หลังจากที่ดนตรีนูเมทัลกระแสนิยมได้ตกต่ำลงในช่วงต้น ๆ ยุค 2000s ดนตรีที่เข้ามาผลัดใบเปลี่ยนถ่ายยุค นอกจากเมทัลคอร์แล้ว ก็มีดนตรีแนวอีโมนี่แหละครับที่ก่อกระแสขึ้นมาอย่างรวดเร็ว และรุกลามไปทั่วโลก ทั้งความคลั่งไคล้ทางดนตรีที่ฟังได้ไม่ยาก ไม่หนักจนเกินไป รวมไปถึงแฟชั่นทรงดำ หวีเป๋ ทำหัวสีเฉดแรง ๆ หรือแม้กระทั่งกรีดขอบตาดำ ทั้งชายหญิงต่างลุกขึ้นมาสถาปนาตัวเป็นเด็กอีโมกันเต็มไปหมด โดยเฉพาะในเว็บไซต์มายสเปซที่เราจะเห็นรูปโปรไฟล์มาในแฟชั่นอีโมซะส่วนมาก ถือได้ว่าเป็นปรากฎการณ์ทางดนตรีที่น่าตื่นเต้นมาเลยทีเดียว และวันนี้ขออนุญาตพาทุกคนย้อนเวลากลับไปสู่ยุคอีโมกับ 12 อัลบั้มที่จะทำให้ทุกคนนึกถึงยุคอีโมครองเมืองกันครับ

Three Cheers for Sweet Revenge (2004) – My Chemical Romance

MCR ถ้าจะให้พูดถึงคงต้องยกให้เป็นสัญลักษณ์ของดนตรีอีโมในยุคนั้นก็คงไม่ผิดมากนัก โดยเฉพาะผลงานในชุดนี้ที่อัดแน่นด้วยความสมบูรณ์แบบของอีโมพังก์ กลายเป็นอัลบั้มที่ยึดหัวใจอีโมคิดส์ได้อย่างง่ายดาย นอกจากนั้นแฟชั่นลุคแวมไพร์ของพวกเขายังโดดเด่นเตะตาเป็นอย่างมาก รวมไปถึงมิวสิควิดีโอเพลง “Helena” มันก็ช่างโดดเด่นและสวยงามซะเหลือเกิน มีเพลงเด่น ๆ ในอัลบั้มนี้หลายแทร็ก เช่น “I’m Not Okay (I Promise)”, “The Ghost of You” และ “Thank You for the Venom” อัลบั้มนี้เฉพาะในอเมริกาจำหน่ายได้มากถึง 1 ล้านก๊อปปี้เลยทีเดียว

The Used (2002) – The Used

ถ้าจะให้พูดถึงวงหัวหอกในยุคอีโม ชื่อของ The Used ก็ต้องถูกหยิบยกมาพูดถึงเสมอ ๆ เพราะพวกเขาประสบความสำเร็จทันทีที่ปล่อยอัลบั้มแรกของตัวเองออกมา ความกลมกลืนระหว่างความดิบแบบพังก์และเมโลดี้สวย ๆ แบบอีโมถูกบรรเลงลงในอัลบั้มนี้อย่างลงตัว พวกเขาทำได้ดีในทุก ๆ เพลงไม่ว่าจะเป็นเพลงเร็วหรือช้า เพียงแค่เพลงเปิดหัวอัลบั้มอย่าง “Maybe Memories” ก็ทำให้คุณต้องลุกมากระโดดแล้ว

Page Avenue (2003) – Story of the Year

อีโมพังก์จากเมืองเซนต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี สหรัฐอเมริกา เป็นอีกหนึ่งวงที่สร้างชื่อทันทีที่ปล่อยอัลบั้มแรกออกมา พวกเขาใช้เวลาเพียงแค่ 3 ปีก็ทำให้ทั่วโลกได้รู้จัก นับตั้งแต่ก่อตั้งวงเมื่อปี 2000 นอกจากนั้นยังผลิตเพลงชาติยุคอีโมอย่าง “Until The Day I Die” ออกมาอีกด้วย รวมไปถึงสารพัดท่าเวลาเล่นสด ทั้งควงกีตาร์ หรือกระโดดเตะ จนกลายเป็นท่าเท่ ๆ ที่นักดนตรีชอบหยิบยกมาใช้กัน อัลบั้มนี้สามารถเปิดตัวได้อันดับ 1 ใน Top Heatseekers Chart อีกด้วยนะครับ

What It is to Burn (2002) – Finch

She’s Burn!!! เสียงคำรามจากไตเติ้ลแทร็กอัลบั้มนี้ยกคงกึกก้องในโสตประสาทของเด็กอีโมมาจนถึงทุกวันนี้ โดยในช่วงแรก ๆ ที่อัลบั้มนี้ออกมามันคือช่วงปลายยุคนูเมทัล และมีนักวิจารณ์หลายคนไปเรียกพวกเขาว่าวงนูเมทัล ทำเอาวงถึงกับหัวเสียต้องออกมาตอบโต้ทันที ซึ่งมันก็ควรจะตอบโต้นั่นแหละครับเพราะมันไม่ได้มีความเป็นนูเมทัลเอาซะเลย ดนตรีในอัลบั้มนี้ครุกกรุ่นไปด้วยดนตรีอีโมที่ไม่หนักไม่เบาจนเกินไป เราสามารถเรียกพวกเขาว่าวงอีโมร็อกได้เต็มปากเต็มคำ เป็นอัลบั้มที่ฟังง่ายที่สุดหากเทียบกับอัลบั้มหลังจากนี้ที่ออกมา นอกจากเพลง “What It is to Burn” ก็มีเพลงอย่าง “Letters to You” ที่ทุกคนรู้จักกันดี รวมไปถึงเพลงเด็ด ๆ ในอัลบั้มนี้อย่าง “Project Mayhem” ที่ได้ Daryl Palumbo นักร้องนำวง Glassjaw มาร่วมแจมด้วย

Casually Dressed & Deep in Conversation (2003) – Funeral for a Friend

วงอีโมจากเวลส์ที่ข้ามน้ำข้ามทะเลไปประสบความสำเร็จในอเมริกาได้อย่างสง่าผ่าเผย ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจเลยซักนิดเพราะความโดดเด่นในดนตรีของพวกเขา การงัดริฟฟ์สไตล์เมโลดิกมาเล่นกลายเป็นจุดขายของพวกเขา โดยพวกเขาเคยบอกว่าได้รับอิทธิพลมาจากวง Iron Maiden สิ่งนี้ทำให้เราเห็นความเป็นเมทัลในวง FFAF ไม่น้อย นอกจากนั้นพาร์ทของดนตรีของพวกเขายังเรียบเรียงได้น่าสนใจฟังแล้วลื่นหู แถมอัลบั้มนี้ยังได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับหลาย ๆ วงทั้งในไทยและต่างประเทศ เพลงเด่นในอัลบั้มนี้มีมากมายเหลือเกิน เช่น “Rookie of the Year”, “Juneau” และ “Red is the New Black” เป็นต้น

Where You Want to Be (2004) – Taking Back Sunday

วงดนตรีอีโมพังก์จากนิวยอร์ก ผลผลิตจากสังกัด Victory Records เริ่มไต่เต้าจากวงอันเดอร์กราวด์จนเข้าไปสู่เมนสตรีมได้กับค่าย Warner Music แต่ถ้าจะให้พูดถึงผลงานที่ทุกคนเริ่มเป็นที่รู้จักพวกเขา คงต้องยกให้ Where You Want to Be อัลบั้มที่สองของพวกเขา ซาวด์ของพวกเขาไม่ได้หนักและโวยวายจนเกินไป อยู่ในระดับที่สามัญชนทั่วไปฟังได้อย่างไม่รำคาญ มีความเป็นป๊อปค่อนข้างสูง ก็อย่างว่า Adam Lazzara เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่าพวกเขาชื่นชอบ Michael Jackson เป็นอย่างมากและมีอิทธิพลกับการทำเพลงของพวกเขาด้วยเช่นกัน

War All the Time (2003) – Thursday

จริง ๆ แล้วพวกเขาถือเป็นวงที่สร้างอิทธิพลให้กับวงอีโมอย่างมากมาย แต่กลับไม่ค่อยเป็นที่พูดถึงซะอย่างงั้น Thursday ก่อตั้งวงตั้งแต่ปี 1997 เป็นอีกหนึ่งวงที่เป็นลูกหม้อของ Victory Records เช่นกัน แต่สำหรับอัลบั้ม War All the Time เป็นอัลบั้มที่สามของวงและเป็นผลงานชุดแรกกับสังกัดระดับเมเจอร์อย่าง Island Records อัลบั้มนี้ทุกเพลงทุกตัวโน๊ตที่ถ่ายทอดออกมาเปี่ยมไปด้วยอีโมชั่น ขับเคลื่อนด้วยความเกรี้ยวกราดแต่ก็เติมแต่งด้วยเมโลดี้สวย ๆ เสมอ มีเพลงดัง ๆ ในอัลบั้มนี้อย่าง “Signals Over the Air” เป็นเพลงที่ทำออกมาได้สวยงามมาก ๆ ส่วนอิทธิพลทางดนตรีมือกีตาร์ของวงเคยให้สัมภาษณ์ว่า “เคยพยายามฝึกปั่นสายให้ได้เร็ว ๆ แบบพวกกีตาร์ฮีโร่เพราะจะได้ดูเก่ง แต่หลังจากที่เค้าฟัง U2 ก็พบว่าการเล่นให้ดีและสวยงามก็ไม่จำเป็นต้องเล่นเร็วเลย”

Translating the Name EP (2003) – Saosin

วงอื่นเค้าเริ่มเป็นที่รู้จักจากอัลบั้มเต็ม แต่สำหรับ Saosin สร้างชื่อตั้งแต่ออก EP สิ่งที่ทำให้พวกเขากลายเป็นที่พูดถึงก็คือดนตรีที่โดดเด่นกว่าชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นการเรียบเรียงเมโลดี้, การแบ่งพาร์ทดนตรี รวมไปถึงเสียงร้องโทนโหนสูงที่คล้ายเสียงผู้หญิง ซึ่งภายหลังได้กลายเป็นรากฐานการทำเพลงให้กับวงอีโมและสครีมโมอีกด้วย ส่วนเพลงเด่นในอีพีนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักเพลง “Seven Years” แน่นอน เป็นเพลงที่ฟังแล้วติดหูทันทีตั้งแต่อินโทรยันจบเพลง

They’re Only Chasing Safety (2004) – Underoath

คริสเตียนอีโม/สครีมโม วงนี้ค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนทิศทางดนตรี จนมาลงตัวในอัลบั้มที่สาม They’re Only Chasing Safety รวมไปถึงเป็นผลงานอัลบั้มแรกที่ได้ Spencer Chamberlain เข้ามารับหน้าที่ร้องนำ ซึ่งมันก็ทำให้ทิศทางของวงเป็นไปในทางที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด รวมไปถึงการแบ่งพาร์ทเสียงร้องท่อนคลีนให้กับมือกลอง Aaron Gillespie ยิ่งทำให้วงมีจุดขายที่โดดเด่น ส่วนดนตรีของพวกเขาในแต่ละเพลงถือว่ามีความหลากหลาย มีทั้งฟังง่าย ๆ หรือแม้กระทั่งซาวด์ปั่นป่วนชวนวุ่นวายก็มีให้ฟัง มีเพลงที่หลายคนมักจะพูดถึงอย่าง “A Boy Brushed Red Living in Black and White”, “Reinventing Your Exit” และ “It’s Dangerous Business Walking Out Your Front Door” หลังจากอัลบั้มนี้พวกเขาก็ปรับดนตรีให้มีความละเอียดซับซ้อนมากยิ่งขึ้น และได้ประกาศยุบวงไปช่วงนึง แต่ล่าสุดได้กลับมารวมวงกันใหม่เรียบร้อยแล้ว

Discovering the Waterfront (2005) – Silverstein

สำหรับ Silverstein มีความหนักหน่วงในแบบโพสต์ฮาร์ดคอร์ค่อนข้างสูงทีเดียว โดยเฉพาะในอัลบั้ม Discovering the Waterfront ที่พวกเขามักจะแสดงท่อนเบรกดาวน์หน่วง ๆ เป็นท่าไม้ตายเป็นประจำ รวมไปถึงการสร้างเมโลดี้สวย ๆ แต่ไม่เหมือนกับวงไหน ๆ ในตอนนั้น พิสูจน์ได้จากเพลงฮิตของวงอย่าง “Smile in Your Sleep” และ “My Heroine” ซึ่งสองเพลงนี้ก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่บรรดาเด็กอีโมมักจะหยิบมาเปิดฟังเสมอ ๆ อย่างแน่นอน

Nightmare Anatomy (2005) – Aiden

เมืองซีแอตเทิล ไม่ได้มีดีแค่วงกรันจ์ แต่ยังมีวงอีโมพังก์ชั้นดีด้วยเช่นกัน พวกเขาคือวง Aiden ที่โดดเด่นด้วยซาวด์ดนตรีที่มีความเป็นฮาร์ดคอร์พังก์สูง ผสมผสานกับเมโลดี้อีโมสมัยนิยม รวมไปถึงยังแต่งตัวและแต่งหน้าในสไตล์แวมไพร์คล้าย ๆ กับ My Chemical Romance อีกด้วย ส่วนเพลงที่ทุกคนพูดถึงในอัลบั้มนี้ได้แก่เพลง “The Last Sunrise” และ “Die Romantic” ซึ่งมีคำว่า ‘nightmare’ เหมือนกันทั้งสองเพลงเลย ฮ่า ๆ

On Frail Wings of Vanity and Wax (2006) – Alesana

ความแรดของเสียงร้องและท่าทางคงไม่มีใครเกิน Alesana ในตอนนั้นอย่างแน่นอนครับ เพียงเห็นมิวสิควิดีโอของพวกเขาทำเอาผมตกใจเล็กน้อยแล้วแอบคิดว่า “ทำไมมันแรดเหมือนสาวประเภทสองแบบนี้” ฮ่า ๆ รวมไปถึงแฟชั่นทรงผมของวงที่ย้อมสีได้แสบสันเตะตามาก ส่วนดนตรีของพวกเขาก็มาทางสครีมโมเต็มตัว สัดส่วนดนตรีจึงค่อนข้างวุ่นวาย และมีความจับฉ่ายไปในตัว โดยเฉพาะเสียงร้องที่โทนกดต่ำแบบเดธก็มา พวกเขาเป็นอีกหนึ่งวงที่สร้างชื่อจากเว็บไซต์มายสเปซจนกลายเป็นที่รู้จักของชาวอีโมในเวลานั้น

จริง ๆ ยังมีอีกหลายอัลบั้มที่ให้พูดถึงนะครับ ทั้ง Hawthorne Heights อัลบั้ม The Silence in Black and White, Sensed Fail อัลบั้ม Let It Enfold You และอีกมากมาย แต่จะให้หยิบยกมาทั้งหมดเกรงว่าเขียนอีกสามเดือนน่าจะไม่เสร็จแน่ ๆ ฮ่า ๆ ก็เลยขอเลือก 12 อัลบั้มที่มีผลกระทบต่อชาวอีโมในยุคนั้นมาพูดถึง ก็หวังว่าจะทำให้เด็กอีโมทั้งหลายในตอนนั้นได้รำลึกบรรยากาศดี ๆ ในวันเหล่านั้นกันนะครับ

Jeddy Tragedy

Jeddy Tragedy

Co-founder/writer at Headbangkok
นักร้องนำวงเดธคอร์ Tragedy of Murder, ผู้ร่วมก่อตั้งและนักเขียนHeadbangkok
ชอบเล่นมุกกริบ ชอบหยิบแบงค์ 20 จากกุมารในบ้าน และต้องฟังเพลงของวง Oasis ทุกวันจนแม่รำคาญ
Jeddy Tragedy
SHARE:Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestShare on Google+Buffer this pageEmail this to someonePrint this page