ถ้าเป็นคอเพลงเคป๊อปคงแทบจะไม่มีใครที่ไม่รู้จักซูเปอร์สตาร์สุดฮอต G-Dragon ห่างหายจากการมาเยือนไทยนานถึง 2 ปี คราวนี้เขากลับมาพร้อมกับคอนเสิร์ตเวิลด์ทัวร์ครั้งที่ 2 ในฐานะศิลปินเดี่ยว โดยใช้ชื่อทัวร์ว่า “G-Dragon 2017 World Tour ACT III, M.O.T.T.E.” ซึ่งจัดแสดงขึ้นเมื่อวันศุกร์และเสาร์ที่ 7-8 กรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา โดยเราได้มีโอกาสไปดูมาในรอบวันศุกร์ด้วย!

ตลอดคอนเสิร์ตจะเห็นเลยว่าสีหลักที่ใช้คือสีแดง ไม่ว่าจะเป็นคอสตูม ฉาก ไลต์ติ้ง หรือแม้กระทั่งรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างไมค์ที่ G-Dragon ใช้ ซึ่งสีแดงราวกับเลือดนี้สื่อถึงมดลูกของแม่อันเป็นความหมายในแบบเกาหลีของชื่อคอนเสิร์ต M.O.T.T.E. หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ “การย้อนกลับไปสู่จุดกำเนิด” ซึ่งเป็นธีมของคอนเสิร์ตเวิลด์ทัวร์ในครั้งนี้นั่นเอง ส่วนในความหมายภาษาอังกฤษนั้น M.O.T.T.E. ย่อมาจาก Moment of Truth the End ซึ่งสื่อถึงช่วงเวลาที่เขาต้องเผชิญกับความจริงของชีวิตที่มีทั้งความโดดเดี่ยวอ้างว้างและอัดอั้นที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้ชีวิตอันรุ่งโรจน์ ซึ่งถือเป็นเรื่องราวตอนที่ 3 ของชีวิตควอนจียงในวัย 30 ปี โดยจะถูกถ่ายทอดออกมาในคอนเสิร์ตนี้ให้แฟน ๆ ได้ชมกัน

ตามธีมของคอนเสิร์ตคือการย้อนกลับไปสู่จุดกำเนิด G-Dragon เริ่มเล่าตอนแรกของชีวิตเขาจากจุดเริ่มต้นในการเป็นศิลปินเดี่ยว ACT I เปิดตัวมาอย่างมันระเบิดแดนซ์กระจายด้วยเพลงจากอัลบั้มโซโล่อัลบั้มแรกของเขาอย่าง “Heartbreaker” แค่เพลงแรกก็โชว์ระบบเสียง ไลต์ติ้ง และเอฟเฟ็กต์อย่างจัดเต็ม (พลุแอบร้อนไปจนถึงที่นั่งชั้นสามเลยทีเดียว ฮา) ต่อด้วยเพลง “Breathe” และ “A Boy” จากอัลบั้มเดียวกัน แล้วเปลี่ยนมาเป็นเพลง “But I Love You” ซึ่งเป็นเพลงจังหวะปานกลางพอให้ขยับตัวได้ ส่วนตัวหลงรักเพอร์ฟอร์แมนซ์เพลงนี้มาก องค์ประกอบทุกอย่างสวยงามจนตะลึง ทั้งการเลือกใช้คอนเทมโพรารีแดนซ์มาเต้นประกอบเพลงซึ่งมันเหมาะกับท่วงทำนองและช่วยสื่ออารมณ์เพลงออกมาได้ดีมาก อีกทั้งการใช้เอฟเฟ็กต์ สโมค การจัดแสง ทุกอย่างถูกออกแบบมาให้เข้ากันได้ลงตัวอย่างที่สุด และปิดท้ายองก์แรกลงด้วยเพลง “Obsession”

ตอนที่ 2 นี้เรียกได้ว่าเป็นช่วงรุ่งเรืองในชีวิตเขาก็ว่าได้ มีเพลงฮิตถล่มทลายและได้จัดคอนเสิร์ตเวิลด์ทัวร์ในฐานะศิลปินเดี่ยวเป็นครั้งแรก คราวนี้ G-Dragon นำเราเข้า ACT II แบบเต้นกันสะบัดด้วยเพลง “MichiGO” ต่อด้วยเพลงฮิตอย่าง “One of a Kind” ตามด้วย “R.O.D” feat. CL ก่อนจะหายเข้าหลังเวทีไปเปลี่ยนชุดแล้วกลับออกมาด้วยสูทสีแดงเท่ ๆ นั่งบนบัลลังก์สีขาวเหนือเวทียกสูงโดดเด่นเพอร์ฟอร์มเพลง “That xx” ที่เรียบเรียงดนตรีใหม่ให้เป็นเพลงช้า ๆ ฟังสบาย ๆ สะกดคนดูอยู่หมัดไปทั้งฮอลล์ ต่อด้วย “Black” เพลงช้าอีกเพลง แล้วขยับจังหวะให้เร็วขึ้นอีกนิดด้วยเพลงทำนองหวานหูอย่าง “Missing You” ต่อด้วย “Who You?”, “I Love It” แล้วก็พาเรากลับไปโดดกันอีกครั้งกับเพลง “Today” ตามด้วย “Crayon” ที่เรียบเรียงดนตรีใหม่มาในบีตที่หนักหน่วงกว่าเดิม เรียกได้ว่าเต้นกันมันลืมโลกเหมือนอยู่ในผับกันเลยทีเดียว

ช่วงต่อระหว่างองก์ 2 กับองก์ 3 มีวิดีโอสัมภาษณ์คนรอบข้างของ G-Dragon ถึงตัวตนที่เขาเป็นในฐานะ “G-Dragon” และในฐานะของ “ควอนจียง” ทั้งครอบครัว เพื่อนร่วมวง เพื่อนในวงการ และทีมงานต่างร่วมแชร์มุมมองที่มีต่อเขา มีทั้งข้อความซัพพอร์ตให้กำลังใจและข้อความสุดซาบซึ้ง ทำให้เราได้เห็น G-Dragon อีกด้านจากมุมมองของคนใกล้ตัวของเขาทั้งในฐานะ “G-Dragon” และ “ควอนจียง”

เข้าสู่ตอนที่ 3 เราอาจได้ยินชื่อเขามามากในฐานะศิลปินดัง “G-Dragon” แต่ในครั้งนี้เขาจะพาเราไปรู้จักกับอีกมุมที่เขาเป็น เปิดเปลือยตัวตนด้านที่เต็มไปด้วยความโดดเดี่ยวและอัดอั้นที่ซุกซ่อนอยู่หลังภาพความสำเร็จที่เราคุ้นเคยผ่านบทเพลงให้เราได้ร่วมเรียนรู้และยอมรับเขาในอีกด้าน ได้รู้จักกับชายหนุ่มที่ชื่อ “ควอนจียง” เปิด ACT III ด้วยเพลงจากอัลบั้มใหม่ล่าสุด “Superstar” เล่าถึงความอ้างว้างแม้จะมีชีวิตที่ประสบความสำเร็จ สเตจนี้ G-Dragon เปิดตัวมาบนเวทีลอยสูงเด่นมีแสงไฟจ้าส่องโฟกัสไปที่เขาเพียงคนเดียว สื่อถึงความสูงส่งเปล่งประกายเจิดจ้าดั่งซูเปอร์สตาร์แต่กลับโดดเดี่ยวตามเนื้อเพลงได้เป็นอย่างดี ต่อด้วยเพลง “Middle Fingers-Up” แล้วไปโยกกันอย่างบ้าคลั่งอีกครั้งกับ “Bullshit” จากนั้นก็เข้าสู่ช่วงทอล์กที่ G-Dragon ได้พูดคุยกับแฟน ๆ อย่างยิ้มแย้มออดอ้อนและเป็นกันเองโดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลางอย่างคล่องแคล่ว การสื่อสารกันโดยตรงโดยไม่ต้องใช้ล่ามไม่ต้องมีกำแพงภาษาคั่นกลางนี้ นับว่าเป็นอีกจุดที่ G-Dragon และบิ๊กแบงทำให้แฟน ๆ ในต่างแดนประทับใจได้เสมอ หลังจบช่วงทอล์กและกล่าวปิดคอนเสิร์ต G-Dragon ก็ได้ปิด ACT III ลงด้วยเพลง “Divina Commedia”

ตามเสียงเรียกร้อง เขากลับขึ้นมาแสดงอังกอร์ส่งท้ายด้วยเพลงโยก ๆ คุ้นหูอย่าง “This Love” แล้วต่อด้วยเพลงที่กระโดดกันจนลืมโลกอย่าง “Crooked” ปิดท้ายคอนเสิร์ตแบบปิดท้ายจริง ๆ ด้วยเพลงไตเติลจากอัลบั้มล่าสุดที่ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายอย่าง “Untitled, 2014” เพลงบัลลาดช้า ๆ ท่วงทำนองเศร้าบาดลึกที่ถ่ายทอดอารมณ์ได้ดีเยี่ยมผ่านดนตรีและน้ำเสียงจนไม่ต้องฟังภาษาเกาหลีออกก็ยังรู้สึกร่วมไปด้วยได้ โดยในการแสดงเพลงนี้หนุ่ม G-Dragon ไม่ได้ยืนร้องอยู่บนเวทีตามปกติแต่กลับเดินลงมาร้องเพลงท่ามกลางเหล่าแฟน ๆ แม้จะทำการแสดงมาแล้วถึงสองชั่วโมงเศษบวกกับการเล่นกับคนดูไปด้วย แต่นั่นก็ไม่ใช่อุปสรรคในการควบคุมเสียงร้องของเขาแต่อย่างใด บ้าไปแล้ว เขาร้องสดได้เพราะเหมือนเพลงอัดเลย ซ้ำยังตอกย้ำความสดด้วยการอิมโพรไวซ์กันแบบไร้ดนตรีประกอบส่งท้ายอีก เสียงดีไม่มีตก แล้วยังสื่ออารมณ์ออกมาทางน้ำเสียงได้อย่างยอดเยี่ยมจนอินตามไปทั้งเพลง สะกดคนดูจนตะลึงกันทั้งฮอลล์ไปเลย เรียกว่าจบได้อิ่มเอมมาก

สำหรับคอนเสิร์ตครั้งนี้ เราชอบตรงที่เขาร้องและเต้นเหมือนอยู่กับตัวเองคนเดียวหรือบนเวทีอินดี้เล็ก ๆ แต่ยังสะกดคนทั้งฮอลล์อยู่ เขาเป็นผู้ชายมีจริตจะก้านน่ารักน่าหยิกเหลือเกิน ทุกมูฟเมนต์มันมีเสน่ห์น่าหลงใหลน่ามองไปหมด ทั้งตอนร้องตอนเต้นหรือแม้แต่ตอนยืนพูดอยู่เฉย ๆ ยิ่งตอนที่เขาแสดงมันชัดเจนมากว่าเขาสนุกเขามีอารมณ์ร่วมไปกับเพลง ทั้งพลังทั้ง passion มันแผ่ออกมาทางสีหน้าสายตา และทุกท่วงท่าของเขาหมดเลย ทุกอย่างนั้นดึงดูดมากจนยากจะละสายตาเลยล่ะ คงเป็นความเชื่อและหลงใหลในผลงานที่ตัวเองทำจนพลังมันส่งผ่านมาถึงคนดูนี้ ที่ทำให้แฟน ๆ สนุกและมีอารมณ์ร่วมไปด้วยทั้งฮอลล์ตลอดคอนเสิร์ต นับถือความสามารถในการเอ็นเตอร์เทนของเขาจริง ๆ เราที่นั่งกันอยู่ไกลถึงชั้นสามก็ยังเอ็นจอยไปกับทุกบีตทุกทำนอง เรียกได้ว่าบัตรดอยบัตรไกลแค่ไหนก็ไม่ใช่ปัญหา

มาพูดถึงคุณภาพการร้องสดกันบ้าง ถ้าเป็นแฟน ๆ ของบิ๊กแบงก็จะทราบกันดีว่าพวกเขาจะร้องสดในคอนเสิร์ตเสมอ และในคอนเสิร์ตเดี่ยวของ G-Dragon ครั้งนี้ก็เช่นกัน ด้วยความที่เพลงส่วนใหญ่เป็นเพลงเร็วบีตหนัก ๆ เลยอาจทำให้แยกเสียงร้องสดยากไปบ้าง แต่สำหรับส่วนของเพลงช้าบอกเลยว่าประทับใจมากทุกเพลง เสียงดีไม่มีตกตลอดสองชั่วโมงเศษ ไม่ใช่แค่เรื่องเสียงร้องที่รักษาคุณภาพได้ดี แต่การสื่ออารมณ์ออกมาทางน้ำเสียงก็ยอดเยี่ยม เพลงอกหักนี่อินเนอร์มาเต็มสุด ๆ อาจเป็นข้อได้เปรียบของนักร้องที่แต่งเพลงเองที่ทำให้เขาเข้าถึงอารมณ์เพลงได้อย่างลึกซึ้ง เลยยิ่งพาให้คนฟังดำดิ่งไปกับบทเพลงตามเขาได้ดีไปด้วย

ส่วนของโปรดักชันก็อลังการงานสร้างกันสุด ๆ เวทีลูกเล่นตื่นตา ระบบเสียงดังกระหึ่มไม่ติดขัดตลอดงาน ไลต์ติ้งก็จัดเต็ม ชื่นชมการดีไซน์สเตจทุกสเตจเลย ฉลาดใช้ลูกเล่นของเวทีมาช่วยเสริมโชว์มาก ๆ การออกแบบฉาก ไลต์ติ้ง เอฟเฟ็กต์ทั้งพลุทั้งสโมค งานละเอียดมาก ๆ มันลงตัวไปหมด ไม่ใช่แค่เพื่อความสวยงาม แต่อาร์ตไดเรกชันทุกองค์ประกอบในแต่ละโชว์ล้วนมีความหมายและช่วยส่งเสริมคอนเทนต์ทั้งสิ้น จุดนี้แสดงให้เห็นได้ชัดเลยว่าเพอร์ฟอร์แมนซ์ของเขาถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถันและเป็นมืออาชีพขนาดไหน อาจจะฟังดูซ้ำซากแต่ต้องยอมรับจริง ๆ ว่าด้วยศักยภาพทั้งทางงานเบื้องหน้าและเบื้องหลัง G-Dragon ได้ก้าวข้ามการเป็นไอดอลไปสู่การเป็นศิลปินอย่างสมบูรณ์

สรุปแล้วก็ต้องบอกเลยว่าปลื้มทุกอย่างจริง ๆ ตั้งแต่คอนเทนต์อันเข้มข้น ยันการออกแบบเวที ระบบเสียง แสงสี เอฟเฟ็กต์ สนุกและตื่นตาตื่นใจไปตั้งแต่ต้นจนจบสมชื่อซูเปอร์สตาร์ตัวพ่อแห่งวงการเคป๊อป แม้ไม่ใช่แฟนเพลงหรือแฟนคลับของศิลปินหนุ่มคนนี้แต่หากมีโอกาสเราอยากแนะนำให้คุณลองไปชมคอนเสิร์ตของเขาดูสักครั้ง ไปเสพดนตรีดี ๆ เสพโชว์ที่รังสรรค์ขึ้นอย่างตั้งใจ รับรองว่าจะต้องได้ความประทับใจกลับไปแน่นอน

SHARE:
Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestShare on Google+Buffer this pageEmail this to someonePrint this page