แดนนี่ วอร์สน็อป นักร้องนำ We Are Harlot (อดีตฟรอนต์แมน Asking Alexandria) กำลังเตรียมตัวออกเดบิวต์อัลบั้มเดี่ยวของตัวเองซึ่งเป็นผลงานที่สะท้อนถึงอดีตอันแสนวุ่นวายของเขา ในสัปดาห์ที่ผ่านมาแดนนี่ได้ทำการเปิดบัญชีอินสตาแกรมใหม่ขึ้นโดยใช้ชื่อว่า ‘snoptropolis’ เข้าได้ใช้พื้นที่อินสตาแกรมใหม่แห่งนี้เป็นพื้นที่ในการกล่าวถึงอดีตอันขมขื่นของตัวเอง ซึ่งวันนี้เขาก็ผ่านพ้นมันมาได้แล้ว

For the past six months I have been working in relative secret on something very special, and very close to my heart. With the help of some incredible, and very talented people, I am pleased to announce that in 2016 I will be releasing my first album as a solo artist. It has been an emotional rollercoaster creating these songs, but the end result has left me humbled, proud, and more excited about a project than I ever have been in my life. Writing as deep and personal as I have on this record brought up a lot inside me from my years, allowing me to grow and move on from demons I didn't even acknowledge having. With my dark days behind me, I am beyond ready, and beyond excited for you to follow me on this journey. See you on the other side! -D

A photo posted by D A N N Y . W O R S N O P (@snoptropolis) on

“เมื่อราวหกเดือนที่แล้วผมได้ซุ่มทำอะไรพิเศษบางอย่างเอาไว้ และมันก็เข้าถึงหัวใจของผมเอาซะมาก ๆ ภายใต้การช่วยเหลือของคนบางคนที่แสนจะน่าทึ่ง แน่นอนพวกเขาเป็นคนที่มีพรสวรรค์ ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะบอกว่าในปี 2016 ที่จะถึงนี้ ผมจะมีอัลบั้มใหม่อัลบั้มแรกในฐานะศิลปินเดี่ยวออกมา มันเป็นเหมือนกับโรลเลอร์โคสเตอร์ที่มีการขึ้น ๆ ลง ๆ มีทั้งความตื่นเต้นท้าทายในการทำเพลงอัลบั้มนี้ แต่ท้ายที่สุดผลลัพธ์มันก็ออกมาน่าภูมิใจ และเป็นผลงานที่น่าตื่นเต้นที่สุดที่ผมเคยได้ทำมาเลยในชีวิตนี้ การเขียนเพลงในอัลบั้มนี้เปรียบเสมือนการสะท้อนให้ได้เห็นถึงสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับผมเองในรอบปีที่ผ่านมา มันทำให้ผมพัฒนาและขับเคลื่อนไปข้างหน้าต่อไป จากวันคืนอันแสนมืดมน ตอนนี้ผมพร้อมเสียยิ่งกว่าพร้อม และตื่นเต้นมากที่พวกคุณจะได้เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางสายนี้ แล้วเจอกัน! -D”

I would like to take you back. Where? The Grafton Hotel in Los Angeles, California. When? The winter of 2013 at around 4am. At that point, in that room, there was a young Danny Worsnop laid on a bed with his heart beating out of his chest, $1000 worth of cocaine running through his veins, and two bottles of whiskey in his stomach, shaking and trying to keep his eyes from rolling back into his skull. That night was, needless to say, terrifying. A couple weeks later, after a good system flushing and some rehabilitation, I'm back at The Grafton. I woke up in the middle of the night in a pool of sweat (not an uncommon occurrence at that point of my life), with a melody in my mind. I picked up my guitar, turned on my phone voice recorder, and proceeded to sing a song that spawned a vision to one day create an album that was unlike anything I'd done before. Something so personal and pure that it would break and rebuild me to write. This year I made that album. I hope it moves you, as it did me. See you on the other side! -D

A photo posted by D A N N Y . W O R S N O P (@snoptropolis) on

“อยากจะให้นายหวนกลับมา กลับมาที่ไหน? โรงแรม The Grafton ในลอสแองเจลิส แคลิฟอร์เนียไง เมื่อไหร่ล่ะ? ฤดูหนาวในปี 2013 ในเวลาราวตีสี่ ในห้องนั้นมีแดนนี่ที่ยังไม่เป็นผู้ใหญ่นอนอยู่บนเตียงกับเสียงหัวใจของเขาที่เต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมาจากอก เขาเสียเงินจำนวนกว่า 1,000 เหรียญไปกับโคเคนจำนวนมากที่ว่ายเวียนอยู่ในเส้นเลือด และเหล้าอีกสองขวดที่กำลังกัดกินตับไต ซึ่งในคืนนั้นล่ะก็ไม่ต้องพูดถึงเลยเพราะมันน่ากลัวมาก ไม่กี่สัปดาห์หลังจากนั้นเขาก็ฟื้นฟูตัวเองขึ้นมาใหม่จนได้ หลังจากนั้นผมก็ได้กลับไปที่ The Grafton อีกครั้ง ผมตื่นขึ้นมากลางดุึกพร้อมกับเมโลดี้ที่วนเวียนอยู่ในหัว ผมหยิบกีตาร์และโทรศัพท์ขึ้นมาบันทึกเสียงเพลงซึ่งต่างจากที่ตัวเองเคยทำมา มันเป็นเพลงที่เหมาะกับตัวผม มันสมบูรณ์แบบมาก ๆ ซึ่งมันเป็นเหมือนกับการปลุกตัวตนผมคนใหม่ขึ้นมาเลย ปีนี้ผมทำอัลบั้มนี้ขึ้นมา หวังว่ามันจะโดนใจพวกคุณเหมือนกับที่มันโดนใจผม แล้วเจอกัน! -D”

When I set out making this record I made two rules; to write songs that were honest and true to who I am, and to ignore every rule and restriction the music business has created. I wrote the record in one week and recorded it live, raw, and real in my producers living room. I funded the entire project myself and oversaw every single aspect of its making. The artwork is by me, the songs were written and performed by me (with a little help from some incredibly talented people around the world), the videos will be both written and directed by me, and the final product will be put together by my hands. I've done everything in my power to keep this album honest and pure, and it gives me chills every time I hear it. I'm beyond proud of what I've made and cannot wait to share it with the world. These songs are a reflection of my soul, and I hope you all enjoy them. See you on the other side! -D

A photo posted by D A N N Y . W O R S N O P (@snoptropolis) on

“ตอนที่ผมทำผลงานอัลบั้มนี้ ผมตั้งกฎกับตัวเองไว้สองข้อ คือ เขียนเพลงที่ตรงไปตรงมาและสะท้อนให้เห็นถึงตัวตนที่ผมเป็นจริง ๆ และฉีกกฎทุกอย่างที่ธุรกิจดนตรีได้สร้างขึ้นมา ผมเขียนเพลงอยู่เป็นอาทิตย์และอัดมันทั้งดิบ ๆ แบบนั้น ไม่มีการประดิษฐ์ประดอยอะไรมากมาย อัดมันในห้องนั่งเล่นนี่แหละ ผมใช้เงินของตัวเองทั้งหมดไปกับโปรเจ็กต์นี้ หน้าปกก็ออกแบบเอง เพลงก็แต่งและเรียบเรียงเอง (แต่ก็ได้ความช่วยเหลือเหล็ก ๆ น้อย ๆ จากมิตรสหายที่มีฝีมือ) เอ็มวีก็จะเขียนบทและกำกับเอง ทั้งหมดมาจากสองมือของผม ผมได้ทำทุกอย่างด้วยพละกำลังของตัวเองเพื่อที่จะทำให้อัลบั้มนี้มันสื่อออกมาแบบจริงใจตรงไปตรงมาที่สุด และทำให้ผมสงบได้ในทุกครั้งที่ฟัง ผมภูมิใจมากกับผลงานที่ได้ลงมือทำลงไป และก็รอคอยไม่ไหวแล้วที่จะแบ่งปันมันให้กับโลกใบนี้ เพลงในอัลบั้มนี้เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงจิตวิญญาณของผม และหวังว่าพวกคุณจะสนุกไปกับมัน แล้วเจอกัน! -D”

I'm often asked where my music career began, and it's not something I've much discussed. At around three or four years old I started playing around with things around the house, making beats out of empty boxes, pots and pans, anything I could find. I'd be singing along to anything and everything and itching to do more. At age eight, I bought a cheap violin and started taking lessons, at nine the trumpet followed. Both went well, I've always been something of a natural when it came to music. A year later I was playing in the local orchestra, but still had an itch it wasn't quite scratching. Eventually I took up guitar and bass, and the rock began. I would take my amp into the corridors at school and blast out riffs until "the man" shut it down. I remained completely self taught, collecting my knowledge from playing along to records in my room. I never knew music was going to be my career, my goal was to join the military back in England and become a sniper. This only changed when first band started and the door to America was opened. I had met a girl from Florida and fell head over heels in love, the band gave me the opportunity to get over there and be with her. It was the morning before my flight and all was well. We spoke on the phone and said our "I love you"'s, I left and made my way across the atlantic. By the time I landed it had become too real and her feet got colder with each hour. She moved away and I didn't hear from her until years later. It was a heartbreaking time and it changed me forever. So in answer to the question, this was an accident… It was never my endgame, just one of many roads that was a part of a separate journey. A very fortunate coincidence. Through my years I've had one hell of a ride, and the future looks brighter every day. See you on the other side! -D

A photo posted by D A N N Y . W O R S N O P (@snoptropolis) on

“ผมถูกถามอยู่บ่อยครังว่าเข้ามาอยู่วงการดนตรีได้ยังไง มันก็ไม่ใช่สิงที่จะต้องมาสาธยายอะไรกันมากมายนัก ตอนที่ผมอายุประมาณ 3-4 ขวบ ผมก็เริ่มหยิบของในบ้านมาเล่นแล้ว ผมใช้กล่องเปล่า ๆ หม้อไหมกระทะ อะไรก็ตามที่จะหาได้มาทำจังหวะ ผมต้องเพลงต่อหน้าทุกสิ่งทุกอย่าง รู้สึกอยากลงมือทำมันมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งอายุ 8 ขวบ ผมก็ซื้อไวโอลินถูก ๆ มาลองเล่นลองเรียนดู และตามมาด้วยทรัมเป็นตอนอายุ 9 ขวบ ซึ่งก็เป็นไปได้ดีทั้งสองอย่าง จนกระทั่งปีต่อมาฉันได้อยู่ในวงออเครตร้าท้องถิ่น แต่ก็ยังรู้สึกคันไม้คันมืออยากจะทำอะไรบางอย่างที่ยังไม่สำเร็จดี จนสุดท้ายก็มาจบที่กีตาร์กับเบส และความเป็นร็อกก็เริ่มเกิดขึ้นมาจากตอนนั้นแหละครับ ผมเอาแอมป์ไปโรงเรียนและระเบิดท่อนริฟฟ์กีตาร์ออกมาจนต้องมีคนเดินมาปิดแอมป์… ผมค่อย ๆ สั่งคมความรู้เรื่อยมาจากการเล่นดนตรีในห้องของตัวเอง ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่ามันจะกลายมาเป็นอาชีพของผมด้วย เป้าหมายเดิมของผมคือการได้เป็นส่วนหนึ่งของกองทัพอังกฤษและเป็นสไนเปอร์ แต่มันก็ได้เปลี่ยนไปตอนที่ผมเริ่มทำวงดนตรี และประดูของอเมริกาก็เปิดอ้าต้อนรับผม ผมได้ผมกับผู้หญฺงคนหนึ่งจากฟลอริดา ผมตกหลุมรักเธอจนแทบจะโงหัวไม่ขึ้นเลย ทางวงก็ได้ให้โอกาสผมไปที่นั่นเพื่อจะได้อยู่กับเธอ มันเป็นช่วงเช้าก่อนที่ไฟลต์ของผมจะมาถึง เราคุยและบอกรักกันผ่านโทรศัพท์ ข้ามน้ำข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก เรื่องนี้น่ะมันจริงซะยิ่งกว่าจริงเสียอีก เธอย้ายไปอยู่ที่อื่นและผมก็ไม่ได้รับการติดต่อจากเธออีกเลยเป็นปี ๆ มันเป็นช่วงวลาที่เจ็บปวดมาก และมันก็เปลี่ยนผมไปโดยสิ้นเชิง ถ้าจะให้ตอบคำถามนั้น เรื่องนี้มันก็เหมือนกับอุบัติเหตุนั่นแหละ เป็นเหมือนกับแค่ถนนหลายเส้นที่มีความหลากหลายในการเดินทาง เป็นโชคชะตาดี ๆ เป็นความบังเอิญ เหมือนกับการขับรถวนไปวนมาอยู่แบบนั้นเป็นปี ๆ และตอนนี้อนาคตก็ดูสว่างไสวขึ้นทุกวันด้วย แล้วเจอกัน! -D”

ยังมีเรื่องราวน่าสนใจอีกมาก เข้าไปติดตามกันได้ที่ instagram.com/snoptropolis

ที่มา – Alternative Press

Chrissaree

นักแปลลูกกระจ๊อกที่แปลแต่เพลงที่ตัวเองเข้าถึง ชอบฟังเพลงสายPost-Hardcore แต่ก็ชอบดูการ์ตูนDisney