การได้ดูวงดนตรีฝีมือเยี่ยมอย่าง Nothing But Thieves ในยุคสมัยที่วงกำลังอยู่ในช่วงพีค ถือเป็นบุญพาวาสนาส่งของคอดนตรีสมัยใหม่อย่างแท้จริงครับ ถ้าเป็นเมื่อก่อนกว่าจะได้ดูวงโปรดซักวงก็ต้องรอกันจนแก่หง่อมและหากินแค่ในประเทศตัวเองไม่ได้แล้ว ถึงจะได้ดูกัน

Moonstar Studio สถานที่จัดงานในซอยลาดพร้าว 80 แน่นไปถนัดตา เป็นบรรยากาศที่ไม่ค่อยได้เห็นเท่าไหร่ในคอนเสิร์ตสายร็อก ถือเป็นสัญญาณอันดีว่าคืนนี้คงจะคึกคักมากแน่นอน งานเปิดกันด้วยสองวงดนตรีสายโพสต์ร็อกของไทยเรา Monomania และ Mattnimare (วงหลังมปัญหาเรื่องอุปกรณ์และเสียงเป็นระยะ ๆ จนรู้สึกเสียดายโอกาสแทนเลยครับ)

หลังจากอุ่นเครื่องด้วยน้ำเมาและบทเพลงของ opening act กันไปแล้ว ก็ถึงเวลาของเจ้าของงานกันบ้างครับ งานนี้เริ่มดึกกว่าชาวบ้านชาวช่องเล็กน้อย แต่พลังของคนดูไม่ได้ตกตามไปด้วย ทำหน้าที่คนดูตลาดบนกันได้ดีมาก ทางวงเปิดด้วย “I Was Just a Kid” และ “Number 13” เรียกความคึกคักให้ได้ฟีลแบบสิ้นสุดการรอคอย ก่อนจะตามมาด้วยเสียงเฮสนั่นในเพลง “Wake Up Call” ที่คนดูร้องตามกันลั่นสตู พอจบแทร็กสามของเซ็ต ตามมาด้วย “Hostage” ที่ Conor Mason กระบอกเสียงบ้าพลังของวงโชว์การพ่นไฟให้สุดหลอดลมโชว์ไปหนึ่งกระบวนท่า

เล่นกันไปได้สี่เพลงก็มีการหยุดเพื่อทักทายคนดูกันบ้าง ตา Conor หยอดเก่งน่าดู “เราเพิ่งเจอกันแค่ห้านาที แตผมรักพวกคุณแล้ว”่ เจอแบบนี้เข้าไปแฟนคลับแถวหน้าเวทีน่าจะมีตายกันไปข้าง ก่อนจะตามมาด้วยการสะพายกีตาร์โปร่งและชวนให้ผู้ชมพบกับเพลงฮิตของวง “Soda”

“Graveyard Whistling” เป็นอีกเพลงที่คนดูคึกคักกันมาก พอจบเพลงนี้ Conor ก็เบรกและคุยเล่นกับคนดูอีกครั้งด้วยมุกการถามว่าวิธีพูด ‘thank you’ ในภาษาไทยต้องพูดยังไง เออ ก็แปลกดี ปกติเคยเจอแต่วงที่หัดพูดมาเอาใจ นี่เล่นถามกันหน้างานเลย และก็ตามมาด้วยบทเพลงเมโลดี้สุดเซ็กซี่อย่าง “Broken Machine” เพลงนี้ช่วงท้ายเพลงพีคมาก คนดูในฮอลช่วยกันร้องท่อน ‘My head goes forward and my heart goes back’ กันแบบสุดลำคอจนน้ำเมาในแก้วข้าพเจ้าสั่นด้วยความยำเกรง และเพื่อไม่ให้ความสนุกลดลง ทางวงปล่อยพลังกันต่อกับ “Design” ที่ Conor หันมาสะพายกีตาร์ไฟฟ้าและโชว์พลังเสียงสูงแบบคนดูตามไม่ทันในท่อนคอรัส มีลากเสียงโชว์พลังเหมือนแรงเหลือ ขึ้นสูงทีคนก็เฮที บ้าพลังจริง ๆ

 

จากนั้น Conor และวงชวนเราเต้นกันต่อกับเพลงจังหวะสนุก “Like Animals” แล้วเข้าสู่ช่วงพักร่างกันในเพลง “Particles” พอแน่ใจว่าคนดูกำลังวังชากลับมาแล้ว ทางวงก็เชื่อมต่อกันกับคนดูด้วยเพลง “Trip Switch” เพลงจังหวะโจ๊ะที่แบ่งท่อน ‘trip / switch’ ให้พวกเราต้องด้วยกัน ส่วนท้ายเพลงมีปล่อยให้คนดู sing along กันเองอีกรอบ น่าจะเป็นไม่กี่โมเมนต์ที่พี่ Conor แกพักเสียง นอกนั้นปล่อยพลังเองแทบตลอดเพลง ถัดมาเป็น “Ban All the Music” เพลงจังหวะดุดันกระแทกกระทั้นที่แต่ละตำแหน่งของวงยังคงส่งพลังมาหาคนดูได้เข้มข้นไม่ต่างจากช่วงต้น

และโมเมนต์ที่คนทั้งงานรอคอยก็มาถึง เมื่อเพลงบัลลาดกระชากใจอย่าง “If I Get High” ถูกบรรเลงขึ้น เพลงนี้สิ่งที่ไม่เกิดขึ้นในเพลงอื่นมากันครบ ทั้งเหล่าแฟนเพลงที่ยกมือถือขึ้นถ่ายวิดีโอ ยกขึ้นเปิดแฟลชกล้องสร้างบรรยากาศซึ้ง ๆ เพลงนี้เป็นหนึ่งในช่วงที่พีคที่สุดของงาน คนดูร้องตามกันเต็มที่มาก ๆ แบบไม่อยากจะเชื่อว่าพลังเหลือล้นกันทั้งบนเวทีและล่างเวที จบจากเพลงนี้ไปทางวงส่งท้ายเซ็ตลิสต์ชุดแรกกันด้วยเพลง “Sorry”

การอังกอร์ (encore) เกิดขึ้นไม่นานนัก (อาจจะเพราะดึกแล้ว) ทางวงกลับออกมาพร้อมกับบทเพลงช้าเพราะกินใจ อีกหนึ่งเพลงที่อยู่ในใจแฟนคลับอย่างยาวนาน “Lover Please Stay” เป็นเพลงช้าเพลงสุดท้ายของคืนนี้ ก่อนที่จะสั่งลากันแบบจริงจังด้วยสองแทร็กระเบิดพลัง “Itch” และ “Amsterdam” ที่คงไม่ต้องบรรยายสรรพคุณความมัน

โดยรวมแล้วแม้ช่วงท้ายเสียงของ Conor อาจจะมีแหบไปบ้างตอนพูด แต่การร้องเพลงขึ้นโน้ตสูงได้แบบไม่มีตก และตำแหน่งอื่นในวงแม้จะไม่เด่นเท่า แต่ก็สร้างความเมามันและเป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ของโชว์ ที่ชอบที่สุดรองจากนักร้องเสียงทรงพลังอย่าง Conor Masion คือ Joe Langridge-Brown มือกีตาร์ผมยาวที่วิ่งไปวิ่งมาบนเวทีและลีลาการเล่นเร้าใจไม่แพ้กัน นึกแล้วก็อยากไว้ผมยาวขึ้นมาบ้างเลยครับ (ไม่เกี่ยว)

ยอมรับเลยว่า ของจริงครับวงนี้ ให้มาอีกก็จะไปดูอีก ขอบคุณ The Very Company ที่จัดงานดี ๆ ขึ้นมาให้ดูเสมอมาครับผม ❤️ 🧡 💛 💚 💙 💜 🖤

ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการ (จำเป็น เพราะไม่มีคนอื่นว่างทำ) ของเว็บไซต์ Headbangkok ปัจจุบันประกอบอาชีพก๊อปปี้ไรท์เตอร์ในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งย่านรัชดาฯ จ้างได้ ไม่กัด