ขอออกตัวก่อนว่าครั้งนี้เป็นการรีวิวการดูคอนเสิร์ตครั้งแรกของเรา ไม่เคยเขียนรีวิวที่ไหนมาก่อน ที่นี่เป็นที่แรกในชีวิต 

เรารอที่จะได้ดูคอนเสิร์ตของ Bring Me the Horizon มา 1 ปีเต็ม ๆ หลังจากประกาศที่จะมาเล่นคอนเสิร์ตที่เอเชียซึ่งสิงคโปร์เป็นที่เดียวที่จะมีโอกาสได้ดู กว่าจะมาถึงวันนี้ก็ผ่านอะไรมาเยอะ โดยทางวงมีการเลื่อนคอนเสิร์ตถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกเลยที่ประกาศคือวันที่ 28 มกราคม 2016 ที่ Scape Playspace แต่แล้วก็มีเหตุให้ต้องเลื่อนการแสดง เราก็เลยทำได้แค่ไปเที่ยวสิงคโปร์เฉย ๆ สงสารตัวเองมาก 55555 แต่รอแค่เดือนเดียวก็ประกาศวันแสดงใหม่ครั้งที่ 2 คือวันที่ 27 กันยายน 2016 สถานที่จัดคอนเสิร์ตคือ Fort Gate, Fort Canning Park ซึ่งพอเช็ควันที่แสดงถึงกับต้องทำใจเพราะวันนั้นเราไม่สามารถไปได้ ทำใจอยู่นานเลยค่ะ คือถ้าพลาดครั้งนี้ก็ไม่รู้จะได้ดูอีกเมื่อไหร่

จนกระทั่งไม่กี่วันก่อนจะถึงคิวของสิงคโปร์ ก็ได้รับอีเมลจากทางผู้จัดคอนเสิร์ตว่าต้องเลื่อนการแสดงอีกครั้งเพราะโอลิเวอร์นักร้องนำของวงเสียงหาย ระหว่างรอประกาศวันแสดงใหม่ก็ภาวนาขอให้ครั้งนี้เราว่างด้วยเถอะ ขอให้ได้ไปดู และสุดท้ายโอกาสก็มาถึงประกาศออกมาเป็น 2 กุมภาพันธ์ 2017 เอาล่ะ เตรียมตัวไปมันได้เลย และที่เซอร์ไพรส์มากคือ 3 สัปดาห์ก่อนวันคอนเสิร์ต มีประกาศจากทางผู้จัดและทางเพจทางการของวงว่าจะมีวงเปิดคอนเสิร์ต ลุ้นอยู่ได้ไม่นานก็เฉลยออกมาว่าเป็น While She Sleeps เหมือนเป็นความโชคดีในการที่คอนเสิร์ตเลื่อนถึง 2 ครั้ง เพราะไม่มีการประกาศแขกรับเชิญสำหรับวันที่แสดง 2 ครั้งแรก

The Wait is Over

มาถึงวันคอนเสิร์ตที่รอคอยมา 1 ปีเต็ม สถานที่จัดครั้งนี้คือ D’Marquee ซึ่งไกลมาก เดินทางเป็นชั่วโมงจากที่พักที่อยู่ใจกลางเมือง ต้องนั่ง MRT จนสุดสาย ฮอลล์ใหญ่น่าจะประมาณธันเดอร์โดมบ้านเรา มีลักษณะคล้ายโดมเล็ก ๆ คนดูส่วนใหญ่เริ่มมากันตั้งแต่เช้า เรามาถึงก็เกือบเที่ยง ๆ นั่งรอจนถึงประมาณบ่ายสามสตาฟก็เข้ามาจัดการแบ่งคิวออกเป็น 2 แถว ด้วยความที่บัตรคอนเสิร์ตมีการเปิดจำหน่าย 2 เว็บไซต์ สตาฟเลยแยกเหมือนเพื่อความสะดวกในการเช็ค แบ่งเป็นแถวที่ซื้อจาก SISTIC เป็นตั๋วคอนเสิร์ต กับแถวที่ซื้อจาก GIG-MERCH ที่ต้องเช็คชื่อกับสตาฟเพื่อรับกระดาษพันข้อมือ แล้วประมาณสี่โมงเย็นสตาฟก็พาไปตั้งแถวที่ใหม่ จุดนี้คือมั่วไปหมด คิวไม่เป็นคิว ที่พากันมาต่อตั้งแต่เช้าไม่มีความหมายเลย 5555 เราก็นั่งไปสักพักสตาฟก็มาฉีกตั๋วแล้วแจกกระดาษพันข้อมือ คือต้องพันเอง นั่งรอไปแบบงง ๆ สักพักประมาณครึ่งชั่วโมงก่อนประตูเปิด ฝนก็ดันมาตกอีก แล้วบริเวณที่สตาฟให้นั่งรอคือเป็นพื้นที่เปิด ที่ต่อแถวกันอยู่ก็พากันเข้าไปหลบฝน ทีนี้แหละมั่วยิ่งกว่าครั้งแรกอีกค่ะ ต่อแถวเพื่ออะไร? 5555 ก็ยืนหลบฝนรอรวม ๆ กันอยู่แถว ๆ นั้น แต่สตาฟก็ยังคงคอนเซปเดิมคือแยกคนที่ซื้อตั๋วจาก SISTIC กับ GIG-MERCH

จนถึงเวลา 6 โมงเย็นประตูเปิดให้เข้า ก็เดินไหล ๆ ตามกันไปที่ประตู ระหว่างทางก่อนที่จะไปถึงสตาฟเช็คโดยการให้ชูมือที่พันกระดาษอยู่ พอไปถึงหน้าประตูก็ตรวจกระเป๋าอีกที บอกตามตรงว่าเป็นการจัดการคอนเสิร์ตที่วุ่นวายมากที่สุดเท่าที่เคยเจอมา ถ้าเปรียบเทียบกับคอนเสิร์ตบ้านเราคือคนดูจะต่อคิวกันเองก็ต่อไป ถึงเวลาประตูเปิดแล้วจะจัดการทุกอย่างที่ประตูทางเข้า ไม่ว่าจะฉีกตั๋ว ปั๊มหมึกที่แขนหรือจะพันกระดาษให้ที่ข้อมือ อีกอย่างคือสตาฟแต่งตัวแบบไม่ได้นัดกันมาต้องสังเกตจากป้ายที่ห้อยคอ ซึ่งถ้าไม่สังเกตเห็นป้ายก็จะแยกระหว่างสตาฟกับคนดูไม่ออกเลย

Opening Act: While She Sleeps

แต่พอเข้ามาในฮอลล์คือลืมการจัดการของสตาฟก่อนเข้ามาไปหมดเลยค่ะ 5555 บรรยากาศระหว่างรอการแสดงเริ่มคือสนุกครึกครื้นมาก คนดูบิ้วอารมณ์กันสนุกมาก ด้วยการร้องเพลง Ole ole ole ole ole นึกว่ามาดูฟุตบอล 5555555 ซึ่งทุกคนพร้อมใจกันบิ้วและตามน้ำเหมือนคนรู้จักกัน และแล้วก็ถึงเวลาของ While She Sleeps วงเปิดการแสดง คนดูพากันตะโกนเรียก “While She Sleeps” เสียงดังมาก นึกว่ามาดูคอนเสิร์ตวงนี้ WSS เปิดคอนเสิร์ตมาด้วย Instrumental สั้น ๆ จังหวะมัน ๆ ประมาณ 1 นาที แล้วตามด้วยเพลง “Brainwashed” เพลงนี้เดือดมาก

ด้วยความที่เราอยู่บริเวณหน้าเวทีเลยไม่รู้ว่าคนดูข้างหลังกับกลางฮอลล์เล่นอะไรกันบ้าง แต่ที่แน่ ๆ คือมอชพิทและเซิร์ฟกันหนักหน่วงมากทั้งผู้หญิงผู้ชาย เพลงนี้เพลงเดียวเซิร์ฟผ่านหัวเราไป 2-3 คน แล้วก็ตามมาด้วยเพลง “This is the Six” ผ่านไปไม่ถึง 10 นาที คนดูผู้หญิงที่อยู่ข้างหน้าเราขอให้การ์ดยักษ์ยกออกไปเกือบ 10 คนน่าจะได้ มันโหดจริงทั้งศิลปินและคนดู ต่อด้วย “Death Toll” หลังจบเพลงนี้ก็มีการแนะนำตัว ทักทายคนดูนิด ๆ หน่อย ๆ แล้วตามมาด้วย Instrumental สั้น ๆ ต่อด้วยเพลง “New World Torture”, “Civil Isolation” (เพลงอัลบั้มใหม่), “Seven Hills”, “Hurricane” (เพลงอัลบั้มใหม่อีกเพลง)

และสุดท้ายก็ปิดโชว์ด้วยเพลง “Four Walls” โดยรวมแล้วเป็นโชว์เปิด 40 นาทีที่เราประทับใจมากสุด ๆ ประทับใจตั้งแต่เซ็ตลิสต์ที่เลือกมาเล่น 8 เพลงที่มันหยดย้อยมาก สนุกจนลืมเวลา สนุกจนไม่อยากให้ลงจากเวที เล่นสดดีมากสมคำล่ำลือจนทำให้รู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็ว ตั้งแต่เพลงแรกยันเพลงสุดท้ายที่เลือกมาเล่น จริง ๆ แอบหวังอยากให้เล่นเพลง “Our Legacy” แต่เซ็ตลิสต์ที่จัดมาคือดีมาก ๆ โชว์ต่อเนื่องไม่มีสะดุด แถมได้ฟังเพลงใหม่จากอัลบั้ม You Are We อีก 2 เพลง ถือว่าคุ้มค่าเกินค่าบัตรที่จ่ายไปแล้ว มีช่วงหนึ่งที่ลอว์เรนซ์ลงมาจากเวทีมาเล่นเซิร์ฟกับคนดูข้างล่าง ซึ่งเราก็มองไม่เห็นเพราะอยู่อีกฝั่ง

Headline: Bring Me the Horizon

หลังจากจบโชว์ของวงเปิดอย่าง While She Sleeps แล้วก็รอสตาฟเซ็ตเครื่องดนตรีของบริงมีฯ ประมาณครึ่งชั่วโมงน่าจะได้ และแล้วเวลาที่รอคอยก็มาถึงกับวงที่ตั้งใจจะมาดู เสียงกรี๊ดในฮอลล์ดังมาก ต้อนรับการออกมาของฟรอนต์แมนหน้าหล่อและเหล่าเพื่อนรักนักดนตรีที่กลับมาเล่นคอนเสิร์ตที่เอเชียครั้งนี้ด้วยหุ่นที่เฟิร์มขึ้นมากทั้งวง โดยเฉพาะโอลิเวอร์กับแมตต์ คีน บริงมีฯ เปิดโชว์มาด้วยเพลง “Happy Song” จังหวะเชียร์สนุก ๆ แสงสีเสียงที่อลังการ สลับกับภาพวิชวลเอฟเฟกต์ด้านหลังที่เคยเห็นผ่านคลิปมาแล้วแต่ก็รู้สึกประทับใจ ถือว่าเปิดโชว์ได้ดีมาก ๆ

โดยส่วนตัวเราไม่รู้สึกตื่นเต้นกับเซ็ตลิสต์มาก เพราะรู้อยู่แล้วว่าจะเล่นเพลงอะไรบ้าง ซึ่งเซ็ตลิสต์ไม่ต่างกับทุก ๆ ที่ ๆ วงได้ไปเล่น จากนั้นตามด้วยเพลง “Go to Hell…”, “Wolves”, “Avalanche”, “Shadow Moses” เล่นต่อกันแบบรวดเดียว หลังจากนั้นโอลิเวอร์ก็ทักทายคนดูเล็ก ๆ น้อย ๆ ก่อนต่อด้วยเพลง “Chelsea Smile” ที่แค่เริ่มร้องก็สะใจแล้ว ตื่นเต้นตั้งแต่ได้ยินโอลิเวอร์ screaming ท่อน “I’m gonna keep it!” ปล่อยของแบบไม่มีกั๊ก เพลงนี้คนดูเดือดมาก ร้องกันเสียงดังสุด ๆ ช่วงกลางมีเล่นมอชพิทกันแบบเบา ๆ แถมโอลิเวอร์ยังสั่งให้คนดูนั่งลงช่วงท้ายเพลงหลังท่อน “Why would he believe in me?” ก่อนหมดท่อนบรรเลง ก็นับถอยหลัง 3 2 1 Jump สั่งคนดูให้ลุกขึ้นโดดไปพร้อมกันทั้งฮอลล์ในท่อนสุดท้ายของเพลง ถือเป็นเพลงที่เราประทับใจมากที่สุด เพราะตั้งใจอยากมาฟังโอลิเวอร์ screaming แบบถึงพริกถึงขิงชัด ๆ ไม่ต้องแอบ และก็ไม่ทำให้ผิดหวัง

มาถึงเพลงที่เหมือนเป็นไฮไลท์ “Follow You” แค่ดนตรีขึ้นเสียงกรี๊ดก็ดังกระหึ่มแล้ว ร้องกันได้ทุกคน และร้องเสียงดังมาก ตามด้วยเพลง “Sleepwalking”, “Doomed”, “CYFMH” เพลงนี้โอลิเวอร์ปล่อยให้คนดูร้องเยอะมาก ช่วงท่อน “I’m scared to get close and I hate being alone…” ร้องเสียงดังและพร้อมเพรียงกันมาก เป็นช่วงที่เราประทับใจมาก ๆ อีกช่วงหนึ่ง ตามด้วย “Antivist”, “Throne” ก่อนจะหายไปหลังเวทีประมาณ 2 นาที ให้คนดูได้ตะโกน “One more song!” เรียกวงออกมาทำการแสดงอีกครั้ง และก็มาถึงช่วงสุดท้ายของคอนเสิร์ต Encore 3 เพลงปิดท้ายโชว์ “True Friends”, “Oh No” และอีกหนึ่งเพลงไฮไลท์ที่ร้องกันกระหึ่มมาก “Drown” ที่โดดปิดท้ายกันอย่างเต็มที่ เป็นโชว์ 1 ชั่วโมง 15 นาที ที่รู้สึกได้ว่าโอลิเวอร์เตรียมร่างกายมาดีมาก สำหรับเสียงร้องที่แอบลุ้นอยู่เหมือนกัน แต่ก็เอาอยู่และทำให้คนดูสนุกจนถึงเพลงสุดท้าย ด้วยเซ็ตลิสต์ที่มีทั้งเพลงเก่าและเพลงใหม่อย่างละครึ่งคือก็ไม่หนักไปซะหมดหรือเบาไปซะหมด มีช่วงให้เล่นมอชพิทได้เต็มที่และโดดอยู่กับที่พักเหนื่อย

โดยรวมแล้วเป็นโชว์ที่เราประทับใจมาก ๆ ทั้ง 2 วง BMTH ได้วงเปิดที่ดีอย่าง WSS ช่วยบิ้วอารมณ์ของคนดูได้ดีมาก ๆ ถือว่าจัดเซ็ตลิสต์ได้ดี ทั้งเพลง แสงสี ภาพวิชวลเอฟเฟกต์ที่เข้ากันในทุกเพลง แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับเลยว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้คอนเสิร์ตนี้สนุกคือไม่ใช่แค่ตัวศิลปิน แสง สี เสียง ที่ประทับใจ แต่คือแฟน ๆ ที่ไปดู ร้องตามได้ดังทุกเพลง มีส่วนร่วมกับทุกเพลง สนุกไปกับทุกเพลง โดดกันมันทุกเพลง เหมือนมาด้วยกัน การเล่นมอชพิทที่ถือว่าส่วนใหญ่มีมารยาทมาก ๆ สำหรับแฟนเพลงผู้หญิงถ้าเซฟตัวเองเป็นก็แทบจะไม่ได้รับการบาดเจ็บเลย เพราะด้านหลังเราก็แทบจะมีแต่ผู้ชาย เล่นกันเต็มที่มาก แต่ก็ช่วยเซฟเรามาก ๆ เหมือนกัน คอยดันหลังให้ ต้องขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ค่ะ

After the Show

พอหลังจากจบคอนเสิร์ตก็ไปต่อแถวซื้อ merch ของบริงมีฯ ข้าง ๆ กันนั้น WSS ก็มาขายเสื้อ แจกลายเซ็น ให้ต่อแถวถ่ายรูปได้อย่างใกล้ชิด ด้วยความที่รีบกลับเราเลยไม่ได้อยู่รอ น่าเสียดายที่ได้แต่ถ่ายรูปห่าง ๆ

หลังจากจบคอนเสิร์ตครั้งนี้ก็หวังว่าจะมีโอกาสได้ดูการแสดงดี ๆ ของทั้ง 2 วงอีก ที่แน่ ๆ คือ While She Sleeps ที่จะมีคอนเสิร์ตที่ไทยในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า แน่นอนว่าจะไม่ควรพลาด เล่นสดได้สุดจริงสมคำล่ำลือค่ะ

podchaporn

podchaporn

ชื่ออ่านยาก นอกจากชอบอยู่บ้าน ก็ชอบดูคอนเสิร์ต
podchaporn
SHARE:
Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestShare on Google+Buffer this pageEmail this to someonePrint this page