เป็นที่รู้กันว่าบทเพลงของ Oasis ส่วนใหญ่ ถูกประพันธ์และเรียบเรียงโดย Noel Gallagher ทั้งดนตรี ทั้งเนื้อร้อง เรียกได้ว่าเป็นผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จ จนผลักดัน Oasis ให้กลายเป็นตำนาน

แต่สิ่งนึงที่ขาดไม่ได้เช่นกันคือเสียงร้องอันมีเอกลักษณ์ของน้องชายสุดกวนของเค้า Liam Gallagher นั่นเอง ซึ่งเค้าได้ถ่ายทอดเสียงผ่านบทเพลงของ Oasis ไว้มากมาย และวันนี้เราขอเลือก 10 บทเพลงยอดเยี่ยมที่ร้องโดย LG มาให้ชาว Headbangkok ได้อ่าน ได้ฟังกัน มาเริ่มกันเลย!

 

“Champagne Supernova”

ผลงานจากอัลบั้มที่ต่อยอดความสำเร็จจากอัลบั้มแรก อัลบั้มที่เต็มไปด้วยบทเพลงยอดเยี่ยมและโด่งดังไปทั่วโลก และ “Champagne Supernova” คือเพลงสุดท้ายที่ถูกบรรจุอยู่ในอัลบั้มนี้ เป็นการเลือกเพลงปิดได้อย่างงดงามมาก ๆ ความยาวของเพลงนี้อยู่ที่เกือบ 7 นาทีครึ่ง แต่การฟังเพลงนี้กลับไปรู้สึกว่ายาวนานและน่าอึดอัดจนอยากกดข้ามไปแต่อย่างใด กลับกันตัวเพลงได้นำพาเราเข้าไปสู่ห้วงมิติของเพลงและเคลิบเคลิ้มไปกันมัน แต่ละพาร์ทของดนตรีดำเนินไปด้วยความงดงาม สอดคล้องกับเสียงร้องของ Liam ที่ถ่ายทอดอารมณ์ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม “Champagne Supernova” เป็นเพลงที่ผมเปิดฟังเท่าไหร่ก็ไม่เคยรู้สึกเบื่อเลยครับ

 

“Live Forever”

“You and I are gonna live forever”

ประโยคง่าย ๆ แต่โคตรโดนใจ และแน่นอนมันกลายเป็นวลีที่ติดหูสาวก Oasis อย่างสุด ๆ เพลงนี้คือซิงเกิ้ลที่สามที่ทางวงเลือกมาโปรโมทต่อจากเพลง “Supersonic” และ “Shakermaker” เพลง “Live Forever” เต็มไปด้วยวัตถุดิบของความเป็นร็อกแอนด์โรลชั้นดี ท่อนโซโล่ของ Noel ก็สร้างสรรค์ได้อย่างเพอร์เฟค เป็นอีกหนึ่งบทเพลงทรงคุณค่าของ Oasis อย่างแท้จริง

 

“All Around The World”

ความยาวของเพลงนี้อยู่ที่ 9.20 นาที แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เพราะความสามารถในการเรียบเรียงเพลงของ Noel ไม่เคยทำให้มันรู้สึกยาวแต่อย่างใด เช่นเดียวกับสิ่งที่เค้าทำไว้ในเพลง “Champagne Supernova” เป๊ะ ๆ เพลงนี้เป็นเหมือนบทสรุปในอัลบั้ม Be Here Now พาร์ทดนตรีไหลลื่นและสมูท แทรกมาด้วยเครื่องเป่าและเครื่องสายที่ทำให้ตัวเพลงมีความอลังการมากขึ้น เป็นอีกหนึ่งเพลงของ Oasis ที่รู้สึกหลงรักมันเป็นอย่างมาก

 

“Stop Crying Your Heart Out”

แฟน Oasis หลาย ๆ คนอาจจะไม่ได้ประทับใจกับผลงานเพลงในอัลบั้ม Heathen Chemistry ซักเท่าไหร่ แต่ก็ปฎิเสธไมไ่ด้เลยว่าเพลง Heathen Chemistry นั่นยอดเยี่ยมขนาดไหน อารมณ์ของเพลงถูกถ่ายทอดด้วยสไตล์บัลลาดเคล้าเสียงเปียโน ถ่ายทอดอารมณ์ความเศร้าหมองเหมือนอยู่ในแสงไฟสลัว ๆ ใครได้ฟังเพลงนี้ตอนอกหักมีน้ำตาแตกแน่นอน นอกจากนั้นเพลงนี้ยังถูกใช้เป็นเพลงประกอบภาพยนต์เรื่อง The Butterfly Effect ภาคแรก ที่นำแสดงโดย Ashton Kutcher อีกด้วย

 

“Wonderwall”

อีกหนึ่งบทเพลงที่มีผู้คนรู้จักมากที่สุด เช่นเดียวกับ “Don’t Look Back In Anger” โดยเฉพาะร้านเหล้าในบ้านเรามักจะหยิบเพลงนี้มาเล่นกันเกือบตลอด แม้จะฮิตจนหลาย ๆ คนเบื่อ แต่เอาเข้าจริง ๆ แล้วเพลงที่มันก็ยอดเยี่ยมไม่ใช่หรอ ทั้งในภาคของดนตรีและในแง่ของความสำเร็จ ดนตรีสไตล์อะคูสติก คอร์ดกีตาร์สวย ๆ พร้อมกับเอกลักษณ์เสียงร้องจาก Liam ถูกนำมาคลุกเคล้าให้เข้ากันอย่างลงตัว แม้ Noel จะเคยสัมภาษณ์ว่าเพลงนี้ไม่ได้มีความหมายห่าเหวอะไรเลยก็ตาม แต่เชื่อว่ามันน่าจะมีความหมายต่อใครหลาย ๆ คนที่ได้ฟังเพลงนี้แน่นอน

 

“Bring It On Down”

ถ้าจะถามหาเพลงที่หนักและก้าวร้าวที่สุดของวง Oasis คงต้องยกให้ “Bring It On Down” ดนตรีมีความเข้มข้นของความเป็นฮาร์ดร็อกผสมผสานเข้ากับพังก์ร็อกได้อย่างสะใจ รวมไปถึงเนื้อหาที่โคตรจะพังก์เช่นกัน อารมณ์เพลงนี้เหมือนฟัง Sex Pistols และ Led Zeppelin ไปพร้อม ๆ กันเลยทีเดียว

 

“Cigarettes & Alcohol”

ผลงานจาก Definitely Maybe ถูกยกมาเยอะจัง ฮ่า ๆ ก็ไม่แปลกหรอกครับ เพราะสองอัลบั้มแรกของ Oasis มันคือที่สุดของวงแล้วจริง ๆ และเพลง “Cigarettes & Alcohol” ก็เป็นอีกหนึ่งเพลงที่มีกลิ่นอายของความเป็นพังก์ร็อก โดยเฉพาะเสียงร้องสุดยียวนของ Liam ที่บางสำเนียงทำให้เราแอบนึกถึง Johnny Rotten นักร้องนำของ Sex Pistols เลย

 

“Don’t Go Away”

เพลงช้าจากอัลบั้ม Be Here Now หลาย ๆ คนอาจจะนึกถึงเพลง “Stand By Me” เป็นเพลงแรก แต่สำหรับผมขอเลือก “Don’t Go Away” อินโทรเข้ามาด้วยลูกโซโล่กีตาร์เท่ ๆ ที่คลอไปกับการตีคอร์ดจากกีตาร์โปร่ง การวางโครงสร้างเพลงนี้ค่อนข้างซับซ้อนและละเอียด นอกจากนั้นแล้วยังมีเครื่องสาย, เครื่องเป่า และเปียโนมาทำหน้าที่แบ็คกราวน์ให้ด้วย และที่สำคัญเพลงนี้ Liam ยังถ่ายทอดอารมณ์ได้อย่างจับใจ

 

“Let There Be Love”

ส่วนที่ชอบของเพลงนี้คือพวกเขานำอิทธิพลของ The Beatles มาใส่ไว้เต็ม ๆ คือถ้าเอาเสียงร้องของสมาชิกคนใดคนหนึ่งของสี่เต่าทองมาใส่ก็จะกลายเป็นเพลงของ The Beatles ได้เลย เพลงนี้เต็มไปด้วยความงดงาม และเป็นการแท็กทีมแบ่งพาร์ทกันร้องระหว่างสองพี่น้องกัลลาเกอร์ได้อย่างลงตัว

 

“Go Let It Out”

อัลบั้ม Standing On The Shoulder Of Giants เต็มไปด้วยการทดลองซาดว์ใหม่ ๆ ของวง Oasis และเพลง “Go Let It Out” คือการผสมผสานของซาวด์ออริจินัลและซาวด์ทดลองให้เข้ากัน จริง ๆ เป็นเพลงเปิดตัวต่อจากอินโทร “Fuckin’ in the Bushes” ที่ให้อารมณ์ได้เท่มาก ๆ

 

จริง ๆ ยังมีอีกหลายบทเพลงที่ถูกถ่ายทอดโดยเสียงของ Liam Gallagher ที่ผมประทับใจ แต่ขอยกมาสิบเพลงที่ผมมักจะเปิดฟังมาเขียนแล้วกันครับ แม้ตัวตนของ Liam จะยียวนกวนประสาท ปากหมา วีรกรรมแย่ ๆ เยอะแยะเต็มไปหมด (ปัจจุบันทำตัวน่ารักขึ้นมาหน่อย ฮ่า ๆ ) แต่ให้มองลึกลงไปผ่านสิ่งที่ได้กล่าวมา Liam Gallagher คือนักร้องที่มีเอกลักษณ์และยิ่งใหญ่จริง ๆ ในวงการเพลงร็อกแอนด์โรล จากเด็กหนุ่มไม่เอาไหนก้าวมาเป็นร็อกสตาร์ได้ ถ้าไม่เจ๋งจริงคงทำไม่ได้แน่นอนครับ

นอกจากงาน Liam Gallagher Live In Bangkok แล้ว ยังมีงาน Oasis Tribute #2 โดยงานจะจัดขึ้นในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2018 ที่ OXA Pub ห้วยขวาง โดยในงานจะมีศิลปินไทยอย่าง Bobabis, Pretty Punks, Morning Chemistry, The Young Wolf และ Oasis FC มาร่วมกันคัฟเวอร์ผลงานของ Oasis, Liam Gallagher, Beady Eye และ Noel Gallagher’s High Flying Birds รวมกันถึง 40-50 เพลง บัตรราคา 250 บาท แฟน ๆ Oasis ห้ามพลาดนะครับ

รายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติม -> https://www.facebook.com/events/290838931407237/

Jeddy Tragedy

นักร้องนำวงเดธคอร์ Tragedy of Murder, ผู้ร่วมก่อตั้งและนักเขียน Headbangkok
ชอบเล่นมุกกริบ ชอบหยิบแบงค์ 20 จากกุมารในบ้าน และต้องฟังเพลงของวง Oasis ทุกวันจนแม่รำคาญ