การใช้สื่อโซเชียลกับแวดวงดนตรีทุกวันนี้ดูจะเป็นของคู่กันไปเสียแล้ว ซึ่งวง As It Is ที่ผมกำลังจะพูดถึงก็แจ้งเกิด (แบบเงียบ ๆ) โดยการคัฟเวอร์เพลงดัง รวมถึงอัพเดทงานเพลงของตัวเองผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ และก็ไปเตะตาค่ายเพลงอย่าง Fearless Records เข้าจนได้ออกสตูดิโออัลบั้มมาแล้ว 2 ชุดด้วยกัน ซึ่งเท่าที่ได้ฟังมาบ้างวงนี้จะยืนพื้นด้วยป๊อปพังก์ใส ๆ (ที่เอนไปทางป๊อปซะมาก) ซึ่งออกจะดาด ๆ เสียด้วยซ้ำ แต่ยังพอจะมีซาวด์แบบอีโมก้อง ๆ จาง ๆ ให้เป็นข้อแตกต่างอยู่บ้าง

ครั้นจะกลับมาในงานชุดใหม่ The Great Depression นี้ด้วยซาวด์แบบเดิม ๆ ก็กลัวจะโดนด่าหรืออย่างไรไม่ทราบ พวกเขาจึงจัดการยกระดับซาวด์วงตัวเองมาเป็นอีโมป๊อปพังก์อย่างที่เคยเป็นที่นิยมมาก ๆ ในช่วงประมาณปี 2004-2007 ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่จนเกิดคาดเดาอาทิ ริฟฟ์กีตาร์สวย ๆ เน้นวางไลน์ซ้อนกันเป็นชั้น ๆ เมโลดี้และสไตล์การร้องแบบกร้าว ๆ แฝงไปด้วยอารมณ์ และที่ขาดไม่ได้กับแฟชั่นเสื้อผ้าหน้าผม ต้องบอกว่าหนุ่ม ๆ กลุ่มนี้พาเราย้อนเวลาไปได้ครบทั้ง รูป รส กลิ่น เสียง จริง ๆ

อัลบั้มนี้แอบเป็นคอนเซ็ปต์อัลบั้มเล็ก ๆ ที่ว่ากันด้วยเรื่องโรคซึมเศร้า (ซึ่งส่วนตัวคิดว่ายังไม่ชัดเจนพอแต่ก็ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี) พวกเขาเริ่มพาคุณดำดิ่งด้วยไตเติ้ลแทร็ก “The Great Depression” ฟังหนักแน่นกว่างานเก่า ๆ ขึ้นมาอย่างชัดเจน เมโลดี้ชวนดาร์คนิด ๆ, “The Wounded World” คร่ำครวญกับเมโลดี้สุดติดหูอย่างหนัก พร้อมท่อนเบรกโชว์ความอีโมแต่พองาม, “The Stigma (Boys Don’t Cry)” ซิงเกิลแรกที่บ่งบอกภาพรวมของอัลบั้มได้ชัดเจนสุด ๆ เนื้อหาปลอบประโลมคนที่โดนรังแก จงเข้มแข็งซะ เพราะผู้ชายไม่ร้องไห้โว้ย! ด้านภาคดนตรีเป็นจังหวะกลาง ๆ แทรกลูกแทปปิ้งพอหวือหวา, “The Handwritten Letter” อินโทรด้วยไลน์กีตาร์คู่สุดเท่และโคตรป๊อป จังหวะชวนโยก ท่อนคอรัสติดหูง่ายย่อยง่าย

“The Reaper” เดี๋ยวจะหาว่าอีโมไม่จริงทางวงเลยไปลาก Aaron Gilespie ตัวจริงเรื่องอีโม โพสต์ฮาร์ดคอร์จากวง Underoath มาร่วมฟีทเจอริ่งซะให้รู้แล้วรู้รอด ซาวด์หนืดหนักขึ้นมาจากเพลงอื่น ๆ แอบเล่นกับสัดส่วนดนตรีเล็กน้อย ช่วงท้ายเพลงที่ร้องสวนกันไปมาทำเอานึกถึง Taking Back Sunday ได้ไม่ยาก, “The Two Tongues (Screaming Salvation)” อีกเพลงที่ค่อนข้างอยู่ในมาตรฐานของเพลงแนว ๆ นี้ บาลานซ์ท่อนปกติกับหนักได้เนียนหูดี ก่อนจะจบเพลงแบบโครมครามดื้อ ๆ เลย, “The Truth I’ll Nevfer Tell” กลับมาซัดป๊อปพังก์ที่ค่อนข้างใกล้เคียงงานเก่า ๆ ของทางวง ซึ่งก็ยังฟังง่าย จังหวะเร็ว ๆ คลอไปกับไลน์กีตาร์สวย ๆ ตลอดทาง, “The Haunting” แอบตกใจนึกว่าใครเปิด Fall Out Boy (ในยุคที่ยังร็อกอยู่) ก็ตามนั้นเลยครับจังหวะชวนโยก ทำนองชวนล่องลอยนิด ๆ ร้องตามง่ายเช่นเคย

ถือว่าวงใจกล้าประมาณนึงเลยที่เล่นเปลี่ยนกันตั้งแต่ภาพลักษณ์ยันเนื้อใน (รีวิวฝั่งเมืองนอกค่อนไปทางยี้และสับกันยับเยินมาก) แถมเป็นการย้อนไปหาซาวด์ดนตรียุคสิบกว่าปีที่แล้วอีก ใครอยากย้อนวัยหรือกำลังเบื่อเพลงหนัก ๆ (เช่นผู้เขียนตอนนี้) อัลบั้มนี้อาจพอเป็นทางเลือกให้ทุกท่านได้ครับ

birthzy

สิงอยู่ที่เพจ Sum 41 Thailand, Yellowcard Thailand