ถือเป็นเคสที่เกิดขึ้นไม่บ่อยสำหรับวงการคอนเสิร์ตในประเทศไทย กับการที่ศิลปินต่างชาติที่มีทัวร์คอนเสิร์ตรอบโลกเป็นเวลายาวนานจะแวะเวียนมาเล่นซ้ำให้ดูกันในช่วงเวลา 2-3 ปี แต่ดูท่า Imagine Dragons สี่หนุ่มป๊อปร็อกจากลาสเวกัสดูจะติดใจประเทศไทยมากทีเดียวครับ นอกจาก sold-out show เมื่อปี 2015 แล้ว และโชว์พิเศษที่โรงแรม Marriott Marquis Queen’s Park เมื่อปีที่แล้ว พวกเขาก็จองคิวเดือนแรกของปี 2018 จัดความสนุกให้แฟนเพลงชาวไทยกันอย่างต่อเนื่องเหมือนกลัวจะลืมหน้ากันไป

ด้วยเหตผลประการได้มิอาจทราบได้แต่ทาง BEC-Tero Entertainment ผู้จัดงานตัดสินใจย้ายสถานที่จากลาน Show DC พระราม 9 ไปเป็น Impact Challenger Hall เมืองทองธานีแทน ซึ่งก็ทำให้การวางแผนชีวิตสำหรับวันงานต้องรื้อวางใหม่กันแบบแทบจะต้องลางานครึ่งวันกันเลยทีเดียว เพราะเป็นอันรู้กันว่าจัดเมืองทองฯ เมื่อไหร่ถนนรถติดบรรลัยแน่นอน แต่กับโชว์นี้ไม่เป็นแบบนั้นเพราะถนนโล่งตั้งแต่เส้นแจ้งวัฒนะเข้าไปจนถึงหน้าฮอล ถือว่าเป็นเรื่องที่แปลก แต่ก็ดีแล้ว

 

 

โชว์เริ่มด้วย opening act สัญชาติไทย วง 60 Miles เจ้าของเพลงดัง “หากฉันตาย” ทิ้งท้ายด้วยเพลงฮิตลงจากเวทีไปราวสองทุ่มครึ่งแล้วสลับมาเป็นทีมเสตจออกมาซาวด์เช็คให้แน่ใจกันครั้งสุดท้ายก่อนโชว์เริ่ม หน้าปัดนาฬิกาบอกเวลาสามทุ่มนิด ๆ เพลงคลาสสิกชวนช่วงที่บรรเลงมาตลอดสามสิบนาทีก็ดับลงพร้อมไฟในฮอล ก่อนจะกลายเป็นการฉายภาพบนจอยักษ์บนเวทีเพื่อกรุยทางให้สมาชิกทั้ง 4 (+1) ขึ้นมาบนเวที พวกเขาเปิดกันด้วย “I Don’t Know Why” ให้ได้สนุกแบบเบา ๆ กันก่อน จบเพลงแรกมีการทักทายเล็กน้อย ก่อนจะใส่เพลงมาให้ยาว ๆ “It’s Time”, “Gold”, “Whatever It Takes” เหมือนท้าทายว่าแฟนเพลงจะไหวกันแค่ไหน “I’ll Make It Up to You” ที่ให้ Wayne Sermon มือกีตาร์ออกมาด้านหน้าแคทวอล์กเวทีเล่นกับคนดูด้านหน้าบ้าง เป็นอีกเพลงที่แฟนเพลงร้องตามกันได้เป๊ะไม่มีขาด ตามมาด้วย “Mouth of the River”, “Yesterday” และ “Start Over” กับพาร์ทโซโลเบสสุดแสบโดย Ben McKee (เหมือนเป็นบทให้เดินออกมาบ้างไม่งั้นจะเป็น Dan Reynolds ลุยคนเดียวตลอดงาน)

หลังจากนั้นก็ถึงคิวของเพลงฮิตอีกเพลง “Demons” ที่ Reynolds ขอใช้โอกาสก่อนเข้าเพลงพูดถึงโรคซึมเศร้า พร้อมบอกว่าตนเองก็เป็นเช่นกัน และผ่านมาได้ด้วยการขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง พร้อมย้ำกับคนดูทุกคนว่า “Life is always worth living, always.” ก่อนที่จะร่ำร้องเพลงนี้ไปด้วยกัน

 

 

ในครึ่งหลังจำเซ้ตลิสต์ได้ไม่แม่นนักต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ (แต่คิดว่าใกล้เคียงกับที่มาเลเซีย) Reynolds บอกว่าคืนนี้พวกเราจะไม่มามัวทำอังกอร์ (encore – การตะโกนเรียกวงให้กลับขึ้นเวทีอีกครั้งหลังจากที่ลงไปแล้ว) แต่จะเล่นยาวจนหมดเซ็ตไปเลย ก็เลยเป็นการจัดเพลงดังแบบชวนโดดตามกันไปยาว ๆ “Thunder”, “Believer”, “Walking the Wire” และแน่นอนปิดด้วยเพลงฮิตที่หลายคนรอคอยและรู้จักกันดี “Radioactive” ซึ่งแฟนเพลงรอบข้างก็ยังคงร้องตามกันกระหึ่มเหมือนตอนเพลงแรก ไม่รู้ฟิตกันมมาจากไหน เป็นอีกโชว์ที่เข้มข้นทั้งคนดูและคนเล่นจริง ๆ ครับ

สิ่งที่ชอบเป็นพิเศษสำหรับโชว์ของ Imagine Dragons คือพวกเขาไม่ได้ขายแค่เพลง ขึ้นมาเล่นบนเวทีแล้วจบไป แต่นี่คือ ‘โชว์’ ที่สมบูรณ์ทั้งเสียงและภาพ นอกจาก performance ที่ดี + ความอลังการของจอยักษ์บนเวที อีกหนึ่งส่วนที่ทำให้โชว์ยิ่งสนุกก็คือการที่พวกเขาเรียบเรียงเพลงออกมาใหม่ให้เหมาะกับการแสดงสดในเฉพาะ ไม่เหมือนในซีดี แน่นอนว่าดีกว่าและมากกว่า เป็นอีกประสบการณ์ที่ฟังเพลงอยู่บ้านให้ไม่ได้ (ส่วนสิ่งที่รู้สึกว่าแย่หน่อยก็คือเพลงดัง ๆ ที่แฟนเพลงรอฟังหายไปจากเซ็ตลิสต์จำนวนหนึ่งเหมือนกัน เช่น “Shots”, “Amsterdam” เป็นต้น)

 

 

ความรู้สึกหลังจากได้ชม:

ส่วนตัวแล้วถือว่าประทับใจมากกับการดูครั้งแรก เนื่องจากรสนิยมไม่ได้มาทางสเตเดียมร็อก-ป๊อปร็อกแต่แรกอยู่แล้ว แถมก่อนหน้านี้ก็แปะป้าย Imagine Dragons เอาไว้ว่าเป็นวงดนตรีแนวป๊อป แต่พอได้ดูแสดงสดก็ต้องทึ่งเพราะพวกเขาสามารถทำหน้าที่เป็นวงดนตรีร็อกได้ดีมากในแบบของตนเอง โดดเด่น สนุก และเชื่อมต่อกับคนดูได้เป็นอย่างดี หลังจากนี้ถ้ามีโอกาสได้ดูอีกก็คงไม่พลาดแล้วแหละครับ!

ขอบคุณ BEC-Tero Entertainment ที่อำนวยความสะดวกเรื่องบัตรเข้าชม และประสบการณการชมดนตรีดี ๆ มา ณ ที่นี้ครับ

Co-founder and editor-in-chief of Headbangkok. Working as a copywriter for startup business consultant company in Bangkok. Always wearing black shirt even in a hot day. Addicted to live music performance.

Blog / Instagram