ห่างหายจากการออกอัลบั้มเต็มไปร่วมหกปีสำหรับอีกหนึ่งวงอัลเทอร์เนทีฟ-ร็อกลูกผสมขาใหญ่อย่าง Incubus ซึ่งกลับมาพร้อมกับอัลบั้มชุดใหม่ที่ใช้ชื่อสั้น ๆ ง่าย ๆ ว่า 8 อาจจะมีนัยยะใด ๆ แฝงมากับชื่ออัลบั้มใหม่นี่ด้วยรึเปล่า อันนี้ต้องขออภัยด้วยครับเพราะไม่สันทัดจริง ๆ แต่หากพูดถึงภาพรวมของงานนี้แล้วคงได้เห็นการเติบโตทางดนตรีอีกหนของวงระดับอัจฉริยะกลุ่มนี้ ซึ่งพวกเขาถือเป็นอีกหนึ่งวงที่ปรับเปลี่ยนแนวทางตัวเองมาแทบจะตลอดเวลาอยู่แล้ว ไล่เรียงมาตั้งแต่ยุคแรกที่ยังเป็น ฟังก์เมทัล, อัลเทอร์เนทีฟ, กรันจ์ เรื่อยไปจนถึงซอฟต์ร็อก อย่างในงานชุดก่อนหน้าก็ทำมาแล้ว โดยที่ทั้งหมดลายเซ็นความเป็น Incubus ยังอยู่ครบไม่หล่นหายไปไหน และถ้าเหลือบไปเห็นชื่อของหนึ่งในโปรดิวซ์เซอร์ร่วมอย่าง Skrillex สายตื๊ดตัวพ่องานนี้ต้องบอกเลยว่าน่าลุ้นน่าสนใจอย่างยิ่ง

หลังจากทำเพลงนุ่ม ๆ สลัดคราบร็อกไปเกือบสิ้นเชิงในอัลบั้มที่แล้ว พวกเขาก็กลับมาเป็นวงร็อกจอมเก๋าอย่างที่เราหวังไว้แล้วล่ะครับ แต่ก็มีซาวด์ใหม่ ๆ ที่พัฒนาจนอาจกลายเป็นแนวทางหลักให้ทำมาหากินต่อไปได้ในอนาคตอย่างมั่นคงอีกด้วย

Track-by-track review:

1. “No Fun” ซาวด์กีตาร์แตกพร่า ๆ หน่อย มากับจังหวะชวนโดดเก๋า ๆ ไหนจะเมโลดี้ร้องสุดจัดจ้านจากป๋าแบรนดอนอีก ก่อนคลุมด้วยซาวด์อิเล็กทรอนิกส์กรุ๊งกริ๊งปนหม่นทับไปอีกรอบ แค่นี้น่าจะทำให้สาวกคลั่งได้ไม่ยาก

2. “Nimble Bastard” เกรี้ยวกราด ล่องลอย ยืนพื้นด้วยกีตาร์สำเนียงติด Grunge จากไมค์มือกีตาร์ผู้เป็นสมองของวง บวกกับเนื้อหาชวนมึนจนอยากถามว่าพวกพี่ไปโดนตัวไหนกันมาฮะ นี่ยังไม่นับเรื่องมิวสิควิดีโอที่เรียกเสียงฮาไปก่อนหน้านี้อีก

3. “State of the Art” ผ่อนลงมาจังหวะกลางกับอัลเทอร์เนทีฟทางเมโลดี้สวย ๆ แต่ติดหูชะงัด ซาวด์อิเล็กทรอนิกส์ที่เสริมเข้ามาทำให้เพลงดูเลอค่าอีกเป็นกระบุง งานนี้คงต้องให้เครดิตโปรดิวเซอร์ไว้ส่วนนึงด้วย

4. “Glitterbomb” อีกเพลงเท่ ๆ ที่ตัดเป็นซิงเกิลโปรโมทไปแล้ว โดดเด่นตรงเนื้อหาที่แบรนดอนถ่ายทอดได้อารมณ์บีบคั้น พาร์ทดนตรีก็แสบสันต์มิใช่เล่นมีแอบใส่จังหวะหนัก ๆ ไว้ช่วงกลางให้โยกเล็กน้อย (คือมีนิดเดียวจริง ๆ อย่าเผลอเพราะมันจะผ่านไปเร็วมาก)

5. “Undefeated” อีกหนึ่งเพลงเหงา ๆ ลอย ๆ ที่ใช้ซาวด์จากเครื่องดนตรีน้อยชิ้น ให้อารมณ์ล่องลอยอยู่ท่ามกลางหมู่ดาว (ว่าไปนั่น) ซึ่งต้องขอชมว่าเรียบเรียงกันได้ละเมียดมาก ๆ ไม่มีสมาชิกคนใดได้โชว์หรือขโมยซีนกันแต่อย่างใด

6. “Loneliest” ไหน ๆ จะเหงาก็ไปต่อให้สุดกันที่เพลงนี้เลย เราจะได้เห็นตาแบรนดอนพร่ำพรรณาท่ามกลางเสียงลูปกลองสังเคราะห์ เสียงกีตาร์ของไมค์ในเพลงนี้ก็เป็นอีกส่วนที่ทำให้บรรยากาศมันลอยไปสุดขอบมากกว่าเดิมอีก

7. “When I Became a Man” อินเทอร์ลูดสั้น ๆ ที่น่าจะทำมาเอาฮาเสียมากกว่า อารมณ์อย่างกับหลุดเข้าไปนั่งในร้านอาหารเม็กซิกัน น่าจะสื่อให้เห็นอีกด้านว่าวงเองก็มีมุมตลก ๆ เหมือนกันนะ (ก็แหงล่ะ โดนไปกี่หลุม ฮา)

8. “Familiar Faces” คราวนี้มาโทนป๊อปหน่อย แต่ก็ยังเป็นป๊อปแบบลอย ๆ อยู่ พี่คริส มือเทิร์นเทเบิล เริ่มมีส่วนร่วมเยอะขึ้นหน่อย ติดหูดีครับ แต่ถ้าเทียบกับเพลงอื่น ๆ ในอัลบั้มอาจดูดรอปไปนิด

9. “Love In a Time of Surveillance” อินโทรด้วยเสียงต่อโมเด็มอันคุ้นเคยของชาวเน็ตยุค ’90s-’00s ซึ่งต้องการสื่อถึงความเชื่องช้า (หรือโบราณ) ของโทนเพลงนี้ที่เป็นฟังก์ลูกผสมยืด ๆ ด้วยรึเปล่า แต่อย่างไรก็ดีถึงคราวพี่เบนได้โชว์ทักษะการเดินเบสเท่ ๆ บ้าง โดดเด่นด้วยริฟฟ์อ้วนหนาหนืดตลอดเพลง

10. “Make No Sound in the Digital Forest” เพลงบรรเลงที่พวกเขาแทบไม่เคยทำกันในนาม Incubus กันเลย ซึ่งแน่นอนว่ามันออกมามืดมน ล่องลอย และเปิดช่องให้พี่ไมค์มือกีตาร์หัวฟูได้ทดลองซาวด์กีตาร์และอุปกรณ์ของตนอย่างหนำใจ

11. “Throw Out the Map” แทร็คปิดท้ายที่กลับมาเกรี้ยวกราดอีกหน ขณะที่เนื้อร้องของแบรนดอนคอยปลุกความเชื่อมั่นในตัวเอง พาร์ทดนตรีกลับไปหกรันจ์บาง ๆ ทำให้เพลงนี้ดูดิบและเก๋าเกมขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

หลังจากฟังอัลบั้มนี้จบไปหลายรอบแล้ว ก็มั่นใจได้เลยครับว่าพวกเขายังสามารถมีอะไรมาให้แฟน ๆ ได้ทึ่งอยู่เรื่อย ๆ และน่าจะยังอยู่คู่วงการดนตรีไปได้อีกนานแบบไม่ต้องอาศัยเทรนด์ใด ๆ เข้าช่วยเลยแหละ

SHARE:
Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestShare on Google+Buffer this pageEmail this to someonePrint this page