การเปลี่ยนทิศทางโลกดนตรี มีไม่กี่วงหรอกครับที่สามารถทำออกมาได้ประสบผลสำเร็จจนเห็นชัดเป็นวงกว้าง ถ้าเป็นสายร็อกก็คงหนีไม่พ้นวงอย่าง Metallica, Nirvana, Korn เป็นต้น ที่สร้างแนวทางที่แปลกใหม่ (ในยุคนั้น) ขจัดความจำเจซ้ำซากของวงการดนตรีในยุคที่หลายแนวเพลงอิ่มตัว สร้างสิ่งใหม่ให้เป็นแรงบันดาลใจของวงดนตรีรุ่นหลังต่อไป — Deftones ก็เป็นอีกหนึ่งวงในกลุ่มดังกล่าวที่สร้างแนวทางใหม่ ๆ ให้เป็นอิทธิพลเด่นของดนตรีเมทัล พวกเขาเป็นวงนูเมทัลแน่นอน แต่ก็เลือกที่จะก้าวข้ามความหนักหน่วงไปหาความสวยงามในรูปแบบใหม่ ซึ่งเราได้เห็นกันอย่างชัดเจนใน Around the Fur อัลบั้มเต็มชุดที่สองของวง พร้อมกับการบัญญัติศัพท์ใหม่มาประดับลิสต์แนวเพลงสายหนัก ซึ่งก็คือ ‘อีโมคอร์’

Around the Fur คือการต่อยอดจาก Adrenaline อัลบั้มแรกของพวกเขาที่ปรับเปลี่ยนจากของเดิมไปหลายส่วน ซาวด์ในอัลบั้มเปิดตัวของพวกเขามีความเป็นนูเมทัลเข้มข้นมาก แต่เสียงร้องกลับแตกต่างจากวงทั่ว ๆ ไป เพราะ Chino Moreno เลือกใช้เสียงร้องโหยหวนเข้ามาผสมกับการแหกปากด้วย (และก็กลายมาเป็นเอกลักษณ์ของเขาแบบที่เราคุ้นเคยกันจนถึงทุกวันนี้) ในอัลบั้ม Adrenaline มีการแร็ปค่อนข้างมากอยู่ และสำเนียงการร้องก็ยังพาให้นึกถึง Jonathan Davis แห่งวง Korn อยู่ด้วย

Around the Fur คือความเป็น Deftones ที่สมบูรณ์แบบจนสามารถเรียกได้ว่าเป็นจิตวิญญาณที่แท้จริงของ Deftones ซึ่งส่วนหนึ่งก็ต้องยกความดีความชอบให้กับ Terry Date โปรดิวเซอร์ตัวท็อปที่ช่วยปรุงแต่งและเรียบเรียงผลงานเพลงร่วมกับ Stephen Carpenter, Chi Cheng และ Abe Cunningham สมาชิกนักดนตรีไลน์อัพวง ณ ยุคนั้น ผลงานชุดนี้วางขายในช่วงปลายเดือนตุลาคมปี 1997 พร้อมกับปกอัลบั้มที่สะดุดตามาก ๆ กับภาพของหญิงสาวสวมบิกินี่ (ที่ยังไงก็ต้องหันกลับไปมอง)

ซิงเกิลแรกของ Around the Fur ที่ถูกตัดออกมาโปรโมตคือเพลง “My Own Summer (Shove It)” ที่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงและการเติบโตทางดนตรีของ Deftones เพลงมีความปราณีตมากขึ้น บรรยากาศดนตรีแนว ambient ถูกนำเข้ามาใช้สร้างมิติต่าง ๆ ให้กับเพลง แถมการแหกปากของ Moreno เองก็มีความ ‘ทำลายล้าง’ ที่ยกระดับขึ้นกว่าเดิม การสครีมของ Moreno ปล่อยออกมาได้สุดลูกคอราวกับได้ปลดปล่อยโทสะทั้งหมดออกมาจากภายใน ส่วนภาคเสียงคลีนก็บีบคั้นอารมณ์ไ้ดดีไม่แพ้กัน และสามารถไปกันได้กับทิศทางใหม่ในดนตรีของพวกเขาได้เป็นอย่างดี จะเห็นสิ่งนี้ได้ชัดขึ้นในเพลง “Be Quiet and Drive (Far Away)” ซิงเกิลที่สองของวง ดนรีเต็มไปด้วยความล่องลอย ผ่านซาวด์ที่ดุดัน แต่ฟังดูนุ่มนวลในเวลาเดียวกัน

ที่จริงแค่สองเพลงนี้ก็พอจะสรุปภาพรวมของอัลบั้มนี้ได้แล้ว แต่เพลงอื่น ๆ ในอัลบั้มที่เหมาะสมกับคำว่า ‘อีโมคอร์’ ก็ยังมีอีกหลายเพลง เช่น “Mascara” ที่ฟังดูหม่น ๆ มืดมน แสดงความดำดิ่งของอารมณ์ออกมาได้อย่างลึกซึ้ง ไตเติลแทร็กอย่าง “Around the Fur” ก็นำเสนอความเกรี้ยวกราดได้อย่างสะใจเช่นกัน แต่เห็นแบบนี้ทางวงก็ไม่ได้ทิ้งกลิ่นอายนูเมทัลหนัก ๆ แบบอัลบั้มแรกนะครับ เช่นเพลง “Rickets” หรือ “Headup” เพลงหลังสุดที่ได้ Max Cavalera ฟรอนต์แมนชาวบราซิลเลียนอดีตวง Sepultura ที่บัญญัติคำว่า ‘soulfly’ ขึ้นมาในเพลงนี้และนำไปตั้งเป็นชื่อวงดนตรีวงใหม่ของตนเอง ซาวด์โดยรวมของเพลงนี้เอนเอียงไปทาง Soulfly สูงมาก ๆ และก็มันสุดในอัลบั้มด้วย “MX” เพลงปิดอัลบั้มนี้มีการเล่นสนุกกับการทำตัวเป็น hidden track ที่ต้องรอความเงียบไปเกือบ 30 นาทีก่อนจะมีอะไรให้ได้ฟังกันอีกครั้ง

ต้องยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงของ Deftones เป็นตัวตนที่เข้าถึงได้ยากกว่าเดิมและต้องใช้การทำความเข้าใจระดับหนึ่ง ทั้งกับคนฟังเพลงหน้าเก่าและหน้าใหม่ แต่หลังจากที่เข้าใจสิ่งที่พวกเขาต้องการนำเสนอแล้ว ทุกคนก็ชื่นชอบหัวปักหัวปำกันทั้งนั้น! สื่อหลายสำนักเทคะแนนรีวิวที่สูงให้กับอัลบั้มนี้ พร้อมกับบัญญัติศัพท์ใหม่ ‘อีโมคอร์’ ให้กับทิศทางดนตรีของพวกเขา ดังที่ได้กลาวไปในตอนต้น ความสำเร็จของ Around the Fur อยู่ที่ยอดขายกว่า 43,000 ก๊อปปี้ในสัปดาห์แรกของการวางจำหน่าย เปิดตัวที่อันดับ 29 บนชาร์ตเพลง Billboard สหรัฐอเมริกา และอยู่ต่อเนื่องยาวนานถึง 17 สัปดาห์ รวมถึงได้แผ่นเสียงทองคำจากออสเตรเลียและอังกฤษ รวมถึงยอดขายระดับแผ่นเสียงแพลตตินัมในสหรัฐอเมริกาไปนอนกอดอีกด้วย

หลังจากที่สร้างสิ่งใหม่เอาไว้ให้วงการเพลงอย่างสวยงาม อิทธิพลดนตรีของ Deftones ก็ส่งต่อไปให้กับวงดนตรีรุ่นหลังอีกมากมาย ทั้ง Linkin Park, Finch, 36 Crazyfists, Suicide Silence (อัลบั้มล่าสุด) รวมไปถึงวงไทยอย่าง Annalynn ที่ได้ชื่อวงมาจาก Annalynn Cunningham ภรรยาของ Abe มือกลองด้วย

แม้แต่ปกอัลบั้ม Around the Fur เองก็ถูกยกให้เป็นหนึ่งในหลายปกอัลบั้มยอดเยี่ยมของวงการเพลงร็อกด้วย สตรีบนภาพมนามว่า Lisa Hughes (มีภาพปัจจุบันให้ชมด้านล่าง) ส่วนชายที่เท้าปรากฎอยู่ข้าง ๆ เธอบนปก มีชื่อว่า Rick Kosicks ปัจจุบันเป็นช่างกล้องให้กับนิตยสารสเก็ตบอร์ด

เวลาผ่านล่วงเลยมากว่า 2 ทศวรรษ แต่ความมหัศจรรย์ของ Around the Fur ยังคงวนเวียนอยู่ในหูของคนฟังมาจนถึงยุคปัจจุบันครับ เด็กรุ่นใหม่ที่ได้สัมผัสอย่างเข้าใจ ไม่นานได้สถาปนาตัวเองเป็นแฟนเพลงของ Deftones แน่นอน! เป็นอีกหนึ่งอัลบั้มประวัติศาสตร์ของวงการเพลงร็อกที่จะไม่มีวันถูกลืมไปจากมวลมนุษยชาติอย่างแน่นอนครับ!

Jeddy Tragedy

Jeddy Tragedy

Co-founder/writer at Headbangkok
นักร้องนำวงเดธคอร์ Tragedy of Murder, ผู้ร่วมก่อตั้งและนักเขียนHeadbangkok
ชอบเล่นมุกกริบ ชอบหยิบแบงค์ 20 จากกุมารในบ้าน และต้องฟังเพลงของวง Oasis ทุกวันจนแม่รำคาญ
Jeddy Tragedy
SHARE:Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestShare on Google+Buffer this pageEmail this to someonePrint this page