จำได้ว่าเคยชอบ Coldplay หนักมากอยู่พักนึงช่วงอัลบั้ม Viva la Vidaฯ กับ Mylo Xyloto เพราะเพลงสนุก ๆ มันเยอะดี แต่ก็ค่อย ๆ จืดจางลงไปเพราะเกลียดความเนือยของอัลบั้ม Ghost Stories จนแทบลืมไปว่าเมื่อก่อนฟังบ่อยแค่ไหน ตอนออกอัลบั้ม A Head Full of Dreams ทีแรกก็ไม่ได้สนใจเลยจนกระทั่งอีตา Oliver Sykes นักร้องนำ Bring Me the Horizon ออกมาโวยวายว่าพี่ Chris Martin และคณะไปลอกไอเดียปกอัลบั้มมานั่นแหละ เลยกลับไปตามผลงานน้า ๆ แกอีกทีและพบว่า เออ กลับมาชอบอีกแล้ว

พอช่วงปีที่แล้วทราบว่าทางวงประกาศเอเชียทัวร์ A Head Full of Dreams Tour 2017 ออกมาแบบไม่มีกรุงเทพฯ รวมอยู่ด้วย (ก่อน BEC จะประกาศตามมาทีหลัง) ก็ไม่รออะไรทั้งนั้นแล้วครับ ลากแฟนกับเพื่อนมาตั้งแก๊งแล้วกดตั๋วคอนเสิร์ตที่สิงคโปร์กันโดยพลัน ซึ่งก็ต้องแย่งกันหนักทีเดียวเพราะการเปิดพรีเซลทุกรอบของโชว์ที่สิงคโปร์ขายหมดเกลี้ยงไม่เหลือแม้แต่ใบเดียวทั้งรอบของลูกค้า Citibank, สมาชิก Live Nation ไปจนถึงรอบบุคคลทั่วไป (กว่าผมจะแย่งบัตรมาได้ก็รอบคนทั่วไป) ฟีดแบ็คดีจนต้องประกาศเล่นที่สิงคโปร์เพิ่มอีกวัน ก็เลยกลายเป็นคนที่ซื้อรอบ 1 เมษา ได้ดูรอบสองไปแทนส่วนพวกที่ซื้อรอบเสริมอย่าง 31 มีนาได้เป็นคนตัดริบบิ้นเปิดทัวร์แรกของวงในปีนี้ (แอบเซ็งนิดหน่อยเหมือนกัน ไรฟะ! — แต่วงมีคิวต้องบินไปต่อ เพิ่มได้แค่วันก่อนหน้าอย่างเดียว)

(ถ่ายรูปคู่กับตั๋วหน้าสเตเดียมหน่อย)

สถานที่จัดครั้งนี้เป็น Singapore National Stadium เดินทางง่ายมาก มีสถานีรถไฟที่ออกมาโผล่ตรงหน้าเลย แถมอีกสถานีใกล้ ๆ กันก็เดินห่างออกไปแค่ราว ๆ 10 นาทีเท่านั้น (ถือเป็นเรื่องดีที่เมืองทองธานีกับสนามราชมังฯ บ้านเราควรมีบ้างได้แล้วครับ) การรับบัตรไม่มีปัญหาอะไร แค่เอาบัตรเครดิตกับพาสปอร์ตไปก็ได้มาครอบครองแล้ว หน้าสนามเป็นห้าง ของกินไม่ใช่ปัญหา บูทเสื้อวงแถวไม่ยาว ตัวละ 50 S$ กำลังรับได้ไม่แพงเกินไป ไม่ได้แย่งกันเอาเป็นเอาตายเหมือนตอนคอนเสิร์ต Guns N’ Roses ที่ดราม่ากัน แต่ปัญหามันอยู่ตรงที่ต้องต่อแถวรอเข้านานนานมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก มากจริง ๆ ครับ เพื่อนที่มาดูรอบ 31 มีนาฯ บอกเลยว่าต่อแถวนานกว่าสองชั่วโมง ส่วนของผมเองก็ยืนรอไปราวชั่วโมงเต็ม พลาดโชว์ของ Jess Kent วงเปิดที่มาทัวร์ด้วยกันไปอย่างน่าเสียดาย (เออ หวังว่าที่ไทยจะไปดูทัน)

ทัวร์นี้ไม่ได้ได้แค่บัตรคอนเสิร์ตครับ มีริสต์แบนด์กับเข็มกลัด Love Pin ให้คนละชิ้น ตัวหลอดไฟในริสต์แบนด์จะสว่างวาบขึ้นมาในแต่ละเพลงตามที่วงเซ็ตอัพไว้ ตรงนี้ต้องบอกว่าในโชว์โคตรอลังการ เพิ่งเคยเจองานทีเล่นกับแสงสีได้สนุกขนาดนี้ครั้งแรก

(มาจนได้!)

โดยส่วนตัวแล้วนี่เป็นการดู Coldplay ครั้งแรกครับ พอย้อนกลับไปดูว่ามาเล่นเมืองไทยปีไหน เทียบกับปีปัจจุบันแล้ว ก็ต้องบอกว่าพวกเขามีเพลงใหม่ ๆ มาใส่ในเซ็ตลิสต์แบบแตกต่างมากเลยทีเดียว ถ้าให้เดา บรรยากาศมันต้องไม่เหมือนการมาทัวร์ครั้งแล้วแน่นอนเพราะเพลงสนุก ๆ แบบที่ยุคนี้ฮิตกันมันยังไม่มี ก็ตื่นเต้นพอตัวเพราะรู้อยู่เต็มอกว่าจะได้ดูเพลงดังทั้งเก่าและใหม่แบบจัดเต็มแน่นอน

เปิดโชว์ด้วย “A Head Full of Dreams” สนุกสนานฮาเฮกระโดดโลดเต้นกันไป ก่อนที่จะเพิ่มความพีคให้ถึงขีดสุดกันแต่หัววันด้วย “Yellow” ที่ริสต์แบนด์ของทุกคนในงานส่องสว่างวาบเป็นสีเหลืองโดยพร้อมเพรียง (สวยมาก) แล้วก็บิ๊วเพิ่มด้วย “Every Teardrop is a Waterfall” แล้วก็ปล่อยเพลงดังตามออกมาเรื่อย ๆ ครับ ซึ้งบ้างสนุกบ้าง “The Scientist”, “Bird”, “Paradise” ยาวไป

(ออกมาเล่นให้ดูใกล้ ๆ บ้าง)

เสร็จแล้วพลพรรค Coldplay ก็ย้ายกายหยาบตัวเองมาที่ปลายด้านหน้าสุดของเวทีครับ ตรงนี้เล่นทั้งหมดสามเพลงคือ “Always in My Head”, “Princess of China” แล้วก็ “Everglow” ช้า ๆ พักผ่อนกันไป พอกลับไปยืนประจำตำแหน่งบนเวทีใหญ่เหมือนเดิมทีนี้ก็จัดเต็มกันแบบยาว ๆ ไปเลย เพลงดังมาเพียบ “Clocks”, “Charlie Brown”, “Hymn for the Weekend”, “Fix You” เห็นรายชื่อเพลงคงเดากันออกว่าช่วงนี้จะพีคแค่ไหนจัดมาแต่เพลงดังที่ทุกคนรอคอยทั้งนั้น (ทราบมาว่าช่วงเพลง “FY” มีคนขอแต่งงานกันหลายคู่ทีเดียว) แล้วก็มีคัฟเวอร์ด้วยหนึ่งเพลงเป็น “Heroes” งานดังของคุณปู่ David Bowies ผู้ล่วงลับ ฝรั่งข้างหลังที่เมามายก็เต้นกระจายกันไป

ช่วงท้ายของเซ็ตนี้ปิดกันแบบสนั่นสนามกีฬาด้วย “Viva la Vida” และ “Adventure of a Lifetime” จังหวะพอมาถึงสองเพลงนี้สภาพผมและมิตรสหายร่วมทริปก็ถอดรองเท้าเต้นกันอย่างบ้าคลั่งไปเรียบร้อย (ขนาดไม่เมานะครับ เบียร์มันแพง)

(ใกล้มากจนเอื้อมมือไปลูบคลำได้)

พอจบเซ็ตนี้วงก็วาร์ปมาโผล่ที่เวทีเล็กอีกอันด้านหลัง เซอไพรส์มากเพราะยืนอยู่แถวนั้นพอดี กลายเป็นว่าจากที่ต้องยืนดูไกล ๆ ก็ได้เห็นตีนกาพี่ Chris Martin และผองเพือน ทั้ง Johnny Buckland, Guy Berryman และ Will Champion กันแบบเต็มตา ตรงนี้เป็นเซ็ตเพลงเบา “In My Place” ซึ่งเป็นเพลงที่แฟนเพลงในเน็ตรีเควสต์กันเข้ามาเอง (โชว์วันก่อนหน้าเป็นเพลง “‘Til Kingdom Come” เท่ากับว่าพวกที่ดูเมื่อวานไม่ได้ดูเพลงนี้) แล้วก็เป็นเพลง “Don’t Panic” ที่พี่คริสแกแบ่งให้เพื่อนคนอื่นในวงร้องกันบ้าง และปิดท้ายเวทีเล็กด้วยเพลงพิเศษที่แต่งให้ชาวสิงคโปร์โดยเฉพาะ จบ

กลับมาที่เวทีใหญ่อีกครั้ง ส่งท้ายกันด้วย “Something Just Like This” เพลงที่ทางวงโผล่ไปทำร่วมกับ The Chainsmokers มา สนุกสนานกันได้ดีทีเดียว และเหมือนทางวงรู้ว่าคนยังร้องกันไม่ได้ก็เลยเปิด วิดีโอเนื้อเพลง บนจอยักษ์ให้ด้วย อ้อ ต้องบอกว่าแสงสีเสียงแต่ละเพลงอลังการงานสร้างแบบต่อเนื่องไม่มีหยุดเลยครับ ยิ่งกระดาษพ่นไฟปล่อยลูกบอลกันสนุกสนานตลอดเวลา ไม่มีคำว่าจืดแม้แต่น้อย (ถ้าเป็นอาหารก็ปลาเก๋าสามรสนี่แหละ) เพลงถัดมาคือ “A Sky Full of Stars” สนุกสนานเฮฮากันส่งท้าย ก่อนที่จะปิดโชว์ด้วย “Up & Up” กันไปอย่างสวยงาม

(ความฟรุ้งฟริ้งวิ้งว้าวของการแสดงสดครั้งนี้!)

ถือว่าเป็นโชว์ที่สีสันฉูดฉาดจัดจ้านและมีอารมณ์ให้เสพหลายแบบทีเดียวครับ ความสนุกมีครบ เพลงซึ้งเรียกน้ำตามาไม่ขาด ใครพลาดโชว์ที่กรุงเทพฯ ศุกร์นี้ไปผมบอกได้แค่ว่าเสียชาติเกิดแน่นอน ไว้พบกันหน้าเวทีอีกรอบเร็ว ๆ นี้ครับผม!

ป.ล. คนที่นี่ร้องตามกันได้ทุกเพลงทุกท่อนแบบจัดเต็มมาก คาดว่าเพราะใช้ภาษาอังกฤษกันเป็นปกติ เมืองไทยอย่าได้น้อยหน้าเชียวล่ะ!

ป.ล. #2 เห็นมีบัญชีให้แฟนเพลงของ Coldplay ในประเทศไทยไปรวมตัวพูดคุยกันหลายที่เหมือนกันครับ ถ้าเป็นเฟซบุ๊กก็ที่ Coldplay Thailand Fanclub ส่วนทวิตเตอร์ก็ที่ @ColdplayerTH จ้า

Charlie S.

Charlie S.

ผู้ร่วมก่อตั้ง/บรรณาธิการ (สมัครเล่น) แห่งเว็บไซต์ HEADBANGKOK ชอบฟังเพลงเมทัล แต่ก็ชอบฟังลุลาด้วย ที่บ้านเลี้ยงทั้งหมาและแมว แต่จริง ๆ ชอบเลี้ยงข้าว
Charlie S.
แชร์ : Share on FacebookTweet about this on TwitterShare on Google+Share on LinkedIn