หากเอ่ยถึงชื่อของ Paramore แล้ว แว้บแรกทุกคนจะนึกถึงดนตรีแบบพาวเวอร์ป๊อป/อัลเทอร์เนทีฟร็อกอะไรเทือกนั้นเป็นแน่ ประกอบกับฟรอนท์เกิร์ลผู้เป็นสีสันและกระบอกเสียงอันทรงพลังของวงอีกด้วย ถือเป็นภาพจำของเหล่าแฟนเพลงมาโดยตลอดหากเอ่ยถึงพวกเขา จะว่าไปวงดนตรีวงนี้ก็ได้เดินทางบนถนนสายดนตรีมานานกว่าสิบปีเข้าให้แล้ว ซึ่งมันก็นานพอที่จะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงหรือเติบโตขึ้นไปตามวัยด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะด้านสมาชิกของวงที่ระยะหลายปีหลังมานี้ดูจะเป็นปัญหามาโดยตลอด และสำหรับอัลบั้มชุดนี้พวกเขาก็ได้สมาชิกใหม่ (แต่หน้าเก่า) อย่าง Zac Farro มือกลองที่เป็นหนึ่งในสองพี่น้องที่เคยขอออกจากวงไปเมื่อปี 2010 (อีกคนคือมือกีตาร์ Josh Farro) ส่วนอีกหนึ่งรายที่ออกจากวงไปเป็นรายล่าสุดก็คือ Jeremy Davis มือเบสพี่ใหญ่ของวง ซึ่งออกไปก่อนจะเริ่มทำอัลบั้มชุดนี้

โดยการกลับมาของ Zac หนนี้ทำเอาผู้เขียนคาดหวังว่า Paramore จะกลับมาร็อกกันเต็มคราบเยี่ยงวันวานแน่ ๆ เนื่องด้วยอัลบั้ม self-titled ที่ออกเมื่อปี 2013 (ที่สองพี่น้อง Farro ไม่ได้อยู่ทำอัลบั้มนี้) เริ่มมีทิศทางดนตรีที่ต่างออกไปจากงานในยุคสร้างชื่อของวง ซึ่งก็แน่นอนว่าสิ่งที่ผมคาดการณ์ไว้ (หลังจากได้ฟังอัลบั้มนี้จนจบไปหลายรอบแล้ว) มันผิดหมดแทบทุกอย่างเลยครับ นอกจากมันจะไม่ร็อกอย่างที่หวังไว้ในตอนแรกแต่มันกับเป็นงานที่ป๊อบมากที่สุดงานนึงเท่าที่วงเคยทำออกมาเลยทีเดียว

จะด้วยเหตุผลอันใดก็แล้วแต่ พวกเขาเลือกที่จะใช้ซาวด์แบบซินธ์ป๊อปยุค ’80s เป็นแกนหลักของอัลบั้มนี้ ซึ่งก็มีซิงเกิลแรกที่ปล่อยออกมาก่อนแล้ว “Hard Times” คือเพลงที่ว่านี้ ทำเอาสาวก อึ้ง งงแดกกันเป็นแถวว่า Paramore แบบที่คุ้นเคยหายไปจนหมด กับแนวทางที่ว่าไปข้างต้นเจือด้วยกลิ่นแอฟโรป๊อป แถมด้วยเนื้อเพลงออกแนวประชดประชันที่ดูไม่น่าจะมาอยู่บนจังหวะสนุก ๆ นี่ได้เลย แต่พวกเขาทำได้ออกมาค่อนข้างดีเสียด้วย, “Rose-Colored Boy” ดนตรีป๊อปย้อนยุคยังถูกนำมาใช้กันต่อเนื่อง เมโลดี้กีตาร์จี๊ด ๆ จาก Taylor ก็ทำให้ชวนขยับแข้งขาได้ตลอดเพลง แถมด้วยคอรัสที่ติดหูเอามาก ๆ นี่ถ้าหากเพิ่มดีกรีความร็อกไปหน่อนก็น่าจะอยู่ในงานชุดเก่าๆได้สบาย, “Forgiveness” ผ่อนจังหวะลงมาเป็นเพลงช้านุ่มโดยปล่อยให้พาร์ทกลองของ Zac ได้โชว์ลูกขัดเท่ ๆ สักหน่อย เจือกับเสียงร้องนิ่ม ๆ เข้าไปนี่เหงาได้ง่าย ๆ เหมือนกัน

“Fake Happy” ช้าเนิบกันต่อ เด่นที่เนื้อหาซึ่งเป็นจุดแข็ง Hayley Williams สื่ออารมณ์ออกมาได้ดีเลย โทนเพลงรวม ๆ ก็ฟุ้งได้ที่ตามแนวทาง, “26” อะคูสติกกีตาร์สไตล์คันทรีจาง ๆ คลอไปกับซินธ์และบรรดาเครื่องสายคอยให้บรรยากาศหม่น ๆ อีกที, “Grudges” พาร์ทดนตรียังทีมเวิร์กดี ผลัดกันรับส่งได้สวย ไม่มีชิ้นไหนเด่นเกินกัน ทางด้านเนื้อหาถือว่าเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของอัลบั้มนี้ก็ว่าได้ นัยว่าเป็นเพลงง้อ Zac ที่ออกจากวงไปนานหลายปี (จริง ๆ ก็ไม่มีอะไรซ่อนเร้นเท่าไร เนื้อเพลงชัดซะขนาดนั้น [ฮา]), “Caught in the Middle” อินโทรริฟฟ์ง่าย ๆ ที่ฟังกี่ทีก็ยังเท่ติดหูเสมอ แถมหยิบมาใช้แทบทั้งเพลงโดยไม่ก่อความน่าเบื่อแต่อย่างใด, “Idle Worship” ซินธ์ป๊อปฟุ้งลอยจังหวะเท่ ๆ อีกเพลง ฮุคชวนโดด, ก่อนจะแอบดาร์คทำเท่อีกหนที่แทร็คต่อมา “No Friend” ที่ฟัง ๆ ไปเหมือนจะเป็นอินเทอร์ลูดแนวทดลองเพื่อเชื่อมกับเพลงก่อนหน้าซะมากกว่า, ปิดอัลบั้มด้วย “Tell Me How” ป๊อบบัลลาดเนื้อหาแอบเศร้าหม่น เคล้าด้วยเปียโนและกลองแบบแผ่ว ๆ

ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงก้าวสำคัญเลยทีเดียว และก็ต้องบอกว่าพวกทำกันถึงซะด้วย ส่วนจะถูกหูสาวกเก่า-ใหม่ขนาดไหน เชิญหามาเสพกันได้ตามสะดวกครับ

SHARE:
Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestShare on Google+Buffer this pageEmail this to someonePrint this page