ถ้าพูดถึงวงดนตรีสไตล์ที่ได้ทั้งกลิ่นของความหนักหน่วงและสีสันที่น่าสนใจแล้ว อิเล็กทรอนิคอร์ก็เป็นอีกหนึ่งแนวที่ได้รับความนิยมมากทีเดียวครับ วงสายนี้ที่ดัง ๆ ก็มีอยู่เยอะเหมือนกัน ทั้ง Enter Shikari, Crossfaith, Attack Attack! (ยุบไปแล้ว), Breath Carolina (ไปเป็นดีเจแล้ว) อีกหนึ่งวงที่ถือว่ายังอยู่เป็น top of the game ในสายนี้ได้อย่างมั่นคงก็คือ I See Stars คณะดนตรีจากเมืองวอร์เรน รัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา วันนี้เรามีเรื่องราวของพวกเขามาฝากกันเล็กน้อยเนื่องในโอกาสที่กำลังจะมาเยือนเมืองไทย

พวกเขาอยู่ในวงการเพลงมาเกิน 10 ปีแล้ว

คือถึงจะมองว่าพวกเขายังเป็นหนุ่มน้อยวัยละอ่อน 3-4 คนที่มารวมตัวทำวงดนตรีกัน แต่เอาเข้าจริงแล้ววงนี้ก็อยู่คู่กับซีนเพลงมานานเป็นทศวรรษทีเดียวครับ สมาชิกทั้งหมดในวงอันได้แก่ Brent Allen, Andrew Oliver, Devin Oliver (เป็นพี่น้องกัน) และ Jeff Valentine เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยเรียนชั้นประถมแล้ว ในยุคแรกเริ่มพวกเขามีกันมากถึง 6 คนคือมี Jimmy Gregerson ในตำแหน่งริธึมกีตาร์ด้วย และ Zach Johnson ที่มาเป็นนักร้องในตำแหน่ง screamer หลังจากเปลี่ยนแปลงไลน์อัพกันอยู่หลายครั้ง สมาชิกปัจจุบันที่เหลืออยู่ก็มีกัน 4 คนชุดเดิมเหมือนเมื่อตอนก่อตั้งวง ที่เปลี่ยนไปก็คือพ่อหนุ่ม Devin ต้องมารับหน้าที่ร้องทั้งสองโทน (คลีน-สำรอก) ส่วน Andrew ก็ทิ้งจากกลองชุดมาทำงานในส่วนของซินธิไซเซอร์, คีย์บอร์ด, และการร้องแทน โดยมีมือกลองเข้ามาร่วมทัวร์ด้วยล่าสุดชื่อว่า Dakota Sammons

ออกอัลบั้มแรกก็เข้าชาร์ตบิลบอร์ดเลย

อัลบั้มเต็มชุดแรกของพวกเขา 3-D ที่ออกกับค่าย Sumerian Records ในวันที่ยังไม่ได้ฉายแววความเป็นอิเล็กทรอนิคอร์ออกมา (ดนตรียังหนักไปทางโพสต์ฮาร์ดคอร์มากอยู่) เปิดมาถึงก็ทำยอดขายมากมายจนก้าวเข้าไปอยู่บนบิลบอร์ดชาร์ตที่อันดับ 176 ทันที (ที่โหล่คือ 200) ถือว่าเป็นการประกาศศักดาการมาถึงของคลื่นลูกใหม่ได้อย่างไม่แย่ทีเดียว และหลังจากนั้นมาผลงานของพวกเขาก็เติบโตและมีชื่อเสียงมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย อย่างงานชุด New Demons ปี 2013 นี่เปิดตัวบนชาร์ตที่อันดับ 23 เลยทีเดียว อหังการมาก ๆ

มีอัลบั้มกันตั้งแต่ยังไม่ 20

ต่อเนื่องจากข้อที่แล้ว ในวันที่อัลบั้ม 3-D อัลบั้มเต็มชุดแรกของพวกเขาออกวางจำหน่าย ไม่มีสมาชิกคนไหนในวงเลยที่อายุแตะหลักสองครับ จะมีก็แค่ Jimmy Gregerson มือกีตาร์คนเดียวที่อายุมากสุดคือ 19 ปี ฉายแววความมีฝีมือกันมาแต่ไกล

และปัจจุบันในวันที่พวกเขามีอัลบั้มเต็มออกมามากถึงห้าอัลบั้มแล้ว อายุพวกเขาก็ยังอยู่ในวัย 20 กลาง ๆ เท่านั้นครับ อย่าง Devin Oliver นี่ก็เพิ่งอายุ 24 เท่านั้น ถือว่าเจนประสบการณ์ในวงการเพลงเกินวัยไปไกลมากจริง ๆ

ร่วมงานกับโปรดิวเซอร์ผลงานเด่นตั้งแต่อัลบั้มแรก

ในอัลบั้มเต็มสองชุดแรกอย่าง 3-D และ The End of the World Party งานสร้างชื่อของวง พวกเขาทำงานกันภายใต้การโปรดิวซ์ของ Cameron Mizell ซึ่งอีตาคนนี้ก่อนที่จะได้มาปั้นวง ISS ก็ทำผลงานให้วงดนตรีฝีมือเยี่ยมมาหลายวงเหมือนกันครับ Last Winter, Oceana เป็นต้น และหลังจากทำผลงานกับ ISS ไปแล้วก็มีวงดังอีกหลายวงโผล่ตามมาในลิสต์ผลงานของเขา ทั้ง Sleeping with Sirens, Memphis May Fire, Fit for a King, Woe, Is Me ฯลฯ

และนอกจาก Mizell แล้ว ในอัลบั้ม Digital Renegade กับ New Demons อัลบั้มที่สามกับสี่พวกเขาก็ได้ Joey Sturgis คนดังที่ปั้นวงสายคอร์มาแล้วมากมายมาโปรดิวซ์ให้ด้วยครับ คนนี้โปรไฟล์แน่นมาก The Devil Wears Prada, Miss May I, Asking Alexandria, We Came as Romans, Attack Attack!, Of Mice & Men ล้วนแต่ผ่านมือเขามาแล้วทั้งนั้น แต่ที่จริงแล้วก่อนจะได้มาโปรดิวซ์ให้วง เขาก็เคยรับหน้าที่ทำมาสเตอริ่งให้กับ ISS ในงานยุค Mizell มาแล้วด้วยเช่นกันครับ

ส่วนงานชุดล่าสุดอย่าง Tree House ดูแปลกไปมากเหมือนกันเพราะใช้โปรดิวเซอร์เป็นขโยงเลย สี่คน Erik Ron, Nick Scott, Taylor Larson, และ David Bendeth ซึ่งสองรายหลังผลงานเด่นก็เยอะอยู่เหมือนกันครับ

Luke Holland แจมในอัลบั้มล่าสุดด้วย

สำหรับ Treehouse อัลบั้มเต็มชุดล่าสุดที่ออกมาเมื่อปีที่ผ่านมาในวันที่ไลน์อัพกลับมาเหลือแค่สี่คนดังเดิมและไม่มีมือกลองอีกต่อไป ทางวงได้ Luke Holland อดีตมือกลองวงเมทัลคอร์ดังที่ไทยมาไทยหนนึง The Word Alive มาบันทึกเสียงเพลงในอัลบั้มให้ด้วย และหลังจากที่อัลบั้มเสร็จแล้วทางวงก็ได้ดึงเอา Dakota Sammons มือกลองมาเป็น touring member ออกเดินทางแจกความมันรอบโลกไปด้วยกัน

อัลบั้มรีมิกซ์ก็เยอะ

ด้วยความที่เป็นวงแนวดนตรีที่เกี่ยวพันกับซาวด์อิเล็กทรอนิก ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกเขาจะต้องมีอัลบั้มรีมิกซ์จากเพลงชุดออริจินัลออกมาด้วยแน่นอน เริ่มกันที่มิกซ์เทป Renegade Forever ในปี 2013 และตามมาด้วย Phases ในปี 2015 ซึ่งไอ้งานชุดนี้ก็เป็นรีมิกซ์ที่ฉีกออกไปอีกแนวเลยครับ มาในแบบอคูสติกแทน และก็ทำออกมาได้อลังการทีเดียวเพราะมีทั้งซาวด์เปียโนและเครื่องสายเข้ามาด้วย (เป็นอัลบั้มที่ชอบมากที่สุดชุดนึงเลยครับ) และก็ไม่ได้มีแค่เพลงตัวเองอย่างเดียว มีการนำเอาผลงานของศิลปินอื่นอย่าง Daughter, Disclosure, Hozier และ The Outfield มาคัฟเวอร์ด้วย

เคยทำเพลงใน Punk Goes Pop ด้วยนะ

และกับงานคัฟเวอร์เพลงป๊อปที่ฮิตที่สุดแห่งทศวรรษอย่าง Punk Goes Pop พวกเขาก็ไม่พลาดที่จะกระโดดมาทำด้วยเช่นกันครับ โดยเพลงที่ทางวงหยิบยกขึ้นมาทำคือ “Till the World Ends” ซิงเกิลดังของป๊อปสตาร์สาวที่ตอนนี้กลายเป็นหนึ่งในตัวแม่ของวงการไปแล้ว Britney Spears นั่นเอง ซึ่งเพลงนี้ก็รวมอยู่ใน PGP ชุดที่สี่ที่วางจำหน่ายเมื่อปี 2011 รวมอยู่กับผลงานคัฟเวอร์ที่น่าสนใจอีกหลายแทร็ก เช่น “Just the Way You Are” (Bruno Mars cover) โดย Pierce the Veil และ “F**K You” (Cee Lo Green cover) โดย Sleeping with Sirens เป็นต้น ลองไปหาฟังกันทั้งชุดได้ครับ เพลินดี!

พวกเขากำลังจะมาไทย

ในวันที่ 5 พฤษภาคมนี้ I See Stars จะแท็กทีมกับ Northlane วงเมทัลคอร์จากประเทศออสเตรเลียมาเปิดการแสดงสดที่กรุงเทพฯ กันเป็นครั้งแรก ณ Oxa Pub & Restuarant ถนนรัชดา รายละเอียดเพิ่มเติมและซื้อบัตร เข้าไปกันได้ทีเ่พจเฟซบุ๊ก Zeus Entertainment Thailand ผู้จัดงานครับ งานนี้มีวง In Vice Versa มาเล่นเปิดให้ด้วย คุ้มมาก แล้วพบกันหน้าเวทีนะ!

Charlie

Charlie

ผู้ร่วมก่อตั้ง/บรรณาธิการ (สมัครเล่น) แห่งเว็บไซต์ HEADBANGKOK ชอบฟังเพลงเมทัล แต่ก็ชอบฟังลุลาด้วย ที่บ้านเลี้ยงทั้งหมาและแมว แต่จริง ๆ ชอบเลี้ยงข้าว
Charlie
แชร์ : Share on FacebookTweet about this on TwitterShare on Google+Share on LinkedIn