สวัสดีครับชาว Headbangkok ทุกท่าน นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้พบกัน ณ พื้นที่แห่งความเดือดนี้และหวังว่าจะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายนะครับ 55555 ผมนาย EarthG ที่ขณะนี้ประจำการอยู่ ณ เมืองลีดส์ ประเทศอังกฤษเพื่อมาศึกษาต่อ จึงถือโอกาสนี้ตระเวนดูคอนเสิร์ตมากมายและด้วยความคันไม้คันมือก็มารีวิวให้ได้อ่านกันซะหน่อย ฝากเนื้อฝากตัวฝากเลือดเอาไว้ด้วยนะครับผม

คอนเสิร์ตที่พามาเดือดร่วมกันในวันนี้คือ Cannibal Corpse ตำนานความโหดลากไส้จากเมืองเมืองบัฟฟาโล นิวยอร์ก ที่เดินทางมาทัวร์เพื่อโปรโมตอัลบั้มใหม่กัน ณ เกาะอังกฤษ แถมพ่วงอีกสองวงรุ่นหลังที่จริง ๆ แล้วเป็นเฮดไลน์กันได้สบาย ๆ อย่าง The Black Dahlia Murder และ In Arkadia มาร่วมกระทำชำเราด้วย โห แค่เห็นไลน์อัพแบงค์ปอนด์ในมือก็สั่นพั่บ ๆ แล้ว

 

 

จริง ๆ แล้วรู้การมาเยือนของวงก่อนหน้าคอนเสิร์ตแค่สองวันโดยบังเอิญ เพราะไปซื้อของกินที่ซุปเปอร์มาเก็ตแล้วเดินไปเปิดนิตยสาร Planet Rock อ่าน ถึงได้เห็นโฆษณา ซึ่งหลายครั้งที่ผมได้ทราบข่าวการมาเยือนของวงต่าง ๆ ที่ประเทศนี้ด้วยวิธีบังเอิญแบบนี้แหละครับ ด้วยความที่วงจากทั่วโลกเดินทางมาเยอะมาก ๆ ข่าววงดนตรีจากเฟซบุ๊กหรือ เว็บขายบัตรต่าง ๆ มีให้เห็นกันละลานตา ก็ต้องอาศัยดวงกันซะหน่อยครับ หลายครั้งที่พลาดหลาย ๆ วงไปก็เสียดายเหมือนกัน

พอเห็นข่าวแล้วก็กดจองบัตรหน้าเว็บ แล้วก็จองตั๋วรถไฟไปที่เมืองแมนเชสเตอร์ ซึ่งห่างจากลีดส์ เมืองที่ผมอยู่ประมาณ 50 นาที ค่าบัตรก็กลาง ๆ ครับ อยู่ที่ 23 ปอนด์หรือพันนิด ๆ ครับ ส่วนค่ารถไฟไปกลับก็อยู่ที่ 14 ปอนด์หรือหกร้อยกว่าบาท เสร็จเรียบร้อยก็เตรียมตัวรอโดนกระซวกไส้อย่างสบายใจ

คอนเสิร์ตนี้เล่นที่ O2 Ritz ครับ ซึ่งเป็นเวนิวขนาดกลาง ดูจากสายตาแล้วบรรจุคนได้ประมาณพันคนนิด ๆ ผมเข้าไปถึงด้านในก็ประมาณทุ่มยี่สิบครับ คนยังเบาบางอยู่ ที่หน้ารั้วมีแฟนเพลงเตรียมโดนเชือดก่อนหน้าชาวบ้านอยู่สามแถว รอได้ประมาณสิบนาที วงน้องเล็กอย่าง In Arkadia จากประเทศฝรั่งเศสก็ถืออาวุธพร้อมมือ เข้าพื้นที่บนเวทีอย่างพร้อมเพรียง

 

 

In Arkadia วงนี้มีนักร้องนำสองคนครับ ซึ่งก็ทำหน้าที่กันได้อย่างแข็งแกร่ง มือกีตาร์กับมือกลองทาหน้าสีดำ เท่มาก ๆ มือเบสเล่นมือซ้าย ถือว่าเป็นส่วนผสมของวงดนตรีที่แปลกตาดี ทุกคนทำหน้าที่กันได้อย่างยอดเยี่ยม ทีมเวิร์คแกร่ง ผมมองซ้ายมองขวาก็เห็นบางคนใส่เสื้อวงนี้มาเชียร์กันด้วย อย่างที่บอกครับ ไลน์อัพทัวร์นี้ดีมาก ๆ ทุกวงสามารถเป็นเฮดไลน์ได้ทุกวง แต่ราตรีอาจจะยังเยาว์ไปหน่อย ผู้ชมยังไม่ตื่นตัวกันมากนัก ยืนโยกหัวในพื้นที่ส่วนตัวกันอยู่และยังไม่มีการกระทบกระแทกทางด้านร่างกายใด ๆ ทั้งสิ้น

 

 

วงแรกเล่นได้สี่สิบนาทีก็โบกมือไป ส่วนวงที่สองไม่ต้องพูดให้มากความครับ The Black Dahlia Murder แค่อินโทรเพลงแรกขึ้นมายังไม่ทันได้ห้าวินาที วงกลมตรงกลางก็เปิดออกอย่างรวดเร็วนาย Trevor Strnad นักร้องร่างใหญ่ของวงก็พกแว่นอ่านหนังสือขึ้นมาบนเวทีด้วย แสดงออกได้ชัดเจนว่าเป็นผู้ชายอารมณ์ดี ส่วนสมาชิกท่านอื่น ๆ ก็ทำหน้าที่ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง โดยเฉพาะ Brandon Ellis มือกีตาร์น้องใหม่ของวงซึ่งดูจากหน้าอันหล่อเหลาและทรงการเล่นกีตาร์แล้ว เหมือนหลุดมาจากวงแฮร์แบนด์ก็ไม่ปาน เดือดกันได้เกือบชั่วโมง ตอนนี้พื้นที่หน้าเวทีก็กลายเป็นห้องเชือดโดยสมบูรณ์แบบ รอแค่การมาของมือสังหารเท่านั้น

ผมใช้โอกาสการเปลี่ยนวงและความเป็นเอเชียตัวเล็กนี่แหละครับ มุด ๆ ไปได้จนถึงรั้วกั้นหน้าเวทีเลย โดยเลือกจุดคือหน้าตู้แอมป์เบสเพราะอยากใกล้ชิดกับตำนานอย่าง Alex Webster ซึ่งดูแล้วแกก็เป็นพระเอกของงานจริง ๆ เพราะแค่ทีมงานยกเบสเปื้อนเลือดของแกมาตั้งบนเวที คนก็กรี๊ดกันลั่นฮอลล์แล้ว

รอได้อยู่ยี่สิบนาที ไฟบนเวทีก็ปิดลง ผมยืนให้ตัวลีบที่สุดเพื่อลดแรงปะทะครับบอกตรง ๆ ว่าจุดนั้นแอบกลัวเหมือนกัน 5555555

 

 

สมาชิกเดินกันขึ้นมาบนเวทีอย่างนิ่งเงียบสมกับเป็นรุ่นใหญ่ ไม่ต้องมีเพลงเปิดตัวใด ๆ ทั้งสิ้น ไฟเปิดอีกครั้ง George “Corpsegrinder” Fisher ก็ถือมีด เอ้ย ไมโครโฟนพร้อมแล้ว กลองนับสี่ปุ๊บ ท่าควงหัวกังหันลมหรือเฮลิคอปเตอร์ในตำนานของแกก็ปั่นให้เห็นอยู่ตรงหน้า สร้างความปลื้มปริ่มให้ผมและแฟนเดนตายคนอื่น ๆ ยิ่งนัก

เพลงที่หยิบมาเล่นก็เปิดด้วยเพลงจากอัลบั้มใหม่ก่อนเลย ทั้ง “Code of the Slashers”, “Only One Will Die” และ “Red Before Black” ซึ่ง ณ จุดนั้นไม่ว่าเพลงอะไรก็ตาม แฟนเพลงทุกคนก็พร้อมอ้าแขนให้ทางวงเปิดแผลกันอย่างพร้อมหนัา ด้วยความที่ผมอยู่หน้าสุด ก็ไม่ได้เห็นว่าวงมอชตรงกลางใหญ่แค่ไหน แต่จะทราบถึงการมาของมนุษย์เซิร์ฟทั้งหลายอยู่เนือง ๆ เพราะตามกฎแล้ว ใครที่เซิร์ฟก็จะต้องถูกยกมาข้างหน้าให้พี่การ์ดเวทีเอาลงให้ครับ มันก็จะมีการบินผ่านหัวผมอยู่ตลอดทั้งงาน

พี่การ์ดที่งานก็น่ารักมาก ๆ ครับ ช่วยเหลืออย่างดี แถมมีการเอาน้ำมาป้อนเข้าปากให้เรื่อย ๆ สำหรับแฟน ๆ หน้าเวทีกันเป็นลมกันด้วย

 

 

ทางวงก็จะยืนเล่นกันนิ่ง ๆ ตามสไตล์ครับ จะให้ไปวิ่งพล่านแบบรุ่นใหม่ ๆ คงไม่ใช่ แต่ถึงกระนั้น เสียงดนตรีที่ออกมานี่ไม่ได้นิ่งตามเลย โหด เถื่อน รุนแรง โดยเฉพาะลุง Alex Webster ขวัญใจแม่หม้ายก็ยืนก้มหัวผมปิดหน้าตามภาพที่เราคุ้นเคย โคตรเท่ครับ

เป็นที่น่าสังเกตุว่าทางวงเลือกจะไม่ใช้ไฟเปิดสลับเยอะในโชว์เลย คือเรียกได้ว่าแทบจะเปิดค้างเป็นสีชมพูและฟ้าตลอดทั้งโชว์ ซึ่งคลาสสิคมาก ๆ และถ้าไม่รุ่นใหญ่จริงทำแบบนี้ก็เอาไม่อยู่นะครับ แต่นี่ซัดกันด้วยดนตรีล้วน ๆ นับถือครับ

ส่วนเรื่องของเซ็ตลิสต์แห่งความตายนั้น วงก็เชือดกันด้วยเพลงที่เก่าขึ้นเรื่อย ๆ สลับเก่ากลาง ๆ สมใจแฟนเพลงหล่ะครับ ช่วงกลาง ๆ ถึงท้ายนี่มาหมด ทั้ง “Make Them Suffer”, “I Cum Blood”, “A Skull Full of Maggots” โดยในเพลง “Stripped, Raped and Strangled” นั้นได้ Trevor Strnad จาก The Black Dahlia Murder ขึ้นมาแจมด้วย

 

 

ส่วนเพลงสุดท้ายจะเป็นอะไรไปไม่ได้ นอกจาก “Hammer Smashed Face” ในตำนาน โดนฆ้อนตอกกันไปถ้วนหน้าสมใจอยากครับงานนี้ ไม่มีอังกอร์ใด ๆ ทั้งสิ้น และดูเหมือนทางวงจะมีปัญหาอะไรซักอย่างด้วยทำให้ดูเหมือนจะตัดจบค่อนข้างไว พอสิ้นโน้ตตัวสุดท้ายจากวงปุ๊บ เพลงและไฟก็ถูกเปิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

เรื่องน่าตื่นเต้นอีกอย่างคือ พอผมเดินออกจากฮอลล์ไปที่ทางออกปุ๊บ นาย George Fisher นักร้องนำของวงก็วิ่งสวนแฟนเพลงไปที่รถบัสทัวร์ของวงอย่างเร่งรีบ เหมือนมีปัญหาอะไรซักอย่าง ซึ่งแกก็มีวิ่งชนแฟนเพลงบางคนซึ่งก้มหน้าเล่นมือถืออยู่หน้าฮอลล์ด้วย แต่แฟนเพลงเจ้ากรรมคนนั้นกลับไม่รู้ว่านักร้องคนโปรดของตัวเองเพิ่งชนตัวเองไป เพราะก้มหน้าเล่นมือถืออยู่ครับ ก็เป็นภาพที่ฮาดีเหมือนกัน

 

ผมนาย EarthG ก็ขอจบการรีวิวการโดนกระซวกตลอดสามชั่วโมงของผมไว้ตรงนี้ครับ ถ้ามีโอกาสในภายภาคหน้าคงจะได้เจอกันอีก เพราะยังมีอีกหลายวงเลยที่ได้จองตั๋วเอาไว้ ณ เกาะอังกฤษแห่งนี้และอยากจะมาแชร์ประสบการณ์ให้ได้อ่านกันจริง ๆ ใครที่อ่านมาถึงตรงนี้ก็ขอบคุณมาก ๆ ครับ \m/

อดีตดีเจร็อกชื่อไม่ดัง/จริงๆแล้วอยากเป็นนักร้อง/ชอบดูหนังดูคอนเสิร์ต/ตอนนี้อยู่ประเทศอังกฤษ/แต่อยากกลับไทยไปเป็นนักจัดคอนเสิร์ตและมีซิงเกิลกับเขาบ้าง