได้ หรือว่าเป็นการมาดูคอนเสิร์ต อันนี้ชัดเจนมาก เพราะว่าแบบ ตอนนี้รายได้หลักของศิลปินมันก็คือคอนเสิร์ต คือทุกคนถ้ามาดูคอนเสิร์ต ทุกคนแฮปปี้อยู่แล้ว ศิลปินก็แฮปปี้ นั่นแหละครับ

เต๋า: คือมันเหมือนกับยุคนี้มันเป็นยุคที่เพลง สื่อดิจิทัลอะไรหลาย ๆ อย่างวิ่งมาหาเรา ในยุคสมัยก่อนเราอะต้องเป็นคนเดินไปที่ร้านซีดี ไปหาแผ่นมาฟัง ตอนนี้เหมือนกับทุก ๆ อย่างมันมาประเคนอยู่หน้ามือถือเรา หน้าจอคอมพิวเตอร์เรา เรากดเข้ายูทูบ หรือว่าเรากดเข้ากูเกิล อะไรก็แล้วแต่ มันเห็นอยู่แล้ว มันง่ายมาก ๆ

สมาชิกแต่ละคนมีวงดนตรีที่บูชาขึ้นหิ้งวงไหนบ้างครับ

เต๋า: ของผมขึ้นหิ้งหลายวงอยู่ แต่สุด ๆ คือ Deftones ครับ อันนี้คือสุดยอดของผมแล้ว เจอทีก็ร้องไห้น้ำตาไหลพราก [HBK: รอบที่แคนเซิลพี่เต๋าได้ไปโยนเก้าอี้ด้วยไหมครับ] อ๋อเปล่าครับ (เสียงหัวเราะแทรก) ไปตอนที่สภาพแม่งพินาศหมดแล้วครับ ไปเห็นตอนที่เค้ายกถังเบียร์วิ่งออกมากันหมดแล้ว ตอนนั้นนี่รู้สึกแบบ … คุกเข่าเลย

ตี่: ถ้าวงที่ผมชอบมันก็จะมากกว่าแค่เรื่องเพลงครับ แบบเรื่องราวของวงด้วย มันมีการเดินทางของวง ถ้าตอนนี้ที่เห็น ๆ อยู่ก็จะเป็น Foo Fighters เราจะเห็นว่ามันเป็นวงที่มีการเดินทางกันยาวนาน เค้าค่อนข้างเก่งมาก ๆ แล้วก็สามารถมาถึงจุดนี้ได้ จากวงที่คนมองว่าเป็นร่างทรงของ Nirvana กัน มาจนถึงจุดที่เป็นระดับนี้ได้ ถือว่ายอดเยี่ยมมาก

แป๊บ: Rage Against the Machine ครับ ก็… เมื่อก่อนเล่นเค้าอย่างเดียว เด็ก ๆ สมัยนู้นเลย ตอนที่เริ่มเล่นกีตาร์แบบจริงจังประมาณนึงแล้วอะ เริ่มฟังเพลงฝรั่งผมจะเริ่มจาก Metallica, Mr. Big, Extreme ไรงี้ พูดง่าย ๆ มันจะติดความเป็นสายโซโล่มาประมาณนึง เล่นไปเล่นมาแล้วแบบ ด้วยยุคสมัยด้วย ว่าแบบ เฮ้ย กูเล่นแบบนี้มาแล้วจะไปอยู่ยังไงในสังคม คือมันทำอะไรไม่ถูกอะ แบบ แล้วกูจะแต่งเพลงอยู่แบบนี้เหรอมันเก่าแล้วนะเว่ย จนวันนึงเพื่อนแนะนำให้ฟัง “Bombtrack” มาก่อนเลยมั้ง แล้วก็รู้สึกแบบ “ไอ้เหี้ย ง่าย เท่” แม่งง่ายนี่หว่า ไม่เห็นยากแบบ ปรื๊ด ๆๆๆ (ทำเสียงโซโล่กีตาร์) แต่ทำไมมันเท่วะ แล้วทำไมแม่งมีกรูฟ อะไรเงี้ย เพราะตอนเด็ก ๆ ก็ฟังฮิพฮอพมาอยู่บ้างแล้ว พอโดนแนะนำ Rage Against the Machine มานี่แบบ “ไอ้เย็ดโด้” — หลังจากนั้นอะ ประมาณปีกว่า ๆ ไม่เคยแกะเพลงอะไรอื่นเลยนอกจากของ RATM ตลอดทั้งปีเลย ไม่สุงสิงกับใครเลย เล่นแต่ Rage Agasint the Machine ตลอด พอไปอินอะไรในเค้าบางอย่างแล้วมันรู้สึกแบบ เออ เอาจริง ๆ แล้วบางทีกรูฟแม่งสำคัญมาก สั้นยาวอะ เหมือนกับผมได้เทคนิคอะไรต่าง ๆ มาจากเค้าเยอะมาก ปกติคนจะได้มาจากการเล่นแนวอื่นอย่างฟังก์ อะไรงี้ แต่ผมได้มาจาก Rage Againstฯ นี่แหละ เหมือนก็โตมาด้วยกัน แต่ว่าตอนอยู่กับ Sweet ไม่ได้ใช้เทคนิคอะไรจาก Tom Morello มาเกี่ยวเลย แต่มันเปิดโลกให้เรามาก

อั๋น: ถ้าเป็นทั่ว ๆ ไปผมชอบ The Beatles เหมือนเค้าพาดนตรีของเขาไปไกลถึงสุดขอบของดนตรีป๊อปเลย แต่ถ้าเป็นร็อกเป็นเมทัล ผมชอบ Pantera ผมว่าเค้าเป็นแรงบันดาลใจสำหรับทุกอย่างในการเริ่มฟังดนตรีของผม

หมู: เหยียดสีผิวไรงี้เหรอ

อั๋น: เดี๋ยว ๆๆๆๆ / เหมือนกับความเป็น 4 ชิ้นของเค้าอะครับ มันมีความพิเศษทุกชิ้นในการมารวมกัน ผมว่ามันไม่มีวงดนตรีแบบนี้แล้ว สายร็อก สายเมทัล Pantera นี่แบบเป็นแรงบันดาลใจสำคัญของผมเลย

หมู: สำหรับผมจริง ๆ ผมชอบหลายวงนะ ผมก็ฟังทุกแบบทุกแนวเลย แต่ว่าวงที่มีอิทธิพลกับผมตอนช่วงที่เริ่มเล่นดนตรีก็จะเป็น Dream Theater เพราะตอนเด็ก ๆ นี่รู้สึกว่า โอ้โห แม่ง ถ้าเล่นได้คงเท่น่าดู ผมชอบทักษะดนตรีของพวกเขาอะครับ แต่พูดง่าย ๆ ตอนเด็ก ๆ เนี่ยจะรู้สึกว่าการฟัง Dream Theater เนี่ยแม่งดูมีของ คือเอาเท่อะ แบบเฮ่ย กูฟัง Dream Theater ดูเจ๋ง แต่ไม่เคยแกะจบเลยซักเพลง ซื้อแท็บมา อ้าวแท็บแม่งไม่ตรงอีก ทุกที ไอ้เหี้ย — แต่ก็ถือว่ามันมีอิทธิพลตอนเด็ก ๆ ครับ

หนังโปรดของแต่ละคนคือเรื่องอะไรครับ (เปลี่ยนเรื่องบ้าง)

หมู: อันนี้ละกัน ผมเพิ่งดูเมื่อคืนก่อนเอง The Lion ครับ หนังรางวัล ชอบครับ จริง ๆ ผมชอบดูหนังนะ ชอบหลายเรื่อง ให้ข้อคิดดี ๆ เยอะ แล้วจริง ๆ ส่วนตัวผมชอบหนังที่เป็นเรื่องจริงหรือไม่ก็เป็นสารคดีชีวิตของคนจริง ๆ กึ่งสารคดีผมจะชอบเป็นพิเศษ วันก่อนก็เพิ่งดูเรื่อง I am Bolt เรื่องของ Usain Bolt นักวิ่งผิวหมึกที่วิ่งเร็วมาก ๆ แบบนั้น แต่ก่อนเวลาไปทัวร์ก็เปิดดูด้วยกันเรื่อง Ronaldo หนังของ Christiano Ronaldo จากตอนแรกผมเป็นคนไม่ค่อยชอบโรนัลโด้นะ พอดูจบปุ๊บ

ทั้งวง: เกลียดเลย (ตบมุกอย่างพร้อมเพรียง)

หมู: ไม่ใช่ จบเลย สาระกู

อั๋น: ผมชอบ Taxi Driver ครับ กับอีกเรื่องนึง Munich ดราม่าหน่อย คนมันต่อสู้กับตัวเอง ผมชอบแบบนั้น เพี้ยน ๆ ดี

แป๊บ: The Lion King ครับ เอาจริง ๆ มีตั้งแต่วิดีโอ, วีซีดี, ดีวีดี, บลูเรย์ แล้วก็เลเซอร์ดิสก์ แล้วก็มีหนังอยู่ใน iTunes ด้วย จริง ๆ ผมมั่นใจว่าดูแม่งมาไม่ต่ำกว่าร้อยรอบ คือตอนเด็ก ๆ ดูครั้งแรกแล้วมัน… ตอนนั้นก็ต้องถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่เต็มข้อของเค้าแล้วอะในการทำแอนิเมชั่น ไอ้เรื่องนั้นน่ะมันประทับใจอยู่แล้ว เหมือนเวลาเราเล่นเกม Final Fantasy แล้วบอกฉากจบแม่งสวยมากอะไรเงี้ยเก็ตมั้ย แบบนั้นแหละ แต่ว่ามันเสือกชอบมีฉากประทับใจในวัยเราเด็กอะ เหมือนมันติดตามาตลอด แล้วมันเยอะมาก มันติดตา แล้ววัยนั้นเป็นวัยที่เรากำลังแบบรับทุกอย่าง อาจจะไม่รู้จริง ๆ ว่าหนังมันดีสุด ๆ มั้ย แต่เหมือนกับมันเป็นจดหมายเหตุในชีวิตเรามากกว่า แล้วมันก็เหมือนทำให้แบบ กลายเป็นอะไรที่ยึดติดในตัวเราอะ เวลาไม่มีอะไรทำ สมองมันว่างเปล่า ก็เปิดกลับไปดูให้เราคิดถึงวันนั้น เหมือนกลับไปในวันที่เราอยากรู้อยากเห็น เวลาอยากกลับไปเป็นคนที่อยากรู้เหมือนเดิม ก็จะเปิดไปดูตรงนั้น

เต๋า: ส่วนใหญ่ผมชอบดูหนังแบบสยองขวัญไรงี้ครับ หนังที่ชอบก็พวก The Texas Chainsaw Massacre ไรงี้ พวกแบบชำแหละ ๆ ไรงี้ ไล่ฆ่ากันแบบไม่ต้องมีเหตุผล พวกแบบ Child’s Play, Chucky อะไรพวกนี้ครับ อันนี้หนังสยองขวัญก็ดูแบบทั่ว ๆ ไป แต่ที่ชอบก็จะมี The Shawshank Redemption, American History X อะไรแบบนี้ ชอบความเจ็บปวด แต่จริง ๆ ก็ดูได้ทั่วไป พวก Rambo อะไรพวกนี้ก็ดูนะครับ ดูได้หมด Predator, Piranya, Anaconda ดูหมด ประมาณนี้ครับส่วนใหญ่

ตี่: จริง ๆ ผมดูหนังน้อยมาก เรื่องล่าสุดอะไรก็จำไม่ได้ แต่ว่าถ้าเป็นหนังก็นึกถึงเรื่องนึงคือ The Secret Life of Walter Mitty เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดูออกมาจากโรงแล้วแบบคลั่ง อยากเก็บตังค์ไปไอซ์แลนด์ แล้วภาพมันก็สวยด้วย มันเป็นเรื่องของคนที่มีความฝัน แต่เค้าต้องเก็บความฝันเค้าไว้แล้วทำงานในจุดที่ทำให้เค้าต้องอยู่แต่ในออฟฟิศ [HBK: มันเหมือนชีวิตจริงของคนเราเหมือนกันนะครับ] ใช่ ๆ มันค่อนข้างจะสะท้อนอะไรหลายอย่าง แล้วก็อีกอย่างที่ชอบเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก ๆ เลยคือซาวด์แทร็ก เพลงสกอร์ของหนัง มันมาแบบถูกที่ถูกเวลามาก มาถึงจุดนึงปุ๊บเพลงแม่งมาแบบโคตรขึ้นเลย ชอบทั้งซาวด์แทร็ก ทั้งสกอร์ด้วย เรื่องนี้ครับ แนะนำ

ทราบมาว่านี่งานสุดท้ายของพี่อั๋นแล้ว หลังจากนี้วงมีแผนยังไงกันต่อบ้าง

หมู: จริง ๆ ทางวงมีแผนครับว่า ก็ หลังจากนี้ก็จะเล่นกันสี่คนไปก่อน แต่ว่าการทำเพลงหรือว่าการคิดเพลงต่าง ๆ ก็ยังเป็นห้าคนอยู่ คือผมว่าเทคโนโลยีมันก็ทันสมัยพอ การที่จะส่งไฟล์ข้ามประเทศกันหรือว่าการเปิดสไกป์คุยกันเรื่องเพลงเรื่องอะไรเงี้ย ก็น่าจะทำได้ง่ายขึ้น ก็จนกว่าวันที่อั๋นจะพร้อมครับ เพราะว่าจริง ๆ สุดท้ายอั๋นอาจจะกลับมาอยู่ที่เมืองไทย ที่เชียงใหม่ก็ได้ ถึงวันนั้นเราค่อยกลับมาเล่นด้วยกันใหม่

เดี๋ยวพี่อั๋นจะไปไหนครับ

อั๋น: ออสเตรียครับ เดือนหน้า ก็จะทำให้เต็มที่ครับ ก็ต้องยอมรับกับมันจริง ๆ ว่ามันจะไม่เหมือนเดิม ในส่วนของการทำงานนะ เพราะว่าการโยนไฟล์ให้กันมันไม่เหมือนกับมานั่งคุยกันห้าคนเนอะ แต่เราจะทำให้ดีที่สุดครับ

เต๋า: ต้องยอมรับในการเปลี่ยนแปลง ช่วงนี้อาจจะเหงาหน่อย อยู่กันสี่คน เพราะว่าสองคนเนี้ยเป็นรูมเมตกันเวลาออกทัวร์ [ชี้ไปที่พี่อั๋นกับพี่หมู]

แต่ละคนมีอะไรอยากพูดเกี่ยวกับพี่อั๋นไหมครับ

เต๋า: มีหลายเรื่องครับ จะให้พูดจริง ๆ มันเยอะมาก แต่ว่าเอาโดยรวม ถ้าโดยรวมจริง ๆ คืออั๋นเป็นคนที่แบบ สุภาพเรียบร้อย และในหลาย ๆ เพลง จริง ๆ แล้วอั๋นเป็นคนคิดเพลงหลักด้วยซ้ำ อั๋นนี่คือแบบ… สำคัญมาก ๆ จริง ๆ การที่อั๋นจะไปออสเตรีย วงเราเหลือสี่คน มันเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่มาก แล้วก็ให้พูดถึงเรื่องคุณงามความดี จริง ๆ อั๋นเป็นคนดีอยู่แล้ว คือถ้ามีรายการแบบว่ามอบรางวัลคนดีของสังคมนี่อั๋นต้องได้

แป๊บ: เป็นคนดีเกินมาตรฐาน

เต๋า:ใช่ ๆ

หมู: คือพวกมึงเหี้ยกันเกินไปมากกว่า!

(Photo: © Chp’z P. Preedanont)

เต๋า: ความเลวไม่สามารถทำอะไรอั๋นได้ครับ สิ่งเร้า สิ่งกระตุ้นอะไรหลาย ๆ อย่างที่จะมาชักจูงไปในทางที่แบบเลวร้าย เลวทรามไรงี้อั๋นจะไม่ทำเลย จะอยู่ในศีลอยู่ในธรรม แล้วตอนนี้อั๋นก็ไม่กินเนื้อสัตว์เลยด้วย

หมู: พูดถึงในฐานะนักดนตรีคนนึง ความพิเศษของอั๋นสำหรับผมคือ อั๋นมีการเล่น มีซิกเนเจอร์ที่เฉพาะตัวมาก ๆ คือ อั๋นเล่นไม่เหมือนใครเลย และก็ไม่มีใครเล่นเหมือนอั๋นเลย คือเรียกว่ามันเป็นส่วนผสมนึงที่สำคัญของวงมาก ๆ คนนึงเลยครับ พูดง่าย ๆ ก็ไม่มีใครสามารถมาแทนอั๋นได้เพราะว่าด้วยวิธีการเล่น บางไลน์ที่อั๋นคิดมาสำหรับผมก็แบบ ‘มึงเล่นเหี้ยอะไรวะเนี่ย’ คือแบบ มันพิเศษมาก ๆ มันเป็นทางเฉพาะของอั๋นมาก ๆ

แป๊บ: ก่อนอยู่วง Sweet Mullet เนี่ย ผมเล่นกีตาร์คนเดียวมาตลอด ประมาณสิบปีไรงี้ เล่นแบบเป็นอาชีพอะ พอมาอยู่วงนี้ … กี่ปีวะ สิบกว่าปีอะ แม่งกลายเป็นว่าผมมีกีตาร์คู่ตลอด แล้วผมกับอั๋นอะเป็นคนที่ทัศนคติเวลาคิดงาน หรือวิธีเล่นเนี่ย จะไม่เหมือนกันเลย อันนี้เป็นเสือกกลายเป็นข้อดีของ Sweet Mullet วิธีเล่น วิธีคิด จะโซโล่หรืออะไรงี้ สมมติผมทำไลน์แบบนี้มา อั๋นคิดไลน์แบบนี้ไม่ได้แน่ ๆ อั๋นทำมางี้ผมทำอย่างแม่งไม่ได้แน่ ๆ มันกลายเป็นว่า นั่นแหละ ส่วนใหญ่เราจะเล่นเพื่อเติมกันอะ สมมติผมคิดไลน์มา อั๋นก็จะทำให้สิ่งที่ผมคิดไม่ได้ และเติมมันตรงนั้น เวลาอั๋นทำมาผมก็เหมือนจะรองรับในบางอย่างที่อั๋นขาดไป พูดง่าย ๆ ถ้าอั๋นไปก็เหมือนผมแขนขาด อันนี้ผมพูดตรง ๆ นะ แล้วพอแผนมันออกมาแล้วว่าเราจะเล่นกันต่อแบบสี่คน งานเข้าอะกูอะ เข้าใจปะ กูลำบากนะ เหนื่อยนะ แต่กูทำได้ เพราะว่าเราต้องสานต่องานทุกอย่างที่ทุกคนวางกันไว้ กูฝึกกีตาร์ทุกวัน แต่ทุกวันนี้ทุกวันกูฝึกกีตาร์ไลน์ไอ้อั๋น หมายถึงว่าทุกวันนี้ก็ยังทำอยู่ ทุกวันนี้ซ้อมหนักมากนะ แต่ว่าแค่ไลน์ของอั๋น แล้วเราก็ต้องมานั่งมองว่าไลน์ผมกับไลน์อั๋นมันเป็นยังไง แล้วเราก็ต้องเอามา combine กันว่าแบบไหนแม่งเหมาะสมสำหรับเวลาเราอยู่คนเดียว โชคดีว่าผมอะยังเสือกมีประสบการณ์ในการเล่นดนตรีคนเดียวมาตลอด ผมติดชอบเล่นคุม แต่พูดตรง ๆ ว่าสำเนียงนี่ไม่มีทางเหมือน ใครมันแทนใครไม่ได้ ไม่ว่าหมูหมากาไก่ ใครมาไอ้เหี้ยแม่งเล่นคนละแบบอยู่แล้ว ทุกคนมีสำเนียงของตัวเอง ก็คือ พูดง่าย ๆ คือเราก็แค่ ผมจะอุดช่องว่างให้ดีที่สุดซึ่งมันมีแน่นอน แต่ทุกอย่างมันจะผ่านไปด้วยดี และมันจะผ่านไปได้ด้วยการเรียนรู้ของเรา จบ เฟี้ยว เท่สัสสัส!

ตี่: จริง ๆ แล้วอย่างที่บอก เสริมจากพี่เต๋าคืออั๋นเป็นคนสไตล์คนดีอะ เป็นคนดีเกินมาตรฐานทั่วไป แล้วเวลามีเรื่องไดเร็คชั่นของวงที่ว่าจะไปทางไหน ทางซ้ายทางขวาดี อั๋นบางทีจะเป็นคนแบบ ตบให้มันเข้าที่เข้าทาง ไม่ใช่แค่ด้านดนตรีนะ แต่เป็นเรื่องของการแบบ… ใช้ชีวิตด้วย ซึ่ง เหลือสี่คนก็ต้องลุยกันต่อไป แล้วก็พูดตรง ๆ เลยตอนนี้ก็ยังไม่รู้เลยว่าถ้าอั๋นออกไปจะเป็นยังไง เราก็ได้แต่ว่าพยายามจะทำให้มันดีที่สุดในจุดของเราครับ

ทางพี่อั๋นมีอะไรจะฝากไหมครับ

อั๋น: มันไม่ใช่ความบังเอิญที่เราอยู่ด้วยกันมาได้สิบกว่าปี ผมเชื่อว่าสี่คนทำได้อยู่แล้ว มันก็คงจะมีความเปลี่ยนแปลงแหละเพราะว่าส่วนผสมของเรามันห้าคนอะเนอะ มันก็ต้องกลายเป็นสี่ส่วนแทนที่จะเป็นห้าส่วน ผมเชื่อว่าพวกพี่ ๆ ทำได้อยู่แล้ว ผมก็จะเป็นกำลังใจให้เสมอครับ

ฝากถึงแฟนเพลงด้วยไหมครับ

อั๋น: หลายคนนี่เห็นหน้ากันตั้งแต่วันแรกอะ ก็ยังเห็น ๆ กันอยู่ มันสำคัญมาก เพราะว่าสิ่งที่เราทำอยู่อะ กับตัวเราเองมันก็เป็นเรื่องยาก การที่จะทำเพลงที่เราชอบทีสุดให้คนจำนวนเยอะ ๆ ชอบเรา หมายถึงว่าเอ็นจอยกับเพลงของเราอะนะ เอ็นจอยกับเพลงที่เราชอบเนี่ย มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แล้วพวกเขาก็ยังอยู่กับเรา ก็ขอบคุณทุกคน เพราะว่ามาถึงวันนี้ไม่ได้ถ้าไม่มีพวกเขา ขอบคุณมาก ๆ

(Photo: © Chp’z P. Preedanont)

ขายของหน่อย ตอนนี้ถ้าว่างจากดนตรีแต่ละคนทำอะไรกันอีกครับ

ตี่: ผมทำแบรนด์เสื้อผ้าครับ ชื่อ Into Another ก็เป็นแบรนด์แบบกลาง ๆ ใส่กันได้ง่าย ๆ ครับ ลายเรียบร้อยหน่อย

หมู: ตอบว่าแบรนด์เฟี้ยว ๆ สิครับ

ตี่: ลายกลาง ๆ แต่แบรนด์เฟี้ยวละกัน ครับ ก็ลองเข้าไปดูกันได้ที่ facebook.com/iaintoanother

เต๋า: ของผมก็ขายเสื้อเหมือนกันครับ ชื่อแบรนด์ว่า Horror Skin ครับ เข้าไปดูกันได้ที่ facebook.com/horrorskincltg ก็จะเป็นเสื้อประเภทแบบแนวร็อกหน่อย เป็นเกี่ยวกับพวกแบบ แรงบันดาลใจแต่ละลายมาจากพวกหนังสยองขวัญ เฮอร์เรอร์ อะไรพวกนี้นะครับ ใครที่ชอบอะไรทำนองนี้ก็ลองแวะเข้ามาเยี่ยมชมในเพจดูได้ครับ

แป๊บ: ผมเปิดร้านปิ้งย่างสไตล์ญี่ปุ่นครับ สไตล์ยากินิกุ ชื่อร้านเตาถ่าน ยากินิกุ พาราไดส์ อยู่ตรงระหว่างซอยเอกมัย 12-14 ตรงร้านนั่งเล่น ร้าน Thay ที่กำลังดัง ๆ ตอนนี้ โซนนั้น ก็มากันได้ครับ เข้าไปเยี่ยมชมเพจกันได้ facebook.com/Taotaanyakinikuparadise เข้าไปดูกันได้ ถ้าให้ผมโฆษณาเรื่องราคาอะไรอีกเดี๋ยวมันจะยาวไปกว่านี้ มาเยี่ยมได้ครับ

อั๋น: ผมเป็นผู้สนับสนุนของทุก ๆ คนครับ นอกจากเป็นผู้บริโภคแล้วยังเป็นผู้คอยดูดอีกด้วย (หัวเราะ) ทั้งเสื้อ ทั้งกางเกง รองเท้า ดูดมาหมดครับ ผมก็เรื่อย ๆ ครับ

เต๋า: ที่จริงอั๋นเคยทำแบรนด์เสื้อผ้าครับ

อั๋น: เคยครับ แต่เรารู้ว่าเราไม่ถนัดขาย เราเลย…

หมู: เอาของคนอื่นดีกว่า (หัวเราะกันอีกรอบ)

หมู: สำหรับของผมนอกจากเล่นดนตรี เวลาว่างส่วนมากผมก็จะเป็นหมอ จะบ้าเหรอ! ผมก็มีแบรนด์ครับ ทำไม้กลองครับ สัญชาติไทย ผลิตทุกอย่างในประเทศไทย แต่วัตถุดิบนำเข้ามาจากอเมริกา ใช้โคตรดี อันนี้ผมไม่อยากโฆษณามากนะ แต่ว่านะ แม่งโคตรเจ๋ง ยังไงก็ฝากไม้กลองยี่ห้อ Butcher ไว้ด้วยนะครับ facebook.com/butcherdrums ครับ

ทางวงจะมีอัลบั้มเต็มให้แฟน ๆ ได้ฟังกันอีกเมื่อไหร่

เต๋า: ตอนนี้กำลังทำกันอยู่ครับ แต่ไม่แน่ใจว่าจะเป็นอัลบั้มเต็มหรือเปล่า

แป๊บ: อยากให้มันเป็นอัลบั้มเต็มครับ คือมีแผนอยู่แล้ว มีแผน มีวัตถุดิบอยู่แล้ว มีไอเดีย มีคอนเทนต์ในหัวกันแล้วครับว่าสามารถเป็นอัลบั้มเต็มได้

เต๋า: พูดง่าย ๆ คือจะทำให้มันเยอะที่สุดก่อนครับเท่าที่จะทำได้

งั้นสุดท้าย ฝากผลงานวงหน่อยครับ

แป๊บ: ตอนนี้ส่วนตัวแล้วตื่นเต้นมากที่อั๋นจะไปแล้วเราก็จะต้องพยายามทำให้ทุกอย่างมันโอเคที่สุด แล้วทิศทางมันจะเป็นยังไงต่อไป อยากให้ติดตามกันที่ facebook.com/SweetMullet เป็นเพจของวงเลยที่พวกเราก็เป็นแอดมินกันเอง แล้วก็มีอินสตาแกรมด้วย instagram.com/sweetmullet มีอะไรเล่นที่ไหนข่าวอะไรยังไง ตารางทัวร์ โชว์ บางทีเราก็มีไลฟ์สดในนั้น เข้าไปดูกันได้


ก็ถือว่ามีข่าวดีเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ในข่าวร้ายข่าวนี้ครับ เพราะพี่อั๋นเองก็มีโอกาสที่จะกลับมารวมตัวกันอีกครั้งในอนาคตหากอะไร ๆ ลงตัวแล้ว นอกจากนี้แล้วที่การพูดคุยครั้งนี้แสดงให้เห็นได้ชัด ๆ ก็คือความผูกพันกันของสมาชิกแต่ละคน นอกจากนี้พวกเขายังเป็นกันเองกับแฟนเพลงแบบสุด ๆ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจแต่อย่างใดว่าทำไม Sweet Mullet ถึงเป็นวงดนตรีที่มีคนรักมากมายขนาดนี้ เป็นวงที่ควรเอาการวางตัวมาเป็นแบบอย่างจริง ๆ ครับ

• เรื่อง: ธนเจต วินัยกุลพงษ์, กวิภพ โหงวเกร็ด
• ภาพ: พรพินิจ ปรีดานนท์

SHARE:
Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestShare on Google+Buffer this pageEmail this to someonePrint this page