ห่างหายจากการออกอัลบั้มไปกว่าห้าปีเต็ม สำหรับวง Sum 41 หัวหอกแห่งวงการป๊อปพังก์ที่ยังเหลือรอดมาจากยุค 2000 ก็ได้ฤกษ์เข็นสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 6 นามว่า 13 Voices มาฝากสาวกหลังจากที่รอคอยกันมาอย่างยาวนาน ระหว่างการกลับมาทำอัลบั้มใหม่ของพวกเขาได้เจออุปสรรคมากมายชนิดที่แฟนๆหลายคนกลัวว่าจะไม่มีอัลบั้มใหม่จากพวกเขาอีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการประกาศลาออกจากวงแบบสายฟ้าแลบของมือกลองยุคก่อตั้งอย่าง Steve Jocz เมื่อปี 2013 (โดยเวิร์ลหนนั้นจบที่ประเทศไทย!) นับว่าได้ทิ้งรอยรั่วให้ทางวงปวดหัวกันไม่น้อย รวมไปถึงปัญหาด้านสุขภาพของ Deryck Whibley ฟรอนท์แมนของวงที่ติดเหล้าหนักข้อขึ้นเรื่อยๆจนเกือบเฉียดตายแต่ยังดีที่ว่าถึงมือหมอทันเวลา โดยเขาใช้ชีวิตอยู่บนเตียงโรงพยาบาลนานอยู่ร่วมเดือนเลยทีเดียว

แต่ในเรื่องร้าย ๆ ก็ยังจะพอมีเรื่องให้แฟน ๆ ใจชื้นได้บ้าง เมื่อเดอริกเริ่มอาการดีขึ้นเขาก็พร้อมที่จะทำเพลงในนามของ Sum 41 ต่อทันที ในขณะมือกลองคนใหม่ที่มาแทนที่ของสตีฟนั้นได้แก่ Frank Zummo มือกลองจาก Street Drum Corps ที่ช่วงนั้นก็วนเวียนมาช่วยเหลือเดอริกดรื่องงานดนตรีของ Sum 41 บ้างแล้ว ถัดมาในปี 2015 ทางวงก็ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าแฟรงค์คือมือกลองคนใหม่ของวง แถมกำลังจะเข้าสตูดิโอเพื่อทำอัลบั้มชุดใหม่อีกต่างหาก แล้วที่เซอร์ไพรส์สุดๆคือในงาน APMAs 2015 ทางวงได้ถูกเชิญไปเล่นที่งานนั้นจู่ ๆ Dave Baksh มือกีตาร์ยุครุ่งเรืองของวงที่ลาออกไปตั้งแต่ปี 2005 ก็ปรากฎตัวขึ้นมากลางโชว์แบบช็อกแฟนเพลงทั้งโลก และก็แน่นอนว่าหลังจากจบงานนั้น เดฟ ก็กลับมาอยู่กับ Sum 41 อีกครั้งพร้อมกับเดินหน้าลุยงานอัลบั้มใหม่ด้วยอีกแรง ส่วนทางด้านอัลบั้มใหม่นั้นก็มีการคาดการณ์กันไปต่าง ๆ นา ๆ ว่าน่าจะมาในแนวทางเดียวกับอัลบั้ม Chuck อัลบั้มสุดโหดของวง ซึ่งเอาเข้าจริงๆงานใหม่นี้แทบไม่มีส่วนใดคล้ายหรือใกล้เคียงกันแม้แต่น้อยเลยครับ กลับเป็นว่าทางวงต้องการเริ่มต้นกับซาวด์ใหม่ ๆ กันที่อัลบั้มนี้เลยก็ว่าได้

Track-by-track Review:

1. “A Murder of Crows (You’re All Dead to Me)”: เปิดตัวกันด้วยซาวด์จากเครื่องสายหลอน ๆ ก่อนจะปลุกเร้าด้วยจังหวะกลาง ๆ ชวนฮึกเหิมประมาณว่าพวกข้ากลับมาแล้วนะเฮ้ย จะว่าไปมันก็คล้าย ๆ อินเทอร์ลูดวอร์มเครื่องดี ๆ ก่อนส่งต่อไปที่…

2. “Goddamn I’m Dead Again”: ริฟฟ์กีตาร์พุ่งทะยานไปกับพาร์ทริธึ่มควบแหลกชนิดที่ไม่มีใครยอมใคร ขณะที่เสียงร้องของเดอริกติดโทนดาร์คเมโลดี้เสียเยอะควบคู่ไปกับเนื้อหาที่มาจากประสบการณ์เฉียดตาย ตบท้ายด้วยท่อนโซโล่กีตาร์ยาวเหยียดของคู่มือกีตาร์ เดฟ และ ทอม ที่ดวลกันไปมาจนถึงรุกเร้าสอดประสานเข้าหากันยังกะพวกวงเฮฟวี่เมทัลมาเอง ส่งให้เพลงนี้เป็นเพลงเด่นประจำอัลบั้มไปเลย

3. “Fake My Own Death: ซิงเกิลแรกที่เนื้อหายังเป็นเรื่องเดิม ตัวพาร์ทดนตรีมีกลิ่นจากงานเก่า ๆ เจืออยู่บ้าง เป็นอีกเพลงที่หารครึ่งระหว่างของเก่าและใหม่ได้อย่างลงตัวดี ท่อนคอรัสติดหูทรงพลัง เหมาะสมกับการเป็นซิงเกิลแรกอย่างไม่ต้องสงสัย

4. “Breaking the Chain”: อีกเพลงที่ดูแล้วน่าจะเป็นแนวทางหลักของวงในอนาคต โดยใช้เครื่องสายสร้างบรรยากาศให้ออกมาหม่น ๆ ขณะที่ตัวเพลงมาในจังหวะกลาง ๆ ที่ฟังดูแล้วคิดว่า Linkin Park คงมีอิทธิพลต่องานชุดนี้พอตัวอยู่เหมือนกัน ก่อนจะปล่อยให้คู่มือกีตาร์แจกริฟฟ์สวย ๆ พร้อมอัพจังหวะให้หนักหน่วงขึ้นในช่วงกลางเพลงเล็กน้อย

5. “There Will Be Blood”: ดาร์คกันต่อกับพังก์ร็อกจังหวะเก๋า ๆ พร้อมเนื้อหาที่มืดมนอยู่กับการสาบาน-สารภาพผิด ก่อนจะปล่อยให้เดฟโชว์ริฟฟ์กีตาร์สวย ๆ และสับริธึ่มเน้น ๆ อีกหลายดอก เป็นอีกเพลงที่ทำออกมาได้ตอบโจทย์คอนเซ็ปต์งานชุดนี้มากๆ

6. “13 Voices”: อินโทรช่วงต้นเพลงใส่กันโครมครามยังกะ Metallica มาเอง ก่อนจะลากเข้าแนวถนัดตัวเองแบบเนียน ท่อนฮุคทรงพลังหม่นหมองระคนปนเปกันไป ซึ่งเดอริกร้องไว้ได้อารมณ์มาก ๆ (ต่างจากงานเก่า ๆ ที่เน้นตะเบ็งแว้ดๆเน้นกราดเกรี้ยวเสียเป็นส่วนใหญ่) มีเมโลดี้สานต่อจากงานชุดที่แล้วพอสมควร ช่วงกลางเพลงพาร์ทริธึ่มซัดกันแหลกแต่ถูกคุมโทนโดยโซโล่กีตาร์หม่น ๆ จากเดฟอีกที

7. “War”: บัลลาดช้าไพเราะหม่นเศร้า เนื้อหาส่วนตัวมากพอสมควร งานนี้เน้นฟีลลิ่งของฟรอนท์แมนล้วน ๆ ไม่มีท่อนหนักท่อนโชว์ของสมาชิกที่เหลือให้เห็นแต่อย่างใด

8. “God Save Us All (Death to POP)”: เพลงนี้ต้องใช้คำว่า “เซอร์ไพรส์” สถานเดียวครับ เป็นอีกหนที่วงนำสิ่งที่ชอบมาใช้ในงานของตัวเองได้โคตะระเนียน ที่ฟังตั้งแต่ต้นจนจบเพลงนี่มันเพลงสไตล์ Linkin Park แบบชัดเจนออกนอกหน้ามาก ๆ อยากยื่นเทิร์นเทเบิลไว้ให้วงไปสแครชเล่นจริง ๆ ไหนจะซาวด์กลองแบบสังเคราะห์ที่โผล่มาแย็บเป็นระยะอีก Sum 41 + LP = เพลงนี้เลยครับ

9. “The Fall & The Rise”: อีกครั้งที่วงยังแอบแทรกซาวด์ LP ไว้แบบแนบเนียนอิ๊บอ๋ายให้ตายเถอะ มีแอบพยายามจะแร็ปเก๋า ๆ เหวี่ยง ๆ ใส่ไปอีก (เออ ก็กล้าดี) เสียงร้องของเดอริกก็มีกลับไปใช้โทนแหบ ๆ บ้าง มูฟเมนท์ดนตรีก็โอเคดี เบสของ Cone กับกลองของ Frank ไม่ได้เน้นเทคนิคอะไร แต่ฟังแล้วช่วยผลักให้พุ่งไปข้างหน้าดีเหลือเกิน

10. “Twisted by Design”: ปิดอัลบั้มด้วยเพลงจังหวะกลางหม่น เป็นเหมือนการสรุปเรื่องราวทั้งหมดของ 13 Voices ที่เน้นการเล่าเรื่อง บวกกับซาวด์เท่ ๆ ฟังติดหูง่ายที่ดูผ่อนคลายจากเพลงที่เหลือในอัลบั้มมากเหมือนกัน

ถือว่าเป็นพัฒนาการอีกก้าวที่น่าสนใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการนำสิ่งที่ตัวเองชอบมาปรับใช้กับงานของตัวเองได้อย่างแนบเนียน ทางด้านแฟรงก์ มือกลองคนใหม่นั้นฝีไม้ลายมือไม่เลวเลย (อาจจะเป็นรองสตีฟในเรื่องลูกล่อลูกชนอยู่บ้าง) ในขณะที่ทิศทางดนตรีของวงต่อจากนี้ดูเหมือนพวกเขาจะได้หนทางใหม่ให้เดินต่ออย่างมั่นคงแล้วล่ะครับ อยากเห็นไลน์อัพนี้ทำงานด้วยกันต่อไปอีกเรื่อย ๆ คงจะมีอะไรให้แฟน ๆ ได้ตื่นเต้นกันอีกอย่างอัลบั้มล่าสุดนี้แน่นอน

Sum 41:
1. Deryck Whibley – Vocal, Guitar
2. Dave Baksh – Guitar, Vocal
3. Jason Cone McCaslin – Bass, Vocal
4. Tom Thacker – Guitar, Keyboards, Vocal
5. Frank Zummo- Drums and Percussion, Vocal

SHARE:Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestShare on Google+Buffer this pageEmail this to someonePrint this page