จบไปอย่างสวยงามกับ Tiger Jams 2 Centerstage เวทีสุดท้ายสำหรับงานประกวด Tiger Jams ปีที่สอง เวทีใหญ่เวทีแรกของเหล่าวงดนตรีหน้าใหม่ แต่จะไม่ใช่เวทีสุดท้ายแน่นอน เราได้เห็นพัฒนาการที่น่าสนใจของทั้งสามวง ทั้งการแสดง การเล่นกับคนดู ความเท่ เพลงใหม่ ๆ ที่น่าสนใจ เรามั่นใจเลยว่าต้องมีคนกลับบ้านไปเปิดวง In This Peace, Stoic หรือจะ Diaries ฟังวน ๆ แน่นอน สำหรับใครที่ไม่ได้ไป เราเก็บบรรยากาศมาฝากให้ทุกคนแล้วค่ะ

งานเริ่มตอนประมาณหกโมงกับพี่พัด ชนุดม และพี่ต๊ะ 23’o วงรุ่นพี่จากงานประกวด Tiger Jams ในปีแรก ทั้งสองคนผลัดกันยิงมุก ทั้งแป้กและไม่แป้ก สนุกสนานเฮฮากันไป ถึงแม้จะมือใหม่แต่ทั้งสองคนก็เอนเตอร์เทนคนดูได้ดีมาก ประกอบกับด้านหลังเวทีมีตัววิ่ง ที่เชิญชวนให้ผู้ชมพิมพ์อะไรก็ได้ไปขึ้นเวที หลายคนก็เลือกที่จะบ่น หลายคนแจกไลน์ หลายคนตามหาเพื่อนที่หาย

วงแรกที่มาทักทายแฟน ๆ คือ Tattoo Colour ตอนเริ่มงานคนก็ยังอึน ๆ ไปบ้าง แต่วงรุ่นพี่ก็สามารถดึงคนดูให้เอนจอยไปกับโชว์ได้ในที่สุด เปิดมาด้วยเพลง “เผด็จเกิร์ล” ซิงเกิลสุดปังจากอัลบั้มล่าสุด สัตว์จริง, “คืนนี้สบาย” คนเริ่มเข้างานมามากขึ้น ตามมาด้วย “เปิดเพลงไหน เปิดเมื่อไหร่ก็ยังสวยงาม” ที่พี่ดิม นักร้องนำ ชวนคนดูให้ตบมือตาม, “หลับลึก” อีกเพลงจากอัลบั้มใหม่ที่มีซาวนด์เพลงแปลกไปจากหลาย ๆ เพลงที่ผ่านมา “ชมรมผู้รักการอกหักทั้งหลาย กระโดดสูง ๆ ได้ป่าว” พี่ดิมพูดเข้าเพลงขาหมู ก่อนจะต่อด้วย “รถไฟ” แฟนเก่าถ้ายังไม่ลืมมาคบกับกูทำไม!, เนรมิตเอง เพลงนี้พี่รัฐร้องด้วย โคตรเท่เลย! ปิดท้ายกับสามเพลงฮิตตลอดกาล “เกาะร้างห่างรัก”, “ซินเดอะเรลล่า”, “โกหก” ทิ้งท้ายด้วยประโยค “คนไหนไม่ชอบคนตอแหล ก็เต้นแรง ๆ !”

In This Peace มากับลุคเท่ ๆ และเอฟเฟกต์เสียงร้องอู้อี้ ๆ แบบ Lo-Fi วงเปิดมาด้วยการแนะนำตัวสมาชิกวงทั้งสี่ เพลงแรกที่เล่นเป็นเพลงซิงเกิลล่าสุด “Communication” ที่เล่าเรื่องสังคมก้มหน้าที่ไม่ยอมพูดคุยกัน เพลงที่เหลือเป็นเพลงแต่งใหม่ทั้งหมด ไล่ตั้งแต่ “Don’t wake!!” กับซาวนด์แบบอินดี้ป็อบสดใส, “Prom night” เพลงช้า ๆ ชวนร้องตามที่จะปล่อยเป็นซิงเกิลต่อไป, “Before”, “Blind and Cry”, “Tear” ทั้งหกเพลงเป็นภาษาอังกฤษล้วน คนดูเลยยังมีอึน ๆ เนื่องจากวงไม่ได้ชวนคนดูพูดคุย แต่เรื่องความเท่เอาไปเต็มร้อย เรามารอดูพัฒนาการของพวกเขาทั้งสี่กัน เชื่อว่าจะไปได้ไกลแน่นอน

STOIC วงที่มาพร้อมกับบรรยากาศอันหม่นสลัว ตลอดโชว์นั้นคิดอย่างเดียวเลยว่า ถ้าเรากำลังหม่นเศร้าอยยู่ตรงร้องไห้ตามแน่นอน เสียงเชลโล่ของวงมาในทุกจังหวะที่จะพาเราดิ่งเสมอ เปิดตัวมาด้วย “Time End Here” เพลงที่ร้องคำเดิมซ้ำ ๆ จนหลอนหู, “วิวรณ์” เพลงที่มีเปรียบความเศร้ากับสภาพอากาศ มาพร้อมกับแสงไฟกะพริบรัว ๆ เป็นตัวแทนของแสงฟ้าผ่า แสงไฟกะพริบตัวแทนของฟ้าผ่า ฝนถล่มยิ่งช่วยซ้ำเติมความหม่, “Dice”, “My Ghost” เพลงที่ปล่อยให้กีตาร์โปร่งและเสียงร้องของพี่แพคเป็นพระเอกของเพลง พอเสียงเชลโล่เข้ามาเสริมกับเสียงดนตรีหม่น ๆ ยิ่งดึงเศร้าขึ้นไปอีก “เธออยู่ในนั้น อยู่ในความฝัน ความจริงที่ต่างกันและฉันสร้างขึ้นมา มันทำลายฉัน เจ็บปวดอยู่ในนั้น” ท่อนฮุคที่กรีดร้องออกเป็นท่อนที่มาติดหูมาก ๆ ปิดท้ายด้วย “วัฏจักร” อีกเพลงที่ตั้งคำถามกับชีวิต ความรัก ความฝัน ปิดโชว์ฺอย่างสวยงาม

ส่วนของรีวิววง Flure จะขอส่งต่อให้คุณชาลี บอสแห่ง HEADBANGKOK มาเป็นผู้เล่าเรื่อง เนื่องจากเราขอพักเก็บแรงก่อนจะต้องไปลุยอีกสองวงบ้าพลังต่อ

“Flure ก็ยังเป็น Flure วงเดิมที่แฟนเพลงรักและให้การสนับสนุนอย่างดีเสมอมา ถึงจะไม่มีผลงานออกใหม่ แต่ “เปลี่ยน”, “ใครบางคนจากบนฟ้า”, “กันและกัน”, “ยื้อ”, “ปล่อยไปตามหัวใจ”, “ฤดูที่ฉันเหงา” และเพลงฮิตของวงอีกหลายเพลงที่หยิบมาเล่นก็ทำให้คนดูสนุกตามไปด้วยได้ดีตามมาตรฐานของวง ไม่ได้มีอะไรพิเศษ แต่ก็ไม่จืดชืด เหมือนเป็นการกินอาหารจานโปรดจากร้านข้าวร้านเดิม ถ้าให้ดูอีก ก็ดูได้ ที่รู้สึกขัดใจนิดหน่อยก็คือระบบเสียงที่แย่จนฟังไม่ออกว่าพี่คิวนักร้องนำแกพูดว่าอะไรบ้าง และถ้าไม่ใช่เพราะเป็นเพลงฮิตที่รู้เนื้อเพลงกันดีอยู่แล้ว ก็ฟังไม่ออกในหลายท่อนหลายตอนว่าร้องอะไรอยู่ เทียบกับวงหน้าใหม่อย่าง In This Peace กับ STOIC ที่เล่นก่อนหน้าแล้วก็เกิดอาการงงเหมือนกันว่า เกิดอะไรขึ้นกับซาวด์วะ แต่ด้วย performance ที่ดี บวกกับการเอาแฟนเพลงอยู่ ก็ทำให้เรื่องนี้ไม่ได้เป็นปัญหาซักเท่าไหร่ ยังกระโดดโลดเต้นตามไปได้เหมือนเดิมครับ เย่ห์”

กลับมาที่วงสุดท้ายของงานประกวด Diaries เริ่มด้วยเพลงภาษาอังกฤษอย่าง “Hello”, “รอยยิ้มสีชมพู” เพลงที่ฟังแล้วต้องอมยิ้มตาม กับการจัดแสงในโทนสีชมพูที่พาทุกคนอินไปกับเพลง และท่อนฮุคที่ร้องตามได้ทันทีแม้จะเพิ่งฟังครั้งแรก, “The Apple’s Falling Down” เพลงนี้ก็เป็นอีกเพลงที่เมโลดี้ติดหูมาก วงเล่นหูเล่นตากับผู้ชมไม่ขาดสาย ดูเป็นวงที่เกิดมาเพื่อเอนเตอร์เทนผู้ชม ซึ่งพร้อมจะพัฒนาไปเป็นวงใหญ่ในอนาคต, “My Pill” อีกเพลงภาษาอังกฤษ สำเนียงคล้าย ๆ Mama Says, “ดอกร้าย” มีความโจ๊ะ มีท่อนร้องตามได้แบบคูล ๆ, “Mama Says” ซิงเกิลดังของวง เล่นทีไรคนก็เฮฮา พอถึงท่อนแม่บอกว่า พี่อาร์ม นักร้องนำก็ชวนทุกคนมาเซิ้ง ชอบ, สุดท้ายกับ “Disco Love” ที่พี่อาร์มกีตา​ร์มายืนถือไมค์ร้องเพลง มือกลองก็ฟาดไชน่าอย่างสนุกสนาน เพลงโจ๊ะ ๆ แบบร็อก ๆ หน่อย

ปิดท้ายกับ Paradox เจ้าพ่อเด็กแนวตลอดกาล เซ็ตลิสต์ของวงจะคล้าย ๆ เดิมทุกครั้ง แต่มาพร้อมกัยความสนุกเต็มร้อย เปิดด้วย “เธอที่รัก” เพลงอมตะ, “บอลลูน” ก็มีบอลลูนมาโยนเล่นในงานตามชื่อ, “ไหนขอเสียงชาว SuckSeed หน่อย!” วงมากับเพลง “ผงาดง้ำค้ำโลก” ตามด้วย “ไม่มีเธอ” คนดูเอนจอยมาก ๆ, “ฤดูฝน” เพลงจากอัลบั้มล่าสุด บนเวทีมีพรอพเป็นร่ม, “ปีก”, “คนบนฟ้า”, “ฤดูร้อน” เพลงชาติของเด็กวัยรุ่นทุกยุคทุกสมัย, “มีแต่เธอ” ที่มาพร้อมกับหงส์เป่าลมสีสดใส จบลงไปอย่างสวยงามด้วย “นักมายากล” ที่แจกของเยอะแยะมากมาย อีกหนึ่งความน่ากรี๊ดของวันนี้คือพี่ข้น Bomb at Track หลานชายพี่สอง Paradox ก็มาร่วมเล่นเกือบตลอดโชว์ เหมือนได้ดูสองวงในโชว์เดียวกัน

งาน Center Stage ก็จบลงอย่างสวยงามกับความประทับใจของทุกคน สำหรับใครที่ถูกใจวงผู้ชนะสามวงสุดท้าย สามารถไปติดตามต่อและให้กำลังใจพวกเขาได้ วันหนึ่งพวกเขาจะดังเทียบเคียงพี่ ๆ อย่าง Tattoo Colour, Flure, Paradox แน่นอน ขอบคุณทุกคนที่อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ และขอบคุณ Fungjai สำหรับการอำนวยความสะดวกค่ะ

ช่องทางการติดตาม

In This Peace: fb.com/inthispeace

Stoic: fb.com/stoicthailand

Diaries: fb.com/Diariesrock

malaivee

malaivee

Co-founder/writer at The Salaya Sound
มีความฝันว่าโตขึ้นรถไฟฟ้าจะไปถึงศาลายา
malaivee
SHARE:Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestShare on Google+Buffer this pageEmail this to someonePrint this page