Linkin Park ถือว่าเป็นวงร็อกที่ประสบความสำเร็จมากวงนึงของโลก ทุกอัลบั้มได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยมเลยก็ว่าได้ สำหรับอัลบั้มใหม่ของวงมีชื่อว่า One More Light ทิ้งช่วงจากอัลบั้ม The Hunting Party ไปประมาณสามปี โดยอัลบั้มนี้ทาง Mike Shinoda และ Brad Delson มือกีตาร์ของวงลงมือโปรดิวซ์กันเอง หลาย ๆ คนน่าจะได้ฟังซิงเกิลจากอัลบั้มนี้กันไปหลายเพลงแล้ว ซึ่งก็ทำเอาช็อกกับซาวด์ที่เบาลงและป๊อปขึ้นอย่างชัดเจน จนเกิดกระแสวิจารณ์กันอย่างสนุกสนาน ว่าแต่ทุกเพลงมันจะป๊อปหมดเลยรึเปล่า หรือเพลงที่ปล่อยมาแค่เอาไว้ขายในตลาด ขออนุญาตมาชำแหละอัลบั้ม One More Light ให้รับทราบนะครับ


เพลงแรก “Nobody Can Save Me”: จังหวะดนตรีความเป็นอาร์แอนด์บีสูงใช้ได้ ประกอบกับซาวด์สังเคราะห์ที่เด่นตลอดเพลง จังหวะเนิบ ๆ ช้า ๆ ตลอดเพลง

“Good Goodbye”: เพลงนี้ได้ Pusha T และ Stormzy มาร้องแจม อารมรณ์ดนตรีคล้าย ๆ กับเพลงแรก แต่มีความติดหูในเมโลดี้เสียงร้องในท่อนฮุคอันเป็นจุดขายของ Linkin Park นอกจากนั้นเพลงนี้ยังมี Mike Shinoda มาร้องแร็ปด้วย เพลงนี้จะคล้าย ๆ กับเพลงเมนสตรีมที่ประสบความสำเร็จในตลาดอเมริกาคือมีส่วนประกอบของฮิพฮอพ, ป๊อป และอิเล็กทรอนิก

“Talking to Myself”: เพลงนี้ดูมีความตื่นตัวของดนตรีขึ้นมาอีกนิด แต่บีทที่ใช้ก็ยังคงมารูปแบบเดิม เหมาะสำหรับเปิดในผับถือขวดเบียร์แล้วผงกหัวตามจังหวะดนตรีเบา ๆ

“Battle Symphony”: เพลงนี้ได้ฟังเสียง Chester Bennington เต็มอิ่มดี เป็นนักร้องที่ร้องชัดทุกคำเสมอ หลาย ๆ คนน่าจะได้ฟังเพลงนี้กันไปแล้ว เป็นเพลงที่เพราะและโดดเด่นมากที่สุดเพลงหนึ่งในอัลบั้มเลยทีเดียว

“Invisible”: Mike Shinoda ได้ออกโรงเป็นพระเอกบ้าง โซโล่การร้องเดี่ยวโชว์เต็มเหนี่ยว ซึ่งก็ทำออกมาได้ดีนะเนี่ย

“Heavy”: เพลงนี้ได้ Kiiara มาร่วมแจม แต่คงไม่ต้องสาธยายมากเพราะได้ฟังกันไปหมดแล้ว เพราะเป็นซิงเกิลแรกในอัลบั้มนี้ที่วงปล่อยออกมา

“Sorry for Now”: Mike Shinoda ได้โชว์เสียงร้องอีกแล้วคลอกับซาวด์สังเคระาห์ที่เป็นตัวคุมโทนเพลง ร้องเมโลดี้เพียว ๆ ไม่มีท่อนแร็ปเจือปนแต่กลายเป็น Chester มาแร็ปแทน ฮ่า ๆ

“Halfway Right”: กลับมาที่เชสเตอร์ร้องอีกครั้ง ดนตรีจังหวะหน่วง ๆ บีทดนตรีเมนสตรีมจ๋า

“One More Light”: ไตเติลแทร็ก ซาวด์เพลงนี้ดูเคว้งคว้าง พอบวกกับคีย์การร้องที่ให้อารมณ์หม่น ๆ ยิง่ทำให้เพลงดูดาร์กขึ้นไปอีก

“Sharp Edge”: เพลงปิดท้ายอัลบั้ม ตกใจเล็กน้อยเพราะมีซาวด์ของกีตาร์อคูสติก ให้กลิ่นอายของเพลงคันทรี่ไม่น้อย เป็นการปิดท้ายอัลบั้มไปอย่างชิล ๆ


บทสรุปของอัลบั้มนี้คือ การเปลี่ยนแปลงอีกครั้งของ Linkin Park อัลบั้มนี้มันคือความป๊อปที่ไม่มีร็อกเจือปนเลยแม้แต่น้อย ทางวงคงทำมาเพื่อเน้นขายอย่างจริงจัง (แม้จะไม่ได้พูดแบบนั้นออกมา) ซาวด์กีตาร์แตก ๆ กลองหนัก ๆ หรือแม้กระทั้งเสียงสำรอก ไม่มีให้ได้ยินในอัลบั้มนี้เลยแม้แต่น้อย หรือแม้กระทั้งท่อนแร็ปจุดเด่นของ Mike Shinoda ก็ถูกลดทอนบทบาทลงไปมากเช่นกัน พวกเขาเน้นซาวด์อิเล็กทรอนิกเป็นแกนหลักของเพลง เรียกได้ว่าอัลบั้มนี้ถ้าไปเล่นสดแค่เปิดแบ็กกิ้งแทร็กแล้วให้นักร้องออกมาร้องยังได้เลย

หลายคนยังคงโหยหาซาวด์หนัก ๆ แต่ติดหูที่เป็นเอกลักษณ์ของวงคงต้องมองข้ามอัลบั้มนี้ไปครับ แต่ถ้าอยากล้างหู หาอะไรฟังผ่อนคลาย ฟังได้เรื่อย ๆ เพราะ ๆ ป๊อป ๆ ก็น่าจะลองเปิดใจฟังอัลบั้มนี้ดู มันไม่ได้แย่หรอก แต่เราไม่ชินกับมันแค่นั้นเอง

การเปลี่ยนแนวของศิลปินเป็นเรื่องยากที่จะยอมรับนะครับ แต่สำหรับผมถ้าเปลี่ยนแล้วดีผมก็พร้อมจะเปิดใจฟัง แต่ถ้าห่วยก็ห่างกันก่อนนะ (เช่น Suicide Silence อัลบั้มล่าสุด ฮ่า ๆ) ส่วนใครอยากฟังซาวด์เก่า ๆ ก็ไม่ยากครับ กลับไปเปิดอัลบั้ม Hybrid Theory หรือ Meteora ให้หายคิดถึงแค่นั้นเอง

SHARE:
Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestShare on Google+Buffer this pageEmail this to someonePrint this page