และแล้วก็มาถึงฉากสุดท้ายที่ไม่มีใครอยากให้มาถึงของวงดนตรีป๊อปพังก์ที่ชื่อว่า Yellowcard โดยตลอดระยะเวลาร่วม 20 ปีที่อยู่ในวงการดนตรีพวกเขาได้สรรค์สร้างผลงานดี ๆ ออกมามากมายเช่นเดียวกันกับงานสตูดิโออัลบั้มลำดับที่สิบ (และเป็นอัลบั้มชุดสุดท้าย) ที่ใช้ชื่อวงมาเป็นชื่ออัลบั้มอีกด้วย

หากลองย้อนไปดูประวัติต่าง ๆ ก็จะพบว่าทางวงเคยมีการพักวงกันในระหว่างปี พ.ศ. 2551-2553 กันมาครั้งนึงแล้ว ฉะนั้นการยุบวงหน (ที่กำลังจะถึง) นี้ คงเป็นเรื่องที่ช็อกแฟนเพลงไม่น้อย แต่ก็นับว่าพวกเขายังมีเมตตาอยู่บ้างโดยการประกาศให้ชาวโลกรับรู้แบบแมน ๆ กันไปเลยว่าอัลบั้มนี้จะเป็นชุดสุดท้ายพร้อมกับมีเวิลด์ทัวร์ทิ้งทวนส่งท้ายอีกครั้งนึงด้วย

ส่วนด้านเนื้อหาของอัลบั้มนี้ก็ไม่ผิดไปจากที่คาดเท่าไรนัก เนื่องจากเป็นอัลบั้มปิดตำนานของพวกเขา และสิ่งที่พวกเขาต้องการสื่อสารนั่นก็คือ “การบอกลา” กับแฟนเพลงที่สนับสนุนพวกเขาตลอดมา ซึ่งถ้าหากนำเพลงจากอัลบั้มนี้ไปเล่นสด เชื่อเหลือเกินว่าคงมีน้ำตาซึมกันเป็นแถวแน่ ๆ

Track-by-track review:

1. “Rest in Peace”: ซิงเกิลแรกที่ปล่อยออกมาเรียกน้ำตาไปก่อนหน้า มาพร้อมกับจังหวะกลาง ๆ เมโลดี้ติดหูคลอไปกับเสียงไวโอลินสวย ๆ (อี๊แอ่ ๆ ) ผนวกกับท่อนโซโล่ติดสำเนียงฮาร์ดร็อกเก๋า ๆ จาก Ryan Mendez มือกีตาร์คนเก่ง (ซึ่งพี่แกรับผิดชอบในส่วนของอาร์ตเวิร์กอัลบั้มชุดนี้ด้วย)

2. “What Appears”: เปลี่ยนมาเป็นจังหวะโยก ๆ ดูบ้าง มีกลิ่นของดนตรี Industrial เข้ามาแบบจาง ๆ ท่อนคอรัสติดหูในแบบเท่ ๆ ที่ไม่ค่อยจะเห็นในงานของ YC เท่าไรนัก

3. “Got Yours”: กลับมาย่ำป๊อป-พังก์แนวถนัด ริฟฟ์กีตาร์ง่าย ๆ ทำให้เพลงนี้ดูดีขึ้นจม ซึ่งเราสามารถคาดหวังและคาดเดาเพลงสไตล์นี้จาก YC ได้อยู่แล้ว

4. “A Place We Set Afire”: เพลงช้าเท่ ๆ แบบอัลเทอร์ยุค 90’s ก็มีมาให้เสพ พร้อมด้วยเนื้อเพลงจากปลายปากกาของ Ryan Key ที่ยอมรับว่าฟังรอบแรกถึงกับมีน้ำตา เสียงไวโอลินของ Sean ยิ่งช่วยให้เพลงนี้บาดลึกเข้าไปอีก ฟังเพลงนี้จบก็คิดว่า Jimmy Eat World น่าจะได้คู่แข่งตัวฉกาจเพิ่มมาอีกวงแล้วล่ะ

5. “Leave a Light On”: บัลลาดเปียโนที่เผยให้เห็นอีกด้านของ Ryan Key ที่ทำออกมาได้หม่นหูไปกับเนื้อหาที่ออกจะดูส่วนตัวด้วย เรียกได้ว่าถ้า YC จบตำนานไป เฮียคีย์เองก็ยังน่าจะไปต่อในฐานะนักร้องเดี่ยวได้เหมือนกัน

6. “The Hurt is Gone”: อีกหนึ่งซิงเกิลที่ปล่อยไปให้ฟังซักระยะแล้ว มาในคราบอะคูสติก-ร็อก ที่มีเนื้อหาเชิงเปรียบเปรยได้น่าฟังมาก ๆ พาร์ทดนตรีดูผ่อนคลายตามอารมณ์เพลงที่อยากจะสื่อให้ได้ฟัง จนสุดท้ายกินเวลายาวไปกว่า6นาที

7. “Empty Street”: งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา ดูจะเป็นนิยามที่เหมาะกับเพลงนี้ที่สุด การจะบอกลาอะไรสักอย่างบางทีมันก็ต้องพูดกันตรง ๆ แบบนี้แหละ พาร์ทดนตรียังเป็นเพลงช้า ๆ ที่มีกลิ่นสเตเดียมร็อกจากอัลบั้มที่แล้วมาช่วยเพิ่มความล่องลอยได้อีกชั้น

8. “I’m a Wrecking Ball”: อีกเพลงที่เซอร์ไพรส์มาก ๆ (พี่คีย์กล่าวติดตลกไว้ว่า “ผมแต่งเพลงนี้ไว้นานแล้วก่อนที่เพลง ‘Wrecking Ball’ ของเจ้ไหม Miley Cyrus จะดังเสียอีก”) ทิศทางดนตรีที่ไม่คิดว่าจะหาฟังได้จากพวกเขา อะคูสติก/คันทรี่ ที่ถ่ายทอดกันไว้ได้ฟีลมาก ๆ ไม่ว่าจะด้วยเนื้อหาที่เหมือนนั่งฟังคู่สนทนาเล่าอะไรไปเรื่อย ได้อารมณ์ผิงไฟอยู่หน้าเตาพร้อมจิบไวน์ไปด้วย (เป็นไงฟะ ไม่เคยลองเหมือนกัน แต่รู้สึกแบบนั้นจริง ๆ)

9. “Savior’s Robes”: เป็นอีกเพลงที่มาในซาวนด์ยุคเก่า ที่แฟน ๆ คุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว กับไลน์กีตาร์สวย ๆ จาก Mendez เจ้าเก่า ในขณะที่เสียงร้องของ Key ยังได้มาตรฐานตามที่ควรจะเป็น มีแอบใช้ซาวนด์จากเอฟเฟ็กต์เพื่อให้ดูหลอน ๆ นัยว่าอาจเป็นการทดลองอะไรใหม่ไปด้วย

10. “Fields & Fences”: แทร็คปิดท้ายสั่งลากันอย่างเป็นทางการ พาร์ทดนตรีอะคูสติกเจือด้วยเสียงแมนโดลินก่อนที่ในช่วงครึ่งหลังจะกลายสภาพเป็นอัลเทอร์แบบเหงา ๆ เต็มแบนด์ และถูกโอบล้อมด้วยบรรดาเครื่องสายนานาชนิดที่ควบคุมโดย Sean มือไวโอลินของวง เป็นอันจบฉากสุดท้ายของอัลบั้มได้อย่างหมดจด

นี่อาจไม่ใช่อัลบั้มที่ดีที่สุดของพวกเขา แต่นี่คืออัลบั้มที่มีความหมายที่สุดต่อแฟนเพลงของ Yellowcard ทุก ๆ คนอย่างไม่ต้องสงสัย

จากนี้ไปก็ได้แต่ขอให้สมาชิกในวงทุกคนประสบความสำเร็จกับเส้นทางที่วางไว้นะครับ ถึงแม้จะยังเสียดายไม่หายที่ไม่เคยได้มาทัวร์คอนเสิร์ตที่เมืองไทยเลย (ยังแอบหวังอยู่ถึงรู้ว่าทำได้แค่หวัง)

ท้ายนี้หากท่านใดสนใจอัลบั้มนี้ตามไปอุดหนุนให้กับพวกเขาเป็นครั้งสุดท้ายได้ที่ merchnow.com/catalogs/yellowcard

SHARE:
Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestShare on Google+Buffer this pageEmail this to someonePrint this page