“หยุดลองมองคิดดู ประตูบานใดคือจุดหมาย หยุดฟังเสียงผู้คนรอบกาย หยุดฟังส่วนลึกในใจฉันดู” – เพลง “ประตู”

Monomania เป็นอีกหนึ่งวงที่เป็นฝ่าฟันเรื่องราวต่าง ๆ มามากมาย และได้เป็นตัวอย่างแห่งความพยายามให้กับรุ่นน้อง ๆ ชาวศาลายามาหลายรุ่น วันนี้หลังจากการเดินทางด้วยตนเอง จนมาสู่การร่วมงานกับ Malama กลุ่มก้อนทางดนตรีรูปแบบใหม่ที่มีลักษณะสหกรณ์ทางดนตรี พวกเขาได้ผ่านการระดมทุนไปเรียบร้อย จนได้มาถึงวันคอนเสิร์ตใหญ่ในที่สุด

เราเดินทางไปถึง Rockacademy อย่างรวดเร็ว ทั้ง ๆ ที่เป็นวันศุกร์ แต่ดูเหมือนเส้นทางเข้าเมืองในวันศุกร์กลางเดือนจะไม่ได้โหดร้ายเท่าที่เราคำนวณไว้ เมื่อไปถึงเราก็พบเจอกับเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ มากมายหลายท่านที่ต่างตั้งใจมาให้กำลังใจวงดนตรีวงนี้ หลังจากกินข้าวเรียบร้อยเราก็ได้อุดหนุนเบียร์ Sandport ของพี่ตูน Abuse the Youth แล้วก็เดินเข้าไปในฮอลล์จัดงาน ฮอลล์เล็กกว่าที่คิด เนื่องจากเราไม่เคยมาที่นี่จึงได้คาดไว้ว่าฮอลล์จะใหญ่ ๆ กว้าง ๆ กว่านี้ แต่ก็เป็นสถานที่ที่อบอุ่น เหมาะสมกับจำนวนคนดู และสามารถใช้ด้านกว้างของเวทีเล่นกับแสงไฟได้อย่างงดงามเลยทีเดียว

งานแสดงเริ่มช้ากว่ากำหนดเล็กน้อย คนดูที่รออยู่ก็นั่งบ้าง ยืนบ้าง เรายืนมองความสวยงามของฉากหลัง ที่มีการเล่นระดับของผ้าที่ใช้เป็นฉากเวทีเพื่อให้แสดงไฟกับ visual แสดงความงามออกมาได้เต็มที่ ซึ่งตลอดความยาว 1 ชั่วโมงครึ่งของโชว์ ทางทีมงานได้แสดงศักยภาพออกมาอย่างเต็มที่มาก ๆ เมื่อมาประกอบกับพลังของวงก็ถือว่าฟินสุด ๆ

วงเปิดมาด้วยการฉาย visual ลงบนแผ่นรูปวงกลมขนาดใหญ่กลางเวที เหมือนจะค่อย ๆ พาเราเดินทางไปสู่รุ่งเช้าด้วยกันช้า ๆ วงเล่นเพลงเก่ากับเพลงในอัลบั้มใหม่สลับกันไปเรื่อย ๆ โดยแต่ละเพลงก็มีกิมมิคที่มาเล่นกับแสงไฟบนเวทีต่าง ๆ กันไป เริ่มด้วยเพลงซิงเกิลแรกจากอัลบั้มอย่าง “กาลจากลา” เพลงที่เล่นคำว่ากาล กับการจากลาได้อย่างน่าสนใจ ซึ่งก็ถือเป็นการเปิดตัวที่ชวนทุกคนให้เข้าถึงกับเพลงพวกเขาได้ดีมาก ต่อด้วยเพลง “เป็นอยู่คือ” จากอัลบั้มแรก ที่พาเราเดินทางไปกับภาพของแสงไฟที่ปลายอุโมงค์ เพลงต่อมาคือ “Passion” จากอัลบั้มใหม่ และเพลง “ตัวตน” เพลงเปิดจากอัลบั้มแรก ที่ทำให้เราเข้าใจวง Monomania มากขึ้น กับความพยามที่จะเล่นดนตรีสด ๆ ทุกชิ้นให้ผู้ชมได้ฟัง ในสี่เพลงแรกที่เปิดตัวมา วงยังคงไม่พูดทักทายแฟนเพลง แต่ก็สามารถทำให้อารมณ์คนดูพุ่งสูงสุดอย่างรวดเร็วกับพลังงานที่พวกเขาส่งออกมา

กลับมาที่เพลงจากอัลบั้มใหม่ กับแขกรับเชิญคนแรกของวัน พี่นพ Inspirative ซึ่งมากับเสียงกีตาร์บาดใจ เวทีในช่วงนี้เริ่มเล่นกับภาพกราฟฟิกน้อยลง มาเล่นกับแสงสีมืดดำแทน ซึ่งชวนให้เราโฟกัสกับวงมากขึ้น ต่อด้วย “Cancer” เพลงที่สร้างบรรยากาศหม่น ๆ ได้เป็นอย่างดี ซึ่งพี่ปลาย มือกีตาร์ของวง เล่นกีตาร์ในท่อนฮุครอบท้าย ๆ อย่างสุดพลัง ชนิดที่ว่ารู้สึกปวดตัวแทน “บ้านผีสิง”, “อีกยาวนาน” อีกสองเพลงช้า ๆ ก่อนจะพาไปสู่ “รุ้งสีเทา” เวอร์ชั่นพิเศษ ที่ได้พี่ขนุน ศุภกานต์ ศิลป์วิสุทธิ์ มาช่วยเรียบเรียงและคอนดัคในพาร์ทเครื่องสาย แอบเสียใจในความเล็กของเวทีทำให้เสียงสตริงสู้กับเสียงเครื่องดนตรีที่เหลือได้ แต่ในท่อนที่เสียงดนตรีเบาลง แล้วมีเสียงเครื่องสายนุ่มทุ้มแทรกขึ้นมา ก็ยิ่งช่วยทำให้เพลงเศร้านี้เศร้าขึ้นไปอีก

“ประตู” เพลงที่ให้ตั้งคำถามกับเป้าหมายของตัวเอง มากับบรรยากาศมืดดำ พี่บูมนักร้องของวงยืนร้องเพลงคู่กับเสียงกีตาร์ของพี่ปลายเพียงแค่สองคน ซึ่งไม่ทำให้รู้สึกขาดหายไปแต่อย่างใด และต่อด้วยเพลงควัน ซึ่งมีแนวเพลงถือว่าค่อนข้างแปลกใหม่สำหรับวง โดยเฉพาะเมื่อมี RR Rapper จาก Rap is Now มาสร้างบรรยากาศที่แปลกใหม่ เพิ่มความ groovy ให้กับเพลง ทำให้ผู้ชมตื่นเต้นกับสิ่งที่ไม่ค่อยได้พบเห็นในเวทีคอนเสิร์ตเพลงร็อก “ปล่อย” และ “ต้นไม้ใหญ่” อีกสองเพลงจากอัลบั้มใหม่ ไฟค่อย ๆ ฉายแสงมาทางด้านหลังของแผ่นวงกลมกลางเวที คล้าย ๆ กับแสงอาทิตย์ที่กำลังขึ้น แต่เมื่อเพลงนภาเริ่มบรรเลง เราก็พบว่าพระอาทิตย์ได้จากเราไป ฝน ฟ้าร้องและสายฟ้าฟาดได้เข้ามาแทนที่ความสดใสอย่างรวดเร็ว “ฉันต้องผ่าน ข้ามความโหดร้าย โลกความจริง ไม่เคยสวยงามเช่นมวลดอกไม้” เป็นอีกเพลงที่สอนบทเรียนให้กับเรา รวมกับเสียงกีตาร์กับเบสที่ฟาดฟันกันอย่างเมามัน ก็ทำให้คนยิ่งรู้สึกอินกับคอนเสิร์ตนี้มากจนถึงขีดสุด

“มายาคน” เพลงที่วงแสดงด้านร็อdกออกมาอย่างเต็มรูปแบบ เหมือนจะแสดงความเกรี้ยวกราดในความหลอกลวงของคน โซโล่กันอย่างดุเดือด กับ “สาวน้อยหมวกแดง” สองเพลงสุดท้ายก่อนจะไปถึงท่อนอังกอร์ ที่เราแอบสงสัยว่าชาวอินดี้จะอังกอร์กันแบบไหนนะ

หลังอังกอร์ วงกลับมากับเพลง “วันไร้สมอง” และ “ภาพฝัน” ซึ่งเราชอบ visual ในเพลงนี้มาก ๆ กับภาพคนซ้อนทับกันไปมา ซึ่งเพลงนี้พี่ปลายถึงกับถอดเสื้อเล่นกีตาร์ เมื่อเขาลงเวทีไปพวกเราก็ได้เห็นภาพกีตาร์ที่สายขาดเกือบทุกเส้น และพี่ปิงมือกลองก็หวดจนสแนร์แตก รุนแรงกันเหลือเกิน

Monomania พิสูจน์ตัวเองกับคอนเสิร์ตเปิดอัลบั้ม Before the Dawn แล้วว่า นี่จะเป็นรุ่งอรุณใหม่ของพวกเขา ที่พวกเขาจะพัฒนาไปเป็นวงรุ่นใหญ่อย่างสมบูรณ์แบบ พวกเขามาอยู่ในจุดนี้ได้เพราะความเคารพในเสียงดนตรี แรงพลังที่ใส่ลงไปเหมือนจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้เล่นดนตรี เราอยากให้ทุกคนได้ลองติดตามผลงานของพวกเขา แล้วจะเข้าใจว่าวงที่สามารถตีความเพลงแล้วเล่นสดให้ออกมาแตกต่างจากแผ่นได้ขนาดนี้ยังมีอยู่ ทุกคนที่อยู่ที่ Rockacademy วันนั้นก็น่าจะได้รับพลังเต็มอิ่มไปจากวงเช่นเดียวกับที่เราได้รับ

ขอบคุณ Malama และ Fungjai ที่อำนวยความสะดวกให้กับทีมงาน HEADBANGKOK และ The Salaya Sound เราขออวยพรให้ Monomania ประสบความสำเร็จในเส้นทางดนตรีต่อไปค่ะ แล้วพบกันใหม่กับ The Salaya Sound ตอนหน้า จะเป็นวงอะไร แนวไหน ติดตามกันนะ ฝากเพจ The Salaya Sound อีกครั้ง แวะไปทักทาย แนะนำผลงานเพลง ได้เต็มที่เลยจ้า

ภาพประกอบโดย
88MB.
Ratchapon Tansiri
bemanoy
pnlsphoto

malaivee

malaivee

เรียนดนตรีอยู่ศาลายา พบเจอได้ตามงานคอนเสิร์ตและที่ๆมีเบียร์ โตขึ้นอยากเป็นนักข่าวสายดนตรี เลยพยายามทำตามความฝันอยู่ ถ้าเจอก็เลี้ยงเบียร์ได้ หน้าง่วงแต่ไม่กัด
malaivee
SHARE:
Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestShare on Google+Buffer this pageEmail this to someonePrint this page