วงดนตรีวงหนึ่งจะประสบความสำเร็จได้อาจมีหลายปัจจัยประกอบ ไม่ว่าจะเรื่องของเวลา, ทุนทรัพย์, ช่องทางคนรู้จัก, โอกาสต่าง ๆ นานา ล้วนมีผลทั้งสิ้น แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก และอาจนับว่าเป็นกุญแจสำคัญเลยก็คือ คุณภาพของการทำเพลง ซึ่งนอกจากการคิดและเรียบเรียงดนตรี การบันทึกเสียง และกระบวนการในสตูดิโอแล้ว การเขียนเพลง เขียนเนื้อหาในเพลงก็ถือเป็นสิ่งสำคัญที่มองข้ามไม่ได้เลย ผมจึงลองช่วยคิดทางออกบางประการ เรียกว่าเป็นบัญญัติ 3 ประการที่น่าจะมีส่วนช่วยในการเขียนเพลง ด้วยมุมมองและความรู้สึกในฐานะผู้เสพผลงานเพลงคนหนึ่งที่คาดหวังต่อตัวศิลปิน มาให้ได้ลองพิจารณากันดูว่าวงของเราจะสามารถหยิบประเด็นไหนไปสานต่อได้บ้าง เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาวงตัวเองกันได้ต่อไปครับ

1. ภาษาห้ามมั่ว

นักดนตรีบางคนเคยกล่าวไว้ว่าการเขียนเนื้อเพลงเป็นภาษาอังกฤษจะง่ายต่อการทำเพลงมากกว่า เพราะเราสามารถวางคำร้องลงตามทำนองได้แบบไม่ติดเงื่อนไขเรื่องวรรณยุกต์แบบภาษาไทย หรือบางวงอาจต้องการสื่อสารไปในระดับสากลก็เลยใช้ภาษาอังกฤษในการเขียนเพลงไปเลย ก็ว่ากันไปทางใครก็ทางมัน

ซึ่งที่จริงแล้วจะภาษาอังกฤษ ภาษาไทย หรือภาษาอะไรก็ได้ ตามแต่ความชอบส่วนตัว คำร้องในเพลงจะใช้ภาษาอะไรก็ได้ แต่จะเขียนผิดไม่ได้ นี่คือประเด็น อย่างภาษาอังกฤษเนี่ยคนใช้กันแทบทั้งโลก พอเวลาคนที่ฟังจับได้ว่ามันผิด ไม่ว่าจะสะกดผิดหรือวางไวยากรณ์ผิด อะไรก็ตามแต่ มันจะรู้สึกสะดุดกับเนื้อเพลง แล้วทำให้ความประทับใจในเพลงลดน้อยลงไป ความตั้งใจในการเผยแพร่ผลงานไปในระดับสากลอาจตกม้าตายง่าย ๆ ได้เลย ถ้าเจอคอมเมนต์ใน YouTube ด่าว่าเนื้อเพลงวงเรา มั่ว วิธีจัดการปัญหานี้ง่ายนิดเดียว คือถ้าหากเราไม่ชำนาญเรื่องภาษาจริง ๆ ก็ลองเอาเนื้อเพลงต้นฉบับของเราไปให้คนที่ภาษาอังกฤษแข็งแรงกว่า รู้จริงกว่า ช่วยเกลาให้จะดีที่สุดครับ

หันไปดูวงรุ่นพี่อย่าง กล้วยไทย, Dezember หรือ Ebola ถือเป็นตัวอย่างของวงที่ทำเพลงหนักภาคภาษาไทยได้ดี ดูจากงานชุดเก่า ๆ ของพวกเขาก็ได้ ภาษาของแต่ละชาติไม่ใช่ตัวเพิ่มหรือลดดีกรีความหนักของเพลงครับ ภาษาอะไรก็โหดได้ เท่ได้ อยู่ที่การเลือกใช้คำ, การเรียบเรียง, การขัดเกลาคำ วิธีเหล่านี้ต่างหากที่สำคัญ เรามีวงอย่าง Tazzmanian ที่เลือกนำเสนอผลงานด้วยภาษาไทย แล้วก็ไปได้ดีกับภาคดนตรีสุดระห่ำ หรือวงอย่าง The Darkest Romance เองที่มีจุดแข็งทั้งทักษะทางดนตรีและการเขียนเนื้อเพลง โดยเฉพาะเรื่องของการเล่นคำ การประดิษฐ์คำร้องที่โดดเด่นเอามาก ๆ

ย้ำอีกครั้งว่าวงจะใช้ภาษาอะไรก็ได้ แต่ควรใช้ให้ถูก จะใช้สองภาษาผสมกันในเพลงเหมือนที่วงทางฝั่งญี่ปุ่นชอบใช้กันบ่อย ๆ ก็ยังได้ ขอแค่ไม่ใช้ผิด ต่างชาติฟังหรืออ่านแล้วเข้าใจ ไม่อย่างนั้นจะมีความหมายอะไรถ้าตั้งใจใช้ภาษาสากลแต่ระดับสากลเขาไม่เข้าใจเรา ไม่เข้าใจไม่ว่า แต่เจอเขาด่ากลับมาว่าใช้ภาษามั่วนี่โคตรเจ็บเลยแหละคุณเอ๊ย

2. สร้างสำนวนภาษาที่มีความสวยงาม

ในการเขียนเพลงนั้น นอกจากการเขียนคำ สะกดคำ ไม่ให้โครงสร้างประโยคมันแลดูมั่วแล้ว ที่จะเพิ่มคุณค่าทางศิลป์ เพิ่มอรรถรสให้กับตัวงานของเราได้ก็คือ สำนวนภาษาของการเขียนเพลง ถ้าเราเลือกที่จะเล่าเรื่องปรัชญาการเมือง หรือพูดเรื่องปริศนาจากห้วงอวกาศ บางทีการใช้คำพูดตรง ๆ ในภาษาชาวบ้านทั่วไปที่ใช้ในชีวิตประจำวันอาจไม่เพียงพอ การเลือกใช้สำนวนภาษาให้ตรงกับบริบทของเนื้อหาในเพลงถือว่าเป็นการสร้างความเชื่อมโยงให้ตัวเพลงสมบูรณ์แบบมากขึ้นได้เป็นอย่างดี

การเล่นคำและสำนวนยิ่งมีชั้นเชิงมากเท่าไร ยิ่งยกระดับงานเพลงของเราให้ก้าวหน้าขึ้นไปได้อีกหลายขั้น แม้แต่การพูดเรื่องความรักที่วงกระแสหลักใช้หากิน ถ้าเรามีสำนวนเฉพาะที่เป็นของเราสำหรับใช้สื่อสาร พูดเรื่องเดียวกันแต่ต่างตรงสำนวนการสื่อสาร มันจะกลายเป็นจุดขาย และคนจะจดจำเพลงของเราได้อย่างไม่ยากเย็นเลย

บางคนอาจถนัดในการใช้คำอย่างตรงไปตรงมา ไม่ต้องเปรียบเปรย ไม่ต้องแฝงนัยยะใด ๆ ทั้งสิ้น ก็ถือว่าไม่ผิด เป็นสไตล์ของใครก็ของมัน เพียงแต่ถ้าหากใครที่สนใจจะลองเพิ่มแนวทางใหม่ ๆ เพิ่มลูกเล่นใหม่ ๆ ให้กับเพลงของตัวเอง เพิ่มความสละสลวยในการขัดเกลาคำ เพิ่มการใช้นัยแฝงในคำร้อง มีการใช้คำเปรียบเปรยต่าง ๆ ก็จะเป็นการสร้างความแปลกใหม่ เพิ่มประสบการณ์การฟังเพลงใหม่ ๆ ให้กับคนฟังได้

เรื่องของการพัฒนาสำนวนการเขียนเพลงนั้นก็อยู่ที่การฝึกฝนเช่นกัน ตัวช่วยที่มีผลต่อคลังคำศัพท์ของเรามากที่สุดก็คือหนังสือ การอ่านกับการเก็บข้อมูล ยิ่งอ่านมากเท่าไร คลังคำศัพท์และสำนวนของเราจะใหญ่มากขึ้นเท่านั้น จริง ๆ แล้วไม่อยากให้แนวทางนี้กลายเป็นการชี้นำ หรือบังคับให้ใครหรือวงไหนต้องทำตาม เพียงแค่เสนอแนะให้เห็นว่าแนวทางนี้จะทำให้ตัวเพลงมีลูกเล่นแปลกใหม่เพิ่มขึ้น และจะช่วยพัฒนาการสื่อสารในเพลงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยครับ

3. สร้างเนื้อหาในเพลงให้มีความแปลกใหม่น่าสนใจ

ต่อเนื่องมาจากข้อที่แล้ว ถ้าแค่สำนวนการเขียนเพลงอย่างเดียวมันยังไม่พอล่ะ เราอาจต้องมองหาสิ่งอื่นเข้ามาเติมเต็มในงานของเรา อะไรจะเป็นลูกเล่นอื่นที่จะช่วยยกระดับงานเพลงของเราให้น่าสนใจไปอีกขั้นได้ ผมกำลังพูดถึง เนื้อหาในบทเพลง

เนื้อหาหรือประเด็นในงานเพลงถือเป็นเรื่องสำคัญมากเทียบเท่ากับการใช้ภาษาเลยทีเดียว เพราะมันจะเป็นตัวช่วยตัดสินใจรองลงมาจากภาคดนตรีเลยว่าวงเรานั้นน่าสนใจมากน้อยขนาดไหน บางวงถนัดเขียนเพลงรัก ก็อาจต้องคิดว่าจะเขียนอย่างไรไม่ให้เพลงรักของตัวเองไปซ้ำกับเพลงรักของคนอื่น หรือบางวงเขียนเรื่องสงคราม, การเมือง, เรื่องราวในสังคมต่าง ๆ ก็ต้องกลับมาวิเคราะห์งานของตัวเองด้วยว่า แตกต่างจากงานคนอื่นที่เขียนเรื่องเดียวกันอย่างไร

หรือถ้าหากใครยังคิดไม่ออกว่าจะเริ่มทดลองเขียนเพลงไปในแนวทางไหนดี ผมมีจุดเริ่มต้นมาแนะนำ คิดว่าหลายคนคงต้องเคยฟังเคยสัมผัสงานที่เรียกว่า คอนเซปต์อัลบั้ม กันมาบ้างไม่มากก็น้อย ใช่ครับ คอนเซปต์อัลบั้มเนี่ยแหละที่จะเป็นตัวจัดการเนื้อหาของเพลงที่เราอยากสื่อให้อยู่กับร่องกับรอยได้ดีที่สุด

ถ้าเราคิดว่าไอเดียเขียนเพลงของเรามันกระจัดกระจาย มีหัวข้อคร่าว ๆ แต่ไม่รู้จะลงรายละเอียดยังไงดี ก็ลองหันมาจับงานคอนเซปต์อัลบั้มดูสักตั้งอาจจะช่วยในการจัดการเนื้อหาของเพลงได้ เวลาเราเห็นงานคอนเซปต์ของวงระดับโลกมากมายที่เขาทำกันมาก่อนหน้านี้อาจจะคิดว่ามันยาก ซึ่งเอาจริงมันก็ยากนั่นแหละ มันต้องผ่านการวางแผนอย่างหนักหน่วง และเชื่อมโยงร้อยเรียงเรื่องราวในงานของเราให้เป็นก้อนเดียวกันให้ได้ แต่ถ้ามองในอีกแง่หนึ่ง มันก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากทีเดียวสำหรับคนที่ยังตัน ยังคิดอะไรไม่ออก เพราะอย่างน้อยถ้าเรามีคอนเซปต์มากำหนดทิศทางเพลงของเรา เราจะเริ่มตั้งต้นถูกว่าจุดเริ่มของอัลบั้มอยู่ตรงไหน จุดจบอยู่ตรงไหน และในระหว่างอัลบั้ม ในแต่ละเพลงเราจะเล่าเรื่องอย่างไร มันจะเป็นการตีกรอบความคิดของเราให้แคบลง และง่ายต่อการเขียนเพลงมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญคือจะทำให้อัลบั้มเพลงของเรามีเอกภาพ เนื้อหาและอารมณ์มุ่งไปยังทิศทางเดียวกัน ไม่ออกทะเล

Dream Theater เคยทำคอนเซปต์อัลบั้มชิ้นแรกของวงที่มีเนื้อหาจากเพลงแรกจนเพลงสุดท้ายเป็นแนวทริลเลอร์-แฟนตาซีมาแล้วกับงานชุด Metropolis Pt.2: Scenes from a Memory ที่ต้องบอกว่าเป็นงานเพลงที่มีความเป็นภาพยนตร์สูงมาก พวกเขาสร้างตัวละคร สร้างเหตุการณ์ และจับจินตนาการเหล่านั้นใส่ลงไปในบทเพลงโดยมีภาคดนตรีสุดล้ำลึกเป็นสื่อกลางในการเล่าเรื่อง

การที่เราสร้างเรื่องราวเบื้องหลัง ปูพื้นบรรยากาศให้กับงานเพลง สร้างตัวละคร สร้างเหตุการณ์ เนรมิตเรื่องราวผ่านบทเพลงถือเป็นอีกศาสตร์หนึ่งของการเขียนเพลงที่ถ้าหากทำได้สำเร็จเราจะได้ความแปลกใหม่ สร้างความน่าสนใจให้กับเพลงของเรา มีประเด็นที่จะสื่อสารกับคนฟังชัดเจน ไม่กระจัดกระจาย แต่การจะสร้างงานคอนเซปต์ขึ้นมาได้สักชิ้น เราจำเป็นต้องศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติม อ่านหนังสือ ดูหนัง เก็บวัตถุดิบจากเรื่องราว หรือสิ่งที่เราสนใจให้มากที่สุด จากนั้นการจะสร้างเพลงที่มีเนื้อหาแน่น ๆ ไม่กลวงโบ๋ ประเด็นสื่อสารชัดเจนออกมาสักชิ้นก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปครับ

ย้ำกันอีกครั้งว่าทั้งหมดนี่ไม่ใช่ข้อกำหนดตายตัวที่ต้องทำตามเป๊ะ ๆ นะครับ เป็นเพียงแนวทางที่ผมมองว่ามันสำคัญต่อการสร้างงาน ซึ่งถ้าใครสามารถนำไปปรับใช้ ประยุกต์ให้เข้ากับแนวทางของวงได้ ก็จะได้ผลงานที่มีคุณภาพออกสู่คนฟังได้มากยิ่งขึ้นไปครับ อย่างน้อยถ้าเราคิดจะออกไปแข่งขันกับวงระดับสากล เราก็ต้องมีงานคุณภาพสากลไปงัดกันกับเขาบ้างล่ะนะครับผม!

SHARE:Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestShare on Google+Buffer this pageEmail this to someonePrint this page