Wilderer Issaan Tour ทัวร์ที่เกิดความทรงจำมากมาย ประสบการณ์ เสียงหัวเราะ ซึ่งเราไม่อาจบรรยายได้เป็นคำพูดได้ทั้งหมด ทำได้เพียงแค่เล่าอย่างคร่าว ๆ ถึงเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้น บันทึกนี้มาช้าไปมาก แต่ก็อยากจะขอบันทึกไว้ให้ทุกท่านได้อ่านกัน

เรื่องราวแบ่งเป็นสองพาร์ท พาร์ทแรกคือเรื่องราวของวันที่ 17 กุมภาพันธ์ บันทึกโดย พี่ออม-กฤษฎ์ พรหมใจรักษ์ ผู้จัดงาน และพาร์ทที่สองเป็นเรื่องราวของวันที่ 18-19 กุมภาพันธ์ ที่มิว-มาลัยวีณ์ แสวงผล ตามไปสมทบ จะสนุกสนานเฮฮาแค่ไหน อ่านได้เลยค่ะ ความสนุกแบบนี้กำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้งในวันที่ 5-6 พฤษภาคมนี้ ที่เชียงใหม่และพิษณุโลก กับ headliner เจ้าเก่า ติดตามได้ที่เพจ Wildest Youth เลย


1st Day of the Tour — 17 กุมภาพันธ์ 2017

เรื่อง: กฤษฎ์ พรหมใจรักษ์

รถบัสที่เราเช่ามาค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจากปั๊มน้ำมันย่านหลังรังสิตอย่างช้า ๆ หลังจากที่เรารับสมาชิกวงดนตรีที่จะทำการเดินทางด้วยรถบัสกับเราในขาออกจากกรุงเทพจนครบ เมื่อขึ้นมาบนรถ ทุกคนต่างแยกย้ายไปจับจองที่นั่งและหามุมพักผ่อนของตัวเองอย่างอิสระตามความต้องการของแต่ละคน ด้วยการที่เราเช่าบัสปรับอากาศสองชั้นขนาด 52 ที่นั่ง สำหรับสมาชิกวงและทีมงานจำนวนทั้งสิ้น 23 ชีวิต ทำให้มีที่เหลือเฟือสำหรับวงดนตรีและทีมงานให้จับจองและยืดแข็งยืดขาอย่างสบายใจ รวมทั้งในการเดินทางขาไป สมาชิกวง Brandnew Sunset ตัดสินใจบินล่วงหน้าไปเจอกันที่อุดรธานีอยู่ก่อนแล้วทำให้ที่ที่นั่งเหลือเฟือเกินจำเป็นสำหรับพวกเรา

พวกเราเปิดหนังเรื่อง Almost Famous ดูกันบนรถในการเดินทางเที่ยวนี้ ผมคิดมักเล่น ๆ เสมอว่าถ้าได้ดูนั่งเรื่องนี้ระหว่างนั่งรถไปทัวร์คอนเสิร์ตน่าจะได้อารมณ์ดีพิลึก ผมเองก็จำไม่ได้แล้วว่าผมดูหนังเรื่องนี้เป็นรอบที่เท่าไหร่แล้ว เรียกได้ว่าดูจนสามารถท่องบทได้ เป็นภาพยนตร์อีกหนึ่งเรื่องที่มีอิทธิพลต่อชีวิตอย่างมากและน่าจะมีคุณค่าทางใจต่อใครอีกหลายคนบนรถบัสคันนี้ด้วย “Wait, are we gonna watch Almost Famous on tour bus? It’s seem like all of my dream come true on this tour” พี่แวน มือกลองแห่งคณะ Degaruda เอ่ยประโยคดังกล่าวขึ้นมาระหว่างที่หนังเริ่มฉาย ขณะพี่ชิน มือเบสจากวงเดียวพึ่งมีโอกาสได้ดูหนังเรื่องนี้เป็นครั้งแรกก็นั่งดูอย่างเพลิดเพลิน ส่วนคนอื่น ๆ นอกจากดูหนังแล้วก็เล่นโทรศัพท์บ้าง งีบหลับเอาแรงบ้างตามอัธยาศัย ผมใช้เวลาตอนนี้ซึมซับบรรยากาศรอบ ๆ ตัว ดูหนังพร้อมกับกินเบอร์เกอร์ที่ซื้อมาเป็นอาหารมื้อแรกของวัน

นอกวงดนตรีที่ตัดสินใจมาร่วมหัวจมท้ายกันในครั้งนี้แล้ว เราก็ยังมีทีมงานของทัวร์อีกจำนวนหนึ่ง ทุก ๆ คนคือเพื่อนที่มีน้ำใจที่มาช่วยโดยไม่ถามหาค่าแรง เริ่มจากสองสาวชาวอเมริกัน เกรซและแคท ตากล้องประจำทัวร์ของพวกเรา ผมยังไม่ค่อยสนิทกับแคทนักตอนที่ผมชวนเธอมาร่วมสนุกกันครั้งนี้ เราบังเอิญพบกันหลังคอนเสิร์ต Anti-Flag ที่ Rock Pub ช่วงธันวาที่ผ่านมาโดยก่อนหน้านั้นเรารู้จักและพูดคุยกันนิดหน่อยตอนที่ผมไปทัวร์ที่เชียงใหม่เมื่อต้นปีที่แล้ว คืนนั้นผมพูดถึงทัวร์ครั้งนี้ให้เธอฟังในขณะเมา ๆ และเธอก็ตอบตกลงเป็นหนึ่งในทีมงานของทัวร์ครั้งนี้ ส่วนเกรซ ผมรู้จักเธอในคอนเสิร์ตหนึ่งที่เมื่อกลางปีที่แล้วผ่านเพื่อนคนนึง เราฟังเพลงคล้าย ๆ กันเลยสนิทกันค่อนข้างเร็วทั้งทีเราไม่ค่อยได้เจอกันบ่อยนัก ผมไม่แน่ใจว่าผมคิดยังไงถึงลองทักเฟสบุ๊คของเธอไป เธอตอบตกลงแทบจะทันที โชคดีที่เกรซกำลังจะเดินทางกลับมาทำงานที่กรุงเทพในช่วงที่กำลังจะมีทัวร์พอดี เกรซดูค่อนข้างเพลิดเพลินกับการนั่งรถ นี่เป็นครั้งแรกของเธอที่จะได้ไปเยือนภาคอีสาน จะคำถามนึงที่เราจะได้ยินจากเธอเสมอตลอดทั้ง 3 วันของการทัวร์ “Where are we now?” เพราะเธอไม่เคยจำชื่อจังหวัดหรือสถานที่เรากำลังมุ่งไปในแต่ละวันได้เลย ทุกอย่างรอบตัวดูใหม่สำหรับเกรซ ส่วนแคทที่เป็นลูกครึ่งไทยและมีคุณแม่ที่มีพื้นเพมาจากสกลนคร หลังจากรถเคลื่อนตัวไปได้สักพักเธอก็ขอตัวงีบเอาแรงเสียก่อน

ลำดับต่อมาคือ โบ๊ท นิสิตหนุ่ม จากคณะ มนษยศาสตร์ มศว พวกเรารู้จักโบ๊ทจากร้าน Speakerbox (R.I.P) ตลาดรถไฟรัชดา ร้านเหล้าที่เราชอบไปแฮงค์เอาท์กันเนื่องจากใกล้บ้านและเปิดเพลงถูกจริต โบ๊ทเคยทำงานอยู่ร้านดังกล่าว พอโบ๊ทได้ยินเรื่องทัวร์ครั้งนี้ก็เลยติดสอยห้อยตามมาด้วย ด้วยทักษะและประสบการณ์ที่โบ๊ทมีจากการทำงานร้านเหล้า ทำให้โบ๊ทมีส่วนช่วยเราอย่างมากในส่วนการจัดการโต๊ะ merchandise การขายและตรวจบัตรหน้าประตู ผมเดาว่าโบ๊ทน่าจะปาร์ตี้ดึกมาจากคืนก่อนหน้าตามประสาเด็กมหาลัยทำให้โบ๊ทหลับสนิทเงียบเชียบตั้งแต่ขึ้นมาบนรถ และดิว co-founder ของ Wildest Youth และเพื่อนรุ่นน้องที่ช่วยผมจัดงานดนตรีตั้งแต่ผมเริ่มทำใหม่ ๆ ทัวร์ครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นโปรเจ็คใหญ่โปรเจ็คแรกของพวกเรา พวกเราใช่เวลาเตรียมงานและโปรโมทร่วม 2 เดือน จากที่ทำอะไรกันไม่ค่อยเป็นเลย จนกระทั่งถึงวันนี้ วันที่ภาพในหัวของพวกเราเริ่มปรากฎเป็นความจริงอยู่ตรงหน้า

ประมาณบ่ายโมง เราจอดแวะทานข้าวกลางวันที่ปั๊มแห่งนึงบนทางหลวงหมายเลข 2 ช่วงจังหวัดนครราชสีมา ต่างคนก็ต่างสั่งอาหารของตัวเองและมาทานร่วมกัน ช่วงเวลานั้นเองที่สมาชิกวงดนตรีและทีมงานทั้งหมดที่มากับรถได้เริ่มพบปะและทำความรู้จักกันเป็นครั้งแรก ทั้งพูดคุยสัพเพเหระระหว่างทานข้าวจนไปถึงรวมแก๊งกันเดินไปตามหาร้านชำเพื่อซื้อเบียร์ ทำให้บรรยากาศการเดินทางในช่วงบ่ายเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ เกิดปาร์ตี้ขนาดย่อม ๆ ขึ้นมาบนรถซึ่งแตกต่างจากช่วงเช้าที่ค่อนข้างจะเงียบเหงาและชวนง่วง กระป๋องเบียร์ถูกส่งต่อไปให้กับผู้โดยสาร (ย้ำว่าเฉพาะผู้โดยสาร คนขับไม่เกี่ยว) บนรถราวกับว่ามีเบียร์ตุนไว้อย่างเหลือเฟือ แต่ละคนก็ต่างผลัดกันเล่าประสบการณ์ชีวิตสนุก ๆ ที่แต่ละคนมีให้กันฟัง ทั้งเกี่ยวกับดนตรีบ้างไม่เกี่ยวบ้างสร้างเสียงหัวเราะและความเฮฮาให้กันและกันไป ตอนนี้ทุกคนดูสนิทชิดเชื้อกันราวกับว่าเรียนร่วมกันมาถือเป็นนิมิตหมายอันดีในวันแรกของทัวร์

กว่ารถของเราจะมาถึงจังหวัดอุดรธานี ก็เกือบ ๆ หกโมงเย็นเข้าไปแล้ว เราใช้เวลาวนหาร้าน Grafik Cafe สถานที่ทำการแสดงในคืนนี้อยู่ไม่นาน ร้านอยู่ริมถนนเยื้อง ๆ กับเซ็นทรัลและไม่ไกลจากสถานีรถไฟ ปัญหาที่เราพบตอนนี้คือเราไม่สามารถจะจอดรถไว้ฝั่งตรงข้ามร้านหรือยูเทิร์นเพื่อโหลดเครื่องดนตรีลงไปยังสถานที่แสดงได้เนื่องจากถนนในตัวเมืองค่อนข้างแคบ ทำให้เราต้องวนรถบัสอ้อมเมืองกลับมาใหม่โดยนัดแนะให้พี่ ๆ วง Brandnew Sunset ที่รอเราอยู่ที่อุดรอยู่ก่อนแล้วมาเตรียมรับเครื่องดนตรีและสัมภาระ ทุกอย่างเป็นไปอย่างรวดเร็ว หลังจากที่พวกเราทุกคนช่วยกันขนย้ายเครื่องดนตรีและ merchandise ทั้งหมดไปไว้ที่ร้าน พวกเราก็เริ่มแจกแจงเวลาและทำการซาวน์ค์ทันที เราว่ามาถึงช้ากว่าที่กำหนดการณ์ที่ตั้งไว้พอสมควรทำให้เหลือเวลาสำหรับซาวน์เช็คไม่มาก Brandnew Sunset ขึ้นซาวน์เช็คเป็นลำดับแรก สถานที่เล่นในวันนี้มีบริเวณค่อนข้างเล็ก ทำให้สัดส่วนสถานที่ถูกเซ็ทขึ้นเป็นสเตจของวันนี้ดูแน่นขนัดเมื่อพี่ ๆ ทั้ง 5 คนขึ้นไปยืนประจำตำแหน่งบนเวที บริเวณที่จัดงานเป็นแบบ open-air ที่อยู่ระหว่างอาคารสองหลังของร้านบวกกับเมืองอุดรในคืนวันศุกร์เป็นเมืองที่เงียบผิดกับที่เราจินตนาการไว้มากทำให้เสียงดนตรีที่เล่นอยู่ในร้านดังออกไกลในระยะหลายช่วงตึกเลยทีเดียว โชว์จึงน่าจะเป็นโชว์ที่ลั่นที่สุดในของอุดรในรอบหลายเดือนเลยทีเดียว

อยากจะขอพูดถึงร้าน Grafik Cafe (กราฟฟิค คาเฟ่) สถานที่จัดงานคืนนี้สักหน่อย กราฟฟิค คาเฟ่ เป็นร้านบาร์เบียร์และกาแฟที่น่าจะเป็น อาร์ทบาร์ แห่งเดียวในจังหวัดอุดรธานี เป็นแหล่งรวมตัวของคนที่รักดนตรีและศิลปะได้มาพบปะและแฮงค์เอาท์กัน แม้จะมีขนาดไม่ใหญ่ แต่ Grafik Cafe ก็ถือเป็นสถานที่อีกแห่งในภาคอีสานที่มีการจัดงานดนตรีอิสระค่อนข้างบ่อย โดยมีทั้งงานที่จัดกันเองโดยคนท้องถิ่นเอง รวมถึงยังต้อนรับ touring band จากต่างถิ่นต่างเมืองอย่างสม่ำเสมอ ทางผมและทีมงาน Wildest Youth อยากจะขอขอบคุณทางร้านและทีมงานของร้านทุกคนอีกครั้งที่ให้การต้อนรับพวกเราอย่างอบอุ่น ทั้งที่พักให้กับทีมงาน และเทคแคร์กันเป็นอย่างดี เอาล่ะ หลังจากซาวน์เช็คเสร็จและเซ็ทโต๊ะ merch เป็นที่เรียบร้อย เหลือเวลาอีกนิดหน่อยก็ก่อนงานจะเริ่มงาน ผมออกมานั่งหน้าร้าน รอคนดูเข้าร้าน สิ่ง ๆ นึงที่ผมชอบมาก ๆ เวลาจัดงานดนตรี คือการได้พบเจอกับผู้คนหน้าใหม่ ๆ ที่เราไม่รู้จักเป็นการส่วนตัวมาดูงานที่เราจัดและสนุกไปกับงาน มันเป็นเหมือนรางวัลสำหรับตัวผมเองที่ได้เห็นภาพคนแปลกหน้าเหล่านี้มาสนุกกระโดดโลดเต้นและได้ความทรงจำดี ๆ กลับบ้านไปจากงานที่เราลงทุนลงแรงจัด แม้บรรยากาศตอนแรกเงียบวังเวงจนเป็นกังวล ไม่มีความเคลื่อนมากนักแต่ผมก็ไม่ได้ถอดใจอะไร เดี๋ยวคนก็คงทยอย ๆ มา และอีกอย่างแค่ได้มาเล่นดนตรีไกล ๆ ขนาดนี้ก็ดีมากแล้ว ระหว่างที่นั่งอยู่ที่โต๊ะ มีพี่ผู้หญิงคนนึงเข้ามาสอบถาม ราคาซีดีของ Pistols99 ละก็ถามว่าไม่มีเสื้อเหรอ พี่เขาว่าเขาชื่นชอบดนตรีพังก์มากและรู้สึกขอบคุณมาก ๆ ที่มีวงพังก์มาเล่นที่อุดรบ้างเลยอยากจะซับพอร์ต พี่คนนี้ชื่อ น้ำหวาน พี่หวานทำปูอัดมาขายเป็นกับแก้มเป็นประจำที่ร้านนี้ เธอจัดซีดีไปหนึ่งแผ่นพร้อมลายเซ็นของพวกเราเป็นที่ระลึกและเลี้ยงปูอัดเราฟรี ๆ หนึ่งจานหลังจบโชว์ด้วย ขอบคุณครับ

Show Time:

สำหรับครั้งทัวร์นี้ นอกจากวงเฮดไลน์เนอร์ทั้งสามวงจาก กรุงเทพ อันประกอบไปด้วย Brandnew Sunset, Degaruda, Pistols99 เรายังมีแขกรับเชิญเป็นวงดนตรีเจ้าถิ่นที่มีผลงานเป็นของตัวเองมาร่วมเล่นกับเราในแต่ละโชว์อีกด้วย วันนี้เราเปิดงานด้วย Bright Persist Eyes เมทัลคอร์เจ้าถิ่นที่ขึ้นเล่นอย่างตรงเวลา แม้คนดูยังโหลงเหลง คนดูส่วนใหญ่ก็คือทีมงานของร้านและนักดนตรีกันเอง แต่ทางวงก็ถือว่าแสดงสปิริตของเจ้าบ้านได้ดี ไม่มีอากาศเฟลหรือนอยด์ที่ต้องเล่นตอนที่ไม่มีคน ทางวงเปิดด้วยเพลงช้าที่ทางวงบอกเป็นเพลงใหม่ของวงที่ยังไม่ถูกปล่อยออกมาที่มีการร้องคลีนค่อนข้างเยอะ ก่อนจะซัดต่อด้วยบทเพลงเดือด ๆ จากอัลบั้มเต็มชุดแรกของพวกเขาเองที่ชื่อว่า Compass ทางวงจัดไปร่วม 5 เพลงการจะลาเวทีไป แม้จะมีปัญหาตะกุกตะกักบ้างเกี่ยวกับกีตาร์ในช่วงเพลงแรก ๆ แต่โดยรวมถือว่าเล่นกันได้ค่อนข้างดี

ถึงคิว Pistols99 วงดนตรีของผมเอง มีคนที่ซื้อบัตรเพิ่มเติมเข้ามาในบริเวณงานอีกนิดหน่อย แต่ก็ไม่ต่างจากวงแรกมาก โอเค โชว์นี้คนดูอาจจะไม่ได้มากมายอะไรสำหรับเรา แต่ผมกับรู้สึกแฮปปี้มาก ๆ อาจจะเป็นเพราะเราเคยชินกับการเล่นต่อหน้าคนจำนวนน้อย ๆ อยู่แล้วทำให้เราไม่เคยคาดหวังเรื่องจำนวนคนดู สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราได้ใช้ชีวิตในแบบที่เราอยากใช้ เดินทาง เล่นดนตรีให้ผู้คนใหม่ ๆ ที่เราไม่รู้จักได้ฟัง จำนวนมากบ้างน้อยบ้าง ไม่ใช้ปัญหา ถ้าเพลงเราสามารถคอนเน็คกับใครสักคนในวันนั้นหรือได้เล่นอย่างเต็มที่ต่อหน้าคนที่เขาตั้งใจมาดูเราไม่ว่าจะมีเพียงไม่กี่คนก็ถือว่าเป็นอันประสบความสำเร็จ พวกเราไปร่วมสิบเพลงในเวลาประมาณสี่สิบนาที ผมคงไม่สามารถพูดแทนความรู้สึกคนที่ยืนดูเราได้ แต่ในฐานะคนเล่นก็อยากจะบอกว่านี่ถือเป็นอีกโชว์ที่สนุกและแฮปปี้สำหรับพวกเรา

ผู้คนทยอยมาที่งานกันเรื่อย ๆ ขณะที่ Degaruda กำลังจะเริ่มแสดง วงดนตรีที่ใครได้เคยสัมผัสประสบการณ์การแสดงสดพวกเขาก็ต่างติดใจในความเดือดทะลุปรอทของพวกเขา เป็นดนตรีที่มีซาวนด์ผสมผสานระหว่างดนตรีหลายสไตล์เข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว นี่คือในวงดนตรีที่ผมชอบที่สุดในกรุงเทพและมักจะตามไปดูพวกเขาเล่นสดเสมอ พอมาถึงคราวที่เราคิดจะทำทัวร์คอนเสิร์ตออกไปสู่ภูมิภาคอื่น ๆ แน่นอนว่าพวกเขาชื่อแรก ๆ ที่ผมนึกถึง เปิดโชว์ด้วย “Ataraxia” ที่เพียงแค่ขึ้นอินโทรทุกคนก็เริ่มสัมผัสได้ถึงความเดือดที่กำลังจะเริ่มประทุ ความพิเศษอย่างนึงที่ของวงนี้ที่หายากในวงอื่น ๆ คือซาวด์ของ Degaruda มีกรู๊ฟหรืออะไรบางอย่างที่ทำให้คุณรู้สึกอยากโยกอยากมันส์ไปกับบทเพลงแม้ว่าคุณไม่รู้จักหรือเพิ่งเคยฟังเพลงของพวกเขาเป็นครั้งแรก ผ่านไปเพียงครึ่งเพลงคนดูก็ที่ยืนตรงต่างก็เริ่มโยกและกระโดดโลดเต้นตามจังหวะของดนตรีกันแล้ว แต่ก็ปัญหาขึ้นนิดหน่อย (หรือไม่นิดวะ) ระหว่างที่วงกำลังซัดอินโทรของ “The Thinks” ซึ่งเป็นเพลงที่สองของโชว์ แอมป์กีตาร์ฝั่งพี่ดีโน่เกิดระเบิดมีควันพวยพุ่งออกทำให้ต้องหยุดการแสดงกลางคัน โชคยังดีที่ทางร้านมีแอมป์กีตาร์ของร้านมาให้ใช้แก้ขัด กลายเป็นว่าพอมาจ่อเข้าพีเอเสียงไม่ออก พอออกเสียงก็แห้งและแบนมากเนื่องจากเป็นแอมป์ไว้สำหรับซ้อมที่มีกำลังวัตต์น้อยทำให้เสียงกีตาร์พี่ดีโน่เลยจมและไม่ค่อยได้ยิน แต่ทางวงก็ยังซัดกันต่อประเคนเพลงมันส์ ๆ ทั้ง “Harmony”, “CA”, “Son of Mine”, “Pilgrimage”, “Accident” ฯลฯ ก่อนปิดท้ายด้วย “No One’s Home” ที่จบโชว์เสียงโห่ร้องและปรบมืออย่างเกรียวกราว

ไฟทั้งร้านดับลงเหลือเพียงแสงสปอตไลท์สีขาวสองดวงที่ยังคงสว่างอยู่บนเวทีถือเป็นสัญญาณให้ทุกคนเตรียมตัวที่จะพุ่งทะยานสู่ความเวิ้งว้างไปกับ Brandnew Sunset วงดนตรีที่ทุกคนในงานเฝ้ารอคอย เพราะโชว์นี้ถือเป็นเป็นทัวร์คอนเสิร์ตครั้งแรกในรอบกว่าสิบปีจากการมาเยือนอีสานครั้งก่อน และนี่คือครั้งแรกสำหรับอุดรธานี ทุกคนต่างกรูเข้าไปในร้าน เปิดงานกันด้วย “Space” แทร็กแรกจากอัลบั้มล่าสุด Of Space & Time ก่อนจะตามมาด้วย “My Own Disater” ที่คนคนร่วมกันร้องท่อนฮุคกันกระหึ่มร้านพร้อมกับเปิดวงมอชพิตขึ้นบริเวณหน้าเวที เป็นขวัญกำลังใจให้กับวงตั้งแต่เพลงแรก และ “Once in Lifetime” ที่ช่วงระหว่างทางกำลังจบท่อน bridge อยู่ ๆ ไฟในทั้งร้านก็เกิดดับพรึ่บ ทำเอางงทั้งคนเล่นคนดู ทิ้งช่วยไปประมาณครึ่งนาทีไฟในร้านก็ติดอีกครั้ง กำลังไฟในร้านน่าไม่พอทำให้เกิดไฟตก เนื่องจากเป็นครั้งของ Brandnew Sunset ที่อุดร ทำให้การจัดเซ็ทลิสต์ต่างจากงานที่ผ่าน ๆ มาพอสมควร ทางวงเลือกเพลงมาจากทุกอัลบั้ม น่าจะถูกใจแฟนเพลงจากทุกยุค หลังจากไฟมาทางวงต่อด้วยสองเพลงจากอัลบั้ม Welcome Home “With You Forever” และ “Say Goodbye” ผมรู้สึกเซอร์ไพร์สมาก ๆ ที่ได้ยินทางวงหยิบเพลงหลังขึ้นมาเล่นสดอีกครั้งหลังจากได้ดูเพลงสด ๆ ครั้งสุดท้ายตั้งแต่สมัยเรียนมหาลัย มีความย้อนวัยพอสมควรแม้จะไม่นาน คนดูที่ไม่ออกท่าทางออกทางมากจากวงก่อน ๆ ในตอนเรียกได้ว่ามีเท่าไหร่ก็งัดกันออก ทั้งแทค มอช เซอร์เคิลพิต บ้างถอดเสื้อและนำมาควงเหมือนหนังคาวบอยด้วยความสะใจ ตามมาด้วย “Spaceship” หรือในชื่อภาษาไทยว่า “อากาศยาน” จากอัลบั้มล่าสุดที่คนดุให้การตอบรับเป็นอย่างดี ก่อนจะลาเวทีไปด้วยเพลง “Time” บทเพลงที่ยาวที่สุดตั้งแต่ทางวงเคยเขียนมา แม้เพลงจะยาวยังไงคนดูก็ยังสู้ โคตรประทับใจเลย หลังจากเล่นจบ เวลายังพอเหลือและคนดูก็ยังตะโกนบอกให้เอาอีก มีเจ้าหน้าที่ตำรวจสองสามนายเริ่มมาเดินดูลาดเลาจนทางร้านต้องออกไปเคลียร์ สรุปว่ายังไม่ถึงเวลาเคอร์ฟิว เล่นต่อได้ คนก็เฮกันลั่นร้าน ทางวงเลยอังกอร์แถมไปอีก 2 เพลง (“Dear Mother” + “Your Own Decision”) จบโชว์ (จริง ๆ) ได้อย่างสวยงาม

หลังจบโชว์เป็นช่วงของการมีทแอนด์กรีทพบปะระหว่างคนดูและศิลปิน พี่ ๆ วง Brandnew Sunset ออกมาแจกลายเซ็นต์ถ่ายรูปและพูดคุยกับแฟนเพลงอย่างเป็นกันเอง ได้ทราบจากทางร้านกว่าขายบัตรได้รับ 80 ใบสำหรับโชว์ เป็นโชว์เล็ก ๆ แต่อบอุ่นที่น่าจะสร้างความทรงจำดี ๆ ให้กับแฟนเพลงร็อกที่อุดรไปอีกนานและน่าจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวของซีนที่นี่ขึ้นไปอีก หลังจากถ่ายรูปรวมและนัดหมายตารางการเดินทางสำหรับวันพรุ่งนี้ วง Brandnew Sunset ก็ขอตัวกลับไปพักผ่อน ส่วนพวกเราที่เหลือ (Pistols99 + Degaruda + ทีมงาน) ก็ไปปาร์ตี้และสำรวจเมืองกันต่อ ผมว่าน่าจะเป็นพาร์ทที่สนุกที่สุดรองจากเล่นคอนเสิร์ต คือการได้มาในสถานที่ ๆ ไม่คุ้นเคย ได้ลองทานร้านที่คนท้องถิ่นแนะนำว่าอร่อย หรือเดินสำรวจเมืองตอนกลางคืน คืนนั้นสรุปเราก็ไม่ได้ไปไหน พวกเราดื่มและเดินวนไปวนมาอยู่ประมาณสองช่วงตึกคุยเล่นกันจนเกือบเช้า ทัวร์วันแรกจบลงด้วยดี ไม่โดนตำรวจปิด ทุกวงได้เล่นกันอย่างครบถ้วน และอาฟเตอร์ปาร์ตี้ปิดท้ายกับดื่มและทานอาหารอีสานอร่อย ๆ


วันที่ 18-19 กุมภาคุณทำอะไรอยู่? นอนดูหนัง? ไถมือถือ? ไปเดินจตุจักรกับแฟน? เราหลุดเข้าไปอยู่ในหนังเรื่อง Almost Famous มาแหละ

วันดีคืนดี พี่ออม นักร้องนำ/กีตาร์แห่งคณะ Pistols99 ได้ส่งข้อความทักทายมาในแชทเฟซบุ๊กว่ากำลังจะจัดทัวร์คอนเสิร์ตไปยังภาคอีสาน ภูมิภาคบ้านเกิดของพี่ออมเอง ร่วมกับวง Brandnew Sunset และ Degaruda เป็นทัวร์สั้น ๆ พาดผ่าน 3 จังหวัดบนถนนมิตรภาพ (อุดรธานี, ขอนแก่น และ นครราชสีมา) “น้องลัย ไปทัวร์ด้วยกันป่าว อยากช่วยสานฝันนักข่าวสายดนตรี” ไอ้เราก็ เฮ้ย ไปดิ!

1st Day of the Tour — 18 กุมภาพันธ์ 2017

เรื่อง: มาลัยวีณ์ แสวงผล

หลังจากเคลียร์ชีวิตให้ตัวเองเรียบร้อย สรุปได้ไปวันเสาร์ เนื่องจากทัวร์เริ่มตั้งแต่วันศุกร์ที่จังหวัดอุดรธานี (อด ติดงาน โถ่!) เลยต้องนั่งรถตามไปเองจากกรุงเทพแต่เช้าเพื่อไปสมทบกับทัวร์ที่จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นโชว์ที่สองของทัวร์ เมื่อมาถึงเมืองขอนแก่น เราก็ลุย ๆ คลำทางไปคนเดียวจนถึงร้าน The Beat สถานที่จัดงานในคืนนี้ (ขอบคุณ Google Maps มา ณ ที่นี้) ช่วงตอนไปถึง Degaruda กำลังซาวนด์เช็คอยู่พอดี เลยเดินตามเสียงเพลงเข้าไป เดินไปถึงร้านก็ยังเขิน ๆ ตามสไตล์มนุษย์ introvert นั่งเงียบ ๆ ซักพักหลัง Degaruda เช็คซาวน์เสร็จเรียบร้อย พี่ชิน มือเบสจากคณะ Degaruda ก็เดินเข้ามาทักทาย “อ้าว น้อง” เราก็ทักทายกันไป คุยกันแปปนึง ก็ทักทายด้วยการเชคแฮนด์ ต่อด้วย Pistols99 ที่ซาวน์เช็คเป็นวงถัดไป พี่ออม ฟรอนท์แมนของวง วิ่งกลับมาทำการซาวน์เช็คอย่างทันท่วงที หลังจากต้องไปส่ง Brandnew Sunset เฮดไลน์เนอร์ของงานที่มีคิวสัมภาษณ์กับคลื่นวิทยุท้องถิ่นเพื่อโปรโมทงานในคืนนี้ หลังจากทุกวงซาวน์เช็คเสร็จ ประมาณ 5โมงเย็น รถบัสของทัวร์ครั้งนี้ก็พาพวกเราเข้าไปเก็บของที่บ้านพักที่ Degaruda, Pistols99 และ ทีมงานทั้งหมดซุกหัวนอนที่นี่ คืนนี้วายป่วงมากแน่นอน บอกได้เลย จะไม่มีการนอนที่แสนสงบเกิดขึ้น! Sleep is only for the weak!

ขากลับไปร้าน พี่แวน Degaruda บ่นว่าอยากกินกะเพรา ตอนแรกได้ยินก็ เอ้ะ กะเพราไร ทำไมต้องมากินถึงขอนแก่น? พอตกดึกพี่เค้านั่งรีวิวเรื่องความอร่อยของร้านกะเพราแล้วแต่ หลังมอ เรานี่น้ำลายสอตั้งตารอคอยเลยทีเดียว พี่แวนบอกว่า อร่อยขนาด เก็บทิ้งไว้ในรถข้ามคืนยังโคตรอร่อย แต่สุดท้ายก็พลาดไป ไม่เป็นไร เดี๋ยวมาใหม่แน่นอน

หลังจากเก็บสัมภาระที่บ้านเรียบร้อย รถบัสพาทีมงานทั้งหมดกลับมาที่งานอีกครั้งในเวลาประมาณ 6 โมง เย็นเพื่อทำการเซ็ทอัพที่ขายตั๋วและโต๊ะ merch ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง เวลาหนึ่งทุ่มตรง วงท้องถิ่นวงแรก Mosquito ก็เริ่มเล่น ดูจากการแต่งตัวก็รู้ได้ว่าเป็นโพสท์ฮาร์ดคอร์/ป๊อปพังก์ สายหล่อ ใสใสวัยรุ่นชอบ เล่นกันดีกว่าที่คิดมาก! มากจนแบบ เห้ย! ที่ผ่านมาเราทำอะไรกันอยู่ ทำไมวงกรุงเทพหลาย ๆ วงดูไม่ค่อยมีไฟ ในขณะที่คนที่อยู่ไกลจากเมืองหลวงขนาดนี้ คอนเสิร์ตก็หาดูยากกว่า เค้ายังทำได้ขนาดนี้เลย เป็นเรื่องที่น่าคิดมาก ๆ ต่อมาก็ ADNL วงรุ่นใหญ่จากถิ่นขอนแก่น ของโคตรดีอีก เพลงก็รุ่นใหญ่จริง เปิดมาด้วยเพลงที่ออก ๆ shoegaze แต่ปิดด้วยซาวด์อีโมรุนแรง น่าสนใจมาก ๆ วงเปิดวงสุดท้ายคือ Eratoca มีนักร้องชาวต่างชาติ เห็นแล้วนึกถึงวงอารมณ์ฮาร์ดคอร์ ปี ’00s ผสมคริสเตียนเมทัลคอร์ หน้างานมีสติกเกอร์ลายการ์ตูนมุ้งมิ้งของวงมาขายด้วย โคตรได้ฟีล

ระหว่างวงเล่นก็มีโอกาสได้คุยกับทีมงานหลาย ๆ คน เราเริ่มสนิทกับคนอื่น ๆ มากขึ้นจากตอนบ่าย ได้เจอกับเพื่อนร่วมชะตากรรมห้องนอนในคืนนี้อย่าง Grace และ Cat ตากล้องสาวประจำทริปนี้ จากตอนแอบเขินนิด ๆ พูดภาษาอังกฤษแบบคิดไม่ทัน พอเมา ๆ ได้ที่ก็คุยกันสนุกเลย Grace ทำงานเป็นนักข่าวพ่วงทำงานบริษัท startup ส่วน Cat พูดไทยได้ (สำเนียงชัดกว่าคนไทยบางคนอีก!) สองสาวโคตรน่ารัก จะพากันไปป่วนงานขนาดไหนเดี๋ยวจะเล่าให้ฟังต่อ

ถึงคิว Pistols99 วงเจ้าของงานขึ้นทำการแสดง คนดูพีคมาก สนุกมาก ทั้งมอช แท็กกันยับไปหมด ตั้งแต่เพลงแรก วงซัดเพลงของตัวเองไปได้สี่เพลง ทางวงก็มีเซอร์ไพรส์ให้กับคนมาในงานคืนนี้คือ พี่ออมได้เชิญสองสมาชิกจากวง Rum5555+ วงดนตรีพังก์ร็อกจากยุคมายสเปซเจ้าถิ่น วงดนตรีวงแรกในชีวิตของพี่ออมขึ้นมาแจมในเพลงของวงเองในโอกาสครบรอบ 10 ปีจากวันแรกที่พวกเขาเริ่มทำวงกัน ความพีคคือ คนสนุกมาก แถมคนดูยังร้องเพลงได้อีก โคตรน่ารัก สำหรับเรา และหลาย ๆ คนที่ยืนอยู่ตรงนั้น คงยกพี่ออมให้เป็น Punk Rock Hero ของขอนแก่นได้เลย ความบ้าพลัง ความสดใหม่ มันออกมาจากแววตาทุกครั้งที่เห็นพี่ออมเล่นกีตาร์ ขำที่สุดคือการเล่นมุกประกาศชื่อแซวน้าเคิร์ท โคเบน คิง ออฟ กรันจ์ “We’re Nirvana from Aberdeen, Washington.” (ได้ยินมาว่าเล่นมุกนี้ตอนประกาศชื่อวงมาตั้งแต่โชว์แรกที่อุดรแล้ว เล่นจนได้เรื่อง วันรุ่งขึ้นเสียงหายกลายเป็นน้าเคิร์ทเลยจ้า!) โชว์ของ Pistols99 ที่ขอนแก่น ไม่เหมือนกับโชว์ของวงอื่น ๆ ตรงที่เพื่อน ๆ หลาย ๆ คนมาเจอพี่ออมเหมือนมางาน High School Reunion แถมวงก็เล่นดีอีก ตั้งแต่เพลงแรกยันเพลงสุดท้าย เออ ยอมนางวันนึง เป็นทัวร์/โชว์ประวัติศาสตร์ของขอนแก่นสมที่พี่ออมบอกแต่หัววันจริง ๆ บัตรขายได้มากกว่าร้อยใบ โคตรฟีลได้

Degaruda วงติ่งวงใหม่แห่งปี 2016 เล่นโคตรดีตามปกติ เล่นแน่นดี พลังก็สุด ๆ คนมอชกันยับเลย คือยิ่งย้ำให้เข้าใจว่า ดนตรีเป็นภาษาสากล จะมีเนื้อร้องจะเป็นภาษาอะไร จะมีหรือไม่มี ก็ไม่ใช่ประเด็น หากคนพร้อมใจมาสนุกด้วยกันแล้ว ขอแค่เป็นดนตรีที่พวกเขารักเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว music is a universal language คำกล่าวนี้ใช่เลย

Brandnew Sunset วงพี่ใหญ่ประจำทัวร์มาพร้อมกับแสงไฟสลัว ๆ พร้อมทะยานสู่อวกาศ วงหยิบเพลงเก่า ๆ ที่ไม่ได้เล่นมานาน อย่าง “My Own Disaster” พอพี่ตูนพูดคำว่า “ขอนแก่น Show me what you’ve got!” คนก็พร้อมจะใส่เต็ม วงมอชพิทเดือดสุดในวันนี้กับวงรุ่นใหญ่ ทางวงหยิบเพลงมาเล่นทั้งเก่าทั้งใหม่คละกันไม่ให้เพลงไหนน้อยหน้า พอเราที่โตมากับยุค Welcome Home ได้ยินเพลง “Say Goodbye” กับ “With Your Forever” มันรู้สึกเหมือนได้กลับบ้าน ได้ย้อนไปช่วงมัธยมที่ไปเจอเพื่อน ๆ พี่ ๆ ตามงานดนตรี ร้องเพลงไปด้วยกัน ว่าแล้วก็โคตรคิดถึงเลย อยากย้อนเวลากลับไปซึมซึบช่วงเวลาแบบนั้นอีก อังกอร์แถมไปอีกสามเพลง (“Falling Down”, “Don’t Give Up” และ “Your Own Decisions”) พี่ ๆ ก็พลังเหลือมาก ตอนเล่นก็ดูสนุก เหมือนได้ย้อนวัยมาเป็นวัยรุ่น แถมมาเจอกับแฟน ๆ ที่พลังล้นมาอีก ยิ่งเหมือนขั้วพลังรุนแรงมาเจอกัน ระเบิดเป็นความสนุกที่ชาวขอนแก่นไม่ได้เจอมานาน ตอนจบเซ็ตก็เป็นเวลาอีก 5 นาทีเที่ยงคืนพอดี พอจบก็ทางวงมายืนแฮงเอ้าท์ถ่ายรูปและพูดคุยกับแฟนเพลงอย่างเป็นกันเอง หลังแจกลายเซ็นให้กับแฟน ๆ ประมาณหนึ่งชั่วโมง แล้ววงก็ขอวาร์ปกลับไปพักผ่อนก่อนเพื่อเซฟเสียงและร่างกาย ซึ่งดีแล้ว เพราะทุกคนที่อยู่ต่อจากนั้นคือปาร์ตี้กันถึงเช้า!

19 กุมภาพันธ์ 2017

เที่ยงคืน ร่างพังและเมาประมาณนึง (เพราะที่นี่ไม่มีเบียร์ขวดเล็กให้กินสวย ๆ เลยจ้า) ทั้งเมื่อยและเหนื่อย แล้วก็แบบ วันนี้จะได้นอนกี่โมงน้า ตอนแรกก็เหมือนจะง่วง แต่พอไม่ง่วงเท่านั้นแหละ ไม่ง่วงเลย ยืนอยู่แถว ๆ หน้าร้านแบบเขิน ๆ แปปนึง ละก็เริ่มเดินไปเดินมา ยืนคุยกับเพื่อน ๆ ทีมงานในทัวร์ พอเริ่มดึกเข้าตีหนึ่งตีสองก็มานั่งใต้ต้นไม้หน้าร้าน ยืนดู ยืนฟังคนอื่นไปเรื่อย เพื่อน ๆ พี่ออมก็มาทักทายและพูดคุยกันอย่างไม่ขาดสาย สนุกดี ฟังคนที่เกิดและโตที่ขอนแก่นบ่นเรื่องการใช้ชีวิตในกรุงเทพ ไปพร้อม ๆ กับเรานั่งมองดาวบนฟ้า ก็รู้สึกว่า เห้ยตอนนี้พวกเรากำลังทำอะไรกันอยู่ เราจะต้องกลับไปใช้ชีวิตเร่งรีบอีกแล้วนี่นา การที่เท้ามาเหยียบขอนแก่นแค่ยังไม่ถึง 10 ชั่วโมงก็ทำให้รู้สึกถึงความสงบในแบบของขอนแก่น ทั้งที่จริง ๆ แล้วเป็นเมืองที่มีรถติด มีถนนใหญ่ มีผู้คนมากมาย แต่ในบางช่วงขณะชีวิต มันก็มีความสงบในแบบของมัน เมืองเล็ก ๆ ที่คนรู้จักกันเป็นคอมมูนิตี้ เมืองที่ขับมอเตอร์ไซค์แปป ๆ ก็หมดเมือง เมืองที่มีส่วนผสมของความเป็นอีสานและเมืองหลวง เมืองที่เรามาเริ่มตามความฝันในฐานะนักข่าวสายดนตรีกับทัวร์นี้เป็นครั้งแรก คิดแล้วก็สนุกดี เพื่อนพี่ออมที่เป็นคนเล่าเรื่องชีวิตเขาในกรุงเทพให้ฟัง สุดท้ายก็ย้ายกลับมาบ้านเกิด ยิ่งได้ฟังคำว่า อยู่กรุงเทพได้เงินเยอะจริงแต่ก็เหงา ยิ่งสรุปปิดเรื่องนี้เลยว่า บางทีความฝันมันก็เติมเต็มได้ด้วยความสำเร็จและจำนวนเงิน แต่หากไม่มีความสุขแล้ว เราจะทำต่อไปทำไม? มานั่งฟังเรื่องนู้นนี่ต่อก็ได้เข้าใจอะไรโลกมากมาย มีคนเล่าเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเราให้คนอื่นฟังแทนเรา มีคนเล่าเรื่องคนอื่นให้ฟัง มีคนเล่าเรื่องในอดีตของตัวเองให้ฟัง คุยกับคนเมาบางทีก็ขำ บางทีก็ได้สาระ แต่รวม ๆ แล้วก็เก็บกลับไปนั่งคิดต่อที่บ้านได้อีกเยอะ ยืนมองหลาย ๆ คนกำลังใช้ชีวิตร็อกสตาร์อย่างสุดเหวี่ยง มีพี่ทีมงานดำเนินรอยตามชีวิตแบบนั้น นั่งคุยกับสาวยันตีสาม ลืมถามว่าสุดท้ายเป็นยังไงน้า

หลังจากยืนแฮงค์เอาท์กันอยู่หน้าร้านจนตีสามกว่า ๆ หลังจากง่วงแล้วง่วงอีก แต่ก็สู้ วง Degaruda, Pistols99 และทีมงานที่เหลืออยู่ จึงพากันเดินไปกินต้มแซ่บกับไส้ย่าง คิดแล้วก็หิว นั่งแทะ ๆ กระดูกในต้มแซ่บเพลิน ๆ ดี ส่วนไส้ย่างนี่ ไม่ค่อยใช่ทาง เลยนั่งดูพี่ท็อปพยามจะกิน แต่ก็สู้ไม่ได้ คารวะในความพยาม พี่ออมหนีไปเล่นอคูสติกไลฟ์เซสชั่นเพลงดูเมฆในบาร์ของรุ่นพี่ที่รู้จักกันคนนึงซึ่งบังเอิญผ่านมาเจอพวกเราพอดี จึงชวนพวกเราไปแฮงค์เอาท์ที่ร้านเขากัน ก็มีทีมงานส่วนหนึ่งตามพี่ออมไป พอกลับมานั่งกินกันก็ร้านเกือบจะปิดละ เจ้าของร้านถึงกับมาเชิญกลับบ้าน เนื่องจากที่พักอยู่ไกลและทีมงานพวกเรามีค่อนข้างเยอะ เลยต้องเดินไปที่วินตุ๊กตุ๊กตรงหน้าโรงเรียนขอนแก่นวิทยายนที่ห้างออกไปประมาณสองแยกไฟแดง ระหว่างเดิน ๆ ไปก็มีคนขี่มอไซค์คันนึงขี่ตามมา มองหน้าพี่แวนกับพี่ออม ฮัลโหล คุณเป็นใครรรเหรออออ คือขับตามแบบ ขี่มาละก็จอด ขี่มาละก็จอด จนพวกเราโวยวายเสียงดัง เค้าก็ค่อย ๆ เนียนหายไป ถึงวันนี้ก็ยังไม่เข้าใจว่าเป็นใครอะไรยังไง ถ้าป้ามาเห็นโพสท์นี้ ช่วยอธิบายพวกหนูด้วยนะคะ ละก่อนหน้านั้น ตอนยังอยู่ที่ร้าน พี่แวนยืนเล่าเรื่องสมัยเรียนที่เคยกินเหล้ากับเพื่อนยันเช้า แล้วก็หงุดหงิดคนที่มาวิ่งจ็อกกิ้งว่า รีบมาทำอะไรวะเพิ่งจะเที่ยงคืนเอง (ไม่ได้ดูนาฬิกา) พอวันนี้มาเจอเองกับตัวก็ขำ พวกเราแก๊งคนเมาเดินผ่านคุณลุงจ็อกกิ้งในยามเช้า เค้ามียามเช้าที่สดใส ส่วนเรายังไม่ได้นอน และเราก็มีความคิดแว้บเข้ามาว่า ทำไมมาวิ่งดึก ๆ ดูนาฬิกาก็ อ๋อ….

เหมาตุ๊ก ๆ กลับบ้าน ถึงบ้านพักตอนประมาณตีห้ายี่สิบ ตอนแรกก็กะว่าแบบเอ้อ อาบน้ำนอน ใส ๆ ถึงบ้านก็แว้บไปอาบก่อนเลยเพราะกลัวโดนแย่งอาบ เสร็จก็ อะ หน้าบ้านยังชิว ๆ กันอยู่ เดินไปนั่ง กินเบียร์หน่อยนึงก็ได้ นั่งฟังพี่ท็อปเล่นกีตาร์ มีเพื่อนใหม่มาสองคนจากไหนไม่รู้ เป็นครูสอนภาษาอังกฤษ ชาวต่างชาติ หญิง 1 ชาย 1 นั่ง ๆ ก็คุยภาษาอังกฤษเหมือนเดิม (พอเมา ๆ ยิ่งคุยเก่ง) เกรซถามว่า รู้จักพี่ออมได้ไง นี่แบบ ภาพในหัววิ่งขึ้นมาเป็นฉาก ๆ หกปีกว่าได้แล้วหลังจากฟัง Pistols99 ครั้งแรก ตามดูจนเป็นเพื่อนกับวงแบบงง ๆ พี่ออมนี่ก็ตำนานชีวิตมาก เป็นคนชวนเราและ At the Library วงไปเล่นงานดนตรีจริงจังครั้งแรกของและเป็นคนจัดทัวร์ครั้งนี้ เป็นคนที่เป็นติ่งวงนู่นนั่นนี่มากมาย เป็นคนคอยให้คำปรึกษาเรื่อยเปื่อย คิดแล้วก็ตลกดีจากเด็กมอสามในวันนั้นมาเป็นเด็กปีสามที่มาทัวร์กับพี่ในฐานะ The Enemy ในวันนี้ นั่ง ๆ ไปแปปนึงก็ลุกกลับไปนอน มีความพยามในการชาร์ตโทรศัพท์ ทั้งห้องมีปลั๊กเดียวไม่มีปลั๊กราง ยังดีสาว ๆ ร่วมห้องไม่มีสายชาร์ต ทิ้งทุกอย่างไว้ในรถบัสเฉย ด้วยความสงสาร เลยให้เกรซยืมเสื้อหนาวไปใส่นอน เข้ามาห้องก็เจอเพื่อนใหม่หญิงสาวที่ไม่รู้ชื่อจนวันนี้ นอนหลับปุ๋ยตัวขดกลม (ในใจนี่แบบ เธอ! ให้เรานอนด้วย) เราก็ล้มตัวไปนอนทั้ง ๆ ที่ไม่มีหมอน ด้วยความง่วง หลังจากนั้นคือความทรมาน ความเมาทำให้ต้องตื่นมาเข้าห้องน้ำทุก 1 ชั่วโมง นอนไปตอนหกโมงเช้า ตื่นมาตอนสิบโมงแบบไร้สติ แต่ก็ตื่น ก่อนหน้านั้นตอนหกโมงกว่า ๆ พี่ออมทักแชทมาถามว่า นอนรึยัง ไปนั่งรถเล่นมั้ย จะออกไปขับมอเตอร์ไซค์เล่น ตอนนั้นไม่ใช่แค่สติ ร่างยังจะยืนไม่ขึ้น ยังขำพี่ออมว่าทำไปได้ไง สรุปคือวันนั้นพี่ออมนอนไม่ได้นอนเลยทั้งคืน ตกเย็นไปเล่นที่โคราชเลยเสียงหายแหบแห้งแบบเป็นเคิร์ท โคเบน ของจริง

ตื่นมานอนคุยกับเกรซ ว่ามาจากไหน ยังไง ละก็ให้แนะนำวงที่น่าสนใจ ได้ความว่าเกรซมาจาก Seattle ตอนนี้วงที่น่าสนใจมี Bully ได้ฟังเธอเล่าเรื่องวงคร่าว ๆ ก็สนุกดี พอเกรซถามกลับเลยได้เล่าชีวิตคนชายขอบกรุงเทพ พร้อมกับแนะนำวงติ่งประจำปีอย่าง Bomb at Track ให้นางรู้จัก นอนคุยกันก็สนุกดี ซักพักพี่ออมทักแชทมาตามว่าตื่นกันยัง เดี๋ยวจะไปรับ ก็เลยปลุกทุกคน (พี่ดิว ทุกคนพยามปลุกพี่นานมากนะรู้มะ!) และเก็บของ เก็บไปเก็บมา อ้าว Degaruda หายเฉยยยย ทำไมมมม อึ้งกันซักพักพี่ดิวโทรตามให้ก็ได้ความว่าไปหาพี่ดีโน่ที่โรงแรมในเมืองตั้งแต่เช้าแล้ว ซึ่งพี่ท็อปยังไม่ได้นอน นั่ง ๆ เล่นอยู่หน้าบ้านยันเช้า คือละแบบ เหมือนพี่ท็อปจะเกรงใจน้อง ๆ ก็เลยนอนอยู่หน้าบ้านทั้งคืน ฮือ ทำไมพี่ ไม่ต้องทรมานก็ได้นะ ละนี่แบบ โห พี่ นี่ขนาดนอนไปสี่ชั่วโมงยังร่างแหลก พี่ไม่นอนเลยทั้งคืนยังจะลากตัวเองไปโรงแรมได้อีก! ซักพักพี่ออมเอารถมารับ ก็นั่งไปพร้อมกับแคท (ที่ได้ข่าวว่าไม่ได้นอนทั้งคืน นั่งเมาท์ยันเช้าเหมือนกัน) และเพื่อนใหม่อีกสองคน ไปนั่งรอที่ร้าน The Beat สถานที่ที่เล่นเมื่อคืนที่ใช้เป็นจุดนัดพบของทีมงานก่อนที่จะเดินทางกันต่อ เจอพี่ ๆ Degaruda นั่งรออยู่แล้ว ซักพักหิว เลยเดินเลี้ยวซ้ายไปหาอะไรกิน เจอร้านตามสั่ง ไม่ค่อยอยากกิน เลยได้ช่วยเพื่อนใหม่สั่งข้าว จูนกันนานมากว่าจะเอาผัดอะไรกันแน่ แบบเค้าอยากกินผัดผักแต่ไม่รู้จักคะน้า เลยพยามอธิบาย สุดท้ายก็โอเค เรียบร้อย เราเดินต่อไปร้านขายของชำ ไม่มีมาม่าน้ำร้อนให้น้องเลย ไปเซเว่นก็ได้! เดินไปที่หน้า Pullman (ประมาณกิโลนึง) ซื้อแหนม ซื้ออะไรที่อยากกินมา กลับมาถึง พี่ชินเดินไปซื้อผัดซีอิ้วกับราดหน้า น้ำตามาค่ะ ไปเซเว่นทำไมคะตอบ ฮือ พอครบองค์ประชุมก็ต้อนกันขึ้นรถ ผลัดกันไปกินข้าว ความพีคคือ พี่ชินซื้อราดหน้ามาจ้า ละจะกินยังไง ภาพคือ ทุกคนต้องเวียนกันลงไปกินราดหน้าในกล่องโฟม 1 กล่องที่มี สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ หกสิ หกรัว ๆ หกทุกคนจนทิชชู่หมดรถ แถมพอลงไปกิน ก็จะโดนพี่ชินสัมภาษณ์ในหัวข้อต่าง ๆ ก็ตลกดี เลยได้รับการแนะนำวง Malaysian math rock ชื่อ Dirgahayu มา เล่นดี เพลงเท่มาก สนใจลองไปฟังกันได้ เคยทัวร์กับ Degaruda ทั้งที่มาเลเซียและประเทศไทยด้วย

ขึ้นมาก็หลับ ๆ ตื่น ๆ คุยกับคนนู้นคนนี้บ้าง เกรซทำการสัมภาษณ์วง Brandnew Sunset ในภาคภาษาอังกฤษเกี่ยวกับซีนดนตรีอิสระในเมืองไทย ส่วนพี่ออมวาร์ปลงไปหลับข้างล่าง นอนยาวจนถึงโคราช แต่สรุปเสียงก็ยังไม่มาอยู่ดี แหบหนักกว่าเดิมด้วย พอรถเลี้ยวเข้ไปจอดหน้าร้านสรวลสนุก โคราช สถานที่ทำการแสดงคืนนี้ พีคมาก มีป้ายไวนิลงานคืนนี้แผ่นใหญ่ ๆ ติดหน้าร้านเลยจ้า ทุกคนตื่นเต้นมาก สิ่งแรกที่ทุกคนทำคือโหลดของลงรถ เช่นเคย ฝ่ายขาย merchandise ก็เซ็ทโต๊ะขายของ ก่อนที่จะตามด้วยการซาวด์เช็คกัน การได้นั่งดูพี่ ๆ แบรนนิวซันเซ็ทซาวด์เช็คแล้วยิ่งรู้สึกรักพี่ ๆ เค้ามากขึ้น มาพร้อมกับความเป็นมืออาชีพ ความสุภาพ ความใจเย็น ซึ่งเท่มาก โดยเฉพาะเมื่อหันมองวงรุ่นใหม่หลาย ๆ วงที่แม้แต่ไหว้คนที่ควรจะไหว้ยังไม่ค่อยอยากจะยกมือ ก็เป็นอีกเรื่องที่น่าคิดอีกเรื่องหนึ่ง

ทางร้านตอนรับศิลปินและทีมงานทุกคนดีมาก ๆ ก่อนงานเริ่ม ทางร้านมีการจัดข้าวพร้อมกับข้าวมาเลี้ยงทีมงานและศิลปินทุกคน เป็นมื้อที่ฟินมาก ๆ มีทั้งผัดผักกรอบ ๆ ต้มยำ แกง แบ่งกันกินเกือบสิบคนยังเหลือและอร่อยมาก อร่อยทั้งโต๊ะเลย ขอบคุณนะคะ <3 หนึ่งทุ่มตรง เปิดงานด้วยวง 7 Step to Glory ที่มีพี่ออมมาช่วยเล่นกีตาร์เสริมทัพให้ วงมาแนวอีโมสายใหม่ ๆ เพลงและฟีลลิ่งน่าสนใจมากแล้ว แต่คงเพราะวงค่อนข้างเหนื่อยเนื่องจากติดตามทัวร์มาด้วยกันตั้งแต่วันแรก แทบไม่ได้นอน เลยยังไม่เต็มอิ่มเท่าไหร่ ไว้งานหน้ารอดูฟูลเซ็ตนะ ซ้อมเยอะกว่านี้นิดนึงก็เยี่ยมเลย ระหว่างวงเล่น คนค่อย ๆ ทยอยมา แต่ถ้าเทียบกับที่ขอนแก่นถือว่าค่อนข้างน้อย เลยได้นั่งคุยกับพี่เติร์ก มือกลองของวง Brandnew Sunset ว่า ทำไมโคราชถึงดูคนน้อย ไม่ค่อยตื่นเต้นกับวงเท่าไหร่ พี่เติร์กให้ความเห็นว่าอาจจะเพราะนครราชสีมาเป็นเมืองที่อยู่ใกล้กรุงเทพมากที่สุดในบรรดาสามเมืองในการทัวร์ครั้งนี้ บวกกับเคยมีงานใหญ่ ๆ อย่าง Big Mountain และเทศกาลดนตรีอื่น ๆ แวะเวียนมาจัดอยู่เรื่อย ๆ เลยกลายเป็นว่าบรรยากาศการดูคอนเสิร์ตจะไปคล้ายกับคนกรุงเทพที่มีงานที่ซ้ำ ๆ เหมือนเดิม คนเลยเลิกตั้งใจมาดูงาน พอคุยเรื่องนี้เลยได้ย้อนไปคิดว่าค่อนข้างจริงที่เดียว งานที่กรุงเทพหลาย ๆ ครั้งที่เราไม่ไปแค่เพราะขี้เกียจ เพราะไกลบ้าน เพราะคิดว่าเดี๋ยวก็จัดอีก จะดูเมื่อไหร่ก็ได้ แต่อย่างในกรณีของขอนแก่นผู้คนคงน่าไม่คิดอย่างนั้น เพราะไม่ได้มีงานมาจัดบ่อย ๆ คนจึงพร้อมที่จะออกมาสนุก ออกมา explore ดนตรีใหม่ ๆ ทุกครั้งที่มีโอกาส ซึ่งเป็นซีน (scene) ที่น่าสนใจมาก อยากให้หลาย ๆ วงมาทัวร์แทบนี้กันเยอะ ๆ เราทุกคนน่าจะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาซีนแถบนี้ในทิศทางที่ดีขึ้นได้ วงที่สองของค่ำคืน Spring.Fall.Sea วงหน้าใหม่มาแรงประจำปีนี้ เป็นคู่หูดูโอ้ชาวต่างชาติที่ใช้อยู่กรุงเทพ ของโคตรดี นอกจากฝีมือที่ดีงามแล้ว ที่ดีกว่าคือหน้าดีด้วย อยากได้กลับบ้าน เป็นอนาคตวงการค่ะ ฟันธง Dylan มือกลองตีดี rudiment คมกริบ กลับไปบ้านฮึดซ้อมกันเลยทีเดียว เป็นวงที่มี D.I.Y. spirit มาก ๆ ลงทุนนั่งรถตู้จากกรุงเทพเพื่อเล่นที่งานนี้โดยเฉพาะ ซาวนด์มีความเป็น post hardcore ผสมกับ post rock ที่ทำให้นึกถึงวงโคตรอีโมแดนมะกันอย่าง Brand New (Brand New เฉย ๆ ที่ไม่ใช่พี่ ๆ BNS) บวกกับการเปิด MD ที่อลังการมาก

มาถึง Pistols99 ที่จนถึงเวลาโชว์แล้ว สรุปเสียงพี่ออมก็ยังไม่มา แต่นางมีความสู้ ไล่มาตั้งแต่ “การลาออกครั้งสุดท้าย”, “เกิดมาจน” (ระหว่างที่วงกำลังเล่นปรากฏว่าพี่ ๆ เจ้าหน้าที่ตำรวจเขามาตรวจตราว่าทำอะไรกัน ทางงานต้องปิด PA ให้วงเล่นออกหน้าตู้อย่างเดียวไปพลาง เกือบไม่ได้เล่นต่อ แต่สุดท้ายก็มีการปรับความเข้าใจกันเรียบร้อยไปแบบเนียน ๆ ยังนั่งแซวพี่ ๆ BNS อยู่เลย พี่ งานนี้ได้เล่นอะคูสติคแน่นอน) “บัณฑิต”, “stupidlovesong” ละอยู่ ๆ พี่ออมก็มีการเลือกเพลงที่ไม่ได้อยู่ในเซ็ทลิสต์ขึ้นมาร้อง ที่ทำเอาสมาชิกบนเวทีงงไปตาม ๆ กัน เป็นเพลงพิเศษ ที่พี่ออมอยากร้องตอนนั้นแทนคำขอบคุณให้แก่ทีมงานและวงดนตรีทุกวงในทัวร์นี้ที่ร่วมหัวจมท้ายกันมาจนถึงโชว์สุดท้ายในคือ เพลงนั้นคือ “Soco Amaretto Lime” ของวง Brand New ก่อนจะต่อด้วย “Coming of Age” ซิงเกิลแรกจากอัลบั้มเต็มชุดที่สองที่ทางวงกำลังเร่งมืออัดกันอยู่ เนื้อหาตัดพ้อชีวิตน่าเบื่อ ๆ ของวัยทำงาน และปิดท้ายสุดท้ายคือ “วันจันนนนนนนนทร์” ที่ให้พี่ไข่ตุ๋นร้องแทน เพราะฟรอนท์แมนร้องต่อไม่ไหวแล้ว พักเถอะพี่ออม

ยาวต่อไปด้วย Degaruda เล่นดีงามตามท้องเรื่อง setlist ตามเดิม คนมาเริ่มมอชตอนผ่านครึ่งทางไปแล้ว ปิดท้ายกับ Brandnew Sunset เล่นสลับ ๆ ทุกอัลบั้มเหมือนเดิม คนเริ่มออกท่าทางและมอชกันตั้งแต่ต้นโชว์กับ “My Own Disaster” มีกระทั่งเซอร์เคิลพิทเล็ก ๆ หน้าเวที ไม่พอ มีการแบ่งเป็นสองฝั่ง! โห โคตรได้ มีคนปีนกำแพงดู ก็สนุกดี “With You Forever” มีบอดี้เซิร์ฟ พอถึง “Spaceship” พี่ตูนกล่าวว่า “ผมว่าพวกคุณยังไม่เต็มที่!” โคตรร็อกสตาร์!! เดือดเลยทีนี้ ตามมาด้วย “Dear Mother” เหงา ๆ หน่อย พอ “Time” ท่อนพีคมีทั้งบอดี้เซิร์ฟ มอช อย่างได้ ปิดท้ายด้วยเพลงวัยรุ่นอย่าง “Falling Down”, “Don’t Give Up” และ “Your Own Decisions” พอเดินทางมาถึงตอนสุดท้ายก็สนุกดี เพราะคนมาเยอะมาก ๆ อยากแอบกระซิบให้มากันตั้งแต่ทุ่ม จะได้ฟังอะไรใหม่ ๆ ดี ๆ อีกหลายวงเลยจ้า

ปิดงานด้วยการไปช่วยยืนขายของ ซึ่งสนุกดี คนมาซื้อเยอะอยู่ มีคนมาแบบ พี่ ๆ รอผมก่อน ขอเสื้อสองตัวรอโอนเงินแปปนึง ก็น่ารักดี ได้ช่วยพี่ ๆ เค้าขาย ก็ปลื้มแทนทุกวงที่มีคนมาซื้อ อะไร ๆ ที่มันอยู่ในที่ ๆ มันควรอยู่ มันไม่ต้องโปรโมท ไม่ต้องป่าวประกาศ คนที่ซื้อไปก็เข้าใจถึงคุณค่าของมัน ชอบความรู้สึกแบบนี้ มีคนเดินมาบอกว่า ชอบงานนี้มาก มาอีกนะครับ โห เป็นผู้จัดคงร้องไห้ ดี ๆ ชอบ ๆ สนุกดี ไว้มาอีกแน่นอน

พอเที่ยงคืนมีพี่ตำรวจมาเช็คว่าเสียงเงียบหรือยัง ก็ไม่มีปัญหาอะไร เก็บของกันไปเรื่อย ๆ ประมาณเที่ยงคืนครึ่งมีการชักภาพเป็นที่ระลึกกันที่ข้างรถทัวร์รูปที่สรุปทุกอย่าง ความบ้าคลั่งอะไรก็ตามไว้ในรูป ๆ เดียว โคตรชอบ รัก <3 ถือเป็นการปิดฉาก Wilderer Issaan Tour 2017 อย่างเป็นทางการ หลังจากนั้นทุกคนก็ขึ้นรถบัส เพื่อเดินทางกลับกรุงเทพ บนรถเรามีนั่งคุยกับ Marvin นักร้อง/กีตาร์ของวง Spring.Fall.Sea อยู่แปปนึง อุ้ยเขิน ระหว่างทางก็นั่งมองข้างทางที่มืด ๆ ไปเรื่อย ๆ ยังจำบรรยากาศนั้นอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ ฉากสุดท้ายทัวร์คอนเสิร์ตครั้งนี้ คนบนรถเริ่มทยอยหลับ บ้างก็ต้องเก็บแรงไปทำงานต่อพรุ่งนี้ บางคนก็ต้องคิดว่ากลับบ้านไปต้องเคลียร์อะไรบ้าง เราคิดถึงการสอบตอนเก้าโมงเช้าวันจันทร์ กลับไปเผชิญชีวิตจริงอีกแล้ว พอตอนตีหนึ่ง กำลังจะนอน เกิดปวดฉี่ แต่ต้องนั่งรอเข้าห้องน้ำนานมาก สรุปคือมีพี่ทีมงานอ้วกอยู่ในห้องน้ำ โถ โคตรวิถี rock n' roll ยาวไป สุดท้ายพวกเราถึงกรุงเทพประมาณตีสี่ กลับไปสู้ต่อ

ขอบคุณพี่ออมที่เอ่ยปากชวนในวันนั้น ขอบคุณทุกวงที่ต้อนรับน้องคนนี้อย่างเต็มที่และเป็นกันเอง ดูแลไม่ขาดตกบกพร่อง ขอบคุณพี่ ๆ ทุกคนที่ทำให้งานนี้ออกมาสนุกมาก พี่ดิวสุดยอดมาก ๆ พี่ ๆ ทีมงานทุกคนก็เจ๋งมาก ร้านทุกร้าน คนทุกคนที่ออกมา support คุณคือหนึ่งในฟันเฟืองที่จะช่วยพัฒนาวงการเพลงไทยให้ก้าวไปข้างหน้า ขอบคุณทุกกำลังใจจากกรุงเทพในทุกทาง โดยเฉพาะการอยู่เป็นเพื่อนเมาท์ยามดึก ขอบคุณตัวเองที่ตัดสินใจไปในวันนั้น ทุกวินาทีสนุกมาก ไม่มีคำว่าเสียใจเลยแม้ซักนิดเดียว สุดท้ายขอลาไปด้วยเพลง “Soco Amaretto Lime” ที่เนื้อหาเข้ากับการเดินทางครั้งนี้มาก ๆ ลาไปก่อน สวัสดีค่ะ

“I’m gonna stay eighteen forever (cut me open)
So we can stay like this forever (sun poisoned)
And we’ll never miss a party (this offer…)
Cause we keep them going constantly (…stands forever)
And we’ll never have to listen (new haircut)
To anyone about anything (new bracelet)
Cause it’s all been done and it’s all been said (eyeliner)
We’re the coolest kids and we take what we can get (wait forever) ”

ภาพ: Catherine Costa, Gracelin Moore, Degaruda

malaivee

malaivee

เรียนดนตรีอยู่ศาลายา พบเจอได้ตามงานคอนเสิร์ตและที่ๆมีเบียร์ โตขึ้นอยากเป็นนักข่าวสายดนตรี เลยพยายามทำตามความฝันอยู่ ถ้าเจอก็เลี้ยงเบียร์ได้ หน้าง่วงแต่ไม่กัด
malaivee
SHARE:Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestShare on Google+Buffer this pageEmail this to someonePrint this page